วช.เปิดศูนย์เกษตรฯ ถ่ายทอดองค์ความรู้ นวัตกรรมเพาะปลูก ทำได้ในพื้นที่รกร้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689767

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นประธานเปิดการอบรมการถ่ายทอดองค์ความรู้พื้นที่ปลูกพืชในเมือง และการใช้ประโยชน์จากแอลกอฮอล์ ในงานวันคล้ายวันสถาปนา วช.ครบรอบ 63 ปี หัวข้อ “63 ปี วช. มุ่งสู่สังคมอุดมปัญญา พัฒนาไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ว่า ได้ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพพร้อมใช้ประโยชน์ต่อสาธารณชน เพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการจัดงาน จึงเปิดศูนย์เกษตรวิถีเมือง ซึ่งโครงการในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาพื้นที่ตั้งเดิม ภายในพื้นที่ วช.ให้เกิดประโยชน์และมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อใช้ทดลองรวบรวมและสาธิตการใช้ประโยชน์นวัตกรรมและองค์ความรู้ในการเพาะปลูกพืชอาหาร โดยโครงการมีการดัดแปลงพื้นที่รกร้างให้เกิดประโยชน์ด้วยการออกแบบดัดแปลงพื้นที่ดั้งเดิมภายในโครงการด้วยแนวคิด Adaptive Reuse ซึ่งเป็นการใช้อุปกรณ์การเพาะปลูกที่ไม่ซับซ้อน สามารถหาซื้อหรือดัดแปลงได้โดยง่าย

รวมทั้งแสดงถึงแนวคิดที่สามารถปรับใช้ได้จริงกับพื้นที่รกร้างในหลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้โครงการยังได้รับการสนับสนุนวัสดุก่อสร้างจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ที่ได้คัดสรรวัสดุที่เกิดจากแนวคิดการนำกลับมาใช้ และการเพิ่มมูลค่าจากขยะอุตสาหกรรมRecycle Upcycle เช่น อิฐบล็อกจากขยะโรงไฟฟ้าฯ ยางมะตอยพื้นถนนจากพลาสติกเหลือใช้ รวมถึงนวัตกรรมทางด้านการประหยัดพลังงานด้วยการใช้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์อย่างเหมาะสม ตลอดจนการศึกษาและคัดสรรพันธุ์พืชอาหารที่เหมาะสมกับพื้นที่และสภาพอากาศในเมือง

ส.ป.ก.หนุนทำฝายชะลอน้ำเพื่อเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689768

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่าได้จัดที่ดินทำกินและพัฒนาที่ดินให้มีศักยภาพเพียงพอต่อการทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญช่วยให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกพืชได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ และพื้นที่ ส.ป.ก.ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตร จึงต้องพึ่งพาน้ำฝนในการทำเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยน้อมนำแนวทางพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในด้านวิศวกรรมแบบพื้นบ้าน การใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมาดำเนินการในรูปแบบการประสานความร่วมมือของ ส.ป.ก.และเกษตรกรในพื้นที่ การคัดเลือกพื้นที่แหล่งต้นน้ำ โดยในปี 2561 จัดทำโครงการภายใต้ชื่อ “โครงการก่อสร้างฝายชะลอน้ำ (ชั่วคราว) เพื่อสนับสนุนโครงการเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนเขตปฏิรูปที่ดิน” ซึ่งดำเนินการจนถึงปัจจุบัน โดยบรรจุเข้าแผนงานการดำเนินการในปีต่อๆ ไป ซึ่งในปี 2565 จัดทำโครงการไปแล้ว 182 แห่งครอบคลุม 16 จังหวัด เกษตรกรได้รับผลประโยชน์โดยตรงประมาณ 728 ราย มีพื้นที่ได้รับความชุ่มชื้นประมาณ 13,368 ไร่

ทั้งนี้ ส.ป.ก. ได้จัดทำโครงการก่อสร้างฝายชะลอน้ำฯ นับจากปี 2561 ถึงปี 2565 ดำเนินการแล้ว 733 แห่ง แบ่งเป็นปี 2561 ดำเนินการแล้ว 244 แห่ง ครอบคลุม 23 จังหวัด, ปี 2563 ดำเนินการแล้ว 200 แห่ง ครอบคลุม 17 จังหวัด, ปี 2564 ดำเนินการแล้ว 107 แห่งครอบคลุม 8 จังหวัด, ปี 2565 ดำเนินการแล้ว 182 แห่ง ครอบคลุม 16 จังหวัด งบประมาณทั้งสิ้น 23,680,005 บาท มีพื้นที่รับความชุ่มชื้น 53,839 ไร่ และคาดการณ์ว่าจะมีประมาณน้ำเพิ่มขึ้น 386,811 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) น้ำที่เพิ่มขึ้นนี้เกษตรกรในพื้นที่รอบข้างสามารถใช้ในการเกษตรได้โดยตรง และด้วยระยะการเก็บกักของน้ำหน้าฝายก็ยังช่วยให้สร้างความชุ่มชื่นให้พื้นที่โดยรอบ น้ำบางส่วนก็ไหลเลยลงไปเป็นน้ำใต้ดินด้วย

