เกษตรฯรุกสภาเกษตรอินทรีย์ ผนึกทุกเครือข่ายดันไทยฮับอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680314

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นประธานพิธีเปิดและปาถกฐาพิเศษ เรื่อง “เกษตรอินทรีย์และเกษตรอินทรีย์พีจีเอส”ที่โรงแรมรอมารี ดอนเมือง โดยนายอลงกรณ์กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มที่ เป็นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ที่มีโอกาสเติบโตในตลาดโลกได้อย่างมาก จึงกำหนดวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคอาเซียน ด้านการผลิต แปรรูป การบริโภค การค้าสินค้า และการบริการเกษตรอินทรีย์ ที่มีความยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากลภายใต้ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560-2564” โดยมีคณะกรรมการเกษตรอินทรีย์แห่งชาติและคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ที่มี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯเป็นประธาน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นกลไกระดับนโยบายและมีคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นกลไกในการขับเคลื่อน ภายใต้ 3 คณะทำงาน ได้แก่ คณะกรรมการด้านเกษตรอินทรีย์ คณะทำงานด้านเกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรผสมผสาน และคณะทำงานด้านวนเกษตรและเกษตรธรรมชาติ ได้เร่งขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการปี 2564-2565 เดินหน้าจัดทำร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ 2566-2570 และร่าง พ.ร.บ.เกษตรกรรมยั่งยืน พร้อมกับเห็นชอบให้มีการจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ รวมทั้งการจัดทำโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง (Urban Farming) และโครงการธนาคารสีเขียว (Green Bank) ประการสำคัญคือการจัดตั้งสภาเกษตรอินทรีย์พีจีเอสแห่งประเทศไทย เป็นครั้งแรก โดยมอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดทำหลักเกณฑ์การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) หรือเกษตรอินทรีย์วิถีชุมชน

สำหรับสภาเกษตรอินทรีย์พีจีเอสแห่งประเทศไทย ได้เห็นชอบธรรมนูญของสภาฯ และคณะกรรมการบริหารอย่างเป็นทางการชุดแรก แทนคณะกรรมการบริหารชุดเฉพาะกิจด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเครือข่ายองค์กรเกษตรอินทรีย์หลักๆ ที่พร้อมจะร่วมขับเคลื่อนสภาเกษตรอินทรีย์พีจีเอส และแผนดำเนินงานให้พัฒนาก้าวหน้าต่อไป เพื่อให้บรรลุ 4 วัตถุประสงค์

อย่างไรก็ดี ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์โดยเชื่อมโยงการทำงานกับศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ทั้ง 77 จังหวัด และศูนย์ความเป็นเลิศ (AIC-Center of Excellence) อย่างใกล้ชิดด้านการวิจัยพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการอบรมบ่มเพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งการพัฒนาตลาดกลางสินค้าเกษตรอินทรีย์แบบออนไลน์และออฟไลน์เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค การสร้างแบรนด์ของสินค้าเกษตรอินทรีย์ในระบบทรัพย์สินทางปัญญา และการเชื่อมโยงการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์จากผลผลิตทั้งพืชและสัตว์ กับโครงการ 1 กลุ่มจังหวัด 1 นิคมเกษตรอุตสาหกรรม

ปลัดเกษตรฯตรวจเยี่ยมปตร.ลำน้ำปิง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680316

ปลัดเกษตรฯตรวจเยี่ยมปตร.ลำน้ำปิง

ปลัดเกษตรฯตรวจเยี่ยมปตร.ลำน้ำปิง

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตรวจเยี่ยม : ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมโครงการประตูระบายน้ำ (ปตร.) ในลำน้ำปิง จ.เชียงใหม่ ก่อนประชุมหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ บรรเทาปัญหาการเกิดอุทกภัยใน จ.เชียงใหม่

