‘เฉลิมชัย’พอใจผลส่งออกข้าว ครึ่งปีทะลุ 3.5 ล้านตันเติบโตกว่า50% นำเงินเข้าประเทศ 6 หมื่นล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671658

'เฉลิมชัย'พอใจผลส่งออกข้าว ครึ่งปีทะลุ 3.5 ล้านตันเติบโตกว่า50% นำเงินเข้าประเทศ 6 หมื่นล้าน

วันเสาร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 18.57 น.

“เฉลิมชัย” พอใจผลส่งออกข้าว ครึ่งปี ทะลุ 3.5 ล้านตันเติบโตกว่า50%นำเงินเข้าประเทศ6หมื่นล้านบาท คาดทั้งปีส่งออกเกิน7ล้านตันมีลุ้นแซงเวียดนามขึ้นแท่นเบอร์2ของโลก 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า รายงานการส่งออกข้าวของไทย6เดือนแรกของปีนี้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน2565 ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวทุกชนิดได้แก่ข้าวขาว ข้าวนึ่งและข้าวหอมมะลิมีปริมาณ 3,507,020 ตัน คิดเป็นมูลค่า 60,932.3 ล้านบาท (1,837.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยปริมาณเพิ่มขึ้น 56.6% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 42.9% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2564 ที่ส่งออกปริมาณ 2,239,432 ตัน มูลค่า 42,641.8 ล้านบาท (1,407.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

โดยเฉพาะเดือนมิถุนายน 2565 มีปริมาณการส่งออกสูงถึง 764,131 ตัน คิดเป็นมูลค่า 13,129.5 ล้านบาท โดยปริมาณและมูลค่าส่งออก เพิ่มขึ้น 69.4% และ 57.1% ตามลำดับ
เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2565 ที่มีปริมาณ 450,973 ตัน มูลค่า 8,357 ล้านบาท เนื่องจากในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีการส่งออกข้าวขาวปริมาณ 405,963 ตัน เพิ่มขึ้นถึง 208% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

ส่วนข้าวนึ่งมีการส่งออกปริมาณ 140,225 ตัน เพิ่มขึ้น 10.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ส่วนการส่งออกข้าวหอมมะลิ (ต้นข้าว) มีปริมาณ 103,865 ตัน เพิ่มขึ้น 15.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับชาวนาไทยทุกคนที่ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่าซึ่งจะมีผลทำให้ราคาในประเทศปรับตัวสูงขึ้น

ขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ.กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยมีโอกาสสูงมากที่จะส่งออกข้าวได้มากเป็นอันดับ2ของโลกโดยจะแซงเวียดนามได้สำเร็จในปีนี้หากส่งออกได้เกิน7ล้านตันเมื่อพิจารณาข้อมูลการส่งออกข้าวของไทยในช่วงครึ่งปีแรกและรายงานของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ คาดการณ์ว่า ในรอบการผลิตปี 2564 – 2565 ปริมาณผลผลิตข้าวของโลกอาจอยู่ที่ประมาณ 505.4 ล้านตัน สูงขึ้นจากรอบปีก่อนหน้า 1.9 ล้านตัน ขณะที่ในปี 2565 ปริมาณการค้าข้าวของโลกอาจสูงถึง 46.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ประมาณ 100,000 ตัน โดยประเทศที่คาดว่าจะส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ออสเตรเลีย เมียนมา กัมพูชา สหภาพยุโรป ปารากวัย ไทย และอุรุกวัย สำหรับประเทศที่คาดว่าจะส่งออกข้าวลดลง ได้แก่ โคลอมเบีย เอกวาดอร์ อินเดีย อิรัก มาดากัสการ์ ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา สหรัฐฯ และเวียดนาม ทั้งนี้ คาดว่า เวียดนามจะเป็นผู้ส่งออกข้าวสูงเป็นอันดับที่ 3 ของโลก ปริมาณรวม 6.3 ล้านตัน รองจากอินเดียและไทย ตามลำดับซึ่งเวียดนามครองอันดับที่ 2 ของผู้ส่งออกข้าวติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี ปริมาณการส่งออกข้าวที่จะลดลงในปี 2565 และทำให้เวียดนามกลายเป็นผู้ส่งออกข้าวสูงเป็นอันดับที่ 3 

ทั้งนี้คาดว่าไทยจะส่งออกข้าวทั้งปีได้ไม่น้อยกว่า7-7.5ล้านตันสูงกว่าปี2564และมีลุ้นที่จะแซงเวียดนามขึ้นแท่นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับ2ของโลกได้ในปีนี้ โดยดูจากสถิติการส่งออกข้าวของเวียดนาม5เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.–พ.ค.)ส่งออกข้าวปริมาณ2.77ล้านตันเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี2564 ที่มีปริมาณการส่งออกข้าว 2.59 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.95 โดยมีมูลค่าส่งออก 1.35 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ที่มีมูลค่าส่งออก 1.41 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือลดลงร้อยละ 4.26 เฉลี่ยเวียดนามส่งออกเดือนละ5แสนตัน ขณะที่ไทยส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 6แสนตันขยายตัวทั้งปริมาณและมูลค่า

อย่างไรก็ตาม จากรายงานของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและกรมศุลกากร การส่งออกไตรมาส2ยังทำได้ดีต่อเนื่องจากไตรมาสที่1โดยตัวเลขการส่งออกข้าวไทยช่วง 3 เดือนแรกปี2565(มกราคม-มีนาคม) ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้น 48.5% โดยส่งออกได้ 1,743,280 ตัน  คิดเป็น มูลค่า 29,468.2 ล้านบาท (903.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และต้องติดตามสถานการณ์การส่งออกช่วงครึ่งปีหลังหากรักษาระดับการส่งออกเกิน6แสนตันต่อเดือนก็จะทำให้การส่งออกทั้งปีเกิน7ล้านตันซึ่งขึ้นกับค่าเงินบาทและผลผลิตของประเทศผู้ส่งออกหลักและราคาส่งออกของแต่ละประเทศเป็นสำคัญ

ไทยออยล์ร่วมกับพันธมิตรโครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม เผยเคล็ดไม่ลับวิธีปลูกผักสลัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671463

ไทยออยล์ร่วมกับพันธมิตรโครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม เผยเคล็ดไม่ลับวิธีปลูกผักสลัด

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 18.13 น.

ใครหลายคนหันไปปลูกผักสลัดไว้ทานเองที่บ้าน เพราะต้องการความปลอดภัยจากสารเคมี ไทยออยล์ได้ขอให้พันธมิตรจาก “โครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม (Smart Farming)” มาเปิดเผยเคล็ดลับในการปลูกผักสลัดไว้รับประทานที่บ้านแบบง่ายๆ

คุณวิโรจน์ มีนะพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านกำกับองค์กรและกิจการสัมพันธ์ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม (Smart Farming)” เน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตและการเพาะปลูก พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรวิถีใหม่ ประกอบด้วย 1.) โครงการที่ อ.บางพระ จ.ชลบุรี ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชประเภทผักสลัด 2.) โครงการที่เรือนจำกลาง  ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เน้นด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพ สร้างโอกาสให้กับผู้ต้องขัง ได้ฝึกทักษะฝึกอาชีพด้านการเกษตรเพื่อให้ผู้ต้องขัง สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพต่อได้ภายหลังการพ้นโทษ และ 3.) โครงการที่ อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี ตั้งเป้าหมายให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เพาะปลูกใบบัวบก เพื่อนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้แก่เกษตรกร

ผศ.ดร.รัตนากร กฤษณชาญดี หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่บางพระ (มทร.ตะวันออก) พันธมิตรโครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม หรือ Smart Farming  กล่าวว่า การปลูกผักไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องดูแลเอาใจใส่ ถ้าทำถูกวิธีจะได้ผลผลิตที่คุ้มค่า มาดูเคล็ดไม่ลับที่ใช้ในโครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม ในพื้นที่ชลบุรี ดังนี้

การเพาะเมล็ด

ใช้วัสดุเพาะสองแบบคือ วัสดุเพาะสำเร็จรูป (พีทมอส) และขุยมะพร้าว โดยพีทมอสนั้นสามารถนำมาใช้เพาะได้เลย แต่ขุยมะพร้าวต้องนำมาผ่านขั้นตอนการร่อนแยกเส้นใยออกด้วยตะกร้าพลาสติก จากนั้นแช่น้ำทิ้งไว้ 1 วัน ล้างทำความสะอาด 2-3 ครั้งแล้วจึงบีบขุยมะพร้าวให้หมาดใส่ลงตะกร้าพลาสติก นำเมล็ดผักสลัดที่ต้องการปลูกหว่านให้กระจายและโรยขุยมะพร้าวทับบางๆ นำไปวางในที่ร่มแดดรำไรและสเปรย์น้ำทุกวัน หลังจากเพาะ 2-3 วัน เมล็ดจะเริ่มมีรากงอกออกมา (ขึ้นกับความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ที่เลือกใช้)

การคัดเลือกต้นกล้าลงถาดเพาะ

หลังจากต้นกล้างอกจากเมล็ด 5 วัน ใบเลี้ยงคลี่เต็มที่และลำต้นตั้งตรง จะเริ่มย้ายลงถาดเพาะที่บรรจุวัสดุเพาะสำเร็จรูป (พีทมอส) ขุยมะพร้าวร่อนแช่น้ำ หรือขุยมะพร้าวร่อนแช่น้ำผสมปุ๋ยหมักในอัตราส่วน 1:0.25 โดยไม่ควรกดวัสดุเพาะแน่นจะมีผลต่อการเจริญของรากและการระบายน้ำ จากนั้นสเปรย์น้ำจนกระทั่งน้ำไหลออกจากด้านล่างถาดเพาะ ก่อนคัดเลือกให้สเปรย์น้ำให้วัสดุเพาะชุ่มแล้วจึงย้ายต้นกล้าที่มีลักษณะลำต้นแข็งแรง ใบเลี้ยงสมบูรณ์ ไม่มีโรคและแมลงเข้าทำลายลงปลูกในถาดเพาะ 1 หลุมต่อต้น เสร็จแล้วให้วางถาดเพาะไว้ที่บริเวณแดดร่มรำไรเป็นเวลา 7 วัน เมื่อครบ 7 วัน ให้วางบริเวณที่ได้รับแสงแดดเพิ่มขึ้น ในช่วงนี้ให้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพนมสดผสมน้ำอัตราส่วน 5 มิลลิลิตรต่อน้ำ 1 ลิตรทุกๆ 2 วัน

การย้ายต้นกล้าลงภาชนะปลูกหรือแปลงปลูก

หลังย้ายต้นกล้าลงถาดเพาะ 14-21 วัน (ต้นกล้าสมบูรณ์และมีใบจริง 4-5 ใบ) จะย้ายลงภาชนะปลูกที่เตรียมไว้ เช่น กระถางพลาสติกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 นิ้ว โต๊ะปลูกผัก หรือแปลงปลูก เป็นต้น กรณีปลูกในภาชนะปลูกและโต๊ะปลูกจะใช้วัสดุปลูก ดังนี้ ขุยมะพร้าว 1 ส่วน มูลสัตว์หมักผสมรำละเอียด 1 ส่วน แกลบดิบหมัก ½ ส่วน ผสมให้เข้ากันแล้วกรอกลงภาชนะปลูก รดน้ำผสมเชื้อจุลินทรีย์ไตรโคเดอร์มา (Trichoderma sp.) เช่นเดียวกับบนโต๊ะปลูกและแปลง จากนั้นจึงย้ายต้นกล้าลงปลูก 1 ต้นต่อกระถาง ถ้าปลูกบนโต๊ะปลูกหรือแปลงจะใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 20 เซนติเมตร และระยะระหว่างแถว 25 เซนติเมตร (1 หลุมต่อต้น) หลังย้ายต้นกล้าเสร็จก็รดน้ำให้ชุ่ม แต่อย่าให้แฉะเกินไป เพราะจะทำให้ต้นกล้าเกิดโรครากเน่าได้

การดูแลหลังย้ายปลูกในภาชนะปลูก

หลังจากย้ายต้นกล้าลงภาชนะปลูกหรือแปลง 7 วัน จะให้น้ำหมักชีวภาพนมสด (ฮอร์โมนนม) หรือน้ำหมักชีวภาพไข่ (ฮอร์โมนไข่) อัตราส่วน 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 1 ลิตรทุก 3 วัน และให้ปุ๋ยมูลสัตว์หมักผสมรำละเอียดทุก 15 วัน จนกระทั่งเก็บเกี่ยว ในช่วงนี้ถ้าพบการเข้าทำลายของโรคหรือแมลงศัตรูพืชสามารถใช้สารชีวภัณฑ์ในการกำจัดได้ เช่น จุลินทรีย์ Trichoderma spp., Metarhizium anisopliae., Beauveria bassiana   เป็นต้น นอกจากการใช้สารชีวภัณฑ์ สามารถใช้กับดักแมลง น้ำหมักสมุนไพรต่างๆ ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการไล่และป้องกันการเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืชอีกทางหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้น้ำหมักสมุนไพรที่มีรสขม หรือเผ็ดร้อนในช่วงใกล้เก็บผลผลิตเพราะอาจจะส่งต่อคุณภาพของผลผลิตได้

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

หลังจากย้ายปลูกลงภาชนะปลูก 30-45 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้โดยการตัดลำต้นเหนือดินประมาณ 3 เซนติเมตร ล้างทำความสะอาดและวางบนตะแกรงก่อนบรรจุใส่ถุงพลาสติกเก็บไว้รับประทานหรือจำหน่าย หรืออีกทางหนึ่งถ้าปลูกไว้ทานเองภายในครอบครัวสามารถเด็ดใบโตเต็มที่ (ใบด้านล่าง) นำมารับประทาน จนกว่าต้นจะเริ่มเข้าสู่ระยะออกดอกเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งในช่วงที่เหมาะสมต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตอยู่ในช่วง 06.00-08.30 น.

จากเคล็ดไม่ลับง่ายๆ เพียงเท่านี้ สามารถปลูกผักสลัดที่มีคุณภาพไว้รับประทานเองที่บ้านหรือเป็นรายได้เสริม ให้ได้ลองนำไปปรับใช้กันที่บ้านได้แบบสบายๆ หรือจะติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เพจ Facebook  สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (มทร.ตะวันออก)

– 006

ยกระดับวิสาหกิจผึ้งโพรง พัฒนาคุณภาพแปลงใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671211

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอนุชา ยาอีด ผอ.สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จ.สงขลา เปิดเผยว่า ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการทำเกษตรที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งในเชิงอุตสาหกรรมในพื้นที่ จ.สงขลาที่ผ่านมา มีผึ้งจำนวนมากตายเพราะสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชผนวกกับพื้นที่ป่าลดลง มีงานวิจัยชี้ว่าร้อยละ 40 ของแมลงผสมเกสรทั่วโลกเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ FAO จึงเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ร่วมกันปกป้องแมลงที่ช่วยผสมเกสรโดยเฉพาะผึ้ง สำหรับภาคใต้มีศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ (ศทม.) จ.ชุมพร เป็นหน่วยงานที่มีเทคโนโลยี องค์ความรู้ ผลงานวิจัยเกี่ยวกับการเลี้ยงผึ้ง สำหรับส่งเสริมให้ความรู้แก่เกษตรกรโดยตรง ครอบคลุม 14 จังหวัดภาคใต้

ด้าน นายปานเทพ สุวรรณมาลา ผู้จัดการและประธานแปลงใหญ่ผึ้งโพรง ต.โคกม่วง อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา กล่าวว่า เมื่อมีโอกาสได้รับการถ่ายทอดความรู้ในโครงการขยายผลฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ เรื่องการเลี้ยงผึ้ง เกษตรกรได้เรียนรู้กระบวนการเลี้ยงผึ้งตามหลักวิชาการ และประโยชน์จากการเลี้ยงผึ้ง ทำให้เกษตรกรนำแนวคิดความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการเลี้ยงผึ้ง มีการสร้างรังผึ้งเพิ่ม ได้ผลผลิตเป็นจำนวนมาก มีทั้งเก็บไว้บริโภคกันเอง จำหน่าย และพัฒนาต่อยอดด้วยการแปรรูปผลผลิตด้วย ซึ่งในปี 2564 ทางกลุ่มฯ ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในชื่อบริษัท ผึ้งวังชิง จำกัด

สกู๊ปพิเศษ : ปลัด มท.เปิดกิจกรรม ศก.พอเพียง โมเดลเศรษฐกิจใหม่130 ปี ความสุขสร้างได้ ด้วยใจอาสา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671214

สกู๊ปพิเศษ : ปลัด มท.เปิดกิจกรรม ศก.พอเพียง โมเดลเศรษฐกิจใหม่130 ปี ความสุขสร้างได้ ด้วยใจอาสา

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ที่ศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พุทธอารยเกษตร มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการ 130 ปี กระทรวงมหาดไทยความสุขสร้างได้ ด้วยใจอาสา จังหวัดขอนแก่น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 70 พรรษา 

โอกาสนี้ พระเทพวิสุทธิคุณ เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น กล่าวสัมโมทนียกถา ความโดยสรุปว่า พิธีกรรมอันสำคัญที่ทุกคนได้มาร่วมกิจกรรมโครงการศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา พุทธอารยเกษตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ซึ่งโครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการที่คณะสงฆ์มีปรารภต้นเหตุในการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขให้กับประชาชน อันเกี่ยวข้องกับอีกหลายโครงการ อาทิ โครงการวัด ประชารัฐสร้างสุข ถือเป็นการสร้างบุญกุศล สืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้รับการสืบสาน รักษา และต่อยอด โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดยคำว่า “พุทธอารยเกษตร” นั้น พุทธ คือ พระพุทธเจ้า อารยะ แปลว่า ประเสริฐ หรือดีงาม เกษตร มาจาก กสิ แปลว่า ผู้ไถ และสำหรับโคก หนอง นา นั้น “โคก” คือ การขุดดินขึ้นมาจากสระ มากองเป็นจำนวนมาก สามารถมาปลูกต้นไม้ ทั้งไม้ล้มลุก ไม้ยืนต้น “หนอง” ทำเป็นหนองน้ำ ทุกอย่างในน้ำก็มีเป็นจำนวนมาก เป็นอาหารให้กับคน และ “นา” ทั้งนาข้าว นาเกลือ หรืออะไรต่างๆ ก็แล้วแต่ ล้วนเป็นพื้นที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ อันเป็นแนวทางที่พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐทั้ง 2 พระองค์ได้พระราชทานแนวทางตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สอดคล้องกันตามแบบพุทธศาสนีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ว่า “มัตตัญญุตา” แปลว่า รู้ประมาณ มีความรู้ มีความสามารถ 

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 130 ปี กระทรวงมหาดไทย ขอกราบขอบพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพวิสุทธิคุณ เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น ท่านเจ้าคุณพระโสภณพัฒนบัณฑิต รองอธิการบดี มจร. วิทยาเขตขอนแก่น และคณะสงฆ์จังหวัดขอนแก่น ผู้เป็นหลักชัยของพระพุทธศาสนาและคนไทย ได้สนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทำให้พี่น้องประชาชนได้ดวงตาเห็นธรรม ด้วยการเห็นของจริง และของจริงที่ทำนั้น

ในท้ายที่สุดจะกลายเป็นผลผลิตที่สามารถเลี้ยงดูชุมชน เกื้อกูลประโยชน์สุขให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยการเข้าร่วมโครงการและน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา ซึ่งเป็นพระราชปณิธานแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชปณิธานที่แน่วแน่ ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฎร ซึ่งคำว่า สืบสาน รักษา และต่อยอด นั้น พระองค์ท่านได้ทรงน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ที่มีมากกว่า 40 ทฤษฎี ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาต่อยอดประยุกต์สู่โคก หนอง นา  

“คำว่า พุทธอาริยเกษตร มีที่มาจากคำเดิมที่ว่า ‘พุทธเกษตร’ ซึ่งเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคมเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ได้ริเริ่มที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีท่านเจ้าคุณพระพิพัฒน์วชิโรภาส ผู้อำนวยการศูนย์พุทธธรรมสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ป่งดงใหญ่ วังอ้อ ต.หัวดอน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาขับเคลื่อน กระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เมตตาร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน ในการต่อยอด

โดยนำทฤษฎีใหม่มาประยุกต์สู่พื้นที่ โคก หนอง นา ขุดสระน้ำเป็นรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ คือ กว้าง x ยาว x ลึก ในเชิงที่มีความชันลึกประยุกต์ทำเป็นคลองไส้ไก่คดเคี้ยวเลี้ยวลด ความลึกชันลดหลั่นคล้ายคลองธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติช่วยเหลือเกื้อกูลให้สรรพสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลกมีความสุข เพราะวิทยาศาสตร์กับธรรมะเป็นเรื่องเดียวกันคือความจริงที่แน่แท้ไม่มีแปรเปลี่ยน ตามหลักความจริงของธรรมชาติหรือหลักวิทยาศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงค้นพบ “น้ำคือชีวิต” จึงพระราชทานเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยทรงเริ่มต้นทดลองครั้งแรกที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ที่พวกเรารู้จักกันว่าแบ่งจัดสรรที่ดินเป็น 30 30 30 10 โดย 30 ส่วนแรกคือการขุดสระกักเก็บน้ำเพื่อให้พอใช้ในพื้นที่ 30 ส่วนถัดมา คือ ใช้ทำการเกษตร อีก 30 ส่วนใช้เลี้ยงสัตว์ ใช้ปลูกไม้ยืนต้น และอีก 10 ส่วน คือ เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ถนนหนทาง และโรงเรือนอื่นๆ รวมถึงทฤษฎีเรื่องของการห่มดินหรือเลี้ยงดินเพื่อให้ดินเลี้ยงพืช ทฤษฎีใหม่เรื่องของหลุมขนมครก เรื่องของป่า 5 ระดับ หรือป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง 

โดยพระราชทานแนวทางให้ทดลองทำเป็นตัวอย่างที่แหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี และบึงมักกะสัน กรุงเทพมหานคร รวมถึงเรื่องของการที่จะทำให้พวกเรามีความสุขอีกมากมายหลายทฤษฎี อันเป็นเรื่องที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ เหมือนดั่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบสัจธรรม เกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติมนุษย์ก็เกิดอยู่แล้ว

บอร์ด กยท.ปรับแผนช่วยเกษตรกรสวนยาง ไฟเขียวโอนเงินเข้าบัญชีซื้อปุ๋ยรอบต้นฤดูฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671212

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการ กยท. ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2565 ที่ผ่านมา เห็นชอบให้ กยท. ปรับเปลี่ยนดำเนินการจัดซื้อปุ๋ยให้กับเกษตรกรเนื่องจากฤดูฝนปีนี้ฝนมาค่อนข้างเร็วและแปรปรวน ถ้าหาก กยท. ดำเนินการจัดซื้อปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ให้กับเกษตรกรผู้รับการปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดีในรอบต้นฤดูฝนปี 2565 ในสภาวะปุ๋ยแพงและขาดแคลน ตามมติของคณะกรรมการ กยท. ก่อนหน้านี้นั้น ระยะเวลาดำเนินการจะไม่สอดคล้องหรือทันกับความต้องการใส่ปุ๋ยต้นฤดูฝนของเกษตรกรชาวสวนยาง ประกอบกับเกษตรชาวสวนยางส่วนหนึ่งได้มีการแก้ปัญหาด้วยตัวเองโดยการสํารองเงินเพื่อซื้อปุ๋ยไปบ้างแล้ว ก็จะได้นำเงินส่วนนี้ไปชดเชยเงินที่สำรองซื้อไปก่อนดังกล่าว

อย่างไรก็ตามแม้ กยท.จะจ่ายเงินจะจ่ายเงินเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรงก็ตาม แต่ กยท.จะแนะนำการใช้สูตรปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ให้เกษตรกร เพื่อที่จะให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจากการใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ในภาวะที่ปุ๋ยมีราคาแพง ทั้งนี้ในส่วนของขั้นตอนและวิธีการจ่ายเงินนั้นให้เป็นไปตามที่ กยท. กําหนด โดยใช้หลักฐาน ใบเสร็จรับเงินหรือใบส่งของ พร้อมกับรายงานการตรวจสวนแบบกลุ่มที่เกษตรกรลงลายมือชื่อรับรองการใส่ปุ๋ย

สำหรับการดำเนินการในช่วงรอบปลายฤดูฝน 2565 คณะกรรมการ กยท. ยังคงมติเดิมคือ ให้ กยท.ดำเนินการจัดซื้อปุ๋ยให้กับเกษตรกรผู้รับการปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี และให้ กยท.พิจารณาการปรับการใช้ชนิดปุ๋ย จากการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว เป็นการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยอินทรีย์เคมี เพื่อแก้ไขปัญหาปุ๋ยเคมีมีราคาแพงและขาดแคลน โดยปรับสูตรให้เหมาะสมกับพื้นที่สวนยางพาราของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการเพียงพอในการจัดการปุ๋ย

ทั้งนี้การดำเนินการจัดซื้อปุ๋ยให้กับเกษตรกรผู้รับการปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดีดังกล่าว เป็นการดำเนินงานตาม พระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 มาตรา 37 วรรค 2 เรื่อง การปลูกแทน ให้ส่งเสริมและสนับสนุน โดยจ่ายให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางซึ่งยางพันธุ์ดีพันธุ์ไม้ยืนต้น พันธุ์พืช ปุ๋ย เครื่องมือเครื่องใช้ จัดบริการอย่างอื่นช่วยเหลือ หรือจ่ายเงินให้ก็ได้ ในอัตรา 16,000 บาทต่อไร่ และมติของ คณะกรรมการ กยท.การบริหารจัดการปุ๋ยให้ผู้รับการปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดีในรอบต้นฤดูฝนปี 2565 ในสภาวะปุ๋ยแพงและ ขาดแคลน

‘เฉลิมชัย’บังคับใช้ก.ม. คุมเข้มสกัดการนำเข้า เคลื่อนย้ายเนื้อเถื่อน ป้องกันโรคระบาดสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671209

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ ตรวจสอบอย่างเข้มงวดในการนำเข้าซากสัตว์และการเคลื่อนย้ายสัตว์ เพื่อป้องกันการลักลอบ นำเข้า ส่งออกหรือนำผ่านราชอาณาจักรไทย และกันการลักลอบเคลื่อนย้ายซากสัตว์ผิดกฎหมายภายในประเทศ เพื่อเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดในสัตว์ จึงได้กำชับสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ โดยชุดปฏิบัติงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการตรวจสอบ รายงานและดำเนินการลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโตอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า มีการดำเนินการอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง โดยสรุปผลการบังคับใช้กฎหมาย ในปีงบประมาณ 2564-2565 รวมกว่า 531 ครั้ง ปริมาณซากสัตว์รวม 1,876,099.33 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 169,194,521 บาท แบ่งเป็นกรณีมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดมีการจับกุม 393 ครั้ง และกรณีไม่มีผู้กระทำความผิด เป็นการยึดทำลาย 138 ครั้ง

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวอีกว่า ได้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด มีการตรวจสอบคุมเข้ม จับกุม ยึดทำลายแหล่งเนื้อเถื่อน ป้องกันการนำเข้า ลักลอบเคลื่อนย้ายซากสัตว์ผิดกฎหมาย และลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการลักลอบและคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศให้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยไร้สารตกค้าง ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูล สามารถแจ้งได้ที่แอปพลิเคชั่น DLD 4.0 หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 06-3225-6888 ตลอด 24 ชั่วโมง

‘มนัญญา’เปิดศูนย์แก้หนี้สหกรณ์ บูรณาการครั้งใหญ่ปิดช่องโหว่ทุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671213

‘มนัญญา’เปิดศูนย์แก้หนี้สหกรณ์  บูรณาการครั้งใหญ่ปิดช่องโหว่ทุจริต

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

แก้ปัญหา : น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดศูนย์ฯ และร่วมประชุมแก้ปัญหาทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรฯ โดยร่วมกับหน่วยงานต่างๆ วางแนวทางเป็นโมเดลในการแก้ปัญหา

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ โดยมี นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมว่าปัญหาการทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรฯ มีการตรวจสอบการทุจริตในสหกรณ์ทั่วประเทศ พบความหละหลวมและข้อระเบียบต่างๆ จึงต้องอาศัยหน่วยงาน เช่น ปปง.ร่วมดำเนินการ จึงตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาขึ้นมา

ทั้งนี้ ในการประชุมร่วมกัน พบว่าควรมีแนวปฏิบัติสำหรับเข้าตรวจสอบการทำงานของสหกรณ์ รวมถึงรูปแบบในการส่งเรื่องดำเนินคดีและการติดตามทรัพย์ ยึด-อายัดทรัพย์ ให้เป็นรูปแบบที่ชัดเจนสำหรับให้ทุกสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวปฏิบัติเดียวกัน เพื่อให้การขับเคลื่อนสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น จะประสานกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ ปปง.ร่วมวางแนวทางเป็นโมเดลแก้ปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ ลดความเสียหายของสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ

ด้านนายวิศิษฐ์กล่าวว่า การดำเนินงานของสหกรณ์มีสินทรัพย์ทั้งหมด 3.58 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้นปีละ 200,000 ล้านบาท มีสมาชิกรวม 12 ล้านคน ดังนั้น การป้องกันการทุจริตและความเสียหายจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมามีการทุจริตเกิดขึ้นมาตลอด เนื่องจากมีช่องว่างทางกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติ ดังนั้นการตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ จึงเป็นแนวทางที่จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ให้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดขึ้นอีก

จากการตรวจสอบข้อมูลข้อบกพร่องทุจริตของสหกรณ์ในภาพรวมทั้งประเทศ มี 252 สหกรณ์ ยอดความเสียหายรวม 18,000 ล้านบาท แยกเป็นสหกรณ์ในภาคการเกษตร 148 แห่ง มูลค่าความเสียหาย 2,092 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น สหกรณ์การเกษตร 140 แห่ง 1,964 ล้านบาท สหกรณ์ประมง 2 แห่ง 3.97 ล้านบาท สหกรณ์นิคม 6 แห่ง 99.91 ล้านบาท และสหกรณ์นอกภาคการเกษตร (ออมทรัพย์ ร้านค้า เครดิตยูเนี่ยน และบริการ) 104 แห่ง มูลค่าความเสียหาย 18,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ 40 แห่งมูลค่าความเสียหาย 3,300 ล้านบาท และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 37 แห่ง มูลค่าความเสียหาย 13,333 ล้านบาท โดยการทุจริตในระบบสหกรณ์ มักจะทุจริตกันในระดับฝ่ายจัดการและระดับกรรมการบริหารสหกรณ์

ขณะที่การแก้ปัญหาการทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรฯ สามารถติดตามยึดอายัดทรัพย์สินเบื้องต้น 300 ล้านบาท เหลือติดตามตัวผู้กระทำผิดมารับโทษ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ตั้งคