ปลัดเกษตรฯอัปสกิลบุคลากร20จว.อีสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681395

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาUpskill for Next Normal ของบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีนายโอภาส ทองยงค์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมหนองคายธาวิลล่า จ.หนองคาย ว่าการประชุมสัมมนาครั้งนี้ มุ่งหวังให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าใจแนวทางการดำเนินงานและพัฒนาการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดการบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี” เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เกี่ยวข้อง 5 ด้าน

ที่สำคัญคือการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ประกอบกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 มีหมุดหมายที่ 1 ที่ไทยเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง ซึ่งในการจะขับเคลื่อนให้หมุดหมายที่ 1 ให้บรรลุเป้าหมายก็จะต้องเกี่ยวข้องกับหมุดหมายที่ 12 กำลังคนที่มีสมรรถนะสูงตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคตเพื่อพัฒนาคนในภาครัฐให้มีสมรรถนะสูง เป็น Smart Officer รวมทั้งตอบโจทย์ในหมุดหมายที่ 13 ไทยมีภาครัฐที่มีสมรรถนะสูงซึ่งเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน

อย่างไรก็ดี บุคลากรในสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งนโยบายของจังหวัด จำเป็นต้องเข้าใจ และได้รับการพัฒนาศักยภาพให้มีทักษะที่ทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมสู่ความปกติถัดไป (Next Normal) ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ปี 2564-2570

กรมชลฯเตรียมบูรณาการปัญหาน้ำแม่กลองใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681419

กรมชลฯเตรียมบูรณาการปัญหาน้ำแม่กลองใหญ่

กรมชลฯเตรียมบูรณาการปัญหาน้ำแม่กลองใหญ่

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565, 22.40 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์  รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน เปิดเผยหลังการลงพื้นที่โครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ว่า  กรมได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาจัดทำโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งขวา ตามที่ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อครั้งเป็นอธิบดีกรมชลประทานได้ปรารภหลังลงพื้นที่และพบว่ามีปัญหาการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากเป็นโครงการเก่าแก่และมีปัญหาการส่งน้ำค่อนข้างมาก ควรมีการศึกษาปรับปรุงโครงการให้ชัดเจน

ทั้งนี้ โครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ชลประทานประมาณ 2.42 ล้านไร่ ใน จ.กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม  สมุทรสาคร สุพรรณบุรี นครปฐม และบางส่วนของ จ.เพชรบุรี โดยแบ่งเป็นโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งซ้าย และโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งขวา มีปริมาณน้ำจัดสรรเฉลี่ยปีละร่วม 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร

นายยศวัจน์ ศรีเรืองเจริญ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่ามะกา(ผคบ.) กล่าวถึงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่ามะกาว่าได้มีการริเริ่มมานานถึง 60 ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันสภาพสิ่งแวดล้อมต่างๆได้มีการเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นจะนำเอาระบบการออกแบบเมื่อ 60 ปีก่อนมาใช้ในปัจจุบันคงไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นเชื่อว่าการนำข้อมูลใหม่มาประกอบการปรับปรุงโครงการจะทำให้โครงการนี้จัดสรรการใช้น้ำสู่ภาคประชาชนได้อย่างเหมาะสมกับสภาพการในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

นางประคอง บ้านใหม่ ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำในตำบลบ้านใหม่ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่าเกษตรกรในบริเวณบ้านใหม่มีความต้องการประตูระบายน้ำเพื่อปั่นน้ำโดยตรงเข้าสู่พื้นที่การเกษตร เพราะปัจจุบันลำบากมากในฤดูกาลทำนา ถ้าต้องผ่านน้ำจากประตูอื่นต้องรอจนกว่าน้ำจะล้นซึ่งจะใช้ปริมาณมาก แต่ถ้าสามารถผ่านน้ำเข้าพื้นที่ได้โดยตรงจะทำให้สะดวกยิ่งขึ้นและใช้ปริมาณน้ำที่น้อยกว่าจึงอยากจะให้กรมชลประทานพิจารณาในเรื่องนี้โดยด่วน

นายสนิท พิริยะพงษ์พันธ์ ผู้จัดการโครงการฯ เห็นว่าประเด็นหลักๆตอนนี้คือการบริหารจัดการน้ำให้ทั่วถึงและเหมาะสมกับทุกพื้นที่อย่างเสมอภาค และต้องปรับปรุงระบบการส่งน้ำให้ทันสมัยยิ่งขึ้น อย่างปัญหาที่ชาวบ้านเจออยู่ตอนนี้คือจะต้องดึงน้ำจากพื้นที่ที่ต่ำกว่าขึ้นมาพื้นที่ที่สูงกว่า ทำให้ต้องใช้น้ำในปริมาณมากและเกิดปัญหาการชำรุดทรุดโทรมของลำคลองที่ตามมา มาตรการหลักๆที่จะต้องเร่งส่งให้กรมชลประทานตอนนี้คือการปรับปรุงเรื่องสิ่งก่อสร้าง รวมถึงการระบายน้ำซึ่งต้องเพิ่มแก้มลิง เพราะจะได้นำน้ำที่ถูกระบายแล้วกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งคาดว่างบประมาณในการจัดการจะอยู่ที่ 2,000 กว่าล้าน และให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำเพิ่มมากขึ้น

กรมชลฯเฝ้าระวัง‘ลุ่มน้ำเจ้าพระยา’ใกล้ชิด หลังอุตุฯเตือน 21-25 ก.ย.มีฝนตกเพิ่มตอนบน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681307

กรมชลฯเฝ้าระวัง‘ลุ่มน้ำเจ้าพระยา’ใกล้ชิด หลังอุตุฯเตือน 21-25 ก.ย.มีฝนตกเพิ่มตอนบน

กรมชลฯเฝ้าระวัง‘ลุ่มน้ำเจ้าพระยา’ใกล้ชิด หลังอุตุฯเตือน 21-25 ก.ย.มีฝนตกเพิ่มตอนบน

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.31 น.

กรมชลฯเฝ้าระวัง‘ลุ่มน้ำเจ้าพระยา’ใกล้ชิด หลังอุตุฯเตือน 21-25 ก.ย.มีฝนตกเพิ่มตอนบน

20 กันยายน 2565 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาวันนี้ (20 กันยายน 2565) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,037 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 3.18 เมตร แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ก่อนปริมาณน้ำนี้จะไหลไปรวมกับน้ำที่มาจากเเเม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขา ไหลลงสู่บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ที่ปัจจุบันได้มีการควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาที่สถานี C.13 อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ในอัตราประมาณ 1,989 ลบ.ม./วินาที ส่วนพื้นที่ตอนล่างที่สถานีวัดน้ำ C.29A อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ย 2,537.00 ลบ.ม./วินาที

โดยช่วงวันที่ 19 – 20 ก.ย. 65 กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง และช่วงวันที่ 21 – 25 ก.ย. 65 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ กรมชลประทาน ได้นำข้อมูลการคาดการณ์สภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา มาวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น ด้วยการจัดเจ้าหน้าที่ การเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำ ประจำจุดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง ให้สามารถพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมไปถึงตรวจสอบความพร้อมของอาคารชลประทานและพนังกั้นน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หมั่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง  ตลอดจนบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องต่อไป

ส.ป.ก.เดินหน้ายกระดับธุรกิจชุมชน ชูกลุ่มทอผ้าเพชรสามเรือน ผ้าทอไทยทรงดำ ต้นแบบความสำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681287

ส.ป.ก.เดินหน้ายกระดับธุรกิจชุมชน ชูกลุ่มทอผ้าเพชรสามเรือน ผ้าทอไทยทรงดำ ต้นแบบความสำเร็จ

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565, 15.20 น.

ส.ป.ก. เดินหน้ายกระดับธุรกิจชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดิน เสริมแกร่งความรู้สร้างจุดเด่นผลิตภัณฑ์ ชูกลุ่มทอผ้าเพชรสามเรือน ผ้าทอไทยทรงดำ ต้นแบบความสำเร็จ

ส.ป.ก.มองการณ์ไกล เสริมแกร่งเศรษฐกิจชุมชน ลุยผลักดันโครงการพัฒนาธุรกิจชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดิน 72 จังหวัด เสริมแกร่งความรู้สร้างจุดเด่นผลิตภัณฑ์ ชูกลุ่มทอผ้าเพชรสามเรือน ต้นแบบความสำเร็จ ชูจุดขายผ้าทอไทยทรงดำ ดึงลูกค้า มีรายได้เสริมเฉลี่ยเดือนละ 3 พันบาท

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ได้กำหนดให้การสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยเน้นการแข่งขันด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ดังนั้น สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. จึงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคเกษตรของไทยสู่ความยั่งยืน เสริมสร้างโอกาสการพัฒนาเศรษฐกิจระดับชุมชน

“ด้วยชุมชน ถือเป็นฐานรากที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศ เกษตรกรได้พึ่งพาและใช้ประโยชน์จากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในท้องถิ่นเพื่อการดำรงชีวิตและสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว แต่ปัจจุบันความร่วมมือของเกษตรกรในท้องถิ่นเริ่มลดลง จะเห็นได้จากการรวมกลุ่มทำได้ยากขึ้น เกษตรกรเข้าสู่วัยสูงอายุและขาดแคลนแรงงาน เกษตรกรจำนวนมากขาดความรู้ในการทำธุรกิจเชิงระบบ ทำให้ขาดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาธุรกิจโดยใช้เงินทุนเป็นเครื่องมือในการพัฒนา ทำให้ธุรกิจไม่เกิดการขยายตัวและมีอัตราการเติบโตทางธุรกิจในระดับที่ต่ำ ส่งผลให้การรวมกลุ่มเกษตรกรขาดความเข้มแข็ง” เลขา ส.ป.ก. กล่าว

“โครงการพัฒนาธุรกิจชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดิน”

ดังนั้น การเสริมสร้างโอกาสให้สมาชิกในชุมชนได้นำความรู้ ภูมิปัญญาและทรัพยากรในท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ โดยเกษตรกรมีโอกาสในการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตนเองหรือชุมชนเพิ่มมากขึ้น เป็นการสร้างโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ ส.ป.ก. จึงได้ดำเนินการภายใต้ “โครงการพัฒนาธุรกิจชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดิน”

ดร.วิณะโรจน์ กล่าวต่อไปว่า ส.ป.ก. ได้สนับสนุนการพัฒนาระบบธุรกิจชุมชนแก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทั้ง 72 จังหวัด โดยมุ่งเน้นการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์/สินค้า ให้มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น นอกจากจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้านั้น ๆ แล้ว จะเป็นการเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าได้มากขึ้นซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสินค้าและผลิตภัณฑ์จากบรรจุภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น ทั้งบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุจากธรรมชาติ วัสดุภายในท้องถิ่นแสดงความเป็นอัตลักษณ์ วัสดุเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม วัสดุที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ ได้ ทั้งยังเป็นการสร้างแรงจูงใจผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นอีกด้วย

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าเพชรสามเรือน หนึ่งในต้นแบบความสำเร็จ

“วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าเพชรสามเรือน  หมู่ที่ 4 ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีนางบุญนาค กานตพงศ์ เป็นประธาน เป็นหนึ่งในกลุ่มเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ ส.ป.ก.ได้รับการพัฒนาตามโครงการพัฒนาธุรกิจชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดิน จนประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการ” ดร.วิณะโรจน์ กล่าว

บ้านสามเรือน เป็นชุมชนไทยทรงดำ ที่มีประเพณีที่ทำสืบต่อกันมายาวนาน คือ”การทอผ้า”  นอกจากการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ใส่ในงานบุญ หรืองานมงคลแล้ว เเต่ยังเป็นการทอผ้าเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันสุดท้ายของชีวิต ซึ่งทุกคนต้องมีชุดที่ทอขึ้นมาเป็นของตัวเอง

