พัฒนาที่ดินชวนรับกล้าหญ้าแฝก ปลูกป้องกันการพังทลายของดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679556

วันอังคาร ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.เบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่าได้ศึกษาวิจัยและรณรงค์การใช้หญ้าแฝก โดยเฉพาะการปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) และป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน จากการถูกกัดเซาะจากฝนที่ตกลงมา ทำให้แร่ธาตุและความสมบูรณ์ของดินถูกชะล้างไป อีกทั้งมีคุณสมบัติช่วยดักตะกอนดินและช่วยชะลอความเร็วของน้ำ ซึ่งหญ้าแฝกมีระบบรากยาวสานกันแน่น โอบดิน อุ้มน้ำ เป็นที่อาศัยของจุลินทรีย์ มีความคงทนสามารถอยู่ได้นานหลายปี

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ตั้งเป้าเร่งดำเนินการแจกจ่ายและปลูกในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ให้แล้วเสร็จ ภายในเดือนกันยายนนี้ โดยมีสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 1-12 และสถานีพัฒนาที่ดินทั่วประเทศ ดำเนินการ พร้อมให้คำแนะนำการปลูก การดูแลรักษา และให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของหญ้าแฝกให้เป็นไปตามหลักวิชาการ จึงเชิญชวนเกษตรกร ประชาชน และหน่วยงานที่สนใจ ขอรับกล้าหญ้าแฝกไปปลูกในพื้นที่การเกษตร แหล่งน้ำ และพื้นที่ลาดชันได้ โดยติดต่อขอรับได้ที่สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 หรือสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดทั่วประเทศ

ชลประทานเดินหน้า รุกบริหารจัดการน้ำ เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง ลดผลกระทบน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679548

วันอังคาร ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 43,400 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 57 ของความจุอ่างฯ ยังสามารถรับน้ำได้อีก 32,683 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,757 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้รวมกันประมาณ 14,114 ล้าน ลบ.ม.

อนึ่ง ตามประกาศของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ฉบับที่ 24/2565 เรื่อง เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมามีฝนตกในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักเพิ่มมากขึ้น จึงมีการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศจากพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา อย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำตามเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งพิจารณาปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้าย และได้กำชับให้โครงการชลประทานและหน่วยงานในสังกัดสำนักเครื่องจักรกลทั่วประเทศ หมั่นตรวจสอบความมั่นคงของตัวเขื่อนและอาคารบังคับน้ำให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการกำจัดผักตบชวา และสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำให้ดีขึ้น ที่สำคัญให้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด

ส.ป.ก.ชงร่างพ.ร.บ.ปฏิรูปฯ ปรับแนวทางการสิ้นสิทธิในที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679549

วันอังคาร ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ นายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 3/2565มีสาระสำคัญ ดังนี้ ที่ประชุม คปก.รับทราบร่างพ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมพ.ศ. … โดยเป็นการปรับปรุง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 เพื่อให้ ส.ป.ก.มีกฎหมายและมาตรการทางกฎหมายที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม สามารถป้องกันการบุกรุกที่ดินรัฐเพิ่มเติม กระจายการถือครอง สามารถบริหารจัดการที่ดินภาครัฐให้มีความเหมาะสม การเข้าถึงทรัพยากรและการเพิ่มมูลค่าที่ดินที่รัฐจัดให้ประชาชน พร้อมกันนี้ ได้เห็นชอบแนวทางการสั่งให้เกษตรกรสิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่รับมอบจาก ส.ป.ก.ซึ่งคำนึงถึงความเป็นธรรมและความจำเป็นของเกษตรกรมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องได้รับความเดือดร้อนจนเกินไปจากการถูกสั่งให้สิ้นสิทธิตามแนวทางเดิมที่ต้องสูญเสียทั้งที่ดินทำกินและที่ดินอยู่อาศัยทั้งหมด โดย ส.ป.ก.จะแจ้งสิทธิและหน้าที่ให้เกษตรกรดังกล่าวได้รับทราบ ตลอดจนให้โอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานที่จำเป็นและเพียงพอแก่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง

นอกจากนี้ คปก.ยังเห็นชอบการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำบัญชีเกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนที่ได้รับการคัดเลือก นำไปเป็นแนวทางการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกร เพื่อจัดลำดับในการช่วยเหลือเกษตรกรให้เป็นไปตามระเบียบ โดยแบ่งบัญชีออกเป็น4 ประเภท ได้แก่ 1.บัญชีเกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกินที่ได้ขึ้นทะเบียนขอรับการจัดที่ดินทำกินจาก ส.ป.ก.

2.บัญชีเกษตรกรซึ่งผ่านการประเมินหลักสูตรเกษตรกรรุ่นใหม่ 3.บัญชีผู้ขอรับการจัดที่ดินเป็นการเฉพาะ เช่น ผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการของทางราชการที่สูญเสียที่ดินทำกิน ผู้ประสบภัยธรรมชาติ ผู้ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด และนโยบายรัฐบาลที่ให้แก้ปัญหาที่ดิน อาทิ โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) และ 4.บัญชีเกษตรกรอื่นๆ ตามที่คปจ. กำหนด ช่วยลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ มีความเป็นธรรม รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐานเดียวกัน

ทั้งนี้ คปก.เห็นชอบแผนการใช้จ่ายเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีงบประมาณ 2566 กว่า 4,100 ล้านบาท เพื่อเป็นกรอบและแนวทางในการบริหารเงินกองทุนฯ โดยแบ่งเป็นรายจ่ายหมุนเวียน เช่น การจัดหาที่ดินสินเชื่อพัฒนาอาชีพและเพิ่มรายได้เกษตรกร สินเชื่อตามนโยบาย เงินค้ำประกันสินเชื่อ ธ.ก.ส.และรายจ่ายขาด เช่น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจัดหาที่ดิน โครงการพัฒนาศักยภาพพื้นที่และการผลิต โครงการพัฒนาแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 36/2559 เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ อยู่ดี และมีความสุขในเขตปฏิรูปที่ดินอย่างยั่งยืน

‘เฉลิมชัย’สั่งทุกหน่วยช่วยเหลือปชช.ประสบอุทกภัยเยียวยาเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679447

‘เฉลิมชัย’สั่งทุกหน่วยช่วยเหลือปชช.ประสบอุทกภัยเยียวยาเกษตรกร

‘เฉลิมชัย’สั่งทุกหน่วยช่วยเหลือปชช.ประสบอุทกภัยเยียวยาเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 12.39 น.

“เฉลิมชัย” สั่งทุกหน่วย เตรียมช่วยเหลือประชาชนประสบอุทกภัยพร้อมเร่งสำรวจความเสียหาย ฟื้นฟู เยียวยาเกษตรกร ทั่วประเทศ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนัก และตกสะสมในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมภาคเหนือตอนบนและประเทศลาวตอนบน ร่องมรสุมกำลังแรง พาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ของประเทศ เกิดปริมาณฝนตกสะสมจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดอุทกภัย และพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อน้ำป่าไหลหลาก

ทั้งนี้จากปัญหาที่เกิดขึ้นตนได้สั่งการและมอบหมายให้ทุกหน่วยงาน พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงและช่วยเหลือเกษตรกรโดยเร็วและทันที ตามขอบข่ายภารกิจ ทั้งที่ประสบเหตุผลผลิตพืช ปศุสัตว์ และประมง รวมทั้งการเยียวยาและฟื้นฟู ไม่ว่าจะเป็นกรมชลประทาน ในการระดมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ เพื่อช่วยเร่งระบายมวลน้ำออกจากพื้นที่ชุมชนและพื้นที่การเกษตร และการบูรณาการร่วมกันจากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จัดจุดกระจายการช่วยเหลือแก่เกษตรกรและประชาชน การสนับสนุนปัจจัยการผลิตและพันธุ์สัตว์ เพื่อฟื้นฟู ซึ่งกรมปศุสัตว์และกรมประมง ได้ติดตามประเมินสถานการณ์ด้านปศุสัตว์และประมง การอพยพสัตว์ในพื้นที่เสี่ยง ขณะที่กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร เฝ้าระวังพื้นที่ผลผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญ ตลอดจนการสำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อช่วยเหลือตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังมีการซ่อมแซมโครงสร้างด้านชลประทาน รวมถึงแหล่งกักเก็บน้ำ การบำบัดน้ำเสียในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตร การปรับปรุงบำรุงดิน อันเป็นความร่วมมือกันของกรมชลประทาน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมพัฒนาที่ดิน และหน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น

ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ มีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนตลอดเวลา โดยมีการจัดชุดปฏิบัติการคอยติดตามสถานการณ์ เร่งสำรวจความเสียหาย และพื้นฟูเยียวยาโดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมบูรณาการกับทุกภาคส่วนในการเข้าช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนและเกษตรกรในทุกพื้นที่ จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ถก‘ข้าวโพด-ข้าวฟ่าง’พลิกฟื้นเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679359

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.สุทัศน์ ศรีวัฒนพงศ์ กรรมการบริหารมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานการประชุมวิชาการข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ ครั้งที่ 40ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร โดยมีสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมเป็นเจ้าภาพ ที่ จ.นครราชสีมา โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 250 คน

รศ.ดร.สุตเขตต์ นาคะเสถียร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดการประชุมดังกล่าว ระบุว่าการประชุมนี้เกิดจากความร่วมมือของ 3 หน่วยงาน ที่จัดงานอย่างต่อเนื่อง และผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ มุ่งเน้นให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาประเทศบนพื้นฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน “BCG (Bio-Circular-Green Economy) MODEL” รวมทั้งเพื่อให้เครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการด้านข้าวโพดและข้าวฟ่างของประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมพลิกฟื้นการเกษตรให้กลับมาเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ในการประชุมวิชาการฯ มุ่งเน้นการเผยแพร่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านงานวิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่าง จากนักวิจัย นักวิชาการทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนหาแนวทางในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการผลิตข้าวโพดและข้าวฟ่างด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมผสานองค์ความรู้ด้านการพัฒนาพันธุ์ ควบคุมศัตรูพืชด้วยชีววิธี รวมทั้งเทคโนโลยีการเกษตรแม่นยำ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมชมแปลงสาธิตรวบรวมพันธุ์ข้าวโพดและข้าวฟ่างที่ดีเด่นหลากหลายสายพันธุ์ของประเทศไทย ทั้งจากของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งชมการสาธิตการใช้โดรนเกษตรเพื่อการจัดการเพาะปลูกข้าวโพดสมัยใหม่ ที่ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

เกษตรฯจับมือห้างที่ญี่ปุ่น ขยายส่งออกสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679360

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือร่วมกับนายฮาชิโมโตะ ฮิโรฮิเดะ รองประธานกรรมการบริษัท Beisia จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจค้าปลีกชั้นนำของญี่ปุ่น (ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่) ในโอกาสการเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ตามข้อสั่งการของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ว่าบริษัท Beisia จำกัด มีความประสงค์ที่จะนำเข้าสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะผลไม้สด เนื่องจากเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในท้องถิ่น จึงร่วมจับคู่ธุรกิจ (BusinessMatching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัท เพื่อสนับสนุนด้านการตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ที่ผลิตสินค้าเกษตรที่ได้คุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกำหนดการนำเข้าของประเทศญี่ปุ่น

“ปัจจุบันบริษัท Beisia มีร้านค้ากว่า 140 สาขา ใน 15 จังหวัด ทั่วภูมิภาคคันโต (ภาคตะวันออก) และจูบุ (ภาคกลาง) นำเข้าสินค้าจากประเทศไทยกว่า 500 ล้านบาทต่อปีที่ผ่านมามีการร่วมมือกับหน่วยงานทีมประเทศไทย จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการหารือในครั้งนี้จะผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรไทยให้ได้มากขึ้น และสร้างความมั่นใจในเรื่องคุณภาพความปลอดภัยของสินค้าเกษตรไทยให้แก่ผู้นำเข้าและผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น

‘เฉลิมชัย’เดินหน้าPigSandbox นำร่องที่ราชบุรีคุมโรคASFฟื้นฟูสุกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679362

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้จัดทำ Sandbox ปศุสัตว์ โดยพิจารณากำหนดพื้นที่ กลุ่มเป้าหมาย เพื่อควบคุมโรคสัตว์และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ ให้เป็นโครงการนำร่อง และประสานกับกระทรวงพาณิชย์ในการหาช่องทางส่งออกไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้านและต่างประเทศ จึงได้มอบหมายกรมปศุสัตว์ ให้เร่งดำเนินการและติดตามความคืบหน้าโครงการนี้มาโดยตลอด ซึ่งมีการกำหนดพื้นที่นำร่อง “Pig Sandbox” เพื่อควบคุมโรคและส่งเสริมการเลี้ยงสุกรในพื้นที่ดังกล่าวภายใต้มาตรการ 3S คือ SCAN พื้นที่ SCREEN ความเหมาะสม และ SUPPORT การเลี้ยงดู การตลาดและแหล่งทุน

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินโครงการ Pig Sandbox แบ่งเป็นพื้นที่นำร่อง พื้นที่ขยายผลพื้นที่ปลอดโรค ASF-Free Zone และพื้นที่นอกเขตปลอดโรค เป็นโครงการนำร่องต้นแบบการเลี้ยงสุกร เพื่อการควบคุมป้องกันการเกิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) และโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) ส่งเสริมและฟื้นฟูการผลิตสุกร เพื่อการผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพยกระดับการจัดการฟาร์มและการเลี้ยงดูให้มีคุณภาพมาตรฐาน และส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรได้ทำโครงการวิจัย “Sandbox ในการวางระบบการควบคุมโรคและฟื้นฟูฟาร์มสุกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคปากและเท้าเปื่อย และโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ในพื้นที่นำร่อง จ.ราชบุรี”มีระยะเวลาดำเนินการโครงการตั้งแต่วันที่ 4พฤษภาคม 2565-3 พฤษภาคม 2566 ได้การสนับสนุนงบประมาณวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.วงเงินงบประมาณ 10,070,720.00 บาท กำหนดโอนทั้งหมด 4 งวด โดยงวดแรกได้โอนไปแล้ว 3,142,560.00 บาท สำหรับเป็นแนวทางต้นแบบในการควบคุมป้องกันโรค การส่งเสริมและฟื้นฟูการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรรายเล็กและเกษตรกรรายย่อย เป็นการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ เพื่อยกระดับและปรับระบบการเลี้ยงให้เข้าสู่มาตรฐาน GFM หรือ GAP หรือระบบ compartment และเป็นการเตรียมความพร้อมของเกษตรกรในพื้นที่เพื่อนำสุกรกลับมาเลี้ยงรอบใหม่

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากการดำเนินงานในการควบคุมและป้องกันโรค ASF อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด ทำให้ประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนที่ควบคุมโรคได้ดีที่สุด จนทำให้ประเทศฟิลิปปินส์เข้ามาศึกษาดูงานในมาตรการควบคุมป้องกันและเฝ้าระวังโรค ASF ในประเทศไทย เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันโรคในประเทศฟิลิปปินส์ สำหรับโครงการ Pig Sandbox จะเป็นเขตพื้นที่ควบคุมพิเศษ เพื่อเป็นต้นแบบนำร่องในการส่งเสริมและฟื้นฟูการผลิต สามารถควบคุมป้องกันการเกิดโรคระบาดต่างๆ ในสุกรได้ เป็นการปรับปรุงระบบความปลอดภัยทางชีวภาพของการเลี้ยงสุกรในฟาร์มให้มีการจัดการและการป้องกันควบคุมโรคที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

ปศุสัตว์ลุยสนธิกำลัง ร่วมมือศุลกากรจับ ยึด-ทำลายเนื้อเถื่อน ของกลางกว่า9.45ตัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679363

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้ตรวจสอบเข้มงวดการนำเข้าซากสัตว์และการเคลื่อนย้ายสัตว์ เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าซากสัตว์ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดในสัตว์ จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ พร้อมหน่วยงานในพื้นที่ รายงานและลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง โดยด่านกักกันสัตว์หนองคาย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรภาคที่ 2 ได้เข้ายึดซากสัตว์ทั้งหมด 9,454 กิโลกรัม ครั้งแรกพบเป็นชิ้นส่วนหูสุกรแช่แข็ง40 กล่อง น้ำหนัก 480 กิโลกรัม ตีนไก่แช่แข็ง 58 กล่อง น้ำหนัก 696 กิโลกรัม เนื้อสุกรแช่แข็ง 4,000 กิโลกรัม ส่วนครั้งที่ 2 ตรวจยึดสินค้าประเภทซากสัตว์ทั้งหมด 4,278 กิโลกรัม เครื่องในไก่แช่แข็ง (กึ๋นไก่) กล่องละ 16 กิโลกรัม 98 กล่อง น้ำหนัก 1,568 กิโลกรัม เครื่องในไก่แช่แข็ง (กึ๋นไก่) กล่องละ 10 กิโลกรัม 20 กล่อง น้ำหนัก 200 กิโลกรัม และชิ้นส่วนไก่แช่แข็ง (ตีนไก่)กล่องละ 10 กิโลกรัม 251 กล่อง น้ำหนัก2,510 กิโลกรัม เป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร 2560 มาตรา 242 และ พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ 2558

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างกรมปศุสัตว์กับกรมศุลกากร เรื่อง การปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีการจับกุมดำเนินคดีลักลอบนำสัตว์หรือซากสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักร ด่านศุลกากรจึงขอส่งมอบของกลางดังกล่าวให้กับด่านกักกันสัตว์หนองคาย เพื่อดำเนินการตามอำนาจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์หนองคายได้ทำลายของกลางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

‘กาแฟ’ไปได้สวย ก.เกษตรชูอัตลักษณ์เมล็ดพันธุ์อะราบิกาชนะประกวด กิโลละ 23,000 บาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679239

‘กาแฟ’ไปได้สวย ก.เกษตรชูอัตลักษณ์เมล็ดพันธุ์อะราบิกาชนะประกวด กิโลละ 23,000 บาท

‘กาแฟ’ไปได้สวย ก.เกษตรชูอัตลักษณ์เมล็ดพันธุ์อะราบิกาชนะประกวด กิโลละ 23,000 บาท

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565, 08.59 น.

รัฐบาลส่งเสริมปลูกกาแฟไปได้สวย ก.เกษตรชูอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น เมล็ดพันธุ์อะราบิกาชนะประกวด กิโลละ 23,000 บาท

11 กันยายน 2565 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลส่งเสริมการปลูกกาแฟ เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกกาแฟ จึงทำให้สามารถปลูกกาแฟในสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการได้ทั้งพันธุ์อะราบิกาและพันธุ์โรบัสต้า โดยเน้นให้เกษตรกรเลือกการปลูกกาแฟตามสายพันธุ์ที่เหมาะสมต่อพื้นที่เป็นหลัก และความคุ้นชินของเกษตรกร รวมถึงตลาดรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ โดยทางกระทรวงเกษตรฯและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกำหนดแผนบริหารจัดการการผลิตกาแฟจากภาคเหนือจรดใต้ สร้างคุณภาพได้ครบวงจรตั้งแต่การผลิต การแปรรูป ถึงการตลาด ผลผลิตคุณภาพดีเป็นที่ยอมรับในระดับสากล สร้างรายได้ และความยั่งยืนแก่เกษตรกร ซึ่งปัจจุบันกาแฟถือเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศชนิดหนึ่งที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแบบก้าวกระโดด

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ล่าสุด เมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯได้จัดงานประมูล 10 สุดยอดกาแฟไทย ปี 2565 ได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟระดับประเทศมาร่วมทดสอบรสชาติกาแฟ และคัดเลือกเมล็ดกาแฟที่เป็น 10 สุดยอดกาแฟไทยใน 4 ประเภทอย่างพิถีพิถัน รวมทั้งสิ้น 40 รายการ โดยเมล็ดกาแฟอะราบิกา ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในประเภทกระบวนการผลิตแบบกึ่งแห้ง (Semi-Dry / Honey Process) ของเกษตรกรจากจังหวัดน่าน ซึ่ง ได้รับการประมูลมีมูลค่าสูงที่สุด คือกิโลกรัมละ 23,000 บาท ในขณะที่กาแฟอะราบิกาแบบเปียก หรือ Wet / Fully Wash Process มีมูลค่าการประมูลสูงสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 3,050 บาท   ส่วนกาแฟอะราบิกาแบบแห้ง หรือ Dry Process มีมูลค่าการประมูลสูงสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 5,050 บาท และกาแฟโรบัสต้า มีมูลค่าการประมูลสูงสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 5,500 บาท

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรดูแลเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อยกระดับคุณภาพกาแฟไทยให้มีอัตลักษณ์ของกาแฟเฉพาะถิ่น รวมถึงบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ สถาบันการศึกษา และเกษตรกร เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างการเกษตรยั่งยืนที่มีความทันสมัย ที่สำคัญ เกษตรกรต้องสามารถขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งนี้ ด้วยนโยบายการตลาดนำการผลิต ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกันในรูปแบบแปลงใหญ่หรือวิสาหกิจชุมชนเพื่อนำผลผลิตกาแฟมาแปรรูปในรูปแบบกาแฟพร้อมดื่ม และสร้างแบรนด์สินค้าเพื่อให้เป็นที่รู้จัก ปัจจุบันราคาเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงมาก  ต่างจากที่ก่อนหน้านี้ราคาเมล็ดกาแฟถูกมาก   และมีแปลงใหญ่หลายแห่งประสบความสำเร็จ สามารถสร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เช่น กาแฟเขาทะลุ กาแฟถ้ำสิงห์ หรือกาแฟกระบี่ เป็นต้น

‘เฉลิมชัย’ ชวนซื้อเนกไทผ้าไหมลายผ้าขาวม้า ชี้เป็น Soft Power ของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679131

‘เฉลิมชัย’ ชวนซื้อเนกไทผ้าไหมลายผ้าขาวม้า ชี้เป็น Soft Power ของไทย

‘เฉลิมชัย’ ชวนซื้อเนกไทผ้าไหมลายผ้าขาวม้า ชี้เป็น Soft Power ของไทย

วันเสาร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2565, 13.24 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการเผยแพร่วิดีโอที่ร่วมเป็นพรีเซ็นเตอร์ ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการขายและการใช้เนกไทผ้าไหมลายผ้าขาวม้าไทย ในชื่อชุด พี่ต่อ ผลักดันผ้าไหมแปรรูป เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลงใน Facebook ส่วนตัว : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน โดยนำเนกไทผ้าไหมลายผ้าขาวม้าไทยรวม 17 เส้น ที่มีลวดลายต่าง ๆ ที่มีสีสันสวยงามมาแสดง พร้อมใส่โชว์ ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนที่ติดตาม มีผู้เข้ากดไลค์ถูกใจ พร้อมแสดงความคิดเห็นถึงความสวยงาม พร้อมร่วมกดแชร์เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ ดร.เฉลิมชัย กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ สืบสานภูมิปัญญา และอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ให้คงอยู่กับประเทศไทย รวมถึงการส่งเสริมให้ผ้าไหมไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี กรมหม่อนไหม เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการและบริหารจัดการด้านหม่อนไหมให้เป็นไปอย่างครบวงจร โดยหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ได้มอบหมาย ให้กรมหม่อนไหมได้เน้นดำเนินการ คือ การคิดค้นและอนุรักษ์อัตลักษณ์ผ้าไหม ซึ่งถือเป็น Soft Power ที่สำคัญเรื่องหนึ่งของประเทศไทย โดยเน้นการสร้างสรรค์สินค้าและผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ๆ ดึงความเป็นอัตลักษณ์จากความหลากหลายทั้งสีสัน และลวดลายการทอ การใช้ประโยชน์ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน

“โดยหนึ่งในผลงานล่าสุดที่มาจากการส่งเสริมของกรมหม่อนไหม คือ เนกไทผ้าไหมลายผ้าขาวม้าไทยแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นการนำผ้าไหมไทยมาออกแบบลวดลายให้เป็นลายผ้าขาวม้าที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย จากนั้นได้นำตัดเย็บให้เป็นเนกไทผ้าไหมลายผ้าขาวม้าที่สวยงาม น่าใช้เป็นอย่างยิ่ง เนกไทผ้าไหมลายผ้าขาวม้า จึงเป็นอีก Soft Power ของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ไหม และสร้างรายได้เพิ่มให้กับพี่น้องเกษตรกร ดังนั้น จึงขอเชิญทุกท่าน ได้ร่วมกันเลือกซื้อเนคไทผ้าไหมลายผ้าขาวม้าไทย เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทั่วประเทศ” ดร.เฉลิมชัย กล่าว