เกษตรฯจับมือคปภ.คุ้มภัยเกษตรอาสา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681558

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดตัว “โครงการคุ้มครองอุบัติเหตุ เซฟเกษตรอาสา”
ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ที คิว อาร์ จำกัด (มหาชน) เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญของการได้รับความคุ้มครองภายใต้ระบบประกันภัย ผ่านการมอบกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุรายย่อย หรือไมโครอินชัวรันส์ 20,000 กรมธรรม์ แก่อาสาสมัครของกระทรวงเกษตรฯ โดยให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมความสูญเสียของร่างกายและชีวิต อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุ ในวงเงินเอาประกันสูงสุด 100,000 บาท รวมถึงค่าชดเชยจากการขาดรายได้ระหว่างเข้ารับการรักษาตัวในกรณีที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ภายในระยะเวลา 60 วัน โดยมีกลุ่มเป้าหมายนำร่อง ได้แก่ อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ผู้ทำหน้าที่ประสานงานและเชื่อมโยงการทำงานของอาสาสมัครเกษตรในสาขาต่างๆ เกษตรกร องค์กร และหน่วยงานในระดับหมู่บ้าน และเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสำรวจข้อมูลการเกษตร ติดตามและรายงานสถานการณ์การผลิตและราคาสินค้าเกษตรในพื้นที่

ดร.เฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ได้ขับเคลื่อนนโยบายเพื่อยกระดับรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยแต่ปัจจุบันนอกจากเกษตรกรจะต้องเผชิญกับความเสี่ยง ทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความผันผวนของราคา รวมถึงวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แล้ว สิ่งที่สำคัญคือความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ การดำเนินโครงการดังกล่าวจึงถือเป็นการเตรียมความพร้อมและปกป้องเกษตรกรไว้ล่วงหน้า เพื่อสร้างความเข้มแข็ง เสริมภูมิคุ้มกัน และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

สกู๊ปพิเศษ : มข.เปิดแผนพัฒนาพลิกโฉมพื้นที่ จัดโซนนิ่งสร้างหอพัก-ที่จอดรถเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681562

สกู๊ปพิเศษ : มข.เปิดแผนพัฒนาพลิกโฉมพื้นที่  จัดโซนนิ่งสร้างหอพัก-ที่จอดรถเพิ่ม

สกู๊ปพิเศษ : มข.เปิดแผนพัฒนาพลิกโฉมพื้นที่ จัดโซนนิ่งสร้างหอพัก-ที่จอดรถเพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ที่ห้องประชุมสายสุรี จุติกุล คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สภาพนักงานมหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดโครงการเสวนา Reinventing KKU Campus โดยมี ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานเปิดงาน พร้อมบรรยายพิเศษ โดยมี ผศ.ดร.สุรพล เนสุสินธุ์ ประธานสภาพนักงานมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวรายงาน มีผู้บริหารหน่วยงาน และบุคลากร ม.ขอนแก่น เข้ารับฟังการบรรยายกว่า400 คน 

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีเรื่องที่จะต้องทำเป็นจำนวนมาก การปรับปรุงครั้งนี้สืบเนื่องมาจากปัญหาของแคมปัสในอดีตที่มีหลายปัญหา เช่น ป่ารกทึบ แหล่งน้ำวัชพืชหนาแน่น
แหล่งที่อยู่อาศัยของบุคลากรไม่น่าอยู่อาคารสำนักงานบางหน่วยงานมีสภาพทรุดโทรม ขยะจำนวนมาก การจราจรหนาแน่น ที่จอดรถไม่เป็นระเบียบ ส่งผลต่อภูมิทัศน์โดยรอบ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้ปรับปรุงแก้ไขปัญหามาโดยตลอด เช่น พื้นที่ป่ามีความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ปรับพื้นที่บึงสีฐานให้เป็นพื้นที่สันทนาการให้ประชาชนมาพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย วิ่ง ปั่นจักรยานรวมถึงการใช้พื้นที่บึงสีฐานจัดงาน Festival ตลอดจนรื้ออาคารสำนักงาน และบ้านพักอาศัยของบุคลากรที่มีสภาพทรุดโทรม เพื่อปรับพื้นที่ให้สวยงาม สามารถใช้ประโยชน์ได้ และจัดการพื้นที่เก็บขยะให้มีระเบียบเป็นสัดส่วน 