ดร.วิณะโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าเพชรสามเรือน เกิดจากการรวมกลุ่มของชาวบ้าน ซึ่งได้รับเเรงบันดาลใจ จากการทอผ้าใช้เองมาตั้งแต่โบราณ มีการรักษาสืบทอดวัฒนธรรมประเพณี และภูมิปัญญาต่อกันมา ซึ่งทำให้ผ้าทอมีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ คงความดั้งเดิมตามแบบชุมชนไทยทรงดำที่มีมาแต่อดีต

“จากวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ดังกล่าว ส.ป.ก.โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี จึงได้พิจารณาคัดเลือก วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าเพชรสามเรือน  ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน   เข้ารับการอบรมเพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มให้มีมาตรฐาน น่าสนใจ ทันสมัยและสามารถจัดส่งไปยังผู้บริโภคผ่านตัวแทนธุรกิจการขนส่งได้โดยสินค้ายังอยู่ในสภาพเดิม ไม่เกิดความชำรุด เสียหาย นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์อีกด้วย” ดร.วิณะโรจน์ กล่าว

นางบุญนาค กานตพงศ์ เป็นประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าเพชรสามเรือน  กล่าวว่า อาชีพการทอผ้า เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาของชุมชนไทยทรงดำแห่งนี้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ผ้าขึ้นชื่อได้แก่ ผ้าขาวม้า และผ้าทอลายแตงโม ลายผ้าแบบดั้งเดิมสืบทอดกันมา ด้วยการสนับของส.ป.ก. ทำให้ดีขึ้นทุกอย่าง โดยเฉพาะการสร้างตลาด ด้วยการชูจุดขายที่โดดเด่นของผ้าทอไทยทรงดำ จึงทำให้ได้รับการตอบรับจากลูกค้ามากขึ้น โดยจุดเด่นนอกจากความสวยงามของลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังเป็นผ้าทอที่ระบายอากาศได้ดี  ซักแล้วไม่ยืด ไม่หด เนื้อผ้ามีความนุ่มไม่หยาบกระด้าง และมีราคาไม่แพง ปัจจุบันเกษตรกรสมาชิกสามารถสร้างรายได้เสริมจากการทอผ้าจำหน่าย เฉลี่ยเดือนละ 3,000 บาท

“ส.ป.ก.เพชรบุรี ได้เข้ามาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง มีการจัดอบรมเสริมความรู้ภายใต้หลักสูตรต่าง ๆ ทำให้ทางกลุ่มของเรามีการพัฒนามากขึ้น สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับผ้าทอของเรา เช่น อบรมหลักสูตรการประดิษฐ์ชิ้นงานจากเศษผ้า ทำเป็นที่ใส่ซองจดหมาย กระเป๋าใส่โทรศัพท์ และ กระเป๋าเอนกประสงค์  ตอนนี้พวงกุญแจกับกระเป๋าก็ขายได้ พอมีรายได้เสริมของสมาชิกที่เป็นผู้สูงอายุ เฉลี่ยแล้วก็อายุ 80 ปี ต้องขอบคุณ ส.ป.ก. เพราะไม่เคยได้ทิ้งเรา เข้ามาช่วยมาสนับสนุนตลอด ดูแลทั้งอาชีพการทอผ้า และอาชีพการทำเกษตร จะเข้ามาดูมาถามว่า น้ำแห้งตรงไหน ขุดบ่อไหม มีน้ำรดต้นไม้ไหม เขาจะทำให้ทุกอย่าง จะมีบ่อน้ำ บ่อน้ำใหญ่บ่อน้ำเล็ก จะมีหมด” นางบุญนาค กล่าวทิ้งท้าย

กรมชลฯติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่ม เร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออกของกทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681221

กรมชลฯติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่ม เร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออกของกทม.

กรมชลฯติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่ม เร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออกของกทม.

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565, 11.37 น.

กรมชลฯติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่ม เร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออกของกทม.

20 กันยายน 2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังพื้นที่ลุ่มต่ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร จึงได้สั่งการให้สำนักเครื่องจักรกล และสำนักงานชลประทานที่ 11 ติดตั้งเครื่องสูบน้ำระบบ Hydroflow ขนาด 42 นิ้ว (3.5 ลบ.ม./ วินาที) เพิ่มเติมอีก 2 จุด ได้แก่ บริเวณประตูน้ำคลอง 19 จำนวน 3 เครื่อง และบริเวณประตูน้ำคลอง 20 อีก 3 เครื่อง คาดว่าจะสามารถเดินเครื่องสูบน้ำได้ในวันนี้ (20 ก.ย. 65) พร้อมกันนี้ยังได้เร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำและขุดลอกคลองเพิ่มเติม ได้แก่ คลองหกวา คลอง 19 คลอง 20 และคลอง 21 เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพการระบายน้ำให้ระบายลงสู่แม่น้ำบางปะกงและอ่าวไทยได้เร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ขนาด 12 นิ้ว (0.3 ลบ.ม./วินาที) จำนวน 2 เครื่อง บริเวณหมู่บ้านฟลอร่าวิวล์ แขวงลำผักชี เขตหนอกจอก กรุงเทพมหานคร เพื่อสูบน้ำระบายน้ำท่วมขังในหมู่บ้านฟลอร่าวิวล์ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ขนาด 12 นิ้ว (0.3 ลบ.ม./วินาที) เพิ่มอีก 2 เครื่อง บริเวณหมู่ 2 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชนให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว สำหรับในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 1 เครื่อง ที่บริเวณคลองบ้านกล้วย เทศบาลเมืองบางบัวทอง  อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในช่วงฤดูฝนให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กรมชลประทาน  จะเร่งช่วยเหลือพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังอย่างต่อเนื่อง ไปจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหรือจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูฝน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนให้มากที่สุด หากหน่วยงานหรือประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วน 1460 ได้ตลอดเวลา

‘เฉลิมชัย’สั่งกรมชลฯ จับตาสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมรับมือฝน ช่วยเหลือพื้นที่ถูกท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681136

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ระยะนี้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง จึงสั่งการให้กรมชลประทาน เฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำท่าอย่างใกล้ชิด พิจารณาปรับลดหรือเพิ่มการระบายน้ำ ในอ่างเก็บน้ำ
ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ และกำชับให้จัดเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดัน ประจำจุดเสี่ยง ให้สามารถใช้งานได้ทันที พร้อมมอบหมายเจ้าหน้าที่ประจำจุดประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที

รวมทั้งตรวจสอบความพร้อมของอาคารชลประทานและพนังกันน้ำให้อยู่ในสภาพใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ หมั่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิการระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น ตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ กำหนด พร้อมกำชับให้เร่งช่วยเหลือพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมจนกว่าเหตุการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด

ด้านนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 49,320 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 65 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 26,769 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน13,643 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 11,228 ล้าน ลบ.ม.

กรมสหกรณ์เร่งช่วยเหลือ ชาวสวนภาคเหนือส่งขายลำไย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681139

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ผลผลิตลำไยในภาคเหนือกำลังออกสู่ตลาดพร้อมกัน คาดการณ์ว่าผลผลิตปีนี้เป็นลำไยในฤดู 812,818 ตัน นอกฤดู 259,746 ตันเพิ่มขึ้นจากปี 2564 ประมาณ 20% และเกษตรกรยังต้องประสบปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเนื่องจากปัจจัยการผลิตที่มีราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ สถาบันเกษตรกรที่รวบรวมและจำหน่ายลำไย 20 แห่ง ใน 6 จังหวัด ปี 2564 สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวบรวมลำไย 5,282.53 ตัน มูลค่า 81,064,333.51 บาท สำหรับในปีการผลิต 2565 มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในภาคเหนือดำเนินธุรกิจรวบรวมและจำหน่ายลำไย 17 แห่ง ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พะเยา และลำพูน รวม 4,780.77 ตัน มูลค่า 76,900,641.01 บาท โดยจำหน่ายผ่านช่องทางคู่ค้าเอกชน 61.90% Modern trade 7.28% ส่งออกผ่านตัวแทน 4.80% เครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ 2.24% และตลาดออนไลน์ 2.47%