สกู๊ปพิเศษ : ISMED จับมือ True Space เปิดพื้นที่สุดชิค ตอบโจทย์ทุกความสร้างสรรค์เพื่อธุรกิจ SMEs

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689573

สกู๊ปพิเศษ : ISMED จับมือ True Space เปิดพื้นที่สุดชิค  ตอบโจทย์ทุกความสร้างสรรค์เพื่อธุรกิจ SMEs

สกู๊ปพิเศษ : ISMED จับมือ True Space เปิดพื้นที่สุดชิค ตอบโจทย์ทุกความสร้างสรรค์เพื่อธุรกิจ SMEs

วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ISMED ร่วมกับ ทรู สเปซ กระตุกไอเดียสร้างสรรค์ ให้ SMEs โตได้แบบไม่จำกัดพื้นที่ พร้อมควงแขนบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. และสมาคมเมตาเวิร์สไทยเปิดโลกอนาคตที่มั่นคงให้ SMEs ไทย ไปไกลกว่าเดิม

นายนราวิทย์ เปาอินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ISMED ซึ่งเป็นสถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ นางสาวนวลพรรณ บุญเผื่อน หัวหน้าสายงานทรูสเปซ บริษัท ทรู สเปซ
จำกัด จัดกิจกรรม SMEs Exclusive Class ครั้งที่ 2 “เปิดโผโค้งสุดท้ายของปีบนความท้าทายที่ SMEs ต้องเผชิญ” เพื่อเป็นการเสริมความรู้ให้ SMEs พร้อมดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี และการสร้างสังคมที่มีผลต่อการพัฒนา SMEs บนพื้นที่การทำงานสุดชิค (Co–working space) ของ True Space ทั้ง 8 สาขา โดยมีผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนา SMEs ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน พร้อมด้วยผู้ประกอบการ SMEs และสื่อมวลชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ณ True Space ชั้น 4 อาคาร CenterPoint of Siam Square

นายนราวิทย์ เปาอินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ISMED กล่าวว่า “ISMED มีภารกิจสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจ และผู้ประกอบการ SMEs ให้มีขีดความสามารถในการประกอบการ และดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน ผ่านการเผยแพร่องค์ความรู้ที่ทันสมัยอย่างสม่ำเสมอ พร้อมสร้างการเติบโตรูปแบบด้วยการพลิกแนวคิดธุรกิจและการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือให้สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของ SMEs โดย ISMED มีหน่วยงานพันธมิตรในการพัฒนา SMEs กว่า 35 หน่วยงานซึ่งครอบคลุมการพัฒนาทุกมิติทั้งด้านองค์ความรู้ ด้านแหล่งทุน
ด้านช่องทางการตลาด ด้านการบริหารจัดการธุรกิจ ด้านเทคโนโลยีและการวิจัย รวมถึงด้านมาตรฐานและการรับรอง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลเชิงบวกต่อสภาพแวดล้อมการพัฒนาให้ SMEs ในเครือข่ายของ ISMED เติบโตอย่างมีทิศทางและนำธุรกิจสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง”

ด้านนางสาวนวลพรรณ บุญเผื่อน หัวหน้าสายงานทรูสเปซ บริษัท ทรู สเปซ จำกัด กล่าวว่า “ทรูสเปซ พื้นที่ทำงานร่วมกันในรูปแบบสมาชิกของกลุ่มทรู มอบความสะดวกสบายในการทำงานครบทุกมิติสำหรับนักธุรกิจเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ ฟรีแลนซ์หรือผู้ที่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจไอเดียสร้างสรรค์ และสร้างรายได้ให้ธุรกิจอย่างสบายๆ ด้วยแพ็กเกจ Flexi Workspace 1,099 บาทต่อเดือน เข้าใช้งานพื้นที่ทรู สเปซได้หลากหลายทุกฟังก์ชั่น ทั้ง 8 สาขาทั่วประเทศ อีกทั้งยังช่วยเชื่อมต่อความสำเร็จให้กับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ติดตามสิทธิพิเศษ และเข้าร่วมกิจกรรมหรือเวิร์กช้อปต่างๆ จากองค์กร True Digital Park ศูนย์กลางด้านดิจิทัลของไทยที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ True Digital Academy สถาบันการเรียนการสอนทักษะด้าน Digital ที่แรกและที่เดียวในไทย เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และประสบการณ์รอบด้านในการดำเนินธุรกิจที่ช่วยตอบโจทย์ SMEs / Startup พร้อมขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

กิจกรรม SMEs Exclusive Class ครั้งที่ 2 “เปิดโผโค้งสุดท้ายของปี บนความท้าทายที่ SMEs ต้องเผชิญ” ยังมีการให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา SMEs และต่อผู้ประกอบการ SMEs โดย Keynote ระดับท็อปของวงการในประเด็น “Co & Creative Space” โดยดร.ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู ดิจิทัล พาร์ค จำกัด ประเด็น “Finance & Credit Guarantee เรื่องที่ SMEs ต้องรู้” โดยนายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และการอัพเดทเทรนด์อุตสาหกรรมเมตาเวิร์สที่จะมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ในประเด็น “Metaverse กับภารกิจพลิกโลกธุรกิจ SMEs” โดยดร.นที เทพโภชน์ นายกสมาคมเมตาเวิร์สไทย

“โดยความร่วมมือที่ ISMED มีร่วมกับ True Space ทั้ง 8 สาขา เพื่อให้บริการและสิทธิพิเศษกับ SMEs ทั้งการเข้าใช้ Hot Desk แบบ Day Pass สิทธิ์ส่วนลด 50% ในการใช้ห้องประชุม สิทธิ์การเช่าสำนักงานส่วนตัว 1 เดือน ฟรี 1 เดือนและสิทธิ์ใช้บริการเเบบ Flexi Workspace เลือกสถานที่ทำงานที่ True Space โซน Hot Desk ได้ทุกสาขา ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อเดือน จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการลดต้นทุน การสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการเติบโตทางธุรกิจของ SMEs” นายนราวิทย์ กล่าวในที่สุด

ผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจทดลองใช้บริการสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ ISMED มีร่วมกับ True Space สามารถติดต่อ และสอบถามได้ทาง Line OA: @ismed หรือทาง Facebook Fan page: ISMED สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ โทร. 0-2105-4778 ต่อ 8002, 06-2324-4297 (คุณศศิประภา)

ส.ป.ก.ขับเคลื่อนงานพัฒนา เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689568

วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ปีงบประมาณ 2566” และมอบนโยบาย พร้อมด้วย นายเอกพงศ์ น้อยสร้าง รองเลขาธิการ ส.ป.ก.และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายวิวรรธน์ สงประเสริฐ ผอ.สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นผู้กล่าวรายงาน มีผู้เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ 130 ราย ที่โรงแรมเดอะไพรเวซี่ บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา ต.สามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์

สำหรับการจัดโครงการสัมมนาครั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแผนการดำเนินงานและแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ประจำปีงบประมาณ 2566 การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ประเด็นปัญหา/อุปสรรค ข้อเสนอแนะการดำเนินงานด้านการพัฒนาเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน การเพิ่มศักยภาพพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน การเพิ่มขีดความสามารถของพื้นที่และเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก.มีความมั่นคงด้านอาหาร มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และประกอบอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่ ส.ป.ก.ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ทำให้เกษตรกรอยู่ได้ อยู่ดีมีความสุข ในเขตปฏิรูปที่ดิน

‘ธนา’พบเกษตรกร ผู้ขอรับการจัดสรร ที่ดินในแปลงอพยพ เร่งหารือดำเนินการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689567

วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ พบกับกลุ่มเกษตรกรกลุ่มสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน (สกอ.) และกลุ่มสมาพันธ์เกษตรกรภาคอีสาน (สพอ.) โดยมีนายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ และนางณัฐชุตา เข็มทองสกุล หัวหน้ากลุ่มรับเรื่องร้องเรียน เข้าร่วมที่หน้ากระทรวงเกษตรฯ โดยนายธนา ชี้แจงให้กับกลุ่มเกษตรกรทราบว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ประชุมคณะกรรมการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของมวลชน กระทรวงเกษตรฯ เพื่อพิจารณาแก้ปัญหาความเดือดร้อนกรณีราษฎรขอรับสิทธิการจัดสรรที่ดินแปลงอพยพ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล จ.สุรินทร์ และได้จัดทำรายงานการประชุม เพื่อส่งให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอคณะกรรมการกำกับติดตามการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของมวลชนทราบเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งมอบสำเนาหนังสือที่นำส่ง สปน.ให้แก่ตัวแทนเกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ นายธนา กล่าวให้กำลังใจแก่กลุ่มเกษตรกรที่เดินทางมาชุมนุม โดยกลุ่มเกษตรกรมีความพอใจในการดำเนินการดังกล่าว และขอบคุณ รมว.เกษตรฯ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ และผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เร่งดำเนินการแก้ปัญหาให้กับกลุ่มเกษตรกร และให้กำลังใจด้วยการมอบดอกไม้ ก่อนที่กลุ่มเกษตรกรจะเดินทางกลับภูมิลำเนา

‘ผู้เลี้ยงม้า’เตรียมเฮ!ปศุสัตว์ทวงคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคแอฟริกาในปี66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689451

‘ผู้เลี้ยงม้า’เตรียมเฮ!ปศุสัตว์ทวงคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคแอฟริกาในปี66

‘ผู้เลี้ยงม้า’เตรียมเฮ!ปศุสัตว์ทวงคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคแอฟริกาในปี66

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.28 น.

‘ผู้เลี้ยงม้า’เตรียมเฮ!ปศุสัตว์ทวงคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคแอฟริกาในปี66

1 พฤศจิกายน 2565 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ในปี พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ได้แต่งตั้ง Dr.Ann-Susanne Munstermann ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) เป็นที่ปรึกษาเพื่อให้คำแนะนำและร่วมกำหนดแนวทางการขอคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคแอฟริกาในม้าของประเทศไทยให้เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH)

ทั้งนี้ Dr.Ann – Susanne Munstermann ได้มาเยือนประเทศไทยครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 และครั้งล่าสุดได้เดินทางมาระหว่างวันที่ 16 – 24 ตุลาคม 2565 โดยการมาเยือนทั้ง 2 ครั้งเป็นการเข้ามาเพื่อศึกษาดูการดำเนินงาน วิเคราะห์ข้อมูล และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการกำจัดกาฬโรคแอฟริกาในม้าของประเทศไทยทั้งระบบ อาทิ การเฝ้าระวังโรค การตรวจตัวอย่าง การป้องกันโรค การควบคุมโรค ระบบสัตวแพทย์บริการ และการจัดทำแผนเตรียมความพร้อม เพื่อตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน เป็นต้น โดยได้มีการลงพื้นที่เพื่อดูการจัดการระบบต่างๆ พร้อมให้คำแนะนำในการเขียนเอกสาร (Dossier) ที่ผ่านมาDr.Ann-Susanne Munstermann ได้กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์และทุกหน่วยงานภาคีที่ได้เร่งรัดดำเนินการเฝ้าระวัง ควบคุม และป้องกันโรคอย่างมีประสิทธิภาพ ได้ดำเนินการครอบคลุมในทุกมิติจนทำให้โรคสงบลงในที่สุด สามารถสร้างความเชื่อมั่นและมีความพร้อมสูงมากที่จะยื่นขอคืนสถานปลอดโรคกับองค์การสุขภาพสัตว์โลก

อย่างไรก็ตามตามข้อกำหนดสากลขององค์การสุขภาพสัตว์โลกระบุไว้ชัดเจนว่า การที่แต่ละประเทศจะปลอดโรคได้ จะต้องไม่พบการระบาดของโรคมากกว่า 2 ปี พร้อมกับมีการควบคุม ป้องกัน และเฝ้าระวังโรคอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะต้องรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อยื่นเสนอองค์การสุขภาพสัตว์โลก ซึ่งเมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว องค์การสุขภาพสัตว์โลกจะแจ้งเวียนประเทศสมาชิกทั่วโลกให้ทราบต่อไป

นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ผลกระทบจากการเกิดโรคดังกล่าวมีมากมาย อาทิ การเคลื่อนย้ายม้าถูกระงับทั้งระบบ สูญเสียรายได้เข้าประเทศจากผลกระทบที่มีต่อการค้าและการส่งออกม้า ไม่สามารถจัดการแข่งขันม้าทุกประเภททั้งภายในประเทศและระดับนานาชาติ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมจากผลกระทบที่มีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งกรมปศุสัตว์จะดำเนินการจัดทำเอกสารขอคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคแอฟริกาในม้าเป็นรูปเล่มฉบับสมบูรณ์ ให้แล้วเสร็จและยื่นเอกสารดังกล่าวภายในกลางเดือนธันวาคม 2565 ทันต่อการประชุมใหญ่ของคณะผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสุขภาพสัตว์ ซึ่งจะมีการจัดประชุมพิจารณาในเดือนพฤษภาคม 2566 โดยหากผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมดังกล่าว จะทำให้ประเทศไทยปลอดกาฬโรคแอฟริกาในม้า ตั้งแต่ปี พ.ศ.2566 เป็นต้นไป การปลอดโรคดังกล่าวจะเกิดผลดีโดยทำให้สามารถเคลื่อนย้ายม้าระหว่างประเทศได้ตามปรกติ ส่งเสริมอุตสาหกรรมการค้าและการส่งออกม้า ส่งเสริมกิจกรรมการแข่งขันม้าทุกประเภททั้งภายในประเทศและระดับนานาชาติ รวมถึงส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สร้างอาชีพและรายได้ให้กับบุคลากรทุกภาคส่วน อาทิ เกษตรกรผู้เลี้ยงม้า ผู้ประกอบการ สมาคม ชมรม แรงงาน ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโดยรวมต่อไป

‘เฉลิมชัย’ระดมทุกหน่วย ช่วยเกษตรกรประสบอุทกภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689360

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธานพิธีปล่อยรถหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ภาคใต้ โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯเข้าร่วม ที่ด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ได้มีการช่วยเหลือจังหวัดที่ได้รับผลกระทบด้านปศุสัตว์ 21 จังหวัดมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับผลกระทบ 73,246 รายสัตว์ที่ได้รับผลกระทบ โค 206,582 ตัว กระบือ 44,198 ตัว สุกร 49,518 ตัว แพะ/แกะ 21,906 ตัว สัตว์ปีก 5,781,461 ตัว รวม 6,103,665 ตัว แปลงหญ้า 2,287.75 ไร่ โดยกรมปศุสัตว์ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้วทั้ง 21 จังหวัด เกษตรกร 22,532 ราย 134 อำเภอ 417 ตำบล 1,671 หมู่บ้าน ให้ความช่วยเหลือในการอพยพสัตว์ที่ได้รับผลกระทบแล้ว 2,258,675 ตัว แบ่งเป็น โค 66,085 ตัว กระบือ 13,750 ตัว สุกร 5,284 ตัว แพะ/แกะ 7,355 ตัว สัตว์ปีก 2,166,201 ตัว โดยได้สนับสนุนเสบียงสัตว์ ไปแล้ว 1,057,270 กิโลกรัม สนับสนุนชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ 30,625 ชุด รักษาสัตว์ 1,693 ตัว และถุงยังชีพสัตว์ 2,804 ถุง

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ได้จัดพิธีปล่อยขบวนรถหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน พร้อมด้วยหน่วยบริการสัตวแพทย์เคลื่อนที่ออกให้ความช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้วก่อนหน้านี้ ที่ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ จ.ปทุมธานี และปศุสัตว์ในพื้นที่ อีกกว่า 37 จุดทั่วประเทศ ซึ่งความช่วยเหลือดังกล่าวได้ถึงมือเกษตรกรเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันสถานการณ์ได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว 4 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน สุโขทัย กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ประจำสำนักงานในพื้นที่ภาคใต้ ให้ดำเนินการเตรียมความพร้อมรองรับภัยพิบัติ และได้ปล่อยขบวนรถหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน พร้อมด้วยหน่วยบริการสัตวแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านเสบียงอาหารสัตว์ รวมทั้งแร่ธาตุและเวชภัณฑ์แก่สัตว์เลี้ยงของเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ และให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ ศวอ.เพชรบุรี / ศวอ.ประจวบคีรีขันธ์ /ศวอ.กาญจนบุรี / ศวอ.สุพรรณบุรี / ศวอ.ชุมพร /ศวอ.พัทลุง / ศวอ.สุราษฎร์ธานี / ศวอ.ตรัง /ศวอ.นครศรีธธรมราช / ศวอ.สตูล / และศวอ. นราธิวาสสนับสนุนเสบียงสัตว์เคลื่อนย้ายลงเสบียงอาหารสัตว์ลงไปไว้ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก เพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการให้ความช่วยเหลือ โดยเตรียมคลังเสบียงไว้ 12 จุด ใน 11 อำเภอ8 จังหวัด เสบียงสัตว์ทั้งสิ้น 95,000 กิโลกรัม และหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ 15 หน่วย นอกจากนี้ได้กำชับเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เร่งตรวจสอบและให้การช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร ตามระเบียบกระทรวงการคลัง