ดร.ณรงค์ชัยกล่าวต่อว่า โจทย์ใหญ่ของการปรับปรุงพื้นที่มหาวิทยาลัยครั้งนี้คือการทำโซนนิ่ง เน้นจุด KKU 
สแควร์ จุดศูนย์กลางนักศึกษา พื้นที่การศึกษา เหล่านี้จะรวมกันเป็นแผน Reinventing KKU campus จะ ประกอบไปด้วย 1.ผังแม่บทมหาวิทยาลัยขอนแก่น 2.การจัดพื้นที่หอพักนักศึกษา3.การจัดพื้นที่ที่พักบุคลากร 4.การสร้างแลนด์มาร์กของมหาวิทยาลัย 5.การปรับปรุงคอมเพล็กซ์ 6. การปรับพื้นที่อาคารสิริคุณากร 7.การสร้างพื้นที่ที่จอดรถของมหาวิทยาลัย 

ด้าน รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า หลังรับตำแหน่งอธิการบดี เรื่องแรกที่ต้องทำคือ ผังแม่บทมหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือ Master Plan มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฉบับล่าสุดอายุเกิน 20 ปีแล้ว จึงต้องทำผังแม่บทใหม่ให้สอดคล้องกับนโยบายของสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เรื่องที่สอง แนวคิดการสร้างหอพักนักศึกษาเพิ่มในมหาวิทยาลัย เนื่องจากมีนักศึกษาระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท และปริญญาเอก พักในหอพัก รวมเป็น 10,000 คน ยังคงมีนักศึกษาอีก 22,000 คนที่พักอยู่รอบๆ มหาวิทยาลัย ในสภาพแวดล้อมที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง ราคาที่พักสูง จึงกำหนดพื้นที่บริเวณด้านทิศเหนือของมหาวิทยาลัย ประมาณ 11 ไร่ สามารถสร้างหอพัก 8 ชั้นได้ประมาณ 5 หลัง รองรับนักศึกษาได้ประมาณ 2,000 คน

อีกโซนอยู่หลังปั๊มน้ำมัน ประมาณ 13 ไร่ สามารถสร้างหอพักรองรับได้อีก 3,000 คน รวมสองโซนพักได้ประมาณ 5,000 คน ซึ่งจะไม่กระทบหอพักข้างนอกและจะสร้างพื้นที่ที่มีความร่มรื่นน่าอยู่มี co-space  ที่สามารถนั่งประชุมหรือทำงานร่วมกันมีสนามกีฬาให้ได้ออกกำลังกาย และมีพื้นที่สันทนาการต่างๆ โดยจะเป็นห้องที่มีเครื่องปรับอากาศและห้องน้ำในตัว

เรื่องที่สาม คือที่พักสำหรับบุคลากรพื้นที่ South Campus Zone อยู่บริเวณตรงข้ามพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ แถบบึงสีฐาน สามารถสร้างอาคารหอพักบุคลากร 4 หลังในพื้นที่ 16.5 ไร่ จำนวนห้องพัก960 ห้อง ทั้งห้อง Single และห้อง Family เพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง จะมีสระว่ายน้ำ มีสนามกีฬา มีส่วนพักผ่อน เพื่อให้บุคลากรใช้ชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพ มี working space มีที่พักอยู่ใกล้มีรถชัตเติลบัสวิ่งผ่านให้บริการ เรื่องที่สี่ Landmark ของมหาวิทยาลัย KKU Square เป็นจุดศูนย์รวมพล ศิษย์เก่ากลับมาเยือน แล้วจะมีจุดถ่ายภาพมีความผูกพัน สร้างความประทับใจ เป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีการออกแบบให้ทันสมัย สวยงามเหมาะต่อการใช้งาน และยังมีพื้นที่ด้านสวนรุกขชาติที่สามารถปรับพื้นที่ให้นักศึกษาได้ใช้พื้นที่ทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ทำสะพานทางเดินลอยฟ้าเชื่อมกับอาคารศูนย์สารสนเทศ และอาคาร
สิริคุณากรที่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

“เรื่องสุดท้ายคือที่จอดรถของมหาวิทยาลัย สำหรับผู้ใช้บริการโรงพยาบาลศรีนครินทร์ โรงพยาบาลทันตกรรม ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ รวมทั้งรถของบุคลากร ในแต่ละวันมีรถเข้ามาวันละหลายพันคัน ร่วมกับเอกชนเข้ามาก่อสร้างลานจอดรถ ทำให้เกิดพื้นที่เชิงพาณิชย์เพื่อเป็นการสร้างรายได้อีกด้วย” รศ.นพ.ชาญชัยกล่าว

กยท.คุ้มครองอุบัติภัย ชาวสวนยางเพิ่ม30วัน จัดหาบริษัทประกันภัย ให้รองรับ1.42ล้านคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681556

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิระพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า โครงการประกันอุบัติเหตุกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง จัดขึ้นเพื่อเป็นสวัสดิการของเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับทาง กยท.กว่า 1.42 ล้านราย ให้ความคุ้มครองแบ่งออกเป็นกรณีเสียชีวิตหรือบาดเจ็บทุพพลภาพอย่างสิ้นเชิงซึ่งมีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุ ถูกฆาตกรรม และถูกทำร้ายร่างกาย (โดยผู้เสียหายมิได้มีเจตนาให้เกิดขึ้น) สูงสุดรายละ 500,000 บาท รวมถึงอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับขี่/โดยสารรถจักรยานยนต์ สูงสุดรายละ 250,000 บาท นอกจากนี้ กรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ รายละ 30,000 บาท และ กยท.จะมอบเงินช่วยเหลือให้แก่ทายาท อีกรายละ 3,000 บาท เพื่อเป็นสวัสดิการของเกษตรกรชาวสวนยางเพิ่มเติมด้วย

ทั้งนี้ กยท.ได้ขยายความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุกลุ่มสำหรับเกษตรกรชาวสวนยาง ที่ขึ้นทะเบียนภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 กว่า 1.42 ล้านราย ต่อเนื่องอีก 30 วัน จากสิทธิ์เดิมที่หมดลงไปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากคณะกรรมการ กยท.มีมติให้ประมูลใหม่ เนื่องจากวงเงินเกินกรอบงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ และเพื่อใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องชาวสวนยางมากที่สุด อย่างไรก็ดี เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนหลังจากวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 จะได้รับความคุ้มครองทันที ภายหลังกยท.จัดหาบริษัทจัดทำประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มรอบใหม่แล้วเสร็จ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อหาผู้รับจ้างทำประกัน โดย กยท.จะเร่งดำเนินการให้โดยเร็ว

กรมประมงคืนปูสู่ธรรมชาติ 1.3ล้านตัว ฟื้นฟูชายฝั่งบางขุนเทียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681557

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ “คืนปูสู่ธรรมชาติ” โดยมี นายสากล ม่วงศิริ ผู้ช่วย รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่วัดธรรมคุณาราม (หลวงพ่อเต่า) เขตบางขุนเทียน กทม.

สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ชุมชนให้เห็นคุณค่าของทรัพยากร และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ รวมทั้งเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปูทะเล โดยกิจกรรมภายในงาน มีการปล่อยพันธุ์ปูทะเล 1.1 ล้านตัว และมอบพันธุ์ปูทะเลแก่ผู้แทนชุมชน 2 แสนตัว ให้แก่ผู้แทนชุมชน 12 แห่ง รวมกว่า 1.3 ล้านตัว เพื่อให้ประชาชนนำไปปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

ด้านนายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า สำนักงานประมงพื้นที่ กทม.ได้มีการดำเนินโครงการฟื้นฟูทรัพยากรประมงชายฝั่ง (คืนปูสู่ธรรมชาติ) ในเขตบางขุนเทียน ตั้งแต่ปี 2564 โดยเฉพาะสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์และเพิ่มปริมาณผลผลิตสัตว์น้ำในธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเขตบางขุนเทียนเป็นเพียงเขตเดียวใน กทม.ที่มีความเหมาะสมต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่ง เนื่องจากมีพื้นที่ติดกับอ่าวไทยยาวกว่า 5 กิโลเมตร มีลักษณะทางกายภาพเป็นป่าชายเลนมีสารอาหารอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน จากการติดตามผลการดำเนินโครงการฯ ที่ผ่านมา พบว่าปัจจุบันทรัพยากรปูทะเลบริเวณชายฝั่งบางขุนเทียนมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น ชาวประมงมีกว่า 500 ราย ได้รับประโยชน์จากการจับปูทะเลจากธรรมชาติ

ปลัดเกษตรฯลงพื้นที่อีสาน ติดตามวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลาดุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681561

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการเลี้ยงปลาดุกในบ่อผ้าใบของวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลาดุก ต.ปะโค อ.เมือง จ.หนองคาย โดยมีคณะผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ต.ปะโค อ.เมือง จ.หนองคาย ว่าโครงการนี้ เป็นนวัตกรรมการเลี้ยงปลาบนบก สามารถจัดการของเสียได้ง่าย ใช้พื้นที่และน้ำน้อย ใช้ระบบการเลี้ยงจุลินทรีย์ไบโอฟลอคมาใช้ Biofloc เพื่อบำบัดน้ำให้มีคุณภาพที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำใช้เวลาในการเลี้ยงขุนประมาณ 3 เดือน สามารถจับขายได้ในราคากิโลกรัมละ 60 บาทสามารถเลี้ยงได้ 3 รอบต่อปี โดยวิสาหกิจฯ ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการค้าและการจัดการกับฟาร์มปลาดุกหนองคาย ซึ่งบริหารจัดการด้านการตลาด และส่งผลผลิตไปยังพื้นที่ในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและตลาดประเทศลาว เป็นโอกาสของเกษตรกรในการสร้างรายได้เพิ่ม และพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆที่สนใจ

ทั้งนี้ วิสาหกิจชุมชนคนเลี้ยงปลาดุกต.ปะโค ได้จัดทำโครงการเพื่อขอกู้เงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เมื่อปี 2564 ภายใต้ “เลี้ยงปลาดุกในบ่อผ้าใบ” และได้รับอนุมัติงบประมาณ 3,956,670 บาทโดยมีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ส่งเสริมและผลักดันให้วิสาหกิจชุมชนได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เพื่อสร้างอาชีพและรายได้เพิ่มแก่เกษตรกร โดยมีหน่วยงานร่วมดำเนินการอาทิ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จ.หนองคาย สำนักงานประมง จ.หนองคาย และสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์หนองคาย ให้คำแนะนำตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ

“ขอฝากให้คำแนะนำกับกลุ่มวิสาหกิจฯ ในเรื่องของต้นทุนและผลกำไร ซึ่งจากผลการดำเนินงานในขณะนี้ต้นทุนนั้นสูงพอๆ กับราคาขาย อาจเป็นเพราะด้วยราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับอัตราการรอดชีวิตของปลาดุกที่ต้องมากกว่านี้ ต้องขอให้กรมประมง เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดในเรื่องของการอนุบาลสัตว์น้ำ และขั้นตอนการเลี้ยงต่างๆ เพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของปลาดุก รวมถึงการแปรรูปต่อในอนาคต หากประสบปัญหาสินค้าล้นตลาด เกินความต้องการของผู้ซื้อในอนาคตจะทำอย่างไรได้บ้าง นอกจากนี้ต้องฝากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในเรื่องของการส่งคืนเงินกู้ ต้องเข้ามาให้ข้อมูลด้านต่างๆ จุดนี้ถือเป็นวิสาหกิจชุมชนแรกที่เข้ามาดูด้วยตนเองจึงขอฝากข้อคิดไว้ และฝากให้นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ เข้ามาดูแลเป็นพิเศษรวมถึงเป็นกำลังใจให้ต่อไป” ดร.ทองเปลว กล่าว

‘ปศุสัตว์’เช็คบิล 2 ห้องเย็นนครปฐม อายัด‘ซากสุกรเถื่อน’ลักลอบนำเข้ากว่า 1 ตัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681431

‘ปศุสัตว์’เช็คบิล 2 ห้องเย็นนครปฐม อายัด‘ซากสุกรเถื่อน’ลักลอบนำเข้ากว่า 1 ตัน

‘ปศุสัตว์’เช็คบิล 2 ห้องเย็นนครปฐม อายัด‘ซากสุกรเถื่อน’ลักลอบนำเข้ากว่า 1 ตัน

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 09.02 น.

‘ปศุสัตว์’เช็คบิล 2 ห้องเย็นนครปฐม อายัด‘ซากสุกรเถื่อน’ลักลอบนำเข้ากว่า 1 ตัน

21 กันยายน 2565 นายสัตวแพทย์ (น.สพ.) สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 ได้รับรายงานมีการลักลอบนำเข้าซากสัตว์มาเก็บที่ห้องเย็น จ.นครปฐม จึงได้สั่งการด่วนให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการการพิเศษพญาไท ลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค กองบัญชาการสอบสวนกลาง นำกำลังร่วมตรวจสอบการลักลอบขนส่งเนื้อสุกรเถื่อนมาที่ห้องเย็นของ จ.นครปฐม 2 แห่ง

ผลการตรวจสอบห้องเย็นที่ 1 พบว่า ห้องเย็นดังกล่าวเป็นสถานที่ใช้ในการเก็บรักษาสินค้าบริษัท ไม่ได้เปิดให้บริการรับฝากแช่สินค้า จึงได้ขอตรวจสอบเอกสารใบเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ ใบอนุญาตทำการค้า หรือหากำไรในลักษณะคนกลางซึ่งซากสัตว์ ผลตรวจสอบพบมีใบอนุญาตทำการค้าหรือหากำไรในลักษณะคนกลางซึ่งซากสัตว์ และจากการตรวจสอบห้องเย็นพบสามชั้นสุกรแช่แข็ง 500 กก. ไม่สามารถนำใบอนุญาตให้นำหรือเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ เข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตโรคระบาด หรือเขตเฝ้าระวังโรคระบาด มาแสดงได้

ผลการตรวจสอบห้องเย็นแห่งที่ 2 พบมีตู้คอนเทนเนอร์ทำความเย็น 2 ตู้ ในตู้คอนเทนเนอร์มีซากสัตว์ ประกอบด้วย (สามชั้นแผ่น) จำนวน 67 กล่อง น้ำหนักรวมจำนวน 804 กิโลกรัม พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ขอตรวจสอบเอกสารใบเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ ใบอนุญาตทำการค้าหรือหากำไรในลักษณะคนกลางซึ่งซากสัตว์ ผลการตรวจสอบพบว่าไม่สามารถนำใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ เข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตโรคระบาดชั่วคราว เขตโรคระบาด หรือเขตเฝ้าระวังโรคระบาด และใบอนุญาตทำการค้าหรือหากำไรในลักษณะคนกลางซึ่งซากสัตว์ มาแสดงให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ จึงได้ทำการอายัดสินค้าไว้ทั้งหมด

ทั้งนี้ ห้องเย็นทั้ง 2 แห่ง พนักงานเจ้าหน้าที่ได้อายัดสุกรแช่แข็งไว้ทั้งสิ้นรวม 1,304 กิโลกรัม และได้แจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำเอกสารมาแสดงภายใน 15 วัน หากไม่สามารถนำมาแสดงภายในกำหนด จะร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อพนักงานสอบสวนตามกฎหมายต่อไป โดยการกระทำผิดดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ตามมาตรา 22 ห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ ตามที่กำหนดในประกาศดังกล่าว เข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตนั้น เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้นทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้าย โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดอันเกิดจากการค้าสัตว์หรือ ซากสัตว์ ผู้ใดทำการค้าหรือหากำไรในลักษณะคนกลางซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ดังต่อไปนี้ ต้องได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน มีบทกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับ จ.นครปฐม ได้มีประกาศเรื่องกำหนดเขตเฝ้าระวังโรคระบาดชนิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) ในชนิดสัตว์สุกรและหมูป่า ทำให้การเคลื่อนย้ายซากสุกรทุกครั้ง ต้องแจ้งการเคลื่อนย้ายในพื้นเขตโรคระบาด ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558  พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดตัวอย่างซากสัตว์สุกรแช่แข็งข้างต้น ส่วนจำนวนที่เหลือได้อายัดไว้ยังสถานที่ดังกล่าว เพื่อทำการตรวจวิเคราะห์หาเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร ที่ห้องปฏิบัติการกรมปศุสัตว์ต่อไป