สำหรับในปี 2565 ได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือสถาบันเกษตรกร โดยจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 95 ล้านบาท พร้อมทั้งสนับสนุนโครงการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย (GAP) ให้กับสหกรณ์ที่รวบรวมผลไม้ 2 แห่ง ใน จ.เชียงราย นอกจากนี้ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ คชก.14 ล้านบาท จัดสรรตะกร้าบรรจุลำไยให้สหกรณ์ในภาคเหนือ นำไปใช้รวบรวมผลผลิตและขนส่งเพื่อกระจายสู่ตลาด โดยขณะนี้มีสหกรณ์ใน จ.เชียงใหม่ น่าน ลำพูน และพะเยา ได้รับการจัดสรรไปแล้ว 10 แห่ง 90,200 ใบและได้สนับสนุนการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการผลิตและการตลาด โดยมีการจับคู่ค้า 192 คู่ค้า ปริมาณ 17,010.30 ตัน มูลค่า 217.33 ล้านบาท ขณะนี้ได้มีการจำหน่ายลำไยจากสหกรณ์ต้นทางแล้ว 6 แห่ง ไปสู่คู่ค้า 22 แห่ง ปริมาณ 64.07 ตันซึ่งสถานการณ์ลำไยในเขตภาคเหนือ จะมีผลผลิตมากที่สุดในช่วงเดือนสิงหาคม ผลผลิต 377,567 ตัน และในเดือนกันยายน 132,923 ตัน

“ได้สั่งการให้สหกรณ์ทุกจังหวัดช่วยประสานเครือข่ายสหกรณ์แต่ละพื้นที่ สั่งซื้อลำไยจากสหกรณ์ผู้ผลิตภาคเหนือ เพื่อเร่งกระจายสู่ผู้บริโภค โดยให้สหกรณ์ต้นทางในภาคเหนือเปิดจุดรวบรวมลำไยจากสมาชิกและเกษตรกรในราคานำตลาด เพื่อนำมาคัดเกรดบรรจุลงตะกร้าและเร่งจัดส่งให้สหกรณ์ที่เป็นตลาดปลายทาง เพื่อให้ถึงผู้บริโภคโดยเร็ว ซึ่งจะช่วยระบายลำไยได้ทันเวลาในช่วงที่ผลผลิตกำลังออกมาพร้อมกันจำนวนมาก และดึงราคาลำไยในพื้นที่ไม่ให้ตกต่ำ เป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยอีกทางหนึ่ง ปีที่ผ่านมา ได้อุดหนุนงบประมาณจัดซื้อตะกร้าบรรจุผลไม้และรถบรรทุกสินค้าให้เครือข่ายสหกรณ์ ใช้ในการขนส่งผลผลิตการเกษตรทำให้การจัดส่งสินค้าในเครือข่ายสหกรณ์เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วทันใจและช่วยยืดอายุของผลผลิตให้ยาวนานก่อนถึงมือผู้บริโภค”นายวิศิษฐ์ กล่าว

อ.ต.ก.จัดงานสินค้าเกษตร คุณภาพดีส่งถึงมือผู้บริโภค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681137

