‘กรมชลฯ’เร่งสร้างอ่างเก็บน้ำ ‘ห้วยแม่ป่าไผ่’ ลุยศึกษาแนวทางพัฒนาน้ำจากชาวบ้าน 399 ข้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/672314

‘กรมชลฯ’เร่งสร้างอ่างเก็บน้ำ ‘ห้วยแม่ป่าไผ่’ ลุยศึกษาแนวทางพัฒนาน้ำจากชาวบ้าน 399 ข้อ

‘กรมชลฯ’เร่งสร้างอ่างเก็บน้ำ ‘ห้วยแม่ป่าไผ่’ ลุยศึกษาแนวทางพัฒนาน้ำจากชาวบ้าน 399 ข้อ

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 19.17 น.

กรมชลประทาน ลงพื้นที่ติดตามเร่งดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ “ห้วยแม่ป่าไผ่” อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จัดโครงการศึกษาปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่โดยตรง ทำให้ทราบความต้องการพัฒนาเชิงพื้นที่จาก 20 ตำบล ใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน และตาก รวม 399 ความต้องการ คาดจะดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2566 แล้วเสร็จในปี 2570แก้ปัญหาน้ำพื้นที่ห่างไกลทั้งระบบ

        นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่โครงการศึกษาสร้างการรับรู้ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดตาก ณ พื้นที่บริเวณที่จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ป่าไผ่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลนาคอเรือ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อให้เกิดความเข้าใจผลการดำเนินโครงการ และเป็นสื่อกลางในการเสนอข้อมูล ข่าวสารไปยังประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องและมีความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ สื่อมวลชน และประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่กว่า 80 คน

          นายเฉลิมเกียรติฯ กล่าวว่า จากการสำรวจปัญหาและความต้องการของชุมชนในการดำเนินโครงการฯ พบว่า ชุมชนต้องการความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลนาคอเรือ ซึ่งทางกรมชลประทานได้มีการผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่สำคัญในพื้นที่คือโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ป่าไผ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยผ่านขั้นตอนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในปี 2562

          “จากการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิและการลงพื้นที่เก็บข้อมูลร่วมกับชุมชน ทำให้ทราบความต้องการพัฒนาเชิงพื้นที่จาก 20 ตำบล ใน จ.เชียงใหม่,จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.ตาก รวม 399 ความต้องการ อาทิ การปรับปรุง/พัฒนาแหล่งน้ำ การขุดลอกอ่างเก็บน้ำ การสร้างฝาย การติดตั้งระบบสูบน้ำด้วยไฟฟ้า การปรับปรุงเส้นทางคมนาคม การขยายเขตบริการไฟฟ้า การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และการเจาะน้ำบาดาล เป็นต้น โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการขับเคลื่อนการพัฒนาความต้องการ จำนวน 12 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมทางหลวงชนบท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมส่งเสริมการเกษตร กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมการท่องเที่ยว กรมพัฒนาที่ดิน กรมเจ้าท่า กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยกรมชลประทาน คาดว่า อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ป่าไผ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2566 และแล้วเสร็จในปี 2570

          ด้านนายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลาง 1 (ผสก.1) กล่าวว่า ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการพัฒนาโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ป่าไผ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ คือ ได้อ่างเก็บน้ำที่มีระดับเก็บกักปกติ 20.41 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำไหลตลอดปีในห้วยแม่ป่าไผ่ ได้พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นจาก 2,753 ไร่ เป็น 6,683 ไร่ ครอบคลุม 11 หมู่บ้าน ได้แก่ ตำบลนาคอเรือ 9 หมู่บ้าน และตำบลฮอด 2 หมู่บ้าน ส่วนการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและรักษาระบบนิเวศท้ายน้ำในฤดูแล้ง จะมีน้ำไหลในห้วยแม่ป่าไผ่ตลอดปี

          ทั้งนี้ นายเฉลิมเกียรติฯ ยังได้เป็นประธานเปิดการประชุมปัจฉิมนิเทศ โครงการศึกษาสร้างการรับรู้ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในพื้นที่จ.แม่ฮ่องสอน จ.เชียงใหม่ และ จ.ตาก โดยจะจัดขึ้นจำนวน 3 เวที คาดว่าจะมีผู้ร่วมประชุมรวมกว่า 240 คน โดยเวทีที่ 1 จัดประชุมในวันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม 2565 ณ หอประชุมโรงเรียนชุมชนศูนย์อพยพแปลง 4อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ เวทีที่ 2 จัดประชุมในวันพุธ ที่ 10 สิงหาคม 2565ณ หอประชุมที่ว่าการ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และเวทีที่ 3 จัดประชุมในวันพฤหัสบดี ที่ 11 สิงหาคม 2565 ณ หอประชุมที่ว่าการอ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

          ดร.ไพฑูรย์ ตรงเที่ยง ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายประชาสัมพันธ์มวลชนสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม กล่าวว่า “โครงการฯดังกล่าว ได้มีการทำงานร่วมกับชุมชนและทุกภาคส่วน ในการสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจที่ชัดเจน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนเป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชน ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดตาก และจังหวัดลำพูน เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาให้ครอบคลุมในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รับฟังความคิดเห็นและรวบรวมความต้องการของประชาชนจากทุกพื้นที่ศึกษา และกำหนดรูปแบบการบำบัดทุกข์และบำรุงสุข สำหรับแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความขัดแย้งความเดือดร้อนของประชาชน การพัฒนาคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วน”

          ด้านนายวันชัย หล้าสดา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 8 ต.นาคอเรือ อ.ฮอด จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า “กรมชลฯเข้ามาสำรวจในพื้นที่ได้ประมาณ 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2560 ทำให้ชาวบ้านดีใจที่โครงการฯนี้ จะเริ่มก่อสร้างในปีหน้า ซึ่งช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมา ชาวบ้านก็มีความกระตือรือร้นในการทำเกษตรมมากยิ่งขึ้น เพราะรู้ว่าจะมีโครงการอ่างเก็บน้ำให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งพื้นที่นี้ไม่ใช่พื้นที่ๆใช้น้ำเยอะมากมายนัก เพราะช่วงฤดูฝนก็มีน้ำใช้ แต่ที่เดือดร้อนคงเป็นช่วงหน้าแล้ง ที่ต้องการอ่างเก็บน้ำมาช่วยเก็บน้ำไว้ใช้ โดยหลังจากนี้ก็จะช่วยกันกับชาวบ้านในการดูแลป่าไม้ในพื้นที่ เพราะหากป่าไม้ถูกทำลาย อ่างเก็บน้ำใดๆก็ไม่มีประโยชน์”

ชู‘ขาณุฯโมเดล’ต้นแบบ ผลิตข้าวขายอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/672057

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวกับตัวแทนศูนย์ข้าวชุมชน จ.นครสวรรค์ เกี่ยวกับโมเดลเศรษฐกิจ “ขาณุฯ โมเดล” ที่สามารถนำงบประมาณมาขยายผลต่อยอด นำไปสู่ความยั่งยืน โดยมีการลงพื้นที่โครงการขาณุฯ โมเดล
หมู่ 2 ต.แสนตอ อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร ว่า อยากให้ดูตัวอย่างกลุ่มขาณุฯ ซึ่งกรมการข้าว สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวนุ่ม กข79 ปี 2563/64 แค่ 2 ฤดูกาล เมื่อกลุ่มเข้าใจลักษณะของพันธุ์ข้าว ก็มาขยายผล ต่อยอดจนได้ใบรับรอง GAP ยกระดับการผลิตเป็น GAP+ เป็น “ข้าวรักษ์โลก” เป็นการใช้ชีวภาพ ชีวภัณฑ์ ไม่เผาฟาง ทำให้ข้าวสวย โรงสีให้ราคาดี คุณภาพดีสม่ำเสมอจนต้องจองล่วงหน้า ทางกรมฯ ต้องการให้ทุกกลุ่มเติบโต สามารถผลิตข้าวได้อย่างยั่งยืน และพร้อมสนับสนุน
ส่งเสริมให้เติบโตอย่างถาวรไปด้วยกัน

สำหรับนายฉัตรชัย มาฉาย ประธานโครงการขาณุฯโมเดล ได้กล่าวขอบคุณอธิบดีกรมการข้าว และสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย โดยปี 2565/66 จะยกระดับมาตรฐานการผลิตเป็นข้าวรักษ์โลก เพื่อนำไปสู่มาตรฐาน SRP โดยทางกลุ่มได้พันธมิตรคือสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก เป็นพี่เลี้ยง และเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ทำให้ขาณุฯโมเดล ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับจาก Tope market และ ตลาดจริงใจ จนสามารถนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่าย

เกษตรฯชงครม.อนุมัติงบ เยียวยาผู้เลี้ยงสุกรเกิดโรคระบาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/672063

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญกับการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) จึงสั่งการกรมปศุสัตว์ ดำเนินการควบคุมป้องกันโรคอย่างเข้มงวด ให้รายงานผลอย่างสม่ำเสมอ จึงสามารถควบคุมโรคได้อย่างดี ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันสามารถควบคุมโรค ASF ได้ในวงจำกัด และเพื่อลดผลกระทบและความเสียหายเดือดร้อนกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรได้หาแนวทางมาตรการเยียวยาช่วยเหลือแก่เกษตรกรด่วน โดยเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของบกลาง เพื่อเยียวยาพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการลดความเสี่ยงต่อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร และโรคระบาดร้ายแรงในสุกร เป็นงบประมาณกว่า 700 ล้านบาท

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้เฝ้าระวังป้องกันโรคและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มีการเตรียมความพร้อมรับมือโดยตลอด ซึ่งภายหลังประเทศไทยตรวจพบโรค ASF ครั้งแรก ก็ดำเนินการควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัด จนปัจจุบันสถานการณ์ในภาพรวมของประเทศอยู่ในสถานะเฝ้าระวัง ทำให้มาตรการการควบคุมโรคของประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ และมีประเทศฟิลิปปินส์มาศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในประเทศของตน

สำหรับการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรประเด็นเงินชดเชยนั้น กรมปศุสัตว์ ได้รับการอนุมัติงบกลางสำหรับค่าชดใช้ราคาสุกรที่มาตั้งแต่ปี 2563 -2564 รวม 4 ครั้ง มีเกษตรกรที่ได้รับการเยียวยาแล้ว 9,796 ราย สุกรที่ถูกดำเนินการลดความเสี่ยง 272,220 ตัว คิดเป็นเงิน 1,044,310,351.48 บาท และในปีงบประมาณ 2565 ได้ขออนุมัติงบประมาณในส่วนดังกล่าว
รวมทั้งสิ้น 753,045,572.02 บาท โดยแบ่งเป็นเงินค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกดำเนินการลดความเสี่ยง ในช่วงเดือนตุลาคม 2564 ถึงมีนาคม 2565 สำหรับเกษตรกร 2,655 ราย เป็นสุกรรวม 65,076 ตัว งบประมาณ 249,945,572.02 บาท

ส่วนแผนการดำเนินงานลดความเสี่ยงเพื่อการป้องกันโรค ASF และโรคระบาดร้ายแรงในสุกรหรือหมูป่า (ระหว่างวันที่ 1 เมษายน-30 กันยายน 2565) ในเกษตรกร 3,000 ราย ประมาณการจะมีสุกรทั้งสิ้น 60,000 ตัว ต้องใช้งบประมาณอีก
503,100,000 บาท ผ่านความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีแล้ว เพราะวงเงินดังกล่าวเกินกว่า 100 ล้านบาท ขณะนี้จึงอยู่ในขั้นตอนการเสนอขออนุมัติต่อ ครม.

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการป้องกันควบคุมโรคอย่างยั่งยืน จึงกำหนดมาตรการระยะยาว คือการผลักดันยกระดับมาตรฐานฟาร์มเกษตรกรเพื่อป้องกันโรคระบาด (Good Farming Management: GFM) ส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มมีระบบการป้องกันโรคและมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาตรฐานฟาร์ม GAP และจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กู้ยืมจาก ธ.ก.ส.โครงการสานฝันสร้างอาชีพ

กรมส่งเสริมฯจัดเสวนาเพิ่มความรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/672058

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดการสัมมนาเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร และการพัฒนาบุคลากรสู่การเป็น Smart Officer ที่โรงแรมเวสเทิร์น แกรนด์ ราชบุรี จัดโดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีกลางให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การดำเนินงานส่งเสริมการเกษตร และร่วมกันแก้ปัญหาที่เป็นประเด็นเร่งด่วนในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนถอดบทเรียนความสำเร็จการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรที่ได้ดำเนินการในปีงบประมาณ 2565 และยังเป็นเวทีเชื่อมโยงการพัฒนาระบบงานกับการพัฒนาบุคลากรสู่การเป็น Smart Officer

นายครองศักดิ์กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสอันดีที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2565 และร่วมกันกำหนดทิศทางการทำงานในปีถัดไป การแลกเปลี่ยนแนวคิดและมุมมองที่หลากหลาย เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ตลอดจนตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรได้มากยิ่งขึ้น

การสัมมนาในครั้งนี้ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 2 กิจกรรม คือ 1.การสัมมนา เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับเขต (RegionalWorkshop : RW) ครั้งที่ 2/2565 ในประเด็นการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร Next Step ใน 5 มิติงาน ได้แก่ กลุ่มมิติงานที่ 1 : การดำเนินงาน BCG Model ขับเคลื่อน ศพก. สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน กลุ่มมิติงานที่ 2 : การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขับเคลื่อนตลาดนำการผลิต กลุ่มมิติงานที่ 3 : การพัฒนาเกษตรกรและองค์กรเกษตร กลุ่มมิติงานที่ 4 : การเชื่อมโยงงานพัฒนาบุคลากรสู่การเป็น Smart Officer และกลุ่มมิติงานที่ 5 : การสนับสนุนการบริหารจัดการองค์กร และ 2.การเติมเต็มความรู้และทักษะแก่ผู้เข้าร่วมอบรมโครงการพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ ให้สามารถขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรได้อย่างดี

อธิบดีชป.ให้โอวาท บุตรหลานเกษตรกร ทุน‘ต้นกล้าเกษตรฯ’ ร่วมทำงานกรมชลฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/672060

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน (ชป.) เปิดโอกาสให้ นายสัญชัยเกตุวรชัย ประธานคณะอนุกรรมการสวัสดิการทุนการศึกษาต้นกล้าเกษตรคืนถิ่นเพื่อความยั่งยืน กรมชลประทาน นายชัยยะ พึ่งโพธิ์สภ ผอ.สถาบันพัฒนาการชลประทาน นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุลผอ.สำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม และผู้เกี่ยวข้อง นำบุตรหลานเกษตรกรผู้ได้รับทุนการศึกษา รุ่นที่ 1 จากโครงการ “ต้นกล้าเกษตรคืนถิ่นเพื่อความยั่งยืน” เข้าพบ เพื่อรับมอบโอวาทและแนวคิดในการปฏิบัติงาน

นายประพิศกล่าวว่า ได้สนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้กับบุตรเกษตรกรมา ตั้งแต่ปี 2561 ตามนโยบายของดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนำบุตรเกษตรกรที่เรียนจบชั้น ม.6 มีคุณสมบัติตามที่กำหนดมาเรียนต่อหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมโยธา-ชลประทาน) วิทยาลัยการชลประทาน สถาบันสมทบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมชลประทานกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งบุตรเกษตรกรจะได้รับทุนการศึกษา “ต้นกล้าเกษตรคืนถิ่นเพื่อความยั่งยืน” ตลอดระยะเวลาการศึกษา 4 ปีตามหลักสูตร เมื่อศึกษาจบแล้ว จะมีโอกาสเข้าทำงานกับกรมชลประทานในท้องถิ่นบ้านเกิดตนเองหรือตามที่กรมชลประทานกำหนด เพื่อเป็นการให้ความรู้ทักษะวิชาชีพด้านการชลประทานซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาการเกษตรไทย สามารถสนับสนุนภารกิจกรมชลประทาน เพื่อเกษตรกรต่อไป

ชูแปลงใหญ่ผึ้งวังธง เน้นคุณภาพแปรรูปเพิ่มมูลค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671811

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายจำนงค์ กาศเจริญ กรรมการกลุ่มแปลงใหญ่ผึ้ง ต.วังธง อ.เมือง จ.แพร่ กล่าวว่า สำหรับความเป็นมาของแปลงใหญ่ผึ้ง ต.วังธง ก่อนหน้านี้ มีการรวมตัวกันภายใต้รูปแบบสหกรณ์ผู้เลี้ยงผึ้ง จ.แพร่ อยู่แล้ว ต่อมาปี 2560 ได้มีโครงการแปลงใหญ่ ทางจังหวัดและกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเสริมให้รวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ผึ้งตั้งแต่นั้นมา โดยมีสมาชิก 50 ราย ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้ความรู้แล้วเรื่องการเลี้ยงผึ้ง ส่งเสริมในด้านของบรรจุภัณฑ์ คุรุภัณฑ์ต่างๆ จนถึงงบประมาณ และโครงการที่ได้รับการสนับสนุน คือโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ทางกลุ่มได้สร้างโรงงานที่มีเครื่องอบระเหยน้ำผึ้ง ทำให้ง่ายต่อการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม

ด้าน นายธนพงศ์ สำเภาลอย ผอ.ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า แปลงใหญ่ผึ้งแห่งนี้เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ทำงานกับศูนย์มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปีก็ มีการพัฒนาขึ้นตามลำดับ เมื่อเกษตรกรเข้าสู่ระบบแปลงใหญ่ศูนย์จะมีการเตรียมความพร้อมในการกำหนดทิศทางแปลงใหญ่เพื่อให้กลุ่มเกิดความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ในส่วนของการเลี้ยงผึ้ง ทางศูนย์ฯ ได้เชิญวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถมามอบองค์ความรู้ให้นำไปปรับใช้อย่างเหมาะสมให้มีการเลี้ยงที่ดีขึ้น ลดต้นทุนในเรื่องของแรงงาน ประกอบกับเรื่องของอาหารปลอดภัย ในการใช้วัสดุอุปกรณ์ สำหรับการสนับสนุนสายพันธุ์ ทางศูนย์ฯ ได้ผลิตคัดเลือกนำสายพันธุ์ดีสนับสนุนให้เกษตรกรส่งผลให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่มีนางพญาสายพันธุ์ดีที่เชื่องต้านทานโรค เก็บน้ำหวานเก่งไว้ใช้ในอนาคตซึ้งก็คิดว่าจะมีการพัฒนาให้ยั่งยืนต่อไป

กรมชลฯลุยขุดลอก กำจัดวัชพืชในคลอง รับมือช่วงน้ำหลาก ในพื้นที่บางสะพาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671808

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนรมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้นายเอนก ก้านสังวอน ผอ.สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน ลงพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ติดตามความก้าวหน้างานขุดลอกคลองบางสะพานและคูคลองในพื้นที่ เพื่อกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และเตรียมความพร้อมรองรับฤดูน้ำหลาก รวมถึงตรวจสภาพพื้นที่เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาการกัดเซาะตลิ่ง และการตื้นเขินของแม่น้ำลำคลองที่มีสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตลอดจนรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะตลิ่งพังทลาย บริเวณพื้นที่คลองกรูดหมู่ 4 บ้านหนองระแวง ต.ธงชัย อ.บางสะพาน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง และประชาชนที่อยู่ริมคลองฯ ร่วมให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะต่างๆ

ด้านนายเอนก ก้านสังวอน ผอ.สำนักเครื่องจักรกล เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมชลประทาน อยู่ระหว่างดำเนินการขุดลอกขยายคลองบางสะพาน ระยะสุดท้าย ตั้งแต่ช่วง กม.20-กม.22+600 ซึ่งที่ผ่านมา กรมชลประทาน ได้รับความร่วมมือจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน ที่อยู่ริมคลอง ทำให้การทำงานสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย และในส่วนของคลองกรูด หมู่ 4 ต.ธงชัย ต้องขอขอบคุณนายเลิศยศ แย้มพราย นายอำเภอบางสะพาน และ พี่น้องชาว อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน บูรณาการร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเตรียมพร้อมรับมือฤดูน้ำหลาก

ปลัดเกษตรฯร่วมงานประมงน้อมเกล้าฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671809

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า งานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 32 เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกรมประมง และหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง มีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้ทูลเกล้าถวายฯ สมทบทุนมูลนิธิจุฬาภรณ์ตลอดจนเป็นการส่งเสริม อนุรักษ์ และเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับพันธุ์ปลาสวยงาม สัตว์น้ำ และพรรณไม้น้ำชนิดต่างๆ ให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงและผู้ส่งออกภายในประเทศ เพื่อยกระดับการจัดงานก้าวสู่สากล

ในปีนี้จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำในธีม :Aquatic of Luck สัตว์น้ำสายมูเตลู ตามศาสตร์แห่งความเชื่อและศรัทธาโดยนำเสนอนิทรรศการความรู้ด้านการประมง พร้อมจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเพิ่มความมั่นใจ ความเป็นสิริมงคลในการดำเนินชีวิตด้วยสัตว์น้ำมงคลเสริมดวง ในคอนเซ็ปต์ “สัตว์น้ำ : เสริมบารมี เสริมราศี เสริมโชคดี เสริมพลัง” ซึ่งเป็นความเชื่ออยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน และเป็นการเพิ่มขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้เยี่ยมชมงานภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

สำหรับกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจภายในงาน อาทิ 1.การปล่อยสัตว์น้ำเสริมดวง โดยไฮไลท์คือ การปล่อยมังกรคืนถิ่น (ปล่อยปลาตะพัด) ลงสู่แหล่งต้นน้ำเขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี 2.ประกวดปลาสวยงามสายมูเตลู : ปีนี้จะมีการจัดประกวดมากถึง 7 ชนิด 72 ประเภท 3.ถ่ายรูปกับฝูงปลา ซึ่งจัดแสดงในตู้สัตว์น้ำประกอบ display ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมบนเวทีกลาง อาทิ เสวนา “สัตว์น้ำมงคลก้าวไกลไปทั่วโลก” “เราได้อะไรจากการทำให้ขยะทะเลกลับมามีคุณค่า” “คนเลี้ยงปลา..ปลาเลี้ยงคน” “ครอบครองหรือค้านสัตว์น้ำอย่างไรโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย” เป็นต้น การโชว์แล่/ชวนชิมปลากะพงยักษ์ ชมชิมชิลปลานิลพระราชทาน อาหารจากปลาคู่บ้านคู่เรือน บิงโกสัตว์น้ำนำโชค และตอบปัญหาชิงรางวัล ฯลฯ

เกษตรฯขยายตลาดญี่ปุ่น พัฒนาสินค้าเพิ่มส่งออกแสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671813

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายสมศักดิ์ วิวิธเกยูรวงศ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) ประจำกรุงโตเกียว พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมชมระบบความเย็น (Cold Chain) และรับฟังข้อมูลระบบโลจิสติกส์ ระบบเครือข่ายตลาดค้าส่งค้าปลีก รวมถึงการบริหารจัดการคลังสินค้าในการนำเข้าสินค้าเกษตรของไทยมายังประเทศญี่ปุ่น ที่บริษัท P.K. SIAM เมืองโยโกฮามา จังหวัดคานากาวะ โดยมีนายรุ่งสิทธิ์ สนธิอัชชรา ผู้จัดการฝ่ายการค้าต้อนรับและพาชม พร้อมกับบรรยายสรุป โดยบริษัท P.K.SIAM เป็นบริษัทผู้นำเข้าผักและผลไม้รายใหญ่ในกรุงโตเกียว อาทิ มะม่วง ทุเรียน กล้วยหอม ส้มโอ มะพร้าว มังคุด ผักสด น้ำมะนาวคั้นสด รวมถึงสินค้าแปรรูป อาหาร ผลไม้กระป๋อง เป็นต้น

จากนั้นนายอลงกรณ์ และคณะ เดินทางไปพบปะหารือกับคณะผู้บริหารของบริษัทไนไกนิตโตะ ซึ่งเป็นบริษัทโลจิสติกส์รายใหญ่ มีการร่วมทุนกับไทยจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยมากว่า 25 ปี พร้อมกับเยี่ยมชมระบบขนส่งทางเรือทางอากาศซึ่งมีบริการขนส่งยางพาราและเครื่องจักรกลการเกษตรด้วย

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญอันดับ 2 ของไทย ในระหว่างปี 2562-2564 ไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปญี่ปุ่นประมาณร้อยละ 11.35 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปตลาดโลก มีการส่งออกเฉลี่ยปีละ 144,820 ล้านบาท โดยสินค้าที่สำคัญ ได้แก่ เนื้อไก่ปรุงแต่ง ชิ้นเนื้อไก่แช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง ปลาทูนา ปลาสคิปแจ็ค และปลาโบนิโต และยางแผ่นรมควัน ที่ผ่านมา ไทยได้ดุลการค้าสินค้าเกษตรกับญี่ปุ่นมากกว่า 130,000 ล้านบาท ญี่ปุ่นสามารถผลิตอาหารได้ไม่ถึง 40% ของความต้องการในประเทศ มีนโยบายเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร และด้วยจำนวนประชากรที่มีกว่า 125 ล้านคน มีกำลังซื้อสูง มีสัมพันธ์ที่ดีกับไทยตลอดมาจึงเป็นโอกาสและจังหวะที่ดีในการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารมายังตลาดญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น รวมทั้งการร่วมลงทุนด้านเกษตรอุตสาหกรรม เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีเกษตรระหว่าง 2 ประเทศ ตลอดจนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ทางเรือและทางอากาศ

ที่สำคัญคือการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะโดยตรงจากผู้ประกอบการของไทยและญี่ปุ่นโดยตรง เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาและกำหนดมาตรการส่งเสริมสนับสนุนของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งแนวโน้มความต้องการของตลาดและรสนิยมของผู้บริโภคต่อการเพิ่มไลน์การผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร ให้สอดคล้องกับตลาดญี่ปุ่นตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต

ลุยฟื้นผลผลิตกุ้งทะเล ตั้งเป้า 4 แสนตันปี66 รักษาอันดับ 1 ใน 5 ของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671713

ลุยฟื้นผลผลิตกุ้งทะเล ตั้งเป้า 4 แสนตันปี66 รักษาอันดับ 1 ใน 5 ของโลก

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 11.05 น.

‘ก.เกษตร’ ลุยฟื้นผลผลิต‘กุ้งทะเล’ ตั้งเป้า 4 แสนตันปี66 จาก 2.5 แสนตันปี64 รักษาอันดับ 1 ใน 5 ของโลก สอดรับนโยบายนายกฯ ‘ไทยเป็นครัวโลก’ มั่นใจดูแลเกษตรกรดี ราคาไม่ตก

7 สิงหาคม 2565 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามนโยบายรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญหรือ “ครัวของโลก” โดยยึดหลัก อาหารปลอดภัย(Safety) ความมั่นคงทางอาหาร (Security) และความยั่งยืนยัน (Sustainability) ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงอาหาร โดยให้ความสำคัญกับการจัดการระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันทั้งระบบ (BIG DATA) เพื่อคาดการณ์ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรแบบรายชนิดสินค้า และวางแผนรับมือสถานการณ์ความเสี่ยงต่างๆ

ในส่วนของผลผลิตกุ้งทะเล ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการผลิตเป็นอันดับห้าของโลก แต่ด้วยการระบาดของโรคตายด่วนในปี2564 ทำให้ผลผลิตลดลงอย่างมาก เหลือเพียง 2.54 แสนตัน จากที่เคยอยู่ที่ 2. 8 แสนตัน เฉลี่ยสามปีก่อนหน้า ดังนั้น นายเฉลิมชัยฯ จึงได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเลของประเทศ ในพื้นที่ 35 จังหวัด โดยตั้งเป้าปี 2566 ไว้ที่ 4 แสนตัน ทั้งนี้ กรมประมงได้ดําเนินงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้ความสําคัญกับการจัดการข้อมูลเพื่อการบริหารแบบรอบด้าน ครอบคลุมการกำหนดแผนเชิงรุก นโยบายการช่วยเหลือเกษตรกรกรณีความเสี่ยงต่างๆ การศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาโรคระบาดกุ้ง การปรับปรุงพันธุ์กุ้งทะเล การส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมเพื่อการผลิตกุ้งทะเล การฟื้นฟูพื้นที่การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลเสื่อมโทรมร่วมกับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม การจัดหาแหล่งเงินทุนสําหรับเกษตรกร การส่งเสริมและหาช่องทางการตลาดเพิ่มเติมเพื่อรองรับผลผลิตกุ้งทะเลที่เพิ่มขึ้น

นางสาวรัชดา ยังได้กล่าวถึงการอนุญาตให้ผู้ประกอบการห้องเย็นและโรงงานแปรรูปสามารถนำเข้ากุ้งทะเลจากเอกวาดอร์และอินเดีย ทางกรมประมงยืนยันว่าไม่กระทบต่อราคากุ้งในประเทศอย่างแน่นอน เพราะเป็นการอนุญาตให้เฉพาะช่วงเวลาที่ผลผลิตภายในประเทศมีปริมาณน้อยไม่เพียงพอการแปรูปเท่านั้น โดยห้องเย็นและโรงงานแปรรูปจะต้องรับซื้อผลผลิตกุ้งทะเลจากเกษตรกรโดยประกันราคาซื้อ – ขายขั้นต่ำ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไว้ ทั้งนี้ มีการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2564 ส่งผลให้ราคากุ้งทะเลเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ทางกรมฯได้ดำเนินการอย่างรัดกุม มีการประเมินระบบการควบคุมโรคของทั้ง 2 ประเทศ ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลแช่แข็งสำหรับการส่งออกมายังประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดการแพร่กระจายเชื้อก่อโรคข้ามพรมแดนอย่างเด็ดขาด

“นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นในศักยภาพการผลิตกุ้งทะเลของเกษตรกร และพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯได้กำหนดกลไกขับเคลื่อนการฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเลไทย ตั้งเป้า 4 แสนตันในปี 2566 ผ่านคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ (Shrimp Board) และคณะทำงานแก้ไขปัญหาการเลี้ยงกุ้งทะเล ระดับพื้นที่ครอบคลุม 35 จังหวัดที่มีการเลี้ยงกุ้งทะเล มุ่งเป้าเกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพและรายได้ รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่องเติบโต และเมื่อเราสามารถเพิ่มผลผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมแปรรูป ก็ไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศอีกต่อไป” นางสาวรัชดา กล่าว