ชลประทานโร่ยืนยัน แผ่นดินไหวไม่กระทบ ทุกเขื่อนในภาคเหนือ มีความมั่นคงแข็งแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689135

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหว บริเวณพื้นที่ ต.แม่คือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ช่วงก่อนหน้านี้ ว่าวัดแรงสั่นสะเทือนได้ 4.1 ที่ความลึก 2 กิโลเมตร ซึ่งกรมชลประทาน โดยสำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา ได้ตรวจสอบค่าอัตราเร่งสูงสุดที่สถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวแล้ว พบว่าความเร่งสูงสุดที่ตรวจวัดได้มีค่าเท่ากับ 0.00646 g ซึ่งค่าอัตราเร่งสูงสุดที่กรมชลประทานได้ออกแบบไว้ สามารถรองรับแผ่นดินไหว มีค่าไม่น้อยกว่า 0.2 g จึงไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน ในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ เขื่อนแม่สรวย จ.เชียงราย เขื่อนกิ่วคอหมา และเขื่อนกิ่วลม จ.ลำปาง แต่อย่างใด

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ออกแบบเขื่อนทุกแห่งให้สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวไว้ด้วยค่าที่สูงสุดของความเสี่ยงในพื้นที่ประเทศไทย รวมทั้งยังดำเนินการตรวจสอบและติดตามข้อมูลทางสถิติของค่าความเร่งสูงสุดที่เกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวอยู่ตลอดเวลาเพื่อนำมาประเมินเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น และแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเขื่อน เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อน มีความมั่นใจ เชื่อมั่นในความปลอดภัยแข็งแรงของเขื่อนตลอดเวลา

กรมข้าวเยียวยาชาวนาได้รับอุทกภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689137

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกรที่ประสบเหตุอุทกภัยจากฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลาก ที่ส่งผลกระทบต่อพืชผลทางเกษตร รวมถึงนาข้าวเป็นวงกว้าง จึงมอบหมายให้กรมการข้าว เร่งสำรวจความเสียหายด้านการเกษตร เตรียมการฟื้นฟูหลังน้ำลด

ด้านนายกฤษ อุตตะมะเวทินรองอธิบดีกรมการข้าว ในฐานะโฆษกกรมการข้าว เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือพี่น้องชาวนาและผู้ประสบอุทกภัย โดยประสานความร่วมมือกับสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ตลอดจนเป็นขวัญและกำลังใจแก่ชาวนาผู้ประสบภัย

นายกฤษ เปิดเผยด้วยว่า ได้มีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมในการสนับสนุนด้านเมล็ดพันธุ์ตามโครงการสำรองเมล็ดพันธ์ข้าวเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ โดยจะสนับสนุนให้เกษตรกรรายละไม่เกิน 10 ไร่ ไร่ละ 7 กิโลกรัม สำหรับนาดำ และไร่ละ 15 กิโลกรัม สำหรับนาหว่าน ซึ่งมีหลักเกณฑ์ของเกษตรกรผู้จะได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว คือต้องเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติจนขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้ปลูกในฤดูเดียวกัน และมีความประสงค์จะขอรับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวที่จะเพาะปลูกในฤดูเดียวกัน และต้องเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ห่างไกลความเจริญและขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อการเพาะปลูก เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีการจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้ปลูกในฤดูต่อไป หรือกระจายให้เกษตรกรอื่นในชุมชนใช้เพาะปลูก ทั้งนี้ ให้เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการสำรองเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง

‘อลงกรณ์’ขับเคลื่อนคกก. พัฒนาเกษตรยั่งยืนระดับตำบล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689138