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้จัดกิจกรรม “สินค้าเกษตรเกรดคุณภาพ” ที่ตลาด อ.ต.ก.พื้นที่ทางเดินริมคลองบางซื่อ จนถึงวันที่ 26 กันยายน 2565 ตั้งแต่โซน 3 ถึง 12 ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นตามโครงการส่งเสริมตลาดผู้บริโภคผลไม้ไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างช่องทางการจำหน่ายผลไม้สดและผลไม้แปรรูป ช่วยกระจายผลผลิตผลไม้จากแหล่งปลูกสู่ผู้บริโภคโดยตรง เพิ่มช่องทางการตลาด สร้างรายได้ให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตรกร ตลอดจนเป็นการประชาสัมพันธ์ผลผลิตให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ อ.ต.ก.คัดสรรสินค้าเกษตรเกรดคุณภาพทั้งผลไม้สดและผลไม้แปรรูปหลากหลายชนิด จากเกษตรกร สถาบันเกษตรกร มาจำหน่ายสู่ผู้บริโภคโดยตรง ในราคาที่เหมาะสม อาทิ มะม่วงน้ำดอกไม้ ลำไย น้อยหน่าเพชรปากช่อง แก้วมังกรภูเรือ ฝรั่งกิมจู ฝรั่งหงเป่าสือ ส้มโอทองดี มะพร้าวน้ำหอม มะละกอฮอลแลนด์ กล้วยน้ำว้า มะม่วงอบแห้ง ลำไยอบแห้ง และพืชผักสวนครัวมากมาย นอกจากนี้ ยังมีการแจกคูปองเงินสด 50 บาท เพียงกด Like & Share เพจ อตก.เดลิเวอรี่ http://www.ortorkor.com เพื่อใช้เป็นส่วนลดภายในงานจึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันสนับสนุนผลไม้ไทยเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกรไทย

ปลัดเกษตรฯลุยงาน17จว.ภาคเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681138

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด ต.น้ำแพร่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ และตรวจเยี่ยมส่วนราชการใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ว่าสหกรณ์แห่งนี้เป็นตัวอย่างของการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพิ่มความเข้มแข็งในธุรกิจภาคเกษตร สร้างมูลค่าให้กับสินค้าไข่ไก่ สอดคล้องกับนโยบายและโครงการต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ โดยสหกรณ์ดังกล่าวขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร มีสาขาอยู่ใน จ.เชียงใหม่ และลำพูน 4 สาขา สำหรับการสนับสนุนของกระทรวงเกษตรฯ ได้เข้าไปดูแลและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินงานของสหกรณ์ ตลอดจนสนับสนุนอุปกรณ์การตลาดต่างๆ

นอกจากนี้ ยังได้มีความร่วมมือในการทำศูนย์การเรียนรู้และส่งเสริมอาชีพเลี้ยงไข่ไก่ในรูปแบบฟาร์มกลาง โดยจะมีการสร้างโรงเรือนและติดตั้งกรงไก่แบบอัตโนมัติ เพื่อเลี้ยงไก่รุ่นและไก่ไข่ ติดตั้งระบบไบโอแก๊ส เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า
ไว้ใช้ภายในโรงเรือน มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้การเลี้ยงไข่ไก่ให้กับคนที่สนใจในอาชีพเลี้ยงไก่ไข่ และเพื่อทดแทนปริมาณไข่ไก่ของสมาชิกที่เลิกเลี้ยง รวมถึงเพื่อใช้อุปกรณ์การตลาดที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างคุ้มค่า

ทั้งนี้ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่ – ลำพูน จำกัด เกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภาวะราคาไข่ไก่ตกต่ำ และต้นทุนวัตถุดิบและอาหารสัตว์มีราคาที่สูงขึ้น ปัจจุบันมีสมาชิกสามัญทั้งหมด 66 ราย สมาชิกสมทบ 110 ราย มีทุนดำเนินงาน 114,634,800 บาท อาชีพหลักของสมาชิกคือการเลี้ยงไก่ไข่ โดยมีไก่ไข่ประมาณ 800,000 ตัว สำหรับธุรกิจของสหกรณ์ มี 5 ธุรกิจ ประกอบด้วย 1.ธุรกิจรวบรวมผลผลิตไข่ไก่ 2.ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย 3.ธุรกิจแปรรูป (อาหารสัตว์และผลผลิต) 4.ธุรกิจสินเชื่อ และ 5.ธุรกิจบริการรับฝากเงิน

‘เฉลิมชัย’ลุยอุบลฯเปิดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681027

‘เฉลิมชัย’ลุยอุบลฯเปิดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว

‘เฉลิมชัย’ลุยอุบลฯเปิดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว

วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2565, 14.46 น.

