กรมชลฯระดมเครื่องสูบน้ำ เร่งระบายน้ำท่วมขังลงสู่อ่าวไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680997

กรมชลฯระดมเครื่องสูบน้ำ เร่งระบายน้ำท่วมขังลงสู่อ่าวไทย

กรมชลฯระดมเครื่องสูบน้ำ เร่งระบายน้ำท่วมขังลงสู่อ่าวไทย

วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2565, 13.21 น.

‘กรมชลประทาน’ ระดมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมในเขตรอยต่อกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกและปริมณฑล ลงสู่ทะเลอ่าวไทย ตามข้อสั่งการ ‘เฉลิมชัย ศรีอ่อน’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บรรเทาความเดือนร้อนให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด

19 กันยายน 2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลในขณะนี้ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังพื้นที่ลุ่มต่ำเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม เพื่อเสริมศักยภาพในการระบายน้ำออกสู่ทะเลได้เร็วยิ่งขึ้น ดังนี้

+ จังหวัดสมุทรปราการ ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำระบบ Hydroflow เพิ่มเติม 2 เครื่อง ที่สถานีสูบน้ำนางหงษ์ ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จากเดิมที่ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ขนาด 3 ลบ.ม./วินาที ไว้แล้ว 6 เครื่อง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยให้เร็วยิ่งขึ้น

+ จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ได้มีการรับน้ำต่อจากพื้นที่น้ำท่วมขังเขตลาดกระบัง ได้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำระบบ  Hydroflow ขนาด 2 ลบ.ม./วินาที  จำนวน 2 เครื่อง ที่สถานีสูบน้ำท่าไข่ 1 ตำบลท่าไข่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา เพื่อเร่งระบายน้ำในพื้นที่ลงสู่แม่น้ำบางปะกง และระบายออกสู่อ่าวไทยตามลำดับ

+ จังหวัดนครนายก ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ขนาด 3 ลบ.ม / วินาที จำนวน 6  เครื่อง  และขนาด 12 นิ้ว จำนวน 4 เครื่อง  รวมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำระบบ Hydroflow ขนาด 30 นิ้ว อีก 2 เครื่อง ที่บริเวณสถานีสูบน้ำสมบูรณ์ อ.องครักษ์ ช่วยเร่งระบายน้ำในคลองหกวาสายล่าง ซึ่งรับน้ำมาจากพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานครและปทุมธานี ก่อนระบายลงสู่แม่น้ำนครนายกในลำดับถัดไป ช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านกรุงเทพมหานคร และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำในเขตจังหวัดปทุมธานี

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หรือจนกว่าจะสิ้นฤดูฝน เพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด หากหน่วยงานหรือประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วน 1460 ได้ตลอดเวลา

ปลัดเกษตรฯรุกพัฒนางานที่เชียงใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680901

วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการมอบแนวทางการบริหารงานกระทรวงเกษตรฯ และลงพื้นที่ตรวจราชการภาคเหนือ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรฯ 17 จังหวัดภาคเหนือ เข้าร่วม ว่ามุ่งหวังให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าใจแนวทางการดำเนินงานและพัฒนาการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดการบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยภาคการเกษตรถือเป็นหัวใจสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย ดังนั้นนโยบาย “Agri challenge Next Normal 2022” ของกระทรวงเกษตรฯ จึงเป็นนโยบายที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร

สำหรับการขับเคลื่อนต้องดำเนินงานในเชิงบูรณาการภายใต้แนวคิด “เชื่อมโยงการบริหาร แปลงสารให้ชัด จัดสรรให้ถูก” ซึ่งหมายถึงการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์กับพันธกิจของกระทรวงเกษตรฯ สร้างการสื่อสารนโยบายไปยังผู้ปฏิบัติ และการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับภารกิจ ขับเคลื่อนงานใน 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.ภารกิจเร่งด่วนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายให้บรรลุเป้าหมาย 2.การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร และ 3.วางรากฐานการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าหมายครอบคลุม 4 ด้านในปี 2565 คือ 1.ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสาขาเกษตร เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.8%

2.ผลิตภาพการผลิตของภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.2% 3.เกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ลดลงไม่น้อยกว่า 10% และ 4.พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 350,000 ไร่รวมทั้งเตรียมการผลักดันเป้าหมายตามแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (2566-2570) ของกระทรวงเกษตรฯ อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ภาคการเกษตร จ.เชียงใหม่ มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้ง 25 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 1,854,294 ไร่ คิดเป็น 14.76%

‘อลงกรณ์’นำทีมลงพื้นที่ ขับเคลื่อน เพชรบุรีโมเดล คิกออฟพืชเศรษฐกิจใหม่ ช่วยสร้างอาชีพเพิ่มรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680900

วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย กล่าวว่า เริ่มคิกออฟขับเคลื่อนโครงการพืชเศรษฐกิจใหม่สาหร่าย : อาหารแห่งอนาคต (FutureFood) ที่ จ.เพชรบุรี เป็นจังหวัดแรก เพื่อสร้างอาชีพเพิ่มรายได้เกษตรกร โดยกรมประมง เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารโครงการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ

สำหรับการเลือกเพชรบุรีเป็นจังหวัดคิกออฟโครงการ เนื่องจากมีพื้นฐานการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในพื้นที่ อ.บ้านแหลม และเป็นต้นแบบในยุทธศาสตร์และแผนกลยุทธ์การพัฒนาสาหร่ายให้เป็นหนึ่งในจังหวัดต้นแบบภายใต้แนวทาง “เพชรบุรีโมเดล” ซึ่งจะส่งเสริมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาการผลิตด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีสมัยใหม่ การสร้างศักยภาพผู้เพาะเลี้ยงสาหร่าย การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มโดยวิสาหกิจชุมชน องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นและผู้ประกอบการภาคเอกชน การสร้างแบรนด์และการส่งเสริมการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยกรมประมงได้ผนึกความร่วมมือกับภาครัฐภาคเอกชน ภาควิชาการ เยี่ยมชมศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง จ.เพชรบุรี ที่แหลมผักเบี้ย ดำเนินการวิจัยและพัฒนาสาหร่ายทะเลหลายสายพันธุ์ และเยี่ยมชมกิจการฟาร์มเลี้ยงสาหร่าย เช่น แฟมิลิฟาร์ม เบญจมาศฟาร์ม และฟาร์มเลี้ยงสาหร่ายแบบเกษตรอินทรีย์ ที่ฟาร์มทะเลตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรมวิชาการฯเตือนภัย โรคใบจุดเน่าในผักช่วงฤดูฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680903

วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายศรุต สุทธิอารมณ์ ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ช่วงฤดูฝนขอให้เกษตรกรเฝ้าระวังโรคใบจุดหรือใบจุดตากบ สาเหตุจากเชื้อรา Cercospora lactucae-sativae ทำลายผลผลิตผักสลัดทุกระยะการเจริญเติบโต โดยเฉพาะผักที่มีใบกว้าง เช่น กรีนคอส บัตเตอร์เฮดโดยเริ่มแรกแผลมีลักษณะเป็นจุดฉ่ำน้ำ สีน้ำตาลอ่อน ต่อมาแผลขยายใหญ่มีลักษณะกลมหรือค่อนข้างกลม เรียงซ้อนกันเป็นชั้น กลางแผลมีสีเทาหรือสีขาว ขอบแผลมีสีน้ำตาล ลักษณะคล้ายตากบ แผลมีหลายขนาดตั้งแต่จุดเล็กถึงจุดใหญ่ ขนาด 1-10 มิลลิเมตร เกิดกระจายทั่วใบ ถ้าอาการรุนแรงแผลจะลามขยายติดกันทำให้ใบไหม้ หากเกิดกับใบอ่อนอาจทำให้เกิดอาการใบหงิกงอ

สำหรับวิธีการป้องกันกำจัดให้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ปลอดโรค หรือฆ่าเชื้อที่อาจติดมากับเมล็ด โดยแช่ในน้ำอุ่น 50 องศาเซลเซียส นาน 20-25 นาที และก่อนการปลูกควรไถพรวนดินลึกๆ ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 วัน เพื่อให้เศษซากพืชและวัชพืชย่อยสลาย จัดการแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี ควรมีอากาศถ่ายเท หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอเมื่อพบโรคพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเช่น เบโนมิล 50% WP อัตรา 12 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แมนโคเซบ 80% WP อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร กรณีถ้าพบโรคระบาดรุนแรง ให้ปลูกพืชอื่นสลับหมุนเวียนอย่างน้อย 3 ปี

นายศรุตกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด อาจถูกการทำลายจากโรคเน่าเละ โดยอาการเริ่มแรกแผลมีลักษณะเป็นจุดฉ่ำน้ำเล็กๆ บนใบหรือบริเวณลำต้น ต่อมาแผลจะขยายลุกลาม เนื้อเยื่อพืชบริเวณแผลจะยุบตัวลง มีเมือกเยิ้ม มีกลิ่นเหม็น ก่อนเน่าทั้งต้น โรคนี้พบระบาดมากในฤดูฝน

เฉลิมชัย’พัฒนาเครือข่าย YoungSmartFarmerระดับประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680904

วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดเวทีเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับประเทศ ที่โรงแรม ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่นกทม. ว่า เกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนและพัฒนาภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย กระทรวงเกษตรฯ จึงมุ่งเน้นพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาขับเคลื่อนภาคการเกษตรผ่านการสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยกัน มีการเตรียมความพร้อมให้แก่เกษตรกรรุ่นใหม่ ให้มีองค์ความรู้ที่ทันสมัยและสามารถทำการเกษตรอยู่ได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก มีแนวคิดสร้างสรรค์ สามารถพึ่งพาตนเองได้ และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการบริหารจัดการการเกษตร เป็นที่พึ่งแก่เพื่อนเกษตรกร เป็นผู้นำทางการเกษตร 4.0 ในท้องถิ่น และเป็นผู้สร้างแรงจูงใจ สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพการเกษตรให้แก่เยาวชน เกษตรกร และบุคคลทั่วไป

“รู้สึกดีใจที่ได้เห็นความก้าวหน้าการเติบโตและการพัฒนาของ Young Smart Farmer ที่เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรของไทยซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปมากเกษตรกรเองจึงต้องมีการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้วยทั้งในเรื่องของการรับรู้รับทราบและเข้าถึงเทคโนโลยีกระบวนการและวิชาการต่างๆ กระทรวงเกษตรฯ จึงมีนโยบายสำคัญที่ต้องการเปลี่ยนแปลงภาคการเกษตรไปสู่เกษตรทันสมัยหรือเกษตร 4.0 โดยมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ พร้อมบูรณาการทุกภาคส่วนรวมถึง Young Smart Farmer ขับเคลื่อนการดำเนินงานไปพร้อมๆ กัน โดยมีเป้าหมายในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรสามารถสร้างมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและปรับเปลี่ยนภาคการเกษตรของไทยสู่การเป็นธุรกิจเกษตรได้” ดร.เฉลิมชัยกล่าว

ด้าน นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้พัฒนาศักยภาพของเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบเกษตรกรเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ และให้เกษตรกรรุ่นใหม่เป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งตอบสนองความต้องการที่แท้จริงและนำไปสู่การปฏิบัติงานได้จริง เน้นการมีส่วนร่วม การสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงความรู้ เทคโนโลยี ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการตลาด โดยมุ่งหวังให้ Young Smart Farmer เป็นผู้นำด้านการเกษตรในอนาคต สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ เสริมสร้างทักษะทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม

กรมชลฯพร้อมรับมือ! หลังอุตุฯเตือนฝนตกอีกระลอก 18-24 ก.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680876

กรมชลฯพร้อมรับมือ! หลังอุตุฯเตือนฝนตกอีกระลอก 18-24 ก.ย.นี้

กรมชลฯพร้อมรับมือ! หลังอุตุฯเตือนฝนตกอีกระลอก 18-24 ก.ย.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 17.49 น.