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับประเทศ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ จ.เพชรบุรี ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้แนวทางการทำงานของคณะกรรมการ (คกก.) พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล ใน จ.เพชรบุรี และนโยบายโครงการสำคัญๆ ของกระทรวงเกษตรฯ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการของกระทรวงเกษตรฯ ในส่วนภูมิภาค และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ในพื้นที่ 11 ตำบล ได้แก่ ดอนยาง หนองขนานหาดเจ้าสำราญ นาพันสาม หนองพลับช่องสะแก บางจาน นาวุ้ง โพไร่หวาน โพพระและสำมะโรง นอกจากนี้นายอลงกรณ์และคณะ จะลงพื้นที่ ต.บ้านแหลม ต.บางครกต.ท่าแร้ง ต.ท่าแร้งออก ต.บางแก้ว ต.ปากทะเล ต.บางขุนไทร และ ต.แหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี ต่อไป

นายอลงกรณ์กล่าวว่า คณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล อยู่ภายใต้คณะกรรมการบริหารการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งมี ดร.เฉลิมชัยศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เป็นประธาน โดยคณะกรรมการฯ เป็นกลไกใหม่ในการยกระดับการพัฒนาหมู่บ้านตำบล เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและหนี้สินของเกษตรกรโดยการผนึกพลังทุกภาคส่วนในหมู่บ้าน ตำบล ยึดหลักการพัฒนาโดยชุมชนเพื่อชุมชน เพื่อให้ประชาชนและชุมชนมีศักยภาพมากขึ้นและมีรายได้เพิ่มขึ้น ด้วยแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งหวังว่า จ.เพชรบุรี จะเป็นโมเดลต้นแบบนำร่องของทุกหมู่บ้าน ตำบลในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ขณะนี้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล ครบทั้ง 7,255 ตำบลใน 76 จังหวัดแล้ว กลไกดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่เล็กที่สุดลึกที่สุดและสำคัญที่สุด

‘ประภัตร’ลงพื้นที่อุบลฯ ช่วยเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689136

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมกับมอบถุงยังชีพ สิ่งของที่จำเป็น หญ้า อาหารสัตว์พระราชทาน และบริการตรวจสุขภาพสัตว์ โดยหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ กรมปศุสัตว์ ที่ศูนย์พักพิงและอพยพสัตว์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ ว่าจากสถานการณ์อุทกภัยปีนี้ มีเกษตรกรได้รับผลกระทบผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย ซึ่งรัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจึงได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ ติดตาม กำกับ ตรวจเยี่ยม และช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอย่างเร่งด่วน โดยกรมปศุสัตว์ ได้วางแผนและเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ สามารถดำเนินการให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบอุทกภัยจากพายุโนรูได้อย่างทันท่วงที เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและลดความเสียหายให้กับเกษตรกร

“กระทรวงเกษตรฯ มาส่งมอบกำลังใจและมอบปัจจัยการยังชีพ ไข่ต้มของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด 300 ชุด พร้อมนำหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานของกรมปศุสัตว์ 15,000 กิโลกรัม เพื่อช่วยเหลือใน อ.เขื่องใน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี และ อ.วารินชำราบ นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากชมรมรถบรรทุกฟางวัยรุ่นฟางอัดแห่งประเทศไทย มอบฟาง 400 ก้อน และหญ้าสับบด 30 ถุง รวมทั้งสำนักงานปศุสัตว์ จ.อุบลราชธานี ได้จัดหน่วยสัตว์แพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการแก่สัตว์เลี้ยงของเกษตรกรใน อ.วารินชำราบ ด้วย” นายประภัตร กล่าว

สำหรับสถานการณ์ด้านปศุสัตว์ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี มีพื้นที่ได้รับผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยง พื้นที่เลี้ยงสัตว์และอาหารสัตว์ รวมทั้งสิ้น 14 อำเภอใน 65 ตำบล รวม 427 หมู่บ้าน ได้แก่ อ.เมือง อ.วารินชำราบ อ.สว่างวีระวงศ์ อ.เหล่าเสือโก้ก อ.ดอนมดแดง อ.ม่วงสามสิบ อ.เดชอุดม อ.ตระการพืชผล อ.สิรินธร อ.สำโรง อ.นาเยีย อ.เขื่องใน อ.ตาลสุม และ อ.พิบูลมังสาหาร เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ได้รับผลกระทบ 17,609 ราย สัตว์ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งสิ้น 705,577 ตัว ประกอบด้วย โค 47,450 ตัว กระบือ 12,224 ตัว สุกร 4,436 ตัว สัตว์ปีก 640,677 ตัว แพะ 738 ตัว แกะ 52 ตัว แปลงหญ้า 170 ไร่ และสัตว์อพยพในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ รวมทั้งสิ้น 51,253 ตัว ประกอบด้วย โค 6,488 ตัว กระบือ 2,514 ตัว สุกร 206 ตัว สัตว์ปีก 39,701 ตัว แพะ 192 ตัว สุนัข 349 ตัวและแมว 140 ตัว