‘เฉลิมชัย’ลุยอุบลฯเปิดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว

19 กันยายน 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโดยมีนายสมเกียรติ กอไพศาล ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธนา ชีรวินิจเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมด้วยนายประยูร อินสกุลรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นายสมเพชร สร้อยสระคู รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ โรงเรียนม่วงสามสิบ (อำนวยปัญญา)อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เพื่อผู้เข้าร่วมงาน ได้เรียนรู้และมีความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการบริหารจัดการการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรสมัยใหม่ มาใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิตอย่างเหมาะสม และยกระดับมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสในการเพิ่มคุณภาพและเพิ่มผลตอบแทนในการผลิตข้าวคุณภาพ

นายเฉลิมชัย กล่าวว่าจังหวัดอุบลราชธานีเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ทำนามากที่สุดในประเทศไทย คือ 4.1 ล้านไร่ โดยปลูกข้าวหอมมะลิเป็นหลัก ถึง 3.7 ล้านไร่ ข้าวหอมมะลิของจังหวัดอุบลราชธานีเป็นข้าวที่มีคุณภาพสูงจึงทำให้ผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิมุ่งมาที่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นอันดับแรกการจัดงานในครั้งนี้ จะเป็นการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรทั่วไปและเจ้าหน้าที่ผู้เข้าร่วมงาน ให้รับรู้และเข้าใจความสำคัญของศูนย์ข้าวชุมชนที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการผลิตข้าวคุณภาพของประเทศ ตลอดจนเรียนรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในรูปแบบศูนย์ข้าวชุมชน การนำเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่มาใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิตและยกระดับมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมไปถึงการสร้างโอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิตและเพิ่มมูลค่าทางการค้าจากการผลิตข้าวคุณภาพดี ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มุ่งหวังที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนและมาให้กำลังใจหลังจากที่ร่วมกันฝ่าฟันสถานการณ์โควิด-19 และกำลังที่จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสโดยยืนยันว่าจะทำให้ดีขึ้น และให้เกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ยังถือเป็นโอกาสดีที่พี่น้องชาวอำเภอม่วงสามสิบได้ร่วมกันจัด “งานฉลอง 139 ปีเกษตรอินทรีย์ อำเภอม่วงสามสิบ” ขึ้นมาพร้อมกันด้วยโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในวาระที่อำเภอม่วงสามสิบก่อตั้งมาครบ 139 ปี และเพื่อสมโภชน์ “พระบรมพุทธโธ” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประจำเมืองม่วงสามสิบ ที่ชาวอำเภอม่วงสามสิบให้ความเคารพบูชา งานฉลองฯ นี้ จะเริ่มตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 24 กันยายน 2565

ภายในงานเปิดโอกาสให้พี่น้องเกษตรกร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคประชาชน สถาบันการศึกษา ได้นำผลผลิตมาแสดงและจำหน่าย ถ่ายทอดความรู้เชิงวิชาการ จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ด้านเกษตรและปศุสัตว์ให้พี่น้องชาวอำเภอม่วงสามสิบและอำเภอใกล้เคียงเข้ามาศึกษาเรียนรู้นำไปประกอบอาชีพ มีประกวดแข่งขันเต้นบาสโลบของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อ.ส.ม) สังกัดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล จำนวน24แห่งในอำเภอม่วงสามสิบ และมีการแข่งขันตำส้มตำด้วยซึ่งการจัดงานดังกล่าวถือเป็นการส่งเสริมให้พี่น้องชาวอำเภอม่วงสามสิบมีความสมัครสมานสามัคคีกัน มีช่องทางการจำหน่ายสินค้า มีรายได้เพิ่มมากขึ้น  และดำรงประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงามของชาวอำเภอม่วงสามสิบต่อไป

-005