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2565 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะโฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ช่วงวันที่ 18 , 21 – 24 กันยายน 2565 นั้น คาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำเหนือจากแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน จะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนไหลมาสมทบกับแม่น้ำสะเเกกรังและลำน้ำสาขา ลงสู่บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในระยะนี้ได้มีการพร่องน้ำเพื่อลดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยารองรับน้ำเหนือ กรมชลประทาน โดยมีการปรับปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นเป็นอัตราประมาณ 1,990 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่เวลาประมาณ 17.00 น.ของวันนี้ (18 กันยายน 2565) หลังจากนั้นจะคงอัตราเดิมอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ฝนที่ตกลงมา และปริมาณน้ำที่ไหลลงมาจากพื้นที่ตอนบน เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลอ่าวไทยให้เร็วที่สุด จึงขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ตั้งองค์กร‘ชุมชนประมงท้องถิ่น’ 50 จว. เปิดตัวหมู่บ้านท่องเที่ยวเร่งพัฒนาอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680812

ตั้งองค์กร‘ชุมชนประมงท้องถิ่น’ 50 จว. เปิดตัวหมู่บ้านท่องเที่ยวเร่งพัฒนาอาชีพ

ตั้งองค์กร‘ชุมชนประมงท้องถิ่น’ 50 จว. เปิดตัวหมู่บ้านท่องเที่ยวเร่งพัฒนาอาชีพ

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 10.07 น.

‘อลงกรณ์’ ขับเคลื่อนรวมพลคนประมงพื้นบ้านจัดตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น 50 จังหวัด พร้อมเปิดตัวหมู่บ้านประมงท่องเที่ยว เร่งพัฒนาอาชีพแปรรูปผลิตภัณฑ์ ออกมาตรฐานประมงพื้นบ้านยั่งยืน สร้างแบรนด์ขยายตลาด

18 กันยายน 2565 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทยเปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทยครั้งที่4 ว่า ที่ประชุมรับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินการ โดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพื้นบ้าน รายงานผลการขึ้นทะเบียนองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นแล้วจำนวนทั้งสิ้น 2,776 องค์กร สมาชิกจำนวน 104,891 ราย และความคืบหน้าโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนประมง องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ องค์กรชุมชนประมงด้านชายฝั่ง 80 ชุมชน ด้านน้ำจืด 84 ชุมชน ด้านแปรรูป 36 ชุมชน และได้อนุมัติโครงการและกิจกรรมตามความต้องการของชุมชน เพื่อพัฒนาอาชีพประมง จำนวน 200 องค์กรเรียบร้อยแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 20 ล้านบาทและจะสนับสนุนงบประมาณทุกปีๆละอย่างน้อย 200   องค์กรๆละ 100,000 บาท

นายอลงกรณ์ ระบุว่า ภายใต้นโยบายสร้างความเข้มแข็งชุมชนและองค์กรเกษตรกรโดยเฉพาะประมงพื้นบ้านที่เป็นชาวประมงรายย่อยของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย กรมประมงได้บูรณาการทำงานเชิงรุกกับทุกภาคส่วนร่วมมือกันเร่งดำเนินการพัฒนาชุมชนและหมู่บ้านประมงพื้นบ้านเพื่อเพิ่มรายได้ด้วยโครงการใหม่ๆโดยจัดตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นทั้งประมงน้ำจืดและน้ำเค็มให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนและต่อยอดสร้างรายได้เพิ่มจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการพัฒนาผลิตผลผลิตภัณฑ์ประมงและการพาณิชย์ ที่ได้ถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการด้านสุขลักษณะที่ดีในการแปรรูปสัตว์น้ำ มีการเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์และน้ำอุปโภคบริโภคมาตรวจคุณภาพ รวมทั้งถ่ายทอดเทคนิคการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำและบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ในองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น จำนวน 25 แห่ง จาก 18 จังหวัด ซึ่งอยู่ในภาคต่าง ๆ ได้แก่ภาคใต้ จำนวน 6 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 8 แห่ง ภาคเหนือ จำนวน 3 แห่ง ภาคตะวันออกจำนวน 2 แห่ง และภาคกลาง จำนวน 6 แห่ง และการออกหนังสือรับรองมาตรฐานการทำการประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนและการแปรรูปสินค้าประมงพื้นบ้าน พร้อมกับการพัฒนาแบรนด์โดยให้การรับรองมาตรฐานการทำการประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวประมงพื้นบ้าน จำนวน 128 ราย และการรับรองสินค้าประมงที่จำหน่ายบนเว็ปไซต์ Fisheries Shop ของกรมประมง

ขณะเดียวกันยังมีความคืบหน้าในการพัฒนาหมู่บ้านประมงเป็นแหล่งท่องเที่ยวภายใต้โครงการฟิชเชอร์แมนวิลเลจรีสอร์ต ( Fisherman’s Village Resort )โดยกรมประมงได้ส่งเสริมชุมชนประมงชายฝั่งที่มีศักยภาพ 22 จังหวัด สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ 53 แห่ง โดยมอบหมายให้กรมประมงขยายความร่วมมือกับทุกภาคีภาคส่วนพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งชุมชนประมงด้วย โดยนำแนวทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(wellness tourism)มาประยุกต์ใช้ และให้ส่งเสริมการตลาดแบบออนไลน์(Online Market)เพื่อช่วยสนับสนุนการขายและการประชาสัมพันธ์ ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับหมู่บ้านประมงทางด้านการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย

-005

สกู๊ปพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์น้ำปี2565 ฟันธง! ไม่ซ้ำรอยปี2554

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680315

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สถานการณ์ฝนตกหนักและเกิดภาวะน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียงในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง พื้นที่ภาคตะวันออก พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดเลย ทำให้มีสืื่อหลายสำนัก และนักวิชาการบางท่านออกมาให้ข่าวว่า อาจจะเกิดน้ำท่วมซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 2554 โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ

มาวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงกันว่า ปีนี้จะเกิดมหาอุทกภัยหรือไม่ ?

แม้กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ(สสน.) ได้คาดการณ์ในช่วงปลายฤดูฝนจะมีปริมาณฝนตกมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ โดยเฉพาะในเดือนกันยายน-ตุลาคม 2565 อาจจะเกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันได้ก็ตาม แต่ก็ใช่ว่า สถานการณ์จะรุนแรงเทียบเท่าปี 2554

เนื่องจากสถานการณ์น้ำในปี 2565 แม้จะเกิดปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้ฝนมาเร็ว หลายพื้นที่ของประเทศมีปริมาณน้ำฝนสะสมสูงขึ้นเช่นเดียวกับปี 2554 ก็ตาม แต่ความรุนแรงจนถึงขณะนี้ยังไม่เท่ากับปี 2554 รวมทั้งพายุที่เกิดขึ้นมีเพียง 2-3 ลูก ที่มีอิทธิพลต่อประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้พัดผ่านโดยตรง

ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนอย่างเคร่งครัดอีกด้วย ประกอบด้วย 1.คาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยง 2.การบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำ 3.ทบทวน ปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ 4.ซ่อมแซม ปรับปรุงอาคารชลศาสตร์ 5.ปรับปรุงแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ 6.ขุดลอกคูคลองและกำจัดผักตบชวา 7.เตรียมพร้อมวางแผนเครื่องจักร เครื่องมือ ประจำพื้นที่เสี่ยง 8.เพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงวิธีการส่งน้ำ 9.ตรวจความมั่นคงปลอดภัยคันทำนบพนังกั้นน้ำ 10.เตรียมพื้นที่อพยพและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ 11.ตั้งศูนย์ส่วนหน้าก่อนเกิดภัย12.การสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ 13.ติดตามประเมินผล ปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นในปี 2554 ได้ถูกนำมาถอดบทเรียนวางแผนแก้ไข รับมือสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ ได้มีการมีแก้ไขปรับปรุงขุดลอกคลอง กำจัดผักตบชวา ขยะ ต้นไม้ กิ่งไม้ อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำออกสู่ทะเล เช่นเดียวกับปัญหาความซ้ำซ้อน ไม่มีเอกภาพก็ได้รับการแก้ไขเช่นกัน

ในขณะที่การบริหารจัดการน้ำภาพรวมทัั้งประเทศ ได้จัดตั้ง กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) ซึ่งมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการ ขึ้นมาบูรณาการหน่วยงานด้านน้ำที่เกี่ยวข้องทั้งหมดร่วมกันวางแผนบริหารจัดการน้ำให้เป็นหนึ่งเดียว และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนติดตาม เฝ้าระวังป้องกัน และเตือนภัยสถานการณ์น้ำ พร้อมทั้งมีการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องทุกช่วงเวลา โดยล่าสุด พลเอกประวิตรได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ฝนตกอย่างเข้มข้น พร้อมทั้งได้กำชับให้ดำเนินงานตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนที่ได้วางแผนไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อที่จะสามารถแก้ไขปัญหาลดปัญหาน้ำท่วมให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และทั่วถึงทุกพื้นที่

