ชลประทานหารือ แนวทางป้องกัน แก้ปัญหาระยะยาว น้ำท่วมนครปฐม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691876

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางป้องกันและบรรเทาปริมาณน้ำจากแม่น้ำท่าจีนที่ไหลเข้าท่วม อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม โดย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมยังที่ว่าการ อ.นครชัยศรี

ทั้งนี้ สำหรับบริเวณพื้นที่คลองบางแก้ว มีปริมาณน้ำจำนวนมากจากแม่น้ำท่าจีน ทำให้ปัจจุบันน้ำได้เอ่อท่วมพื้นที่ อ.นครชัยศรี ประกอบกับสถานการณ์น้ำทะเลจะหนุนสูงอีกหลายระลอกตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมนี้ หากไม่ดำเนินการป้องกันจะทำให้ประชาชนริมน้ำต้องอยู่กับสภาวะน้ำท่วมขัง

อย่างไรก็ดี ที่ประชุมได้เห็นชอบการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน โดยมอบหมายให้กรมชลประทานวางแผนหาจุดวางบิ๊กแบ๊ก เพื่อทำเป็นทำนบกั้นน้ำชั่วคราว ปิดคลองบางแก้ว กั้นน้ำในแม่น้ำท่าจีนที่จะไหลเข้าคลองบางแก้ว และเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังไปยังแม่น้ำท่าจีน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ส่วนแผนระยะยาว กอนช.ได้สั่งการให้กรมชลประทาน เร่งดำเนินการโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว เพื่อเป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวร ตลอดจนให้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในลุ่มน้ำท่าจีนให้มีส่วนร่วมในการพิจารณาแผนงานโครงการรวมถึงรูปแบบการแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป

เกษตรฯพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมขับเคลื่อนเกษตร4.0

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691878

เกษตรฯพัฒนาเทคโนโลยี  นวัตกรรมขับเคลื่อนเกษตร4.0

เกษตรฯพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมขับเคลื่อนเกษตร4.0

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ขับเคลื่อน : นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์และเกษตรกร และมอบนโยบายการปฏิบัติราชการปีงบประมาณ 2566 โดยมีข้าราชการในสังกัดฯ เข้าร่วม

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และคณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ภายใต้ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0 ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ประชุมติดตามผลการดำเนินงานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้าน Big Data และ Gov Tech ด้านเกษตรอัจฉริยะ ด้าน E-Commerce และด้านธุรกิจเกษตร (Agribusiness) ครั้งที่ 5/2565 ร่วมกับผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมรับทราบรายงานความก้าวหน้าผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการฯ ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ดังนี้ 1.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนธุรกิจเกษตร (Agribusiness) ของกระทรวงเกษตรฯ รายงานผลความก้าวหน้าการดำเนินงานผลการส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเกษตรผ่านระบบออนไลน์ และการขับเคลื่อนบูรณาการงานด้านการส่งเสริมธุรกิจเกษตร

2.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อน E-Commerce ของกระทรวงเกษตรฯ รายงานผลความก้าวหน้าการดำเนินงาน ความพร้อมและการขายสินค้าเกษตรแบบพรีออร์เดอร์ และการจัดฝึกอบรมเกษตรกรรายย่อยด้านช่องทางการทำตลาดออนไลน์ ผ่านช่องทาง Tiktok 3.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ ของกระทรวงเกษตรฯ รายงานความก้าวหน้าการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเกษตรอัจฉริยะ ปี 2565 – 2566 รวม 3 โครงการ และ 4.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อน Big Data และ Gov Tech ของกระทรวงเกษตรฯ มีความก้าวหน้าด้าน Gov Tech โครงการบริการออนไลน์ e-Service ระบบบริการภาครัฐของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ โดยมีการให้บริการรูปแบบ Digital ทั้งสิ้น 175 บริการ เป็น Digital Service 166 บริการ คิดเป็น 95% เหลืออีก 5% อยู่ระหว่างดำเนินการให้เป็น Digital Service 9 บริการ