-005

เกษตรฯชงครม.ปรับเพิ่ม ราคาน้ำนมดิบ1.5บาท/กก.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681393

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ให้ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด จากทุกภาคทั่วประเทศไทย เข้าพบที่กระทรวงเกษตรฯ เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีขออนุมัติปรับเพิ่มราคาน้ำนมดิบ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโคนม (ขอปรับเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 2.25 บาท) โดยขอปรับราคากลางรับซื้อน้ำนมดิบหน้าศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบในปี 2565 จากกิโลกรัมละ 17.50 บาท เป็น 19.75 บาท และขอปรับราคากลางรับซื้อน้ำนมโคหน้าโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมในปี 2565 จากกิโลกรัมละ 19 บาท เป็นกิโลกรัมละ 21.25 บาท

ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ เสนอข้อมูลดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบปรับราคาน้ำนมดิบ 1.50 บาทต่อกิโลกรัม และในส่วนของกรมปศุสัตว์จะดำเนินการจัดทำโครงการเพื่อให้รัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกร 0.75 บาทต่อกิโลกรัม เป็นระยะเวลา 3 เดือน (90 วัน) ซึ่งหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาตามโครงการให้คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) พิจารณาแนวทางให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนต่อไป

หม่อนไหมชู‘ตรานกยูง’ สืบสานตำนานไหมไทย ให้เกษตรกร-ผู้สนใจรับรู้ ข้อมูลด้านไหมที่ถูกต้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681391

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังจัดงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 17 ประจำปี 2565 ช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งมีนายอภัย สุทธิสังข์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหมและผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ว่า สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมุ่งมั่นสืบสานวัฒนธรรมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ให้คงอยู่กับปวงชนชาวไทย ทำให้ผ้าไหมไทยได้รับการยอมรับในตลาดโลก พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องหมายนกยูงไทย ให้เป็นเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย ที่เน้นแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิตและที่สำคัญต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น โดยกรมหม่อนไหม ได้จัดงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” ครั้งที่ 17 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ไปก่อนหน้านี้ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565

“เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ผู้ทอผ้า นักวิจัย นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับลายผ้าไหมไทยและประวัติลายผ้าไหมไทย การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การดูแลรักษาผลิตภัณฑ์ไหมและการแปรรูป เพื่อจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหม” นายสมชวน กล่าว

‘อลงกรณ์’เผยไทยยืน 1 ส่งออก ตลาดยางในจีนเร่ง 6 มาตรการเชิงรุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681396

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางและรักษาเสถียรภาพราคายางของกระทรวงเกษตรฯ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 4/2565 ที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ว่าที่ประชุมรับทราบรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจและภาวะตลาดยาง รวมทั้งมุมมองและข้อเสนอแนะจากสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรของไทยทุกภูมิภาคทั่วโลก และรายงานของการยางแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาด และการส่งออกครึ่งปี 2565 ยังครองตำแหน่งประเทศผู้ส่งออกยางอันดับ 1 ของโลก ด้วยปริมาณการส่งออกยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ยาง 2,190,065 ตัน โดยเฉพาะจีนนำเข้ายางไทยเป็นอันดับ 1 ครองมาร์เก็ตแชร์ถึง 49% รวมทั้งรายงานความก้าวหน้าของมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายาง โดย กยท.เพื่อประกอบการพิจารณากำหนดมาตรการเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการแก้ปัญหาความผันผวนของราคายาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตไวรัสโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อต้นทุนการผลิตระบบโลจิสติกส์ สถานการณ์เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยและภาวะตลาด ทำให้ราคาผันผวน จำเป็นต้องเพิ่มกลไก และมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อสร้างโอกาสในวิกฤตโดยเน้นการบูรณาการทำงานจากหลายภาคส่วนร่วมกัน

ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบในหลักการให้มีการจัดตั้งแพลตฟอร์มเครือข่ายยางไทยเป็นองค์กรความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับยางพารา ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยแนวทางความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกัน (Partnership principal) เป็นการผนึกพลังให้แข็งแกร่งในฐานะประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกยางอันดับหนึ่งของโลกเป็นองค์กรในลักษณะเดียวกับแพลตฟอร์มเครือข่ายความร่วมมือ FKII ของญี่ปุ่นซึ่งมีกว่า 4,200 องค์กรเป็นสมาชิก และมอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทยประสานกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรไทยในญี่ปุ่น เพื่อจัดทำโครงสร้างและระบบของแพลตฟอร์มเครือข่ายยางไทย เสนอในการประชุมคราวหน้า และจากการเสนอรายงานและข้อเสนอแนะของทูตเกษตรทุกภูมิภาคทั่วโลกทำให้เห็นถึงช่องว่างตลาดใหม่ๆ และนโยบายใหม่ของประเทศคู่ค้า จึงให้เพิ่มมาตรการใหม่อีก6 มาตรการเชิงรุก

นอกจากนี้ ยังให้จัดฟอรั่มอัปเดตสถานการณ์ตลาดยางโลกทุก 2 เดือน โดย กยท.และสำนักงานเกษตรต่างประเทศของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการได้ทราบข้อมูลรอบด้านที่ทันโลกทันเหตุการณ์ด้วยระบบออนไลน์คู่ขนานกับการประชุมของคณะกรรมการชุดนี้ และยังมอบหมายให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร ณ กรุงบรัสเซลส์ ประสานกับ กยท.สถาบันชาวสวนยางและภาคเอกชนไทยในการขับเคลื่อนรับมือการเคลื่อนไหวของอียู ในประเด็น Deforestation รวมทั้ง มอบหมาย กยท.ให้รวบรวมข้อมูลของสภาการยางแห่งมาเลเซีย (MRC) และนโยบายการวิจัยยางของมาเลเซียส่งให้กับกรรมการทุกคนเพื่อศึกษาเปรียบเทียบและนำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : พลิกโฉมบริหารจัดการน้ำประเทศด้วย‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’ ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ใช้น้ำในท้องถิ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681397

สกู๊ปพิเศษ : พลิกโฉมบริหารจัดการน้ำประเทศด้วย‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’  ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ใช้น้ำในท้องถิ่น

สกู๊ปพิเศษ : พลิกโฉมบริหารจัดการน้ำประเทศด้วย‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’ ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ใช้น้ำในท้องถิ่น

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ประเทศไทย แม้จะได้ชื่อว่าอุดมสมบูรณ์ ไปด้วยทรัพยากรน้ำ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า จนถึงทุกวันนี้ เรายังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำที่มีอยู่ได้อย่างเต็มศักยภาพ จึงทำให้หลายพื้นที่ยังคงตกอยู่ภายใต้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซากมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทานซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยเน้นผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้จริง อาศัยอำนาจตามกฎหมายหลายฉบับ บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารทรัพยากรน้ำเป็นระบบในทุกมิติ

แต่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ผ่านมา ยังมีช่องโหว่เรื่องของการขาดเจ้าภาพหลักที่จะเข้าดูแลการพัฒนาแหล่งน้ำ และวางเป้าหมายการพัฒนาในระดับพื้นที่ที่ชัดเจน การทำงานของแต่ละหน่วยงานยังขาดเอกภาพ การดำเนินงานบางกิจกรรม ยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน บางครั้งจึงส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ดังนั้น ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเกิดประสิทธิภาพคือการสร้างกลไกการพัฒนาแหล่งน้ำที่ผ่านการขับเคลื่อนของภาคประชาชนภายใต้ “คณะกรรมการลุ่มน้ำ” เพื่อร่วมกันจัดทำแผนพัฒนาทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำของตนเองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งปัจจุบันเรามีคณะกรรมการลุ่มน้ำตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำแล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา

โดยคณะกรรมการลุ่มน้ำในแต่ละพื้นที่ จะประกอบด้วยผู้แทนหลายภาคส่วน อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้นๆ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากจังหวัดต่างๆ ในเขตลุ่มน้ำ จังหวัดละ 1 คนผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ จำนวน 4 คน และองค์กรผู้ใช้น้ำ ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคพาณิชยกรรม ภาคละ3 คน ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเป็นกลไกลสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับลุ่มน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่การจัดทำแผนแม่บท การบำรุงรักษา ฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ รวมถึงร่วมกันจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม จัดสรรน้ำ และจัดลำดับความสำคัญในการใช้น้ำ ตลอดจนการไกล่เกลี่ยและชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้ใช้น้ำ การส่งเสริมและรณรงค์สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้แก่ประชาชนในเขตลุ่มน้ำ เป็นต้น

นับจากนี้ไป คณะกรรมการลุ่มน้ำ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการมีส่วนช่วยในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศครอบคลุมทุกมิติ บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชนผู้มีส่วนได้เสียในการใช้ทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำนั้นๆ ที่จะได้มีโอกาสเข้ามามีบทบาทให้การแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ได้ตรงความต้องการของชาวบ้านได้มากขึ้นซึ่งจะพลิกโฉมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ได้ตรงจุด รวดเร็วกว่าในอดีต

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน สทนช.ได้รับจดทะเบียนเพื่อจัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำให้แก่ภาคประชาชน โดยแบ่งเป็น 3 ภาค ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคพาณิชยกรรมตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2564 เป็นต้นมาซึ่งปัจจุบันมีองค์กรผู้ใช้น้ำที่ได้รับการพิจารณาอนุมัติแล้ว 3,389 องค์กร (ข้อมูล ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2565) ส่วนใหญ่เป็นภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีจำนวน 2,864 องค์กร ภาคอุตสาหกรรม จำนวน 287 องค์กร และภาคพาณิชยกรรม จำนวน 238 องค์กร (ข้อมูล ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2565) ต่อจากนี้สทนช.จะขับเคลื่อนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรผู้ใช้น้ำและคณะกรรมการลุ่มน้ำ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามหน้าที่และอำนาจที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้มีการจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบขึ้นมาเป็นการเฉพาะภายในองค์กร คือ กองส่งเสริมองค์ความรู้และความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร เพื่อรับผิดชอบดำเนินการตามแนวทางที่กำหนด เช่น ส่งเสริม
สนับสนุน ประชาสัมพันธ์ และสร้างการมีส่วนร่วมในรูปแบบขององค์กรผู้ใช้น้ำ โดยสื่อสารสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางที่หลากหลาย สร้างหลักสูตรในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรผู้ใช้น้ำ เพื่อใช้เป็นหลักสูตรกลางให้แก่หน่วยงานต่างๆ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรผู้ใช้น้ำในพื้นที่ต่อไป รวมถึงการจัดทำหลักสูตรพัฒนา เสริมสร้างศักยภาพให้แก่คณะกรรมการลุ่มน้ำ ในการปฏิบัติงานตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย ได้แก่ การจัดทำแผนแม่บทในเขตลุ่มน้ำ การจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งน้ำท่วม ฯลฯ รวมถึงการรับเรื่องร้องทุกข์ ไกล่เกลี่ย และชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้ใช้น้ำ เป็นต้น

การพลิกโฉมครั้งใหญ่ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศครั้งนี้ ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ได้รับประโยชน์ในแต่ละลุ่มน้ำ โดยมี คณะกรรมการลุ่มน้ำ ซึ่งเปรียบเสมือนโซ่ข้อกลางคอยช่วยประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ บนพื้นฐานตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้งซ้ำซากในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดเป็นที่สุด