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการโครงการประตูระบายน้ำ (ปตร.) ในลำน้ำปิง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ก่อนประชุมหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยปัจจุบันโครงการประตูระบายน้ำแห่งนี้ สามารถควบคุมการเปิด-ปิดบานระบายน้ำด้วยระบบอัตโนมัติที่เชื่อมโยงกับข้อมูลปริมาณน้ำ และสามารถระบายน้ำได้สูงสุด 1,200 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที ซึ่งมีค่าความปลอดภัยคิดเป็น 1.5 เท่า ของอัตราการระบายน้ำสูงสุดของลำน้ำปิงเมื่อขุดลอกปรับแต่งลำน้ำทั้งด้านเหนือและด้านท้ายประตูระบายน้ำ ที่ 800 ลบ.ม./วินาที ซึ่งช่วยบรรเทาปัญหาการเกิดอุทกภัยในเขตเมืองเชียงใหม่ ที่สร้างความเสียหาย
ต่อพื้นที่ย่านธุรกิจการค้าและพื้นที่พักอาศัย ซึ่งมีพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมประมาณ 44,400 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ฝั่งตะวันออก 37,300 ไร่ และพื้นที่ฝั่งตะวันตก 7,100 ไร่

นอกจากนี้ ประตูระบายน้ำดังกล่าวฯยังทำหน้าที่ส่งน้ำให้กับฝายท่าศาลา พื้นที่กว่า 10,000 ไร่ ฝายหนองผึ้ง พื้นที่ 5,200 ไร่ และฝายวังตาล พื้นที่ 8,100 ไร่และยังบรรเทาปัญหาน้ำเสียในแม่น้ำปิงโดยการระบายน้ำเสียและตะกอนที่ตกทับถมอยู่บริเวณท้องน้ำให้ไหลไปทางด้านท้าย เป็นการถ่ายเทและหมุนเวียนน้ำ ทำให้คุณภาพในแม่น้ำปิง ดีขึ้น เกษตรกรสามารถกลับมาทำประมงได้อีกครั้ง

“นอกจากได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของโครงการประตูระบายน้ำในน้ำปิงแล้ว ยังตั้งใจมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ที่ปฏิบัติราชการอยู่ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะหลังการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้เห็นการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นไปอย่างดีเยี่ยม ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านอีกครั้ง” ดร.ทองเปลว กล่าว

เกษตรกรขอบคุณ‘กรมศุลฯ-กรมปศุสัตว์’เร่งจับหมูเถื่อน สกัดโรคระบาด-สารเร่งเนื้อแดง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680375

เกษตรกรขอบคุณ‘กรมศุลฯ-กรมปศุสัตว์’เร่งจับหมูเถื่อน สกัดโรคระบาด-สารเร่งเนื้อแดง

เกษตรกรขอบคุณ‘กรมศุลฯ-กรมปศุสัตว์’เร่งจับหมูเถื่อน สกัดโรคระบาด-สารเร่งเนื้อแดง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 19.53 น.

เกษตรกรขอบคุณ‘กรมศุลฯ-กรมปศุสัตว์’เร่งจับหมูเถื่อน สกัดโรคระบาด-สารเร่งเนื้อแดง

15 กันยายน 2565 นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์และกรมศุลกากร พยายามปราบหมูเถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามาในหลายช่องทาง แล้วนำมากระจายขายทั่วทุกภูมิภาค ในราคาที่ต่ำกว่าราคาเนื้อหมูในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องตัดตอนโดยเร็ว เพื่อป้องกันการระบาดของโรคที่อาจปนเปื้อนเข้ามากับเนื้อหมูและเครื่องในที่ลักลอบนำเข้า ที่จะกลายเป็นอุปสรรคในการเร่งเพิ่มซัพพลายเนื้อหมูในประเทศ ตามที่สมาคมฯได้เร่งส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงรายย่อยทยอยกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง

“ขอบคุณเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์และกรมศุลกากร ที่เร่งปราบปรามการนำเข้าหมูเถื่อน ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการกับกลุ่มคนที่ฉวยโอกาสและหาประโยชน์จากคนไทย เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมากสำหรับผู้เลี้ยงสุกร ที่ขณะนี้เพิ่งกลับมาเลี้ยงหมูรอบใหม่ให้มีความมั่นใจ และยังเป็นการปกป้องอุตสาหกรรมหมูทั้งระบบ เนื่องจากหมูเถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามามีความเสี่ยงที่จะเป็นพาหะนำโรคระบาดเข้ามาด้วย” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า การลักลอบนำเข้าหมูจากหลายแหล่ง อาทิ สหรัฐฯ แคนาดา เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน บราซิล  ทำกันเป็นขบวนการ ด้วยการสำแดงการนำเข้าเป็นเท็จ เช่น อาหารทะเล หรืออาหารสัตว์ ทำให้ไม่ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบโรคสัตว์ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ของกรมปศุสัตว์  และไม่มีเอกสารใบอนุญาตนำเข้า  นอกจากนี้หลายประเทศทางตะวันตกอนุญาตให้สามารถใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ได้    ซึ่งสารนี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงเป็นความเสี่ยงสำหรับผู้บริโภคคนไทย และผิดกฎหมายไทยที่ประกาศ “ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงหมูอย่างเด็ดขาด” มานานกว่า 20 ปี ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545 กระทั่งมีการปรับปรุงประกาศฯ เมื่อ พ.ศ.2559 เรื่องกำหนดวัตถุดิบที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ รวมถึงประกาศ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2546

“ผู้บริโภคควรเลือกซื้อเนื้อหมูจากร้านค้าที่มีตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำหรับสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ ว่าเป็นผู้จำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ถูกสุขลักษณะ และมีความปลอดภัยในอาหาร” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

รมว.เกษตรฯเปิดงานมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680365

รมว.เกษตรฯเปิดงานมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติ

รมว.เกษตรฯเปิดงานมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 19.25 น.

รมว.เกษตรฯเปิดงานมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติและถวายพระราซกุศลพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 15 กันยายน 2565 ณ โรงเรียนนิคมสร้างตนเองเขื่อนเพชร (พิบูลสงเคราะห์ 1) ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานพิธีมอบกรรมสิทธิ์และไถ่ชีวิตโค-กระบือ เฉลิมพระเกียรติและถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนม
พรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 โดยมี นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าววัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมงานในครั้งนี้

โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2522 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค-กระบือไว้ใช้แรงงาน และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยกรมปศุสัตว์ได้รับสนองพระราชดำริ ดำเนินการตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาถือได้ว่าก่อเกิดประโยชน์เป็นคุณูปการแก่เกษตรกรเป็นอย่างมากและยังมีการต่อยอดการใช้ประโยชน์จากโค-กระบือ เช่น การใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยในไร่นาลดการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมในท้องถิ่น ซึ่งการร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือในครั้งนี้เป็นการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้สัมฤทธิ์ผลตามพระราชประสงค์

จากการดำเนินงานที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ได้สั่งการให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรีให้ความช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้ว จำนวน 1,251 ราย ลูกเกิดโคเพศเมียที่ขยายผลให้เกษตรกรรายอื่น จำนวน 91 ตัว ลูกเกิดโค-กระบือ เพศผู้ ที่จำหน่ายแล้วนำเงินส่งโครงการธนาคารโค-กระบือ จำนวน 877 ตัว คิดเป็นมูลค่า 6,370,126 บาทมอบกรรมสิทธิ์โค-กระบือ ให้แก่เกษตรกรไปแล้วจำนวน 968 ราย คิดเป็นมูลค่า 7,744,000 บาท และยังมีเกษตรกรอยู่ในความดูแลขอโครงการรวม283รายจำนวนโค-กระบือ 375 ตัว โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ถือได้ว่าเป็นโครงการที่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร โดยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินงานประกอบกับมีการทำงานบูรณาการร่วมกันในพื้นที่อย่างเป็นระบบ สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรและให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารโครงการเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งตลอดจนมีการต่อยอดการใช้ประโยชน์เช่นการใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยในไร่นา การทำแก๊สชีวภาพการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีในท้องถิ่นเป็นต้นสำหรับโคเพศเมีย จำนวน 90 ตัว ที่ได้รับการไถ่ชีวิตในวันนี้ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรีจะนำไปให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ในพื้นที่ต่างๆ ดังนี้ 1.อำเภอบ้านลาด จำนวน 31 ตัว 2.อำเภอชะอำ จำนวน 28 ตัว 3.อำเภอท่ายาง จำนวน 25 ตัว 4.อำเภอหนองหญ้าปล้อง จำนวน 6 ตัว