เกษตรฯรับมอบอาหารสุนัข ส่งให้ผู้เลี้ยงสัตว์ที่เดือดร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689357

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาการปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ รับมอบอาหารเม็ดสำหรับสุนัข 6,000 กิโลกรัม จากนายสัตวแพทย์วัชระ ปานวุ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โอ สแควร์ ดิสทริบิวชั่น จำกัด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัยในขณะนี้โดยมี นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายรักไทย งามภักดิ์ผอ.สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ร่วมรับมอบ ที่กระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมความพร้อมรองรับภัยพิบัติเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดความสูญเสียของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในช่วงวิกฤต สำหรับอาหารสุนัขที่ได้รับมอบครั้งนี้ จะมีการจัดสรรและแจกจ่ายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เป้าหมายต่อไป และส่วนหนึ่งจะนำไปแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ซึ่งทาง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เป็นประธานส่งมอบต่อไป

สำหรับผู้ที่สนใจจะบริจาคสิ่งของให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ กทม. โทร.02-6534444 ต่อ 3315

ถกวิชาการมุ่งใช้นวัตกรรมการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689356

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ Innovation for Resilient Agriculture
ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ โรงแรมดิเอ็มเพรส จ.เชียงใหม่ ซึ่งจัดโดยคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมี รองศาสตราจารย์ดร.วินิตา บุณโยดม รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดรุณี นาพรหม คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยนักวิชาการ นักวิจัย ผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เข้าร่วม

สำหรับการประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการเกษตรทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับความท้าทาย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและความสามารถในการคาดการณ์ ทำให้เกิดความแห้งแล้ง น้ำท่วม สูญเสียสมดุลทางนิเวศวิทยา และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ทำให้การผลิตอาหารและการอนุรักษ์ป่าไม้ทำได้ยากขึ้น และจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อการขนส่งและการเคลื่อนย้ายสินค้าเกษตร ผู้คน และแรงงาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความอดอยากและความยากจนทั่วประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพึ่งพานวัตกรรมทางการเกษตรสามารถบรรเทาผลกระทบด้านลบของความท้าทายเหล่านี้ได้ การลดแรงงาน การอำนวยความสะดวกในการซื้อ-ขาย และการแบ่งปันข้อมูลแบบเรียลไทม์สามารถลดความเสี่ยงของการระบาดใหญ่ได้ ในขณะที่การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการแจกจ่ายอาหารจะทำให้ผู้คนเข้าถึงอาหารได้มากขึ้น

ทั้งนี้ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล็งเห็นความสำคัญของนวัตกรรมด้านการเกษตร วิสัยทัศน์ เกษตรกรรมอัจฉริยะเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น มุ่งใช้นวัตกรรมทางการเกษตรเพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนทั่วโลกผ่านความร่วมมือด้านการวิจัยและการแบ่งปันข้อมูล ดังนั้น การประชุมดังกล่าวจึงเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และอภิปรายความเป็นไปได้สู่อนาคตที่ยืดหยุ่นผ่านข้อมูลทางการเกษตร

กรมชลฯเร่งมือช่วย เกษตรกรประสบภัย รุดบริหารจัดการน้ำ สำรองไว้ใช้ฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689362

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนรมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายให้กรมชลประทาน เร่งช่วยเหลือเกษตรกรภายหลังน้ำลด ซึ่งปัจจุบันมีการปรับลดการระบายน้ำในหลายพื้นที่แบบขั้นบันได ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รักษาปริมาณน้ำให้อยู่ในอ่างเก็บน้ำตามเกณฑ์กักเก็บที่กำหนด เพื่อสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยขณะนี้มีพื้นที่ที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว 22 จังหวัด

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้โครงการชลประทานในพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว รวมไปถึงการตรวจสอบความมั่นคงของอาคารชลประทานที่ใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพในช่วงที่ผ่านมา ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมกับวางแผนบริหารจัดการน้ำและแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่มีอยู่ เพื่อลดความเสี่ยงผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย การเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ เข้าไปช่วยระบายน้ำที่ท่วมขังออกจากพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้กลับมาประกอบอาชีพและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

สำหรับสถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 63,877 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 84 ของความจุอ่างฯสามารถรับน้ำได้อีก 13,043 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวม 20,430 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 82 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 4,487 ล้าน ลบ.ม.