กรมชลฯระดมฟื้นฟูพื้นที่ ช่วยประชาชนพ้นภัยน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692360

วันพุธ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้กำชับไปยังโครงการชลประทานและสำนักเครื่องจักรกลให้เร่งเข้าฟื้นฟูหลังจากน้ำลด เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับเข้าที่อยู่อาศัยและใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว พร้อมสำรวจอาคารชลประทานและระบบส่งน้ำให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพในช่วงฤดูแล้งนี้ รวมทั้งวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการจัดสรรน้ำตามลำดับความสำคัญ โดยจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคเป็นอันดับแรก

ด้านนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยา ว่าสถานีวัดน้ำ C.2 จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,750 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ทำให้ที่สถานีวัดน้ำ C.13 เขื่อนเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,567 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงบริหารจัดการน้ำด้วยการใช้อ่างเก็บน้ำฯ ในพื้นที่ตอนบนเก็บกักน้ำไว้ ร่วมกับการบริหารจัดการน้ำทางฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จะลดลงเหลือในอัตรา 700 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้ปริมาณน้ำที่ท่วมขังในหลายพื้นที่ ทยอยกลับสู่ระดับตลิ่ง และเตรียมเร่งเข้าฟื้นฟูพื้นที่ภายหลังน้ำลด ตามนโยบายของ รมว.เกษตรฯ

ส่วนพื้นที่ภาคใต้ ขอให้เตรียมรับมือสถานการณ์น้ำหลาก ตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนด เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำท่า เพื่อบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด สอดคล้องกับสถานการณ์ กำหนดคน กำหนดพื้นที่เสี่ยง กำหนดเครื่องจักรเครื่องมือ ให้พร้อมแก้ไขสถานการณ์ โดยบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

‘สมาคมวิทยาการวัชพืช’แนะ‘NGO’ฟังข้อมูลรอบด้านก่อนยุแบน‘ไกลโฟเซต’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692280

‘สมาคมวิทยาการวัชพืช’แนะ‘NGO’ฟังข้อมูลรอบด้านก่อนยุแบน‘ไกลโฟเซต’

‘สมาคมวิทยาการวัชพืช’แนะ‘NGO’ฟังข้อมูลรอบด้านก่อนยุแบน‘ไกลโฟเซต’

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.56 น.

“สมาคมวิทยาการวัชพืช”แนะ”NGO”ฟังข้อมูลรอบด้านก่อนยุแบน”ไกลโฟเซต” ชี้ 161 ประเทศยังให้ใช้ได้

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 เฟซบุ๊กแฟนเพจ “สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความรู้ด้านการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย โพสต์ข้อความระบุว่า เกษตรกรปลูกพืชเลี้ยงชีพ แต่ NGO ขายฝันเลี้ยงชีพ

หลังจาก # สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติได้จัดไกลโฟเซตให้อยู่กลุ่มสารที่อาจจะก่อมะเร็งในคน เมื่อปีก่อน 2558 ทำให้รัฐบาลของหลายประเทศให้ความสนใจในเรื่องนี้และ NGO ทั่วโลกเสนอให้แบนไกลโฟเซต

มีคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทไบเออร์ (หลังจาก บ. ไบเออร์ซื้อ บ. มอนซานโต้) ว่าไกลโฟเซตทำให้เกิดมะเร็งเกิดขึ้นมากมายในสหรัฐอเมริกา ที่ศาลรับฟ้องแล้วมากกว่า หนึ่งร้อยคดี และอยู่ในระหว่างการยื่นฟ้องอีกประมาณหนึ่งแสนคดี

แต่สหรัฐอเมริกา..ยังอนุญาตให้ใช้ไกลโฟเซต ทั้งๆที่มีคดีฟ้องร้องจำนวนมาก บริษัทไบเออร์แพ้คดีต้องจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ฟ้อง ไปแล้ว 3 คดี ในเวลาต่อมา ไบเออร์ชนะไปแล้ว 6 คดี เพราะศาลยึดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่หน่วยงานด้านความปลอดภัยทั่วโลก 16 แห่งรวมถึง US EPA ได้ประเมินข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ “ที่น่าเชื่อถือ” และสรุปว่า ไกลโฟเซตไม่ใช่สารก่อมะเร็งในคน ล่าสุด บริษัทไบเออร์จากยกเลิกการขายไกลโฟเซตเฉพาะในบ้านเรือน (household use) แต่ยังขายให้ภาคเกษตร (Agricultural Use) เพราะคดีฟ้องร้องส่วนใหญ่มากกว่า 90% ไม่ใช่เกษตรกร

ปี 2565 ประเทศไหนแบนไกลโฟเซต

พบว่ามี9 ประเทศที่แบนไกลโฟเซต ในทวีปอเมริกา 2 ประเทศ ตะวันออกกลาง 6 ประเทศ และ ทวีปเอเซีย มี ประเทศเดียวคือเวียดนาม แต่ประเทศที่ยังใช้อยู่อึก161 ประเทศ รวมทั้ง ประเทศไทย

ที่น่าสนใจคือประเทศเม็กซิโก ที่รัฐบาลเคยประกาศแบนไกลโฟเซตไปเมื่อปี 2563 แต่ในปี 2565 ศาลได้มีคำพิพากษา ให้ยกเลิกคำสั่งแบนไกลโฟเซตดังกล่าว ด้วยเหตุผลว่า “ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ว่าไกลโฟเซตเป็นสารก่อมะเร็งในคน”‼

บราซิล.เป็นประเทศที่ส่งออกถั่วเหลืองอันดับ หนึ่งของโลก มีการปลูกถั่วเหลือง GMO และใช้ไกลโฟเซต และมึการยื่นเรื่องให้ศาลสั่งยกเลิกการใช้ไกลโฟเซต เพราะในปี 2558 สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติหรือ IARC ได้ออกมาเตือนว่า ไกลโฟเซต “อาจจะ” เป็นสารก่อมะเร็งในคน แต่ในปี 2561 ศาลได้มีคำพิพิพากษาไม่รับคำร้องและให้นำกลับไปทบทวนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือและเป็นปัจจุบัน เพราะการแบนไกลโฟเซต และสารกำจัดศัตรูพืชอีก 2 ชนิด คือ อะบาเม็กติน และไทแรม จะสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงให้กับเศรษฐกิจและประชาชนของประเทศบราซิล

ศรีลังกา..เคยแบนไกลโฟเซตไป 2 ครั้งและกลับมาประกาศยกเลิกแบน เพราะเกิดปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ

EU หรือสหภาพยุโรป ได้แต่งตั้ง คณะกรรมการประเมินความปลอดภัยของไกลโฟเซตก่อนที่จะอนุญาตต่อทะเบียนไกลโฟเซตในเดือนธันวาคม 2565 นี้ ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจาก 4 ประเทศ (ฝรั่งเศส ฮังการี เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน) สรุปผลในเดือน มิถุนายน 2565 ว่าไกลโฟเซต ไม่ใช่สารก่อมะเร็งในคน ซึ่ง ECHA จะได้นำรายงานนี้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่พิจารณาต่อไปในปี 2566 ดังนั้น ไกลโฟเซต จึงยังใช้ได้ในสหภาพยุโรปจนกว่าจะมีมติเป็นทางการในปึหน้า

เป็นที่น่าสังเกตว่าทำไมหน่วยงานด้านความปลอดภัยชั้นนำทั่วโลก 16 แห่ง ในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหภาพยุโรป ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมัน ญี่ปุ่น เกาหลี บราซิล รวมถึง FAO และ WHO ต่างออกมาประเมินตรงกันว่า ไกลโฟเซตยังปลอดภัยต่อการใช้และไม่ใช่สารก่อมะเร็งในคน

แต่จะมีหน่วยงานเดียวคือสถาบันมะเร็งนานาชาติซึ่งสถาบันนี้ไม่ได้ทำงานวิจัย แต่เป็นการรวบรวมข้อมูลหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แล้วนั่งพิจารณากันว่า ควรจัดสารเคมีตัวนั้นตัวนี้ ให้ไปอยู่กลุ่มไหน โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม

กลุ่ม 1 คือสารก่อมะเร็ง

กลุ่ม 2A คือ สารที่อาจก่อมะเร็งในคน

กลุ่ม 2B คือ สารที่มีโอกาสก่อมะเร็งในคน

กลุ่ม 3 คือ สารที่ยังจัดกลุ่มไม่ได้ว่าเป็นสารก่อมะเร็ง

ตัวเลข 16 : 1 น่าจะชัดเจนแล้วว่า ข้อมูลของสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ยังน่าเชื่อน่าเชื่อถือหรือไม่

แปลกที่บรรดา NGO ทั่วโลก พยายามอ้างอิงและใช้ข้อมูลของสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ แต่กลับไม่สนใจข้อมูลของหน่วยงานด้านความปลอดภัย 16 หน่วยงานซึ่งมีความน่าเชื่อถือและมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ใช้ไกลโฟเซตทั่วโลก ขายไอเดียโลกที่สวยงามเต็มไปด้วยผีเสื้อบินว่อนในท้องฟ้า แต่ลืมไปว่าก่อนจะเป็นผีเสื้อแสนสวย..ต้องเป็นหนอนกินต้นไม้ใบหญ้าไปเท่าไหร่

NGO ต่อต้านสารเคมีกำจัดศัตรูพืช สนับสนุนให้ใช้ชีวภัณฑ์ อ้างว่าดีและปลอดภัย ถ้าชีวภัณฑ์มีจริง ดีจริง คุ้มจริง เกษตรกรทั่วโลกเลิกใช้สารเคมีไปนานแล้ว ไม่ต้องรอให้ NGO มารณรงค์ต่อต้าน และที่อยากถามกลับไปว่า ชีวภัณฑ์ปลอดภัย 100% จริงมั้ย

เตือน! เปิบพิสดาร’ค้างคาว’ระวังติดเชื้อโรค เผยพบไวรัสมากกว่า 60 ชนิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692203

เตือน! เปิบพิสดาร'ค้างคาว'ระวังติดเชื้อโรค เผยพบไวรัสมากกว่า 60 ชนิด

เตือน! เปิบพิสดาร’ค้างคาว’ระวังติดเชื้อโรค เผยพบไวรัสมากกว่า 60 ชนิด

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.00 น.

กรมปศุสัตว์เตือน! เปิบพิสดาร”ค้างคาว”ระวังติดเชื้อโรค หลังจากมีผู้ทำคอนเทนต์กินค้างคาวในสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมตรวจเข้มพบนักท่องเที่ยวแอบลักลอบนำค้างคาวรมควันเข้าราชอาณาจักรไทย รวบคาด่านกักกันสัตว์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากหลังมีผู้ทำคอนเทนต์กินค้างคาวในสื่อสังคมออนไลน์ กรมปศุสัตวเตือนประชาชนควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสและบริโภคค้างคาว เพราะสัตว์รังโรคมักไม่แสดงอาการป่วย โดยโอกาสในการได้รับเชื้อโรคอาจเกิดขึ้นตั้งแต่การเข้าไปจับสัตว์ป่า การสัมผัสสารคัดหลั่งหรือมูลค้างคาว จนกระทั่งขั้นตอนการชำแหละก่อนการปรุง รวมทั้งการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก ซึ่งอาจมีเชื้อโรคบางชนิดที่ไม่สามารถทำลายโดยการปรุงสุกได้ กรมปศุสัตว์จึงขอให้ประชาชนไม่รับประทานสัตว์แปลกและรับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุก เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดโรคดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ค้างคาวเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ซึ่งผู้ที่ครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครองฯ และมีการลักลอบนำซากสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรไทยจะมีความผิดตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 นอกจากนี้ ค้าวคาวยังเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติของเชื้อโรคหลายชนิด มีรายงานพบเชื้อไวรัสมากกว่า 60 ชนิดในค้างคาว ซึ่งไวรัสหลายชนิดสามารถติดต่อและก่อโรคในคนและสัตว์ได้ เช่น ไวรัสนิปาห์ ที่ก่อโรคไข้สมองอักเสบในคนและสุกร ไวรัสโคโรนา ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคซาร์ส เมอร์ส และ COVID-19 ไวรัสลิสสาที่ทำให้เกิดโรคพิษสุนัขบ้า และไวรัสอีโบลา ที่ทำให้คนเสียชีวิตจำนวนมาก นอกจากเชื้อไวรัสแล้ว ยังสามารถพบเชื้อก่อโรคชนิดอื่นได้ด้วย เช่น เชื้อเลปโตสไปโรสิส สาเหตุของโรคฉี่หนู โรคติดเชื้อรา Histoplasmosis

นอกจากนั้น ยังได้มีการเตรียมพร้อมในการตรวจวินิจฉัยโรคที่มีค้างคาวเป็นพาหะ หากพบสัตว์ป่วยหรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ให้แจ้งอาสาปศุสัตว์หรือเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่อย่างเร่งด่วน เพื่อสอบสวนโรคและเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติและศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ประจำภูมิภาค และสามารถแจ้งผ่านสายด่วนกรมปศุสัตว์ 06-3225-6888 หรือ Application : DLD 4.0 ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งสั่งการให้ตรวจสอบเข้มในการลักลอบการนำเข้าอย่างเข้มงวด โดยล่าสุดสามารถตรวจพบนักท่องเที่ยวแอบลักลอบนำค้างคาวรมควันเข้าราชอาณาจักรไทย รวบคาด่านกักกันสัตว์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอีกด้วย

– 006

เกษตรฯจับมือโคลอมเบีย แลกเปลี่ยนข้อมูลปลูกข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692091

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าว ต้อนรับคณะนักธุรกิจจากหอการค้า จังหวัด Casanare ประเทศโคลอมเบีย นำโดย นายเฆซูส ออร์ลันโด้ ริโอส CEO บริษัท Cosechar Sas ที่ได้เข้าเยี่ยมคารวะ เนื่องจากมีความสนใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีในด้านอุตสาหกรรมเกษตร ธุรกิจ การค้า และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมข้าวไทย ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสที่ดีในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้า และการลงทุนระหว่างไทยและโคลอมเบีย โดยมีผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการเยี่ยมคารวะในครั้งนี้ที่กรมการข้าว

ทั้งนี้ ในระหว่างการเข้าเยี่ยมคารวะในครั้งนี้ ฝ่ายโคลอมเบีย ประสงค์จะทำความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านวิชาการระหว่างประเทศ ได้แก่ การแลกเปลี่ยนนักวิชาการและเกษตรกรระหว่างกัน โดยฝ่ายโคลอมเบียมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการปลูกข้าวและการสีข้าวและฝ่ายไทยมีความเชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูกข้าวซึ่งหากทั้งสองประเทศ ได้ทำความร่วมมือกัน จะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรของทั้งสองประเทศได้เป็นอย่างดี

กรมข้าวห่วงปัญหา‘ข้าวกระทบหนาว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692094

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการและมอบหมายให้กรมการข้าว เร่งให้คำแนะนำและตรวจเยี่ยมให้กำลังใจแก่ชาวนาอย่างใกล้ชิดในช่วงฤดูหนาว ซึ่งอุณหภูมิที่ลดลงอาจจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าว โดย นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่าจากพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาที่ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศเย็นถึงหนาว โดยอุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศาเซลเซียส จึงเป็นห่วงเกษตรกรที่ปลูกข้าว เนื่องจากสภาพอากาศที่เย็นลงอาจทำให้ประสบกับปัญหา “ข้าวกระทบหนาว” ที่จะส่งผลให้ได้ผลผลิตไม่เต็มที่

นายณัฏฐกิตติ์กล่าวต่อว่า เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงนาและสังเกตความผิดปกติของต้นข้าว เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที โดยอาการของต้นข้าวที่ได้รับผลกระทบจากอากาศหนาวนั้นส่วนใหญ่พบว่าข้าวมีโอกาสเป็นหมันสูง ออกรวงช้า และสุกแก่ไม่พร้อมกัน โดยอาการเป็นหมันนั้นจะพบในช่วงวิกฤตในอุณหภูมิ 15-17 องศาฯและจะพบอาการดังกล่าวในอุณหภูมิ17-19 องศาฯ สำหรับพันธุ์ข้าวที่อ่อนแอต่ออากาศหนาว ซึ่งพันธุ์ข้าวที่มีความอ่อนแอต่อสภาพอากาศหนาวเย็นนั้น ได้แก่ พันธุ์สุพรรณบุรี 3 ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับข้าวทุกระยะ

นอกจากนี้ อุณหภูมิที่ลดต่ำลงยังส่งผลกระทบให้การสังเคราะห์แสงของข้าวลดลงอย่างมาก หากอุณหภูมิของรากและอากาศต่างกัน 5-7 องศาฯ จะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำตาลในใบข้าวด้วย และพันธุ์ข้าวที่อ่อนแอเมื่อกระทบต่ออุณหภูมิต่ำ ปริมาณโปรตีนในอับเรณูของข้าวจะเปลี่ยนแปลงไปมากกว่า 2 เท่าและหากยังคงมีอากาศหนาวต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อการออกรวงและผลผลิต โดยแนวทางแก้ไขคือฉีดพ่นฮอร์โมน (NAA, ไซโตไคนิน หรืออื่นๆ) เพื่อกระตุ้นให้ข้าวออกรวง

ปลัดเกษตรฯนำทีม ตรวจพื้นที่สิงห์บุรี รุดเยียวยาเกษตรกร รับผลกระทบน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692092

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยใน จ.สิงห์บุรี โดยมีนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ที่สวนศรีวิเชียร ต.ทับยา อ.อินทร์บุรี ว่าจากสถานการณ์น้ำท่วมทำให้มีหลายอำเภอได้รับผลกระทบโดยเฉพาะ ต.ทับยา ได้รับผลกระทบอย่างหนัก มีเพียงสวนศรีวิเชียรแห่งเดียวที่สามารถรอดพ้นจากน้ำท่วมได้ เนื่องจากเป็นแปลงที่ใช้หลักการโคกหนองนาโมเดล ในการทำเกษตร มีการขุดบ่อเพื่อสร้างแหล่งน้ำไว้ในพื้นที่สวน และใช้ดินจากการขุดบ่อมาเสริมเป็นคันกั้นน้ำบริเวณโดยรอบแปลง บนคันดินมีการปลูกไม้ยืนต้น อาทิ ต้นพะยูง ต้นยางนา และเสริมระหว่างระยะด้วยต้นกล้วย เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับไม้ยืนต้น ประกอบกับมีการทำการเกษตรแบบผสมผสานปลูกข้าวเป็นหลักและแบ่งแปลงสำหรับปลูกไม้ผล อาทิ ส้มโอ ฝรั่ง ชมพู่ ผลไม้ ตามฤดูกาล ทำให้เป็นเพียงสวนเดียวในพื้นที่ซึ่งสามารถทำการเกษตรต่อไปได้ โดยหลังจากนี้จะส่งเสริมและสนับสนุนปัจจัยต่างๆ เพื่อให้สวนศรีวิเชียร เป็นแปลงต้นแบบนำร่อง สำหรับให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้และนำไปปรับใช้ในอนาคต

ขณะเดียวกัน ได้ถือโอกาสพบปะกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ อ.อินทร์บุรี รับทราบปัญหา ความต้องการต่างๆ รวมทั้งได้ให้กำลังใจ และได้นำสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น พด.6 พันธุ์มะนาว พันธุ์กล้วย และเมล็ดพันธุ์ผัก มามอบให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมด้วย

‘อลงกรณ์’หนุนงานสหกรณ์ มุ่งให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692093

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังได้รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัยศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ให้เป็นประธานพิธีเปิดการประชุม“การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรสู่ความเข้มแข็ง” พร้อมมอบนโยบายการปฏิบัติราชการในปีงบประมาณ 2566 ให้แก่ข้าราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ว่าการมอบนโยบายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตร และขับเคลื่อนงานสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการเกษตร มีเป้าหมายในการพัฒนาให้ “เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้น” มุ่งเน้นให้ “เกษตรกรรวมกลุ่มกันช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในรูปแบบของการสหกรณ์” สร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรของชุมชนโดยส่งเสริมให้นำแนวทาง “การตลาดนำการผลิต การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และการนำเทคโนโลยีการเกษตรมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต” เพื่อลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างระบบการเงินการบัญชีที่มีเกณฑ์การตรวจสอบตามมาตรฐานสากลให้แก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรนำไปใช้ปฏิบัติ มีการกำหนดเกณฑ์การควบคุมภายในที่ดี การควบคุมและดูแลการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

นายอลงกรณ์กล่าวอีกว่า ได้มอบนโยบายแก่กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แบ่งเป็นนโยบายด้านการส่งเสริม พัฒนา และการกำกับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ประกอบด้วย 1.ผลักดันให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจกับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมากขึ้น 2.เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 3.การบริหารองค์กรด้วยหลักธรรมาภิบาล และ 4.แก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร นโยบายด้านการตรวจสอบทางการเงินและการบัญชี ประกอบด้วย 1.พัฒนาระบบการตรวจสอบบัญชี 2.ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลและตรวจสอบคุณภาพการสอบบัญชีสหกรณ์ 3.พัฒนาความสามารถด้านการเงินการบัญชี และการควบคุมภายในแก่สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และเกษตรกร และ 4.มุ่งพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีด้านการบัญชีเพื่อให้บริการแก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

“การทำงานในปีงบประมาณ 2566 ขอให้บุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ประสานความร่วมมือและช่วยกันทำงานเพื่อยกระดับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีมาตรฐานสูงขึ้น และสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และขอให้เน้นย้ำเรื่องการดำเนินการของสหกรณ์ให้มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจตามแนวทางของสหกรณ์ที่มีสมาชิกเป็นศูนย์กลาง ซึ่งท่านทั้งหลายเปรียบเสมือนทัพหน้า ที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับสหกรณ์ เกษตรกร และประชาชน จึงเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม” นายอลงกรณ์ กล่าว

กระทรวงเกษตรฯ มอบประกาศนียบัตร และเข็มวิทยฐานะ แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมของนักบริหารการเกษตรและสหกรณ์ ปี2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692084

กระทรวงเกษตรฯ มอบประกาศนียบัตร และเข็มวิทยฐานะ แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมของนักบริหารการเกษตรและสหกรณ์ ปี2565

กระทรวงเกษตรฯ มอบประกาศนียบัตร และเข็มวิทยฐานะ แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมของนักบริหารการเกษตรและสหกรณ์ ปี2565

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 19.07 น.

กระทรวงเกษตรฯ มอบประกาศนียบัตร และเข็มวิทยฐานะ แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมของนักบริหารการเกษตรและสหกรณ์ ประจำปีงบประมาณ 2565

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตร เข็มวิทยฐานะเกษตราภิภัทร เข็มวิทยฐานะเกษตราธิปัตย์ และเข็มวิทยฐานะเกษตราภิบาล สำหรับผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับสูง และระดับกลาง รวม 8 รุ่น ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก กรุงเทพฯ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในระดับผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บูรณาการความรอบรู้ในมิติของวิชาการ การทำงานสังคมและชีวิต ตลอดจนสร้างภาวะผู้นำ และมุมมองความคิดของนักบริหารยุคใหม่ เพื่อเตรียมก้าวขึ้นสู่การเป็นนักบริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ โดยจะส่งผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีต่อระบบบริหารจัดการในระดับ กรม กองต่าง ๆ และสามารถพัฒนาภารกิจในภาคการเกษตรให้ประสบความสำเร็จทั้งในปัจจุบันและอนาคต

“การขับเคลื่อนนโยบาย และบทบาทของผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ ควรต้องมีการพัฒนา รับรู้ และให้เกิดความเข้าใจในนโยบายของรัฐบาล ของกระทรวงเกษตรฯ และขับเคลื่อนนโยบายสู่บทบาทภารกิจของหน่วยงานได้อย่างชัดเจน มีความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ และเข้าใจบทบาทภาวะผู้นำยุคใหม่ หลักการบริหาร การวางแผน การนำเสนอ ประชาสัมพันธ์ การบริการที่ดี การพัฒนาบุคลิกภาพและการมีจิตสำนึกการเป็นข้าราชการที่ดี รวมไปถึงการพัฒนาบุคลากรในสังกัดให้มีอุดมการณ์และมีจิตสำนึกการเป็นข้าราชการที่ดี” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสถาบันเกษตราธิการ ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาสมรรถนะการเป็นผู้นำด้านการบริหารที่สำคัญให้แก่ผู้ที่จะก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงขึ้น และตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 72 กำหนดให้ส่วนราชการมีหน้าที่ดำเนินการ ให้มีการเพิ่มพูนประสิทธิภาพ และเสริมสร้างแรงจูงใจแก่ข้าราชการพลเรือนสามัญ เพื่อให้ข้าราชการพลเรือนสามัญมีคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม คุณภาพชีวิต มีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐฯ
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2565 สถาบันเกษตราธิการ ดำเนินการจัดฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารของกระทรวงเกษตรฯ จำนวน 8 รุ่น มีผู้ผ่านการฝึกอบรมจากทุกหน่วยงาน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ รวมถึงข้าราชการจากต่างกระทรวง กล่าวคือ หลักสูตรนักบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รุ่นที่ 5 (นบส.กษ.) จำนวน 48 คน หลักสูตรนักบริหารหารพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับสูง (นบส.) รุ่นที่ 80 – 82 จำนวน 396 คน และหลักสูตรนักบริหารหารพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาสง (นบก.) รุ่นที่ 100 – 103 จำนวน 564 คน รวมผู้ผ่านการอบรมทั้งสิ้น 1,008 คน

‘เฉลิมชัย’ขอบคุณชาวนา ไทยส่งออกข้าวโลก ครองแชมป์ข้าวดีที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/692083

'เฉลิมชัย'ขอบคุณชาวนา ไทยส่งออกข้าวโลก ครองแชมป์ข้าวดีที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน

‘เฉลิมชัย’ขอบคุณชาวนา ไทยส่งออกข้าวโลก ครองแชมป์ข้าวดีที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 19.05 น.

“เฉลิมชัย”ขอบคุณชาวนาไทยส่งออกข้าวโลกครองแชมปข้าวดีที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน เผยส่งออกข้าว 9 เดือน 9 หมื่นล้าน 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวล่าสุดพบเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและราคาโดย 3ไตรมาสแรกของปีนี้(ม.ค.-ก.ย.2565) ประเทศไทยส่งออกข้าวไปต่างประเทศได้ทั้งสิ้น 5.41 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 39.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่าส่งออก 2,796.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 23.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้ถึง95,233 ล้านบาท 

สำหรับราคาส่งออกข้าวไทยเฉลี่ยในเดือน ก.ย.2565 อยู่ที่ตันละ 510.8 ดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ที่ราคาตันละ 500.5 ดอลลาร์สหรัฐซึ่งทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดว่าปีนี้ไทยจะส่งออกข้าวได้ 7-8 ล้านตันทำให้ประเทศไทยกลับมาผงาดขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับ2ของโลกในปีนี้อย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันประเทศไทยยังได้รับเกียรติให้เป็นสถานที่จัดงานประชุมข้าวโลก (World Rice Conference) ครั้งที่ 14 (14th World Rice Conference) ระหว่างวันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2565   ณ จังหวัดภูเก็ต โดยThe Rice Trader วารสารชื่อดังของสหรัฐอเมริกา และจะมีการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลกคือรางวัล The World’s Best Rice Award ด้วยโดยก่อนหน้านี้ข้าวไทยได้รับรางวัลข้าวที่ดีที่สุดในโลก2ปีซ้อนซึ่งสะท้อนถึงผลจากการทำงานอย่างทุ่มเทของรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ.และกระทรวงพาณิชย์ตามยุทธศาสตร์ข้าวไทยและยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตภายใต้ความร่วมมือกับภาคเอกชนภาคเกษตรกรและทุกภาคส่วนที่บูรณาการทำงานเชิงรุกอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นนำถึงปลายน้ำและปลายปีนี้

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์โดยการสนับสนุนของรัฐบาลยังเดินหน้านโยบายประกันรายได้ข้าวปีที่4ซึ่งเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวช่วยเพิ่มรายได้ชาวนาให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและผลผลิตต่อไร่ได้มากขึ้นรวมทั้งเร่งการพัฒนาพันธ์ุข้าวเน้นส่งเสริมเกษตรนาแปลงใหญ่ใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตลอดจนการแปรรูปข้าวสู่เกษตรมูลค่าสูง

“ขอบคุณชาวนาไทยทุกคนทุกครัวเรือนและทุกภาคีภาคส่วนที่ร่วมกันทำงานอย่างหนักจนขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยเพิ่มขึ้น ยังมีปัญหาที่ค้างคาสะสมมานานโดยเฉพาะปัญหาหนี้สินรวมทั้งความท้าทายใหม่ๆโอกาสใหม่ๆที่เรายังต้องเผชิญในวันข้างหน้าโดยมีเป้าหมายที่จะต้องเพิ่มรายได้ให้ชาวนาแก้ไขปัญหาหนี้สินความยากจนและเพิ่มศักยภาพข้าวไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป.”นายเฉลิมชัยกล่าว

กรมข้าวทำMOUม.แม่โจ้ พัฒนางานวิจัยพันธุ์ข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691875

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฎฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว รศ.ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีผู้เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งนายณัฎฐกิตติ์กล่าวว่า การทำ MOU ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายงานวิจัยด้านข้าวให้เกิดประสิทธิภาพ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก และร่วมกันสร้างเอกลักษณ์ข้าวไทย นอกจากนั้นยังเป็นการสนับสนุนงานวิจัยด้านข้าว แลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรร่วมกัน ตลอดจนความร่วมมือในการบริการด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นการสอดคล้องกับนโยบาย ตลาดนำการผลิตของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ

ขณะที่ ดร.วีระพลเปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ได้พัฒนาพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูง มีคุณลักษณะทางการเกษตรที่ดีและมีศักยภาพทางการค้า อาทิ ข้าวพันธุ์ กข-แม่โจ้ 2 ที่เป็นข้าวเหนียวหอม ข้าวเจ้าก่ำหอม แม่โจ้ 1 เอ เป็นข้าวเจ้าสีดำกลิ่นหอม นุ่มพิเศษ และข้าวหอมแม่โจ้ 9 ที่มีจุดเด่นในเรื่องคุณภาพเมล็ดทางกายภาพ และคุณภาพทางเคมี ใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิ ซึ่งการทำ MOU ครั้งนี้ จะนำไปสู่การต่อยอดความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาข้าวระหว่าง 2 หน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