ส่วนปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศในปีนี้ก็แตกต่างจากปี 2554 ณ วันที่ 10 กันยายน 2565 มีปริมาณน้ำใช้การรวม 49,887 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 65% ของปริมาณการกักเก็บเท่านั้น ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกถึง 26,201 ล้านลบ.ม. ในขณะที่ปี 2554 ใ่นช่วงเวลาเดียวกันมีปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่และขนาดกลางมากถึง 58,563 ล้านลบ.ม. เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาปริมาณใน 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ณ วันที่ 10 กันยายน 2565 มีปริมาณน้ำรวม 13,792 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 55% ของปริมาณการกักเก็บ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกถึง 11,079 ล้านลบ.ม. เมื่อเทียบกับปริมาณปี 2554 ในช่วงเวลาเดียวกัน 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันถึง 21,416 ล้านลบ.ม. ต่างกันมากกว่า 10,000 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้ ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ยังจะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำ10 ทุ่ง สำรองเพิ่มเติมกรณีที่จำเป็น เพื่อไว้เป็นแก้มลิงรองรับน้ำหลากในช่วงกลางเดือนก.ย.-ต.ค.นี้ จะสามารถหน่วงปริมาณน้ำหลากได้ประมาณ 1,500 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งขณะนี้เกษตรกรเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วคาดว่า จะแล้วเสร็จทั้งหมดในช่วงกลางเดือน ก.ย.นี้ เช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร(กทม.) ก็ได้เตรียมพื้นที่รับน้ำไว้เช่นกัน

หากวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในปีนี้จนถึงปัจจุบัน ตลอดจนการดำเนินงานตามมาตรการต่างๆ ในการรับมือฤดูฝนของหน่วยงานภาครัฐแล้ว “พลเอกประวิตร” ได้ออกมาการันตีว่า…

เหตุการณ์จะไม่ซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 2554 แน่นอน !!!!!

ปศุสัตว์ปรับการเลี้ยงหมู เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680312

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ ครั้งที่ 1/2565 พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมที่กรมปศุสัตว์

นายสัตวแพทย์ประภาส เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษา Pig Board ครั้งนี้ มีการรายงานสถานการณ์การผลิตและตลาดสุกรในปัจจุบัน รายงานผลการประชุมคณะอนุกรรมการต้นทุนการผลิต การประชุมคณะอนุฯ วิเคราะห์การผลิตและการตลาดสุกร อีกทั้งยังมีการพิจารณาเกณฑ์การกำหนดราคาเป้าหมายนำตามกรอบการขอใช้เงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร พิจารณาทบทวนการพยากรณ์ผลผลิตสุกรขุน พิจารณาผลการศึกษาของคณะทำงานโครงการฟื้นฟูเยียวยา และปรับโครงสร้างการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรรายกลางถึงรายย่อยทั้งประเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันแบบยั่งยืน

รองปลัดฯร่วมวงถก แนวทางยุทธศาสตร์ ร่วมมือไทย-มาเลเซีย ฟื้นฟูผลกระทบโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680313

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมสำหรับพื้นที่ชายแดนระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 5 (The Joint Development Strategy (JDS) for Border Areas) และการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี ครั้งที่ 14 (The Joint Commission for Bilateral Cooperation : JC) ระหว่างไทยกับมาเลเซีย ร่วมกับ นายถาวร ทันใจ รองอธิบดีกรมประมง และ ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักการเกษตรต่างประเทศ ที่โรงแรมอนันตรา สยาม กทม. โดยมี นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ และดาโตะ ซรี ไซฟุดดิน อับดุลละฮ์ รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย เป็นประธานร่วมการประชุมฯ

ทั้งนี้ การประชุมอยู่ภายใต้หัวข้อหลัก “เสริมสร้างความยืดหยุ่นฟื้นตัวได้ในช่วงเวลาแห่งความท้าทาย” ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญที่ไทยและมาเลเซีย จะร่วมกันวางยุทธศาสตร์ กำหนดแนวทางการเพิ่มพูนความร่วมมือในการส่งเสริมความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัวของทั้งสองประเทศจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และเพื่อรับมือความท้าทายอื่นๆ โดยที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าเกี่ยวกับการพิจารณาร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ซึ่งจะรวมถึงความร่วมมือด้านการประมงของทั้งสองฝ่ายด้วย