‘เฉลิมชัย’สั่งปศุสัตว์ แก้ปัญหาลิงแสมพระนครคีรี ป้องกันแพร่ระบาดโรคลิงสู่คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689100

'เฉลิมชัย'สั่งปศุสัตว์ แก้ปัญหาลิงแสมพระนครคีรี ป้องกันแพร่ระบาดโรคลิงสู่คน

‘เฉลิมชัย’สั่งปศุสัตว์ แก้ปัญหาลิงแสมพระนครคีรี ป้องกันแพร่ระบาดโรคลิงสู่คน

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 20.16 น.

“เฉลิมชัย”สั่งการ”อลงกรณ”นำทีมกรมปศุสัตว์แก้ปัญหาลิงแสมพระนครคีรี เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคลิงสู่คน พร้อมฟื้นฟูการท่องเที่ยวการค้าธุรกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนภายใต้เพชรบุรีโมเดล

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2565 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยวันนี้ว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ตน นำทีมกรมปศุสัตว์แก้ไขปัญหาประชากรลิงแสมเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วในชุมชนเมืองของหลายจังหวัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคฝีดาษลิง และโรคอื่นๆ ที่ลิงเป็นพาหะสู่คน ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้จัดทำโครงการและแผนงาน โดยจะเริ่มดำเนินการในพื้นที่พระนครคีรี เป็นโครงการนำร่อง โดยตนจะนำทีมกรมปศุสัตว์ประชุมกับจังหวัดเพชรบุรี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และทุกภาคีภาคส่วน ในช่วงเช้าวันที่ 1 พ.ย.นี้ ก่อนนำคณะลงพื้นที่เขาวังจากนั้นช่วงบ่ายจะไปประชุมและสำรวจพื้นที่สำหรับจัดตั้งเป็นศูนย์ศึกษาลิงแสมที่อำเภอแก่งกระจาน จะเน้นแนวทางสวัสดิภาพคนและสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare) ตามมาตรฐานสากลในการดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้นำทีมเพชรบุรีโมเดลลงพื้นที่สำรวจปัญหาลิงแสมที่พระนครคีรี และสอบถามปัญหากับผู้ประกอบการร้านค้าและชุมชนรอบบริเวณเขาวัง รวมทั้งเจ้าอาวาสวัดมหาสมณารามราชวรวิหาร (วัดเขาวัง) พบว่าลิงแสมอาศัยอยู่ได้เพิ่มจํานวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะมีไม่น้อยกว่า 2,000 ตัว ถึง 3,000 ตัว ลงมาหาอาหารยังพื้นที่ด้านล่าง และสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ที่อยู่อาศัย และสถานประกอบการรอบบริเวณพระนครคีรี (เขาวัง) รวมทั้งนักทองเที่ยวส่งผลกระทบต่อการค้าการท่องเที่ยวจนซบเซานานนับสิบปี แม้จะมีความพยายามดำเนินการทำหมันลิง แต่ไม่บรรลุเป้าหมาย ตรงข้ามกับมีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ซึ่งลิงแสมเป็นพาหะของโรคฝีดาษลิง โรคบาดทะยัก โรควัณโรค ซึ่งเป็นโรคระบาดตามพระราชบัญญัติโรคพิษ สุนัขบ้า พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 หากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และนักท่องเที่ยวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ถูกลิงแสมกัดทําร้าย ก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่เสียชีวิตได้

“คาดหวังว่าจะเป็นโครงการที่สามารถแก้ไขปัญหาลิงแสมอย่างยั่งยืนด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และภาคประชาชน รวมทั้งองค์กรภาคประชาสังคม ในลักษณะการบูรณาการร่วมกันเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคที่ลิงเป็นพาหะสู่คน และยังช่วยบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชน ธุรกิจการค้าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยรอบพระนครคีรี (เขาวัง) รวมทั้งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูให้อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เขาวัง) กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญของจังหวัดเพชรบุรีอีกครั้งหนึ่ง เราจะดำเนินการด้วยหลากหลายวิธีและให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชน และมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare standard) ตั้งแต่ขั้นต้นถึงขั้นสุดท้ายในการลดประชากรลิง และเคลื่อนย้ายลิงแสมไปอยู่ในศูนย์ศึกษาลิงแสม หากสำเร็จ เพชรบุรีโมเดลจะเป็นต้นแบบตัวอย่างในการขยายผลไปยังพื้นที่เขาหลวง เขาตะเครา เขาย้อย จังหวัดอื่นๆ ต่อไป” นายอลงกรณ์ กล่าว

– 006

ประมงฝังชิพ‘ปลาบึก’ เร่งถอดรหัสDNA ปั้นสายพันธุ์คุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689016

ประมงฝังชิพ‘ปลาบึก’  เร่งถอดรหัสDNA  ปั้นสายพันธุ์คุณภาพ

ประมงฝังชิพ‘ปลาบึก’ เร่งถอดรหัสDNA ปั้นสายพันธุ์คุณภาพ

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ประมงฝังชิพ‘ปลาบึก’ เร่งถอดรหัสDNA ปั้นสายพันธุ์คุณภาพ

กรมประมง เดินหน้าฝังไมโครชิพปลาบึกถอดรหัส DNA เล็งปั้นสายพันธุ์คุณภาพ พร้อมวางแนวทางศึกษาวิจัยเพาะขยายพันธุ์คงความหลากหลายก่อนสูญพันธุ์

กรมประมงจัดทำข้อมูลรหัสประจำตัวปลาบึกอิงหลักพันธุศาสตร์พร้อมติดเครื่องหมาย (ไมโครชิพ) จำนวน 100 ตัว ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเชียงราย จังหวัดเชียงราย สำหรับเป็นฐานข้อมูลระบุพันธุกรรมป้องกันการผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกัน พร้อมเดินหน้าสร้างปลาบึกสายพันธุ์คุณภาพเพื่อคงความหลากหลายทางพันธุกรรมที่สามารถปรับตัวได้ดีแม้ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนวางแนวทางบริหารจัดการปลาบึกเพื่อการอนุรักษ์ที่เหมาะสมในแม่น้ำโขงและการเพาะขยายพันธุ์เพื่อคงความหลากหลายทางพันธุกรรมอันจะนำไปสู่การต่อยอดด้านการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ต่อไป

นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า “ปลาบึก” ถือเป็นปลาน้ำจืดไม่มีเกล็ดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจัดเป็นปลาที่อยู่กลุ่มสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์ในอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์” (CITES) ในบัญชีหมายเลข 1 (Appendix I) ในประเทศไทยพบการกระจายตัวอยู่ในแม่น้ำโขงตั้งแต่จังหวัดเชียงรายจนถึงจังหวัดอุบลราชธานี กรมประมงได้ศึกษาการเพาะพันธุ์ปลาบึกจนประสบความสำเร็จด้วยวิธีผสมเทียมครั้งแรกของโลกเมื่อปีพ.ศ. 2526 ปัจจุบันกรมประมงสามารถเพาะขยายพันธ์ปลาบึก และได้นำลูกพันธุ์ปลาที่ได้กระจายให้กับหน่วยงานกรมประมงทั่วประเทศเพื่อพัฒนาต่อยอดการขยายพันธุ์ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์เพื่อไม่ให้ปลาบึกสูญพันธุ์ไป

นอกจากนี้ กรมประมงได้ให้ความสำคัญกับการนำหลักพันธุศาสตร์มาวางแผนการผสมพันธุ์ทั้งในด้านจำนวนพ่อแม่พันธุ์ วิธีการผสม การนำปลารุ่นใหม่มาทดแทนพ่อแม่พันธุ์ปลาชุดเก่า ตลอดจนควบคุมกิจกรรมในโรงเพาะฟัก และควบคุมการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมให้เป็นไปในทิศทางที่ดี หลีกเลี่ยงการผสมเลือดชิด เพื่อคงความหลากหลายทางพันธุกรรมที่มีอยู่ไว้ให้มากที่สุด โดยในปี 2565 ได้วางแนวทางเบื้องต้นในการบริหารจัดการปลาบึกเพื่อการอนุรักษ์ในแม่น้ำโขงและการเพาะขยายพันธุ์เพื่อการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ ดังนี้

1. วางแผนบริหารจัดการพันธุ์ปลาบึกให้เหมาะสมต่อการเพาะพันธุ์เพื่อการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์และปลาบึกที่เหมาะสมต่อการปล่อยในถิ่นกำเนิดแม่น้ำโขง

2. มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทุกจังหวัดรวบรวมข้อมูลความหลากหลายของปลาบึกที่อยู่ในจังหวัดและรายงานให้ทราบถึงแหล่งที่มาทางพันธุกรรมของพ่อแม่พันธุ์ปลาบึก

3. มอบหมายให้กองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด บูรณาการร่วมกันจัดทำโครงการวิจัยเกี่ยวกับปลาบึกเพื่อเสนอขอทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.)

และล่าสุดเพื่อคงความหลากหลายทางพันธุกรรมของสายพันธุ์ ตลอดจนควบคุมการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมปลาบึกกรมประมงได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลรหัสประจำตัวปลาพร้อมฝังไมโครชิพ เพื่อบันทึกเป็นฐานข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับตัวปลา อาทิ แหล่งที่มา เพศปลา รวมถึงการใช้ประโยชน์ร่วมกับข้อมูลเครื่องหมายพันธุกรรมเพื่อระบุคู่ผสมที่มีความแตกต่างทางพันธุกรรม ซึ่งจะนำไปสู่การจัดทำแผนการเพาะพันธุ์ปลาบึกให้คงความหลากหลายทางพันธุกรรมอย่างยั่งยืน

นายสง่า ลีสง่า ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ กล่าวเพิ่มเติมว่า การฝังไมโครชิพในครั้งนี้ กรมประมงได้ทำการฝังไมโครชิพในปลาบึกน้ำหนัก 10 – 60 กิโลกรัม จำนวน 100 ตัวที่นายเสน่ห์ ผลประสิทธิ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการทรัพยากรประมง ได้มอบให้กรมประมงไว้ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเชียงราย ด้วยกระบอกฉีดพิเศษที่ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยากับร่างกายสัตว์น้ำเมื่อฝังไมโครชิพเข้าไปชั้นใต้ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อ พร้อมเก็บข้อมูลการเจริญเติบโต อาทิ น้ำหนัก ความยาวลำตัวและรอบอก ตลอดจนเก็บตัวอย่างครีบปลาบึกเพื่อใช้สำหรับตรวจสอบข้อมูลด้านดีเอ็นเอในอนาคต เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลทางพันธุกรรมก่อนกระจายไปยังหน่วยงานต่าง ๆ

รองอธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า การเพาะขยายพันธุ์ปลาบึก ความยากอยู่ที่การลำเลียงพ่อแม่พันธุ์ขึ้นมาศึกษาวิจัย โดยไม่ให้ได้รับความบอบช้ำ เนื่องจากเป็นปลาที่ตายง่ายมาก อีกทั้งแหล่งที่อยู่อาศัยในธรรมชาติเสื่อมโทรมลงทำให้ประชากรปลาบึกไม่สามารถสืบพันธุ์และเจริญเติบโตได้ทันต่อความต้องการ ส่งผลให้จำนวนประชากรปลาบึกตามธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง นับเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของกรมประมงที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในอนุรักษ์ปลาบึกเพื่อคงไว้ในแม่น้ำโขงสืบไป

‘แม่น้ำมูล’ลดต่อเนื่อง! กรมชลฯจับมือหน่วยงาน เข้าช่วยเหลือฟื้นฟู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688844

'แม่น้ำมูล'ลดต่อเนื่อง! กรมชลฯจับมือหน่วยงาน เข้าช่วยเหลือฟื้นฟู

‘แม่น้ำมูล’ลดต่อเนื่อง! กรมชลฯจับมือหน่วยงาน เข้าช่วยเหลือฟื้นฟู

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 21.52 น.

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (28 ต.ค.65) สถานการณ์น้ำที่สถานีวัดน้ำท่า M.7 บริเวณสะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ลดลงจากเมื่อวาน 16 เซนติเมตร และลดลงจากระดับน้ำสูงสุดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 (116.51 ม.รทก.) ประมาณ 1.41 เมตร มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 4,390 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ระดับในลำน้ำ ลำเซบาย ลำเซบก และ ลำโดใหญ่ มีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย ทำให้บ้านเรือนประชาชนและเส้นทางที่ถูกน้ำท่วมขังในบางเส้นทางเริ่มทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ คาดว่าสถานการณ์น้ำในแม่น้ำมูลจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2565 นี้

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่น้ำท่วม วางแผนสำรวจพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ก่อนนำเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่างๆ เข้าไปช่วยฟื้นฟูพื้นที่ถูกน้ำท่วมให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้กลับเข้าที่พักอาศัยและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ในเบื้องต้นโครงการชลประทานอุบลราชธานี ได้ลงพื้นที่ไปมอบถุงยังชีพและน้ำดื่ม ให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยใน อ.เดชอุดม อ.ดอนมดแดง อ.สว่างวีระวงศ์ และในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี พร้อมทั้งนำรถบรรทุกน้ำฉีดพ้นล้างทำความสะอาดในพื้นที่ที่ระดับน้ำลดลงแล้ว

– 006

‘ไบเออร์’เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรสุพรรณบุรี ยกระดับเกษตรกรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688784

‘ไบเออร์’เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรสุพรรณบุรี ยกระดับเกษตรกรไทย

‘ไบเออร์’เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรสุพรรณบุรี ยกระดับเกษตรกรไทย

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 15.58 น.

ไบเออร์เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรสุพรรณบุรี ยกระดับเกษตรกรไทย เข้าถึงนวัตกรรมด้านการเกษตร

28 ตุลาคม 2565 บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตร (Bayer Agri-Solution Research Center) อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี มีเป้าหมายเพื่อนำนวัตกรรมด้านการเกษตรและเกษตรอัจฉริยะ (Digital Farming) พร้อมเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรไทย

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ฯ อย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติจากสถานทูตเยอรมันประจำประเทศไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายประภัตร กล่าวในพิธีเปิดศูนย์ฯ ว่าการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทำให้มีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ในการทำเกษตรมากขึ้น และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และความมั่นคงของผลผลิต ดังนั้นการเปลี่ยนจากการทำเกษตรดั้งเดิมมาเป็นเกษตรยุคใหม่ที่นำเทคโนโลยีมาใช้จึงมีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับ เกษตรกรยุคใหม่จึงต้องรู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม เอื้อต่อการใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งเมล็ดพันธุ์ ดิน น้ำ ปุ๋ย รวมถึงลดการใช้แรงงานคน ซึ่งนับวันแรงงานในภาคเกษตรจะหายากมากขึ้น ซึ่งแนวทางนี้เท่านั้นที่จะทำให้เกษตรกรอยู่รอดอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนไทย

ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ ได้ออกกฎหมายที่เอื้อต่อการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย ซึ่งเปิดโอกาสและกระตุ้นให้เกิดการศึกษาวิจัยเพื่อให้สอดรับกับความต้องการของเกษตรกรไทย เติมเต็มความรู้​ ตามทันเทคโนโลยี

ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรไบเออร์ ที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี มุ่งเน้นงานวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรครอบคลุมข้าว ข้าวโพด รวมถึงผักชนิดต่างๆ ศูนย์ฯ ได้พัฒนาและส่งมอบคำแนะนำแบบบูรณาการโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับการดูแลพืชผล และการจัดการศัตรูพืช และ Artificial Intelligence (AI) (เอไอ ดิจิทัลสมองกล) เพื่อการวินิจฉัย และการทำการเกษตรแบบอัจฉริยะ ทั้งนี้ศูนย์ฯ แห่งนี้จะเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเกษตรกร หน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชน

มิสเตอร์เกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทย กล่าวว่า มีความยินดีกับทุกภาคส่วนในความร่วมมือทวิภาคี โดยพร้อมสนับสนุนนโยบายของประเทศไทยที่มีต่อการเกษตรแบบยั่งยืน ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อนำมาปรับปรุงการผลิตให้มีประสิทธิภาพ กระตุ้นให้เกิดการศึกษาวิจัยในอนาคต

ทางด้าน มิสเตอร์ศรีนาถ บาลา ผู้จัดการฝ่ายวิชาการและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ระดับภูมิภาค APAC (Regional APAC Head of Field Solution, Bayer Crop Science APAC) กล่าวว่า ไบเออร์ มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมศักยภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยที่เกษตรกรจำเป็นต้องเข้าถึงนวัตกรรมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำการเกษตรได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันทางศูนย์ฯ ยังสนับสนุนให้การพัฒนาแนวทางการจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการ

มิสเตอร์ศรีนาถ กล่าวเสริมว่า ศูนย์ฯ ยังมีส่วนในการดูแลความปลอดภัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมผ่านการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้ผลิตภัณฑ์ การพ่นสารเคมีอย่างถูกวิธีและปลอดภัย และความปลอดภัยของพืชอาหาร ศูนย์ฯ ยังมีการแนะนำนวัตกรรมการจัดการของเสีย (Phytobac Technology) ที่ช่วยในการบำบัดน้ำเสียจากฟาร์มเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์น้ำอย่างยั่งยืนและความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม

นางสาว จินอา ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด กล่าวว่าศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตร ได้รับการอนุมัติในการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยบริษัทฯ ได้มีการขยายการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ข้าวโพด และผักชนิดต่างๆ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนยุทธศาสตร์การเกษตรของประเทศไทยเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร

ศูนย์แห่งนี้จะทำหน้าที่ดำเนินงานวิจัยด้านการเกษตรในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนวัตกรรมที่เกี่ยวกับข้าว ข้าวโพด และพืชผัก สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การเกษตรของประเทศไทย ในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) เกษตรแม่นยำ (Precision Farming) และเทคโนโลยีโดรน เพิ่มโอกาสให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมด้านการเกษตรและเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว รับมือกับปัญหาด้านการเกษตรทั้งการระบาดของโรคพืช ศัตรูพืช และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นส่วนสนับสนุนในการยกระดับพืชผลทางการเกษตรสู่ตลาดที่มีคุณภาพและมูลค่าเพิ่มขึ้น ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยเปิดโอกาสในการจ้างงานและพัฒนาศักยภาพแก่ประชาชนในท้องถิ่น และเป็นศูนย์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

– 006

วช.หนุนวิจัย3Pปุ๋ยคอกอัดเม็ดสู่ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688626

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มอบหมายให้ นายเอนกบำรุงกิจ รอง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติเป็นประธานเปิดกิจกรรม “เปิดบ้านงานวิจัยและนวัตกรรม By NRCT ภายใต้ชื่อ NRCT TALK : ผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ครั้งที่ 4” ด้วยนวัตกรรม “3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์” ที่ศูนย์จัดการความรู้การวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

นายเอนกกล่าวว่า ได้จัดประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาประจำปี 2565 เพื่อสร้างและพัฒนาเยาวชนให้เป็นนักวิจัย/นักประดิษฐ์ที่มีคุณภาพและศักยภาพ โดยให้นิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษา นำเสนอผลงานนวัตกรรมเผยแพร่สู่สาธารณชน การแข่งขันในเวทีระดับชาติและนานาชาติ สร้างเครือข่ายด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม มีผลงานเข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 155 ผลงาน จาก 33 สถาบัน โดยผลงาน 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เป็นหนึ่งในผลงานที่ได้รับรางวัลดีเด่นด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร (ระดับปริญญาตรี) จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ด้าน รศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ อาจารย์ที่ปรึกษาของผลงานดังกล่าว เปิดเผยถึงการดำเนินงาน ว่าการเผาฟางและตอซังข้าว ก่อให้เกิดมลพิษปล่อยขึ้นสู่บรรยากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของดินทั้งทางด้านกายภาพ เคมี ชีวภาพ เนื่องจากความร้อนจากการเผาฟางและตอซังข้าว จึงพัฒนาการผลิตปุ๋ยเม็ดรักษ์โลกด้วยนวัตกรรม 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ประกอบด้วย ฟางข้าวnanocellulose และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์3 สายพันธุ์ เติมธาตุอาหารเสริมประสิทธิภาพต่างๆ รวมอยู่ใน 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ โดยมีการทดสอบประสิทธิภาพของ 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดในพืชต่างๆ เช่น ทุเรียน ส้มโอ และพริก พบว่าพืชให้ผลผลิตในปริมาณที่เพิ่มขึ้น

ไทยจับมือคาซัคสถาน พัฒนาในด้านวิชาการ ส่งเสริมสินค้าเกษตร รุกขยายตลาดการค้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688631

ไทยจับมือคาซัคสถาน พัฒนาในด้านวิชาการ ส่งเสริมสินค้าเกษตร รุกขยายตลาดการค้า

ไทยจับมือคาซัคสถาน พัฒนาในด้านวิชาการ ส่งเสริมสินค้าเกษตร รุกขยายตลาดการค้า

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ร่วมมือ : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือกับ นายอาร์มัน อิสเซตอฟเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย จัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ส่งเสริมการพัฒนาความร่วมมือด้านวิชาการและการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกัน

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ นายอาร์มันอิสเซตอฟ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม และมีการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย-คาซัคสถาน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนากิจกรรม/โครงการความร่วมมือด้านการเกษตรที่สำคัญ ส่งเสริมการพัฒนาความร่วมมือด้านวิชาการเกษตรระดับเจ้าหน้าที่ นักวิจัยและเกษตรกร นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกัน

ทั้งนี้ คาซัคสถาน มีพื้นที่มากเป็นอันดับ 9 ของโลก เป็นประตูสู่ตะวันตก และสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย มีประชากรมากถึง 880 ล้านคน และมีมูลค่าการค้ากับต่างประเทศประมาณ 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณร้อยละ 70 โดยคาซัคสถานให้ความสำคัญด้านการลงทุนภาคเกษตรเป็นลำดับแรก โดยในปี 2564 คาซัคสถานส่งออกสินค้าเกษตรมากกว่า 3.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ

“คาซัคสถานและประเทศแถบเอเชียกลาง เป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพโดดเด่นและน่าสนใจ โดยฝ่ายคาซัคสถาน ยินดีสนับสนุนนักธุรกิจของไทย ไปลงทุนในคาซัคสถาน และกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าเพิ่มมากขึ้น โดยสินค้าที่มีศักยภาพของคาซัคสถาน ได้แก่ สินค้าปศุสัตว์ สินค้าประมงน้ำจืด สำหรับสินค้าเกษตรของไทยที่ส่งออกไปคาซัคสถาน ได้แก่ ผลไม้เขตร้อน สินค้าปศุสัตว์ สินค้าประมง เป็นต้น ซึ่งการหารือจะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือด้านการเกษตรร่วมกันในอนาคต” ดร.เฉลิมชัยกล่าว