ส่วนการพัฒนาระบบบริการดิจิทัลที่เชื่อมโยง NSW แล้ว 55 บริการ มีการอนุมัติและเป็น e-Signature ทั้งสิ้น 5 หน่วยงาน 46 บริการ มีการชำระเงิน และเป็น e-Payment ทั้งสิ้น 4 หน่วยงาน 38 บริการ อีกทั้งได้มีการรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้าน Big Data โดยศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ ได้ดำเนินการจัดทำโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตร มีระบบงานที่พัฒนาขึ้น 5 ระบบ โดยผู้สนใจสามารถเข้าใช้งานผ่านทางเว็บไซต์ http://nabc.go.th/app/application

นอกจากนี้ที่ประชุมยังรับทราบผลการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ในเรื่องต่างๆ โดยที่ประชุมมีมติให้ความเห็นชอบสนับสนุนโครงการพัฒนาฟู้ดวัลเลย์จังหวัดภาคกลางตอนล่าง โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ในฐานะศูนย์ AIC จ.เพชรบุรี ซึ่งมีเป้าหมายการขับเคลื่อนในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง เพื่อพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่อไป

ปศุสัตว์ลุยปลดล็อกกาฬโรคในม้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691877

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ในปี 2564 ได้แต่งตั้ง Dr.Ann-Susanne Munstermannผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก(WOAH) เป็นที่ปรึกษาเพื่อให้คำแนะนำและร่วมกำหนดแนวทางการขอคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคแอฟริกาในม้าของประเทศไทย ให้เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ทั้งนี้ Dr.Ann-Susanne Munstermann ได้มาเยือนประเทศไทยครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 และช่วงวันที่ 16-24 ตุลาคม 2565เพื่อศึกษาการดำเนินงาน วิเคราะห์ข้อมูลและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการกำจัดกาฬโรคแอฟริกาในม้าของประเทศไทยทั้งระบบ มีการลงพื้นที่เพื่อดูการจัดการระบบต่างๆ พร้อมให้คำแนะนำในการเขียนเอกสาร (Dossier) ซึ่ง Dr.Ann-Susanne Munstermann กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์และทุกหน่วยงานภาคีที่ได้เร่งรัดดำเนินการเฝ้าระวัง ควบคุม และป้องกันโรคอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมในทุกมิติจนทำให้โรคสงบลงในที่สุด สร้างความเชื่อมั่นและพร้อมจะยื่นขอคืนสถานปลอดโรคกับองค์การสุขภาพสัตว์โลก

นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ผลกระทบจากการเกิดโรคดังกล่าวมีมากมาย อาทิ การเคลื่อนย้ายม้าถูกระงับทั้งระบบสูญเสียรายได้เข้าประเทศจากผลกระทบที่มีต่อการค้าและการส่งออกม้า ไม่สามารถจัดการแข่งขันม้าทุกประเภททั้งภายในประเทศและระดับนานาชาติ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมจากผลกระทบที่มีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ดังนั้น จึงจัดทำเอกสารขอคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคแอฟริกาในม้าเป็นรูปเล่มฉบับสมบูรณ์ให้แล้วเสร็จและยื่นเอกสารดังกล่าวภายในกลางเดือนธันวาคมนี้ เพื่อให้ทันการประชุมใหญ่ของคณะผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสุขภาพสัตว์ ซึ่งจะมีการจัดประชุมพิจารณาในเดือนพฤษภาคม 2566 หากผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมดังกล่าว จะทำให้ประเทศไทยปลอดกาฬโรคแอฟริกาในม้า ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป

นายณัฎฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว รศ.ดร.วีระพลทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีผู้เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งนายณัฎฐกิตติ์กล่าวว่า การทำ MOU ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายงานวิจัยด้านข้าวให้เกิดประสิทธิภาพ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก และร่วมกันสร้างเอกลักษณ์ข้าวไทย นอกจากนั้นยังเป็นการสนับสนุนงานวิจัยด้านข้าว แลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรร่วมกัน ตลอดจนความร่วมมือในการบริการด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นการสอดคล้องกับนโยบาย ตลาดนำการผลิตของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ

ขณะที่ ดร.วีระพลเปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ได้พัฒนาพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูง มีคุณลักษณะทางการเกษตรที่ดีและมีศักยภาพทางการค้า อาทิ ข้าวพันธุ์ กข-แม่โจ้ 2 ที่เป็นข้าวเหนียวหอม ข้าวเจ้าก่ำหอม แม่โจ้ 1 เอ เป็นข้าวเจ้าสีดำกลิ่นหอม นุ่มพิเศษ และข้าวหอมแม่โจ้ 9 ที่มีจุดเด่นในเรื่องคุณภาพเมล็ดทางกายภาพ และคุณภาพทางเคมี ใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิ ซึ่งการทำ MOU ครั้งนี้ จะนำไปสู่การต่อยอดความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาข้าวระหว่าง 2 หน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปล่อยพันธุ์ปูทะเล 1.3 ล้านตัว หนุนฟื้นฟูทรัพยากรประมง คืนสู่ทะเลประจวบคีรีขันธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691502

ปล่อยพันธุ์ปูทะเล 1.3 ล้านตัว หนุนฟื้นฟูทรัพยากรประมง คืนสู่ทะเลประจวบคีรีขันธ์

ปล่อยพันธุ์ปูทะเล 1.3 ล้านตัว หนุนฟื้นฟูทรัพยากรประมง คืนสู่ทะเลประจวบคีรีขันธ์

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 21.30 น.

กรมประมงจัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปูทะเล จำนวนกว่า 1.3 ล้านตัว หนุนฟื้นฟูทรัพยากรประมง คืนสู่ทะเลประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 ณ คลองเขาแดง ตำบลเขาแดง อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง จัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปูทะเล จำนวน 1.3 ล้านตัว ภายใต้โครงการ “ฟื้นฟูทรัพยากรประมงบริเวณแหล่งก่อเกิดทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่ง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์” หนุนอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้สอดคล้องกับการประกอบอาชีพของเกษตรกรชาวประมงเพื่อมุ่งสู่ความสมดุลและยั่งยืน โดยโอกาสนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้เกียรติเป็นประธานเปิดกิจกรรม

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อสร้างแหล่งทรัพยากรประมงที่อุดมสมบูรณ์ ควบคู่กับการสนับสนุนให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมประมงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสัตว์น้ำที่มีความสำคัญและมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ

“ปูทะเล” จัดเป็นสัตว์น้ำอีกชนิดหนึ่งที่ตลาดมีความต้องการสูง กรมประมงจึงได้เร่งเพิ่มปริมาณทรัพยากรปูทะเลในธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอต่อความต้องการใช้ประโยชน์ในอนาคตอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ ปี 2562 และตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มผลผลิตปูทะเลให้ได้ปริมาณ 5,000 ตัน ในปี 2566 โดยจากข้อมูลเดิมปี พ.ศ.2561 มีผลผลิตปูทะเล เพียง 1,600 ตัน ปี พ.ศ.2562 มีผลผลิต 3,000 ตัน ปี พ.ศ.2563 มี 3,000 ตัน และในปี พ.ศ.2564 ผลผลิตปูทะเลในภาพรวมทั้งประเทศ มีปริมาณเพิ่มขึ้นกว่า 6,000 ตัน โดยเป็นผลผลิตปูทะเลจากการเพาะเลี้ยง จำนวน 3,400 ตัน และจากผลผลิตการจับจากธรรมชาติ 2,800 ตัน ซึ่งเกินเป้าหมายที่กรมประมงคาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม กรมประมงยังคงเดินหน้าเพิ่มผลผลิตปูทะเลอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดทำโครงการ “ฟื้นฟูทรัพยากรประมงบริเวณแหล่งก่อเกิดทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่ง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประจำปีงบประมาณ 2566” ขึ้น เพื่อเป็นการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้สอดคล้องกับการ ประกอบอาชีพของเกษตรกรชาวประมงเพื่อความสมดุลและยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งก่อเกิดทรัพยากร  ซึ่งบริเวณป่าชายเลนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นับเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับการเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำชนิดต่างๆ รวมถึงปูทะเลได้เป็นอย่างดี โดยในการจัดกิจกรรมดังกล่าวนี้ กรมประมงได้จัดเตรียมพันธุ์ปูทะเลมากถึง 1.3 ล้านตัว โดยจะทำการปล่อยลงสู่บริเวณป่าชายเลน ในเขตตำบลเขาแดง อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นอกจากนี้ ภายในงานยังได้มีการจัดแสดงนิทรรศการด้านการประมง อาทิ ให้ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ปูทะเลเศรษฐกิจชนิดต่างๆ ชีววิทยาและวงจรชีวิต วิธีการเพาะเลี้ยงและอนุบาลปูทะเล และการขุนเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปูทะเล เป็นต้น รวมทั้งยังมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าประมงพื้นบ้านจาก Fisherman shop @Prachuapkhirikhan ด้วย

“เชื่อมั่นว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรปูทะเลในธรรมชาติเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า และคืนความอุดมสมบูรณ์กลับมาในระยะยาวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งช่วยรองรับความต้องการบริโภคให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวประมงมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพที่ยั่งยืนต่อไป” รองอธิบดีกรมประมง กล่าว

– 006

กรมประมงฝังชิพปลาบึกปั้นสายพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691375

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 18.00 น.

นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ได้จัดทำข้อมูลรหัสประจำตัวปลาบึก โดยอิงหลักพันธุศาสตร์พร้อมติดเครื่องหมาย (ไมโครชิพ) 100 ตัว ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด จ.เชียงราย สำหรับเป็นฐานข้อมูลระบุพันธุกรรมป้องกันการผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกัน พร้อมเดินหน้าสร้างปลาบึกสายพันธุ์คุณภาพ เพื่อคงความหลากหลายทางพันธุกรรม ตลอดจนวางแนวทางบริหารจัดการปลาบึก เพื่อการอนุรักษ์ที่เหมาะสมในแม่น้ำโขงและการเพาะขยายพันธุ์เพื่อความหลากหลายทางพันธุกรรม

ทั้งนี้ ได้ให้ความสำคัญกับการนำหลักพันธุศาสตร์มาวางแผนการผสมพันธุ์ทั้งในด้านจำนวนพ่อแม่พันธุ์ วิธีการผสม การนำปลารุ่นใหม่มาทดแทนพ่อแม่พันธุ์ปลาชุดเก่า ตลอดจนควบคุมกิจกรรมในโรงเพาะฟัก และควบคุมการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมให้เป็นไปในทิศทางที่ดี หลีกเลี่ยงการผสมเลือดชิด เพื่อคงความหลากหลายทางพันธุกรรมที่มีอยู่ไว้ให้มากที่สุด โดยในปี 2565 ได้วางแนวทางเบื้องต้นในการบริหารจัดการปลาบึกเพื่อการอนุรักษ์ในแม่น้ำโขงและการเพาะขยายพันธุ์เพื่อการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ ดังนี้ 1.วางแผนบริหารจัดการพันธุ์ปลาบึกให้เหมาะสมต่อการเพาะพันธุ์เพื่อการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์และปลาบึกที่เหมาะสมต่อการปล่อยในถิ่นกำเนิดแม่น้ำโขง

2.มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทุกจังหวัดรวบรวมข้อมูลความหลากหลายของปลาบึกที่อยู่ในจังหวัดและรายงานให้ทราบถึงแหล่งที่มาทางพันธุกรรมของพ่อแม่พันธุ์ปลาบึก และ 3.มอบหมายให้กองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำโครงการวิจัยปลาบึก ตลอดจนควบคุมการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม จัดทำข้อมูลรหัสประจำตัวปลาพร้อมฝังไมโครชิพ เพื่อบันทึกเป็นฐานข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับตัวปลา

ปศุสัตว์จับมืออุทยานฯ แก้ปัญหาฝูงลิงแสมที่เขาวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691376

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้มอบนโยบายให้กรมปศุสัตว์ แก้ปัญหาประชากรลิงแสมเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วในหลายจังหวัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคฝีดาษลิง และโรคอื่นๆ โดยเริ่มนำร่องที่พระนครคีรี

(เขาวัง) ร่วมกับทางกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และทุกภาคส่วน ก่อนสำรวจพื้นที่สำหรับจัดตั้งเป็นศูนย์ศึกษาลิงแสม อ.แก่งกระจาน เน้นแนวทางสวัสดิภาพคนและสวัสดิภาพสัตว์ ตามมาตรฐานสากล

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ได้สอบถามปัญหากับผู้ประกอบการร้านค้า และชุมชนโดยรอบเขาวัง รวมทั้งเจ้าอาวาสวัดมหาสมณารามราชวรวิหาร (วัดเขาวัง) พบว่าลิงแสมอาศัยอยู่ได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดว่ามีไม่น้อยกว่า 2,000-3,000 ตัว ลงมาหาอาหารและสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อยู่อาศัย รวมถึงสถานประกอบการ ส่งผลกระทบต่อการค้าการท่องเที่ยว แม้จะมีความพยายามทำหมันลิงแต่ไม่บรรลุเป้าหมาย ตรงข้ามกลับมีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว

“คาดหวังว่าจะเป็นโครงการที่สามารถแก้ปัญหาลิงแสมอย่างยั่งยืน ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคที่ลิงเป็นพาหะสู่คนและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนธุรกิจการค้าที่เขาวัง รวมทั้งฟื้นฟูให้กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง เราจะดำเนินการหลากหลายวิธี โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนและมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ ตั้งแต่ขั้นต้นถึงขั้นสุดท้ายในการลดประชากรลิง และเคลื่อนย้ายลิงแสม ไปอยู่ในศูนย์ศึกษาลิงแสม หากสำเร็จ เพชรบุรีโมเดล จะเป็นต้นแบบของพื้นที่เขาหลวง เขาตะเครา เขาย้อย และจังหวัดอื่นๆ ต่อไป” นายอลงกรณ์ กล่าว

‘เฉลิมชัย’จี้ติดโครงการ บรรเทาอุทกภัยพื้นที่หาดใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691377

‘เฉลิมชัย’จี้ติดโครงการ  บรรเทาอุทกภัยพื้นที่หาดใหญ่

‘เฉลิมชัย’จี้ติดโครงการ บรรเทาอุทกภัยพื้นที่หาดใหญ่

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ จ.สงขลา ที่สถานีสูบน้ำบางหยี โครงการบรรเทาอุทกภัยหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ซึ่งโครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่มีความสำคัญในการแก้ปัญหาอุทกภัยใน อ.หาดใหญ่ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่ง อ.หาดใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง ต้องประสบกับปัญหาอุทกภัยบ่อยครั้ง สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก นับตั้งแต่ปี 2531 มูลค่าความเสียหายประมาณ 4,000 ล้านบาท ปี 2543 มูลค่าความเสียหายประมาณ 14,000 ล้านบาทและในปี 2553 มูลค่าความเสียหายประมาณ 10,490 ล้านบาท เมื่อรวมมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเขตพื้นที่เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยใน จ.สงขลา คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมหลายหมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน จึงพิจารณาดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ (ระยะที่ 2) ขึ้นเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ โดยการปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร.1 ประกอบด้วย การขยายก้นคลองจากเดิม 24 ม. เป็น 70 ม.ลึก 7 ม. ความยาว 20.937 กม. ก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน 2 แบบบานโค้งขนาด 12.50×7.50 เมตร 3 ช่อง ก่อสร้างประตูระบายน้ำบางหยี 2 แบบบานตรงขนาด 6×6 เมตร 8 ช่อง และก่อสร้างสถานีสูบน้ำบางหยีพร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 15 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที 6 เครื่อง รวมอัตราการสูบน้ำสูงสุด 90 ลบ.ม.ต่อวินาทีทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจากเดิมที่สามารถระบายน้ำได้ 465 ลบ.ม.ต่อวินาที เพิ่มเป็น 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที และเมื่อระบายน้ำร่วมกับคลองอู่ตะเภาในอัตรา 465 ลบ.ม.ต่อวินาที จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลบ.ม.ต่อวินาที รวมทั้งยังเป็นแหล่งน้ำสำรองช่วงฤดูแล้งประมาณ 5.00 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับความก้าวหน้าของงานก่อสร้างปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร.1 พร้อมอาคารประกอบ โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 99.32% เหลือแค่ในส่วนของงานราดยางถนนบนคันคลองที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อการระบายน้ำ ปัจจุบันคลองระบายน้ำ ร.1 มีศักยภาพในการระบายน้ำได้สูงสุด 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที ตามเป้าหมายที่วางไว้ จึงมั่นใจได้ว่าในช่วงฤดูฝนปี 2565 โครงการบรรเทาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ (ระยะที่ 2) จะสามารถป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยให้กับประชาชนใน อ.หาดใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง ได้เป็นอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ชลประทานติดตาม ความก้าวหน้างาน ปรับปรุงพนังกั้นน้ำ พื้นที่ลุ่มแม่น้ำโก-ลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691373

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายปกรณ์ สุตสุนทรผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาด้านอุทกวิทยา นายเฉลิมชัย ตรีนรินทร์ ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 17 นายสุพัฒน์ ศรีไพรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน รักษาการในตำแหน่ง ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโก-ลก จ.นราธิวาส และผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการปรับปรุงพนังกั้นน้ำแม่น้ำโก-ลก

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการปรับปรุงพนังกั้นน้ำแม่น้ำโก-ลก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในแม่น้ำดังกล่าวตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แบ่งเป็น 3 จุดได้แก่ 1.ปรับปรุงเสริมพนังกั้นน้ำแม่น้ำโก-ลกฝั่งซ้าย กม.1+290 ถึง กม.1+480 ความยาว 190 เมตร 2.ก่อสร้างพนังกั้นน้ำแม่น้ำโก-ลกฝั่งซ้าย กม.1+480 ถึง กม.1+600 ความยาว120 เมตร และ 3.ปรับปรุงเสริมคันกั้นน้ำแม่น้ำโก-ลก ฝั่งซ้าย กม.1+600 ถึงกม.2+135 ความยาว 535 เมตร ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จกว่าร้อยละ 80 ของแผนฯ หากแล้วเสร็จทั้งโครงการจะสามารถป้องกันน้ำท่วมชุมชนตลาดมูโนะ ในฤดูน้ำหลากได้ถึง 650 ครัวเรือน

สำหรับสถานการณ์น้ำ 3 ลุ่มน้ำหลักในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ สำนักงานชลประทานที่ 17และโครงการชลประทานในพื้นที่ ได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก ด้วยการกำหนดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ กำหนดพื้นที่เสี่ยง รวม 23 แห่ง กำหนดเครื่องมือเครื่องจักรเข้าแก้ไขสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งตรวจสอบอาคารชลประทานให้พร้อมใช้งานได้เต็มศักยภาพ และปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) กำหนด

สกู๊ปพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรเตือนนักเดินทางงดซื้อผลไม้สดกลับเป็นของฝาก ย้ำผิดกฎหมายนำเข้าประเทศต้องสกัดโรคพืชและแมลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691379

สกู๊ปพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรเตือนนักเดินทางงดซื้อผลไม้สดกลับเป็นของฝาก ย้ำผิดกฎหมายนำเข้าประเทศต้องสกัดโรคพืชและแมลง

สกู๊ปพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรเตือนนักเดินทางงดซื้อผลไม้สดกลับเป็นของฝาก ย้ำผิดกฎหมายนำเข้าประเทศต้องสกัดโรคพืชและแมลง

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นฤดูกาลท่องเที่ยว พบว่า ประชาชนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศโดยเฉพาะเกาหลี ญี่ปุ่น นิยมซื้อสินค้าผลไม้สด (พลับ องุ่น) เข้าประเทศ เป็นจำนวนมากกรมวิชาการเกษตรจึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้ทราบว่า การนำเข้าผลไม้สดเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยไม่สำแดงใบรับรองสุขอนามัยพืชผ่านเข้าประเทศไทยในทุกช่องทางเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507 และแก้ไขเพิ่มเติมดังนั้นขอแจ้งเตือนให้ประชาชนระวังในการกระทำดังกล่าวที่อาจเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่มีเจตนากระทำผิด ซึ่งหากตรวจพบเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับรวมถึงยึดสินค้าเพื่อนำไปทำลายตามกฎหมายกักพืช ทั้งนี้จะประสานกับทางการท่าอากาศยานให้ประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ให้เข้มข้นมากขึ้นเพื่อให้ประชาชนรับทราบทั่วกัน

“ขณะนี้เป็นฤดูท่องเที่ยว พบว่า ประชาชนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศโดยเฉพาะเกาหลี ญี่ปุ่น นิยมซื้อสินค้าผลไม้สด (พลับ องุ่น) เข้าประเทศ เป็นจำนวนมาก โดยไม่มีใบรับรองสุขอนามัยพืชจากประเทศต้นทาง และไม่มีใบอนุญาตนำเข้า ซึ่งปัจจุบันด่านตรวจพืชท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ตรวจยึดจากนักท่องเที่ยวที่อาคารผู้โดยสารได้ต่อเนื่อง  โดยเจ้าหน้าที่ได้ตักเตือนและปล่อยตัว แต่ต้องยึดสิ่งของไว้ จากการสอบถามพบว่าซื้อตามคำแนะนำของไกด์นำเที่ยว จึงฝากประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนระมัดระวังไม่กระทำการดังกล่าวเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเงินกับสินค้ากลุ่มนี้เนื่องจากการนำเข้าจะต้องมีการแจ้งนำเข้าเพื่อออกหนังสืออนุญาตตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติกักพืชเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคพืชและแมลงในประเทศ กรณีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม จะมีความผิดจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน สองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

ทั้งนี้ นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของด่านตรวจพืชท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี นางสาวทิพวรรณ เกิดศิริ หัวหน้าด่านฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ด่านฯ ต้อนรับ พร้อมติดตามการดำเนินงานการนำเข้าสินค้าผลไม้สดผ่านช่องทางอาคารผู้โดยสาร จากการปฏิบัติงานบูรณาการร่วมกับศุลกากร ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้โดยสารที่เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ผ่านทางบริษัทนำเที่ยว ได้นำสินค้าผลไม้สด (พลับ องุ่น) เข้าประเทศ เป็นจำนวนมาก โดยไม่มีใบรับรองสุขอนามัยพืชจากประเทศต้นทาง และไม่มีใบอนุญาตนำเข้าสิ่งต้องห้าม ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมาย พระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507 และ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 8 (2) มาตรา 10การนำเข้าผลไม้สดที่จัดเป็นสิ่งต้องห้ามต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืชจากประเทศต้นทาง ต้องขอใบอนุญาตนำเข้าสิ่งต้องห้ามเพื่อการค้าและต้องแจ้งนำเข้ากับด่านตรวจพืช เพื่อออกหนังสืออนุญาตฯให้นำสินค้าออกจากด่านตรวจพืช

ครั้งแรกของประเทศ! เกษตรฯคิกออฟงาน’ประเพณีแรกนาเกลือ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/691414

ครั้งแรกของประเทศ! เกษตรฯคิกออฟงาน'ประเพณีแรกนาเกลือ'

ครั้งแรกของประเทศ! เกษตรฯคิกออฟงาน’ประเพณีแรกนาเกลือ’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 19.44 น.

เกษตรฯคิกออฟงาน”ประเพณีแรกนาเกลือ”ครั้งแรกของประเทศ ส่งเสริมวัฒนธรรมซอฟท์เพาเวอร์ผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ ภายใต้แผนพัฒนาเกลือทะเลไทย

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานอนุรักษ์และสืบสาน “ประเพณีแรกนาเกลือ” เต็มรูปแบบภูมิปัญญาด้านเกลือทะเล ครั้งแรกของประเทศในวันนี้ที่ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ กล่าวว่า การจัดงานอนุรักษ์และสืบสาน “ประเพณีแรกนาเกลือ” ครั้งนี้ ถือเป็นการจัดงานครั้งแรกแบบเต็มรูปแบบภูมิปัญญาและวัฒนธรรมการทำนาเกลือทะเล ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดอื่นๆ ที่มีการประกอบอาชีพทำนาเกลือทะเล ได้แก่ เพชรบุรี สมุทรสงคราม ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี และปัตตานี ได้นำไปประยุกต์ในการจัดงานในปีต่อๆ ไป ถือเป็นการรื้อฟื้นประเพณีโบราณของนาเกลือเพื่อความเป็นสิริมงคลฤกษ์งามยามดีสู่ผลผลิตที่สมบูรณ์ต่อยอดด้วยมาตรฐานและคุณภาพใหม่ (มาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.) และการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลายสร้าง Story สร้างแบรนด์ด้วยการตลาดยุคดิจิทัลและแนวทางซอฟท์เพาเวอร์ (Soft power) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้จัดงานสืบสานประเพณี”ทำขวัญเกลือ”เป็นครั้งแรกที่อำเภอบ้านแหลมจังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565ที่ผ่านมา

โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานภาคีเพื่อเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเกลือทะเลเพื่อการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ในด้านต่างๆ เช่น ทิศทางในการพัฒนาเกลือทะเลไทย ปี 2566 – 2570 จากสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย กรมส่งเสริมการเกษตร การพัฒนาเกลือทะเลให้มีคุณภาพและมาตรฐาน (GAP เกลือทะเล) จากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ การแสดงเทคโนโลยีการพัฒนาต้นแบบรถลำเลียงเกลือแบบตัวตักด้านหน้ากึ่งอัตโนมัติ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และการเชื่อมโยงการทำนาเกลือกับกิจกรรมอื่นๆ เช่น แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร การสร้างรายได้เสริมนอกฤดูกาลการทำนาเกลือ อาทิ การเลี้ยงสัตว์น้ำประมงชายฝั่ง การเพาะเลี้ยงและการแปรรูปสาหร่ายพวงองุ่น และการแปรรูปเกลือทะเลเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมทั้งการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเกลือทะเล เช่น อาหารทะเลแปรรูป แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และร้านอาหารและที่พักที่อยู่ในการท่องเที่ยวเส้นทางเกลือ ภายใต้แนวคิด “Salt Sand Seafood”

“เกลือทะเลนั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานคู่กับประวัติศาสตร์ไทย ส่วนประวัติศาสตร์เกลือโลกนั้นในยุโรปยุคกรีก-โรมันเรียกเกลือว่า สสารแห่งพระเจ้า เป็นยุทธปัจจัยและสารอาหารที่สำคัญมาก สำหรับประเทศไทยมีการทำนาเกลือมากว่า 800 ปี การฟื้นฟูให้ความสำคัญกับพิธีแรกนาเกลือ และพิธีทำขวัญเกลือจึงเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเกลือทะเลไทยเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและสร้างแบรนด์เกลือทะเลไทย” นายอลงกรณ์ กล่าว

สำหรับ “ประเพณีแรกนาเกลือ” พิธีกรรมการเริ่มทำนาเกลือในฤดูกาลใหม่ ที่จัดขึ้นก่อนเริ่มทำนาเกลือในแต่ละปี คือประมาณเดือนพฤศจิกายนหรือช่วงหลังออกพรรษา โดยถือฤกษ์ยามอันดีคือตรงกับวันพฤหัสบดีและวันธงชัย ในเวลาเช้าของวัน ตั้งแต่ 07.00 เป็นต้นไป ผู้ทำพิธีจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก โดยชาวนาเกลือมีความเชื่อว่าเป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นจากความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลในการทำนาเกลือ ทำให้การทำนาเกลือมีความราบรื่น ไม่มีอุปสรรค และได้ผลผลิตเกลือเป็นจำนวนมาก เพื่อให้การทำนาเกลือได้ผลผลิตตามที่ต้องการ และประสบผลสำเร็จในการทำนาเกลือ จึงมีพิธีเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยของมงคล อาทิ ขนมต้มแดงต้มขาว ขนมขี้หนู ไข่ต้ม หัวหมู เป็ดพะโล้ และผลไม้มงคล 9 อย่าง เป็นต้น

การจัดงานเริ่มจากพิธีสงฆ์ โดยพระสงฆ์ จำนวน 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ รับประเคนภัตตาหารเช้า และให้พรเพื่อความเป็นสิริมงคล แล้วจึงเริ่มประกอบพิธีแรกนาเกลือ โดยพราหมณ์หรือเจ้าพิธีทำพิธีบวงสรวงเชิญเทพยดา ถวายเครื่องสักการะเป็นเครื่องบูชาในการประกอบพิธีแรกนาเกลือ ประธานในพิธีและแขกผู้มีเกียรติจุดธูปเทียนสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์นำกระทงบรรจุขนมมงคลไปวางอยู่บริเวณหูนา นำพลั่วขุดดินขานานำน้ำแก่เข้านาเพื่อเริ่มการทำนาเกลือทะเล โดยประธานประพรมน้ำพระพุทธมนต์ พร้อมลั่นฆ้องเพื่อเป็นสัญญาณการเริ่มต้นการแรกนาเกลือ บริเวณนาเกลือเพื่อเป็นสิริมงคล เป็นอันเสร็จพิธี

– 006