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้จัดนิทรรศการเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและเกษตรกรภายในงาน ดังนี้

1.สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ จัดกิจกรรมการผลิตอาหารสัตว์ TMR เป็นอาหารผสมครบส่วน ต้นทุนอาหารสัตว์เป็นอาหารผสมสำเร็จรูปที่เกิดจากการนำอาหารหยาบ และอาหารข้นมาผสมกันอัตราส่วนท่ีเหมาะสม โดยคำนวณสัดส่วนของอาหารทั้ง 2 ชนิดจากน้ำหนักแห้งให้ได้ตามความต้องการของสัตว์เลี้ยง

2.การผ่าตัดทำหมันสัตว์ มีการจัดกิจกรรมการรักษาพยาบาลสัตว์ป่วย การฉีดวัคซีนป้องกันโรคในสัตว์ การผ่าตัดทำหมันสุนัข แมว เพื่อควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า การตรวจวินิจฉัยโรคทางห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ การให้ความรู้ แนะนำการจัดการด้านอาหารสัตว์ การจัดการด้านสุขภาพสัตว์ เป็นต้น

3.กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงแพะพันธุ์แองโกนูเบี้ยน(Anglonubian)ซึ่งกรมปศุสัตว์ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงแพะมากขึ้นด้านพันธุ์และการผลิตสายพันธุ์แพะ ปัจจุบันเน้นการพัฒนาสายพันธุ์ผลิตเนื้อเป็นหลัก และผสมด้วยสายพันธุ์ผลิตนม ด้านการจัดการพืชอาหารสัตว์ มีระบบการจัดการแปลงพืชอาหารสัตว์และการจัดการอาหารข้น โดยใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ในท้องถิ่น เป็นต้น

ด้านอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่าธนาคารโค-กระบือเป็นโครงการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่มีฐานะยากจน ได้มีโค-กระบือไว้ใช้แรงงานเพิ่มผลผลิตธนาคารโคและกระบือเป็นการรวบรวมโคและกระบือโดยมีบัญชีควบคุม ดูแล รักษา แจกจ่าย ให้ยืมเพื่อใช้ประโยชน์ในการเกษตร และเพิ่มปริมาณโคและกระบือตามหลักการของธนาคารโค-กระบือ และเป็นการช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มข้ึนอีกทางหน่ึง และเป็นการรักษาชีวิตโค-กระบือ ให้ หลุดพ้นเราจากความตายเฉพาะหน้าได้ และเป็นการสร้างโอกาสขยายพันธุเ์พิ่มข้ึนโดยไม่ให้สัตว์สูญพันธุ์ต่อไป

– 006

เกษตรฯ จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร ขับเคลื่อนงานแปลงใหญ่เพชรบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680199

เกษตรฯ จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร ขับเคลื่อนงานแปลงใหญ่เพชรบุรี

เกษตรฯ จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร ขับเคลื่อนงานแปลงใหญ่เพชรบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 14.59 น.

เกษตรฯ จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร ขับเคลื่อนงานแปลงใหญ่เพชรบุรี เพิ่มศักยภาพในการผลิต ขยายพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ พัฒนาศักยภาพเกษตรกรสู่ Smart Farmer

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “สร้างการรับรู้สู่เกษตรกรและการขับเคลื่อนงานแปลงใหญ่จังหวัดเพชรบุรี” โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอภิชาติ สุภาแพ่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายกัมพล สุภาแพ่ง คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธรรมนูญ ศรีวรรธนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมงาน ณ ลานอเนกประสงค์ชายทะเลหาดเจ้าสำราญ อ.เมือง จ.เพชรบุรี

ทั้งนี้ นายเฉลิมช้ย กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ และถ่ายทอดองค์ความรู้จากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สู่เกษตรกร รวมถึงนำเสนอความสำเร็จจากการขับเคลื่อนงานแปลงใหญ่ ทั้งในส่วนของผลการดำเนินงานที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และที่กำลังจะดำเนินการต่อไป โดยเป็นไปตามแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต เพิ่มศักยภาพในการผลิต ขยายพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ รวมถึงทำการวิเคราะห์เชิงลึกต่อความต้องการของกลุ่มสมาชิกเพื่อจัดทำแผนธุรกิจและรูปแบบการถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรสู่ Smart Farmer และการเชื่อมโยงการตลาด ซึ่งให้ความสำคัญกับการผลิตที่ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันการแปรรูปเกษตรมูลค่าสูง ใช้การตลาดสมัยใหม่ เพื่อให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญของผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงของโลก

สำหรับโครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญในการปฏิรูปภาคการเกษตรของประเทศไทย มีเป้าหมายการดำเนินงานทั้งสินค้าพืช ประมง และปศุสัตว์ เน้นการสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรรายย่อย ด้านการผลิตและการจำหน่าย มีผู้จัดการพื้นที่เป็นผู้บริหารจัดการทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน มีการรวมกลุ่มกันสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกร โดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้การเอาเปรียบจากคู่ค้าใดๆ และมีโอกาสในการขยายตลาดไปช่องทางต่างๆ ได้มากขึ้น จากการรวมตัวกันเพื่อผลิตสินค้าเกษตร การบริหารจัดการ และการหาช่องทางการจัดจำหน่าย ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน โดยมีหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนด้วยกระบวนการเรียนรู้ การสร้างการรับรู้แบบมีส่วนร่วม และใช้พื้นที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนา มองเป้าหมาย พื้นที่ คน สินค้า เข้าด้วยกัน โดยมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ต่างๆ เป็นแหล่งเรียนรู้การผลิตทางการเกษตร มี Smart Farmer และ Young Smart Farmer เป็นเกษตรกรต้นแบบของชุมชน เป็นแบบอย่างในการพัฒนาให้เกษตรกรสามารถดำเนินการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาดซึ่งจังหวัดเพชรบุรี ดำเนินการเกษตรแปลงใหญ่ ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน มีแปลงใหญ่ทั้งสิ้น จำนวน 51 แปลง แบ่งเป็น ข้าว พืชไร่ ไม้ผล ปศุสัตว์ เกลือทะเล และแมลงเศรษฐกิจ มีเกษตรกร 2,248 ราย พื้นที่ 43,579.5 ไร่

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมภายในงาน ได้มีการจัดสถานีสร้างการรับรู้สู่เกษตรกร จำนวน 3 สถานี ได้แก่ สถานีที่ 1 การอารักขาพืชเพื่อรับมือกับโรคและแมลงศัตรูพืชในฤดูฝน โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี สถานีที่ 2 การปรับปรุงบำรุงดิน และการจัดการดิน-ปุ๋ย ในภาวะปุ๋ยเคมีราคาแพง โดยสถานีพัฒนาที่ดินเพชรบุรี และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี สถานีที่ 3 การบริหารจัดการเครื่องจักรกลเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อทดแทนแรงงาน และลดต้นทุนการผลิต โดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเพชรบุรี สหกรณ์การเกษตร กลุ่มแปลงใหญ่กล้วยหอม และเครือข่ายแปลงใหญ่ข้าว นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการความรู้ที่จำเป็นสำหรับเกษตรกร จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสถาบันการศึกษา รวมถึงการออกร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่ม Smart Farmer / Young Smart Farmer และ Fisherman Market ด้วย

– 006

‘เฉลิมชัย’พอใจส่งออกข้าว พุ่ง3.5ล้านตันนำเงินเข้า6หมื่นล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680078

‘เฉลิมชัย’พอใจส่งออกข้าว  พุ่ง3.5ล้านตันนำเงินเข้า6หมื่นล้าน

‘เฉลิมชัย’พอใจส่งออกข้าว พุ่ง3.5ล้านตันนำเงินเข้า6หมื่นล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พอใจต่อรายงานการส่งออกข้าวของไทย6 เดือนแรกของปีนี้ สามารถส่งออกข้าวทุกชนิด ได้แก่ ข้าวขาว ข้าวนึ่ง และข้าวหอมมะลิ มีปริมาณ 3,507,020 ตัน คิดเป็นมูลค่า 60,932.3 ล้านบาท(1,837.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 56.6% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 42.9% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2564 ที่ส่งออกปริมาณ 2,239,432 ตัน มูลค่า 42,641.8 ล้านบาท (1,407.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยเฉพาะเดือนมิถุนายน 2565 มีปริมาณการส่งออกสูงถึง 764,131 ตัน คิดเป็นมูลค่า 13,129.5 ล้านบาท ซึ่งปริมาณและมูลค่าส่งออก เพิ่มขึ้น 69.4% และ 57.1% ตามลำดับ สำหรับข้าวนึ่งมีการส่งออกปริมาณ 140,225 ตัน ส่วนการส่งออกข้าวหอมมะลิ (ต้นข้าว) มีปริมาณ103,865 ตัน

ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ เปิดเผยว่า ไทยมีโอกาสสูงที่จะส่งออกข้าวได้มากเป็นอันดับ 2 ของโลก หากส่งออกได้เกิน 7 ล้านตัน เมื่อพิจารณาข้อมูลการส่งออกข้าวของไทยในช่วงครึ่งปีแรก และรายงานของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ คาดการณ์ว่าในรอบการผลิตปี 2564–2565 ปริมาณผลผลิตข้าวของโลกอาจอยู่ที่ประมาณ 505.4 ล้านตัน สูงขึ้นจากรอบปีก่อนหน้า1.9 ล้านตัน ขณะที่ในปี 2565 ปริมาณการค้าข้าวของโลกอาจสูงถึง 46.4 ล้านตัน เพิ่มจากปี 2564 ประมาณ 100,000 ตัน โดยประเทศที่คาดว่าจะส่งออกข้าวเพิ่ม คือ ออสเตรเลีย เมียนมา กัมพูชา สหภาพยุโรป ปารากวัย ไทย และอุรุกวัย

“คาดว่าเราจะส่งออกข้าวทั้งปีได้ไม่น้อยกว่า 7-7.5 ล้านตัน สูงกว่าปี 2564 และมีลุ้นที่จะแซงเวียดนามขึ้นแท่นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลกได้ในปีนี้ โดยดูจากสถิติการส่งออกข้าวของเวียดนาม 5 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม–พฤษภาคม) ส่งออกข้าวปริมาณ 2.77 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ที่มีปริมาณการส่งออกข้าว 2.59 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.95 โดยมีมูลค่าส่งออก 1.35 พันล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ที่มีมูลค่าส่งออก 1.41 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลงร้อยละ 4.26 เฉลี่ยเวียดนามส่งออกเดือนละ 5 แสนตัน” นายอลงกรณ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามสถานการณ์การส่งออกช่วงครึ่งปีหลังหากรักษาระดับการส่งออกเกิน 6 แสนตันต่อเดือน ก็จะทำให้การส่งออกทั้งปีเกิน 7 ล้านตัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับค่าเงินบาท ผลผลิตของประเทศผู้ส่งออกหลัก และราคาส่งออกของแต่ละประเทศเป็นสำคัญ นับเป็นความก้าวหน้าทางนโยบายข้าวที่มุ่งเน้นการพัฒนาพันธุ์ข้าวตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ การใช้เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีเกษตรใหม่ๆ เพื่อลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตตลอดจนการยกระดับข้าวแปลงใหญ่ ขณะที่มีปัจจัยเสี่ยงเรื่องผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตข้าวเพิ่มสูงขึ้นรวมทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วโลก นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

เกษตรฯหนุนยุวเกษตรฝึกงานญี่ปุ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680077

เกษตรฯหนุนยุวเกษตรฝึกงานญี่ปุ่น

เกษตรฯหนุนยุวเกษตรฝึกงานญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เดินทางไปยังจังหวัดคานางาวะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อติดตามความเป็นอยู่และพัฒนาการของนายบุญชัย สุวรรณวลัย หนึ่งในผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในญี่ปุ่น รุ่นที่ 39 ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรฯ และสภาแลกเปลี่ยนทางการเกษตรประเทศญี่ปุ่น ฝึกงานเป็นเวลา 1 ปี กับครอบครัวนายโยชิโนริ ฮายะโต เกษตรกรชาวญี่ปุ่น

ดร.ทองเปลวเปิดเผยว่า ได้ดูแล สนับสนุนและผลักดันให้เกษตรกรรุ่นใหม่หรือยุวเกษตร มีความรักและเห็นถึงคุณค่าของการประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม โดยการให้โอกาสที่ดีในการเรียนรู้และฝึกฝนการทำการเกษตรจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็น smart farmer ช่วยขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอัจฉริยะ เป็นกำลังสำคัญของประเทศในการยกระดับความมั่นคงทางอาหาร การปฏิรูประบบการเกษตรและอาหารให้มีความยั่งยืน เสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันด้านการค้าสินค้าเกษตรในตลาดโลก ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาภาคการเกษตรเป็นวาระแห่งชาติ มีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนดำเนินการวิจัยและพัฒนาการทำการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

สำหรับโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่น เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับญี่ปุ่น ซึ่งดำเนินการมาแล้ว 40 ปี มียุวเกษตรผ่านการคัดเลือก เข้าร่วมโครงการฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นแล้ว 40 รุ่น 663 คน โดยได้รับโอกาสในการเสริมสร้างองค์ความรู้และเทคนิคต่างๆ จากเกษตรกรญี่ปุ่นผู้มีความชำนาญในแต่ละด้าน ครอบคลุมเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร สั่งสมประสบการณ์ในการทำการเกษตรเพื่อนำมาผสมผสานและปรับปรุงการทำการเกษตรในประเทศไทย เป็นการส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการปฏิบัติใหม่ๆ ที่ถูกต้องให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ ในรูปแบบภาคีเครือข่าย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทยเป็นอย่างมาก

กรมชลฯรุดขุดคลอง ช่วยระบายน้ำหลาก ลดผลกระทบกรุงเก่า คาดแล้วเสร็จปี2569

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680076

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะ ลงพื้นที่โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีนายพงษ์ศักดิ์ เลียววงศ์วาน ผอ.สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 10 และผู้ที่เกี่ยวข้อง สรุปการดำเนินงาน โดยรองอธิบดีฯ ให้ข้อแนะนำในการปฏิบัติงานและเร่งรัดงานก่อสร้าง งานขุดคลองระบายน้ำหลากพร้อมอาคารประกอบ โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ซึ่ง จะช่วยเพิ่มการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา จ.พระนครศรีอยุธยา เนื่องจากมีลักษณะเป็นคอขวด ทำให้สามารถระบายน้ำได้ประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) /วินาที รวมถึงคลองบางหลวง และคลองบางบาล สามารถระบายน้ำไปออกทางแม่น้ำน้อย ได้ประมาณ 530 ลบ.ม./วินาที รวมปริมาณน้ำที่สามารถระบายได้ 1,730 ลบ.ม./วินาที โดยการขุดคลองลัดเพิ่มความสามารถให้การระบายน้ำเริ่มจาก อ.พระนครศรีอยุธยา ผ่าน อ.บางบาล ถึง อ.บางไทร เพื่อลดผลกระทบน้ำหลากที่เกาะเมืองและท่วมขังที่ลุ่มต่ำ

ทั้งนี้ โครงการนี้ ประกอบด้วยการขุดคลองระบายน้ำสายใหม่จาก อ.บางบาล–อ.บางไทร ความยาวประมาณ 22.50 กิโลเมตร ก่อสร้างถนนบนคันคลองทั้ง 2 ฝั่ง สร้างอาคารบังคับน้ำประเภทประตูระบายน้ำ 2 แห่ง สะพานรถยนต์ข้ามคลองระบายน้ำหลาก 11 แห่ง อาคารประกอบคลองระบายน้ำ 37 แห่ง กำแพงป้องกันตลิ่งที่ปลายคลองจุดบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยา และปรับปรุงคันกั้นน้ำ คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2569 ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถการระบายน้ำจากเดิม 1,730 ลบ.ม./วินาที เป็น 2,930 ลบ.ม./วินาที บรรเทาอุทกภัยตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เฉลี่ย 1.9–2.5 ล้านไร่/ปี

เกษตรฯให้นโยบายแม่บ้านฯ รวมกลุ่มเพิ่มความเข้มแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680073

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้คณะกรรมการกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรระดับประเทศ เข้าพบเพื่อหารือถึงแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร โดยมีนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม โดย รมว.เกษตรฯ มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร จัดประชุมเพื่อให้เป็นการเริ่มต้นการฟื้นฟูแม่บ้านเกษตรกรและถือเป็นการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนทั่วไปได้รับทราบแนวทางการดำเนินงานด้วย โดยในปี 2566 จะกำหนดเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับแม่บ้านเกษตรกร และสามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ในส่วนของด้านการตลาด จะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มช่องทางออนไลน์ โมเดิร์นเทรดหรือการออกบูธต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการจัดโซนสำหรับการออกร้านของแม่บ้านเกษตรกรในงานเกษตรสร้างชาติ อย่างไรก็ดี ในส่วนของการสนับสนุนในเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรจัดสรรงบประมาณ และบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรต่อไป

ตำบลเกล็ดแก้ว มอบวุฒิบัตร ผู้สำเร็จ อปพร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680074

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากเทศบาลตำบลเกล็ดแก้ว ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี นายยศวัฒน์ ภูวรัตน์เลิศคุณ นายกเทศมนตรีตำบลเกล็ดแก้ว เป็นประธานปิดโครงการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) และมอบวุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรม เพื่อสร้างเครือข่ายภาคประชาชน ในการมีส่วนร่วมกับทางราชการในการช่วยเหลือท้องถิ่นให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ภัยพิบัติต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้สำเร็จการฝึกอบรม จำนวน 55 คน

นายยศวัฒน์ ภูวรัตน์เลิศคุณ นายกเทศมนตรีตำบลเกล็ดแก้ว กล่าวว่า “โครงการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน” มีวัตถุประสงค์ในการฝึกอบรม เพื่ออบรมความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนให้กับสมาชิก อปพร. ให้สมาชิก อปพร.เข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของตนเองในการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมกับทางราชการในการช่วยเหลือท้องถิ่นของตนเอง ให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งและกว้างขวางในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) เป็นผู้ที่มีบทบาทหน้าที่ที่จะเข้ามาช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) จึงนับเป็นการเตรียมความพร้อมของบุคลากร และหน่วยงาน ให้มีการพัฒนาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านต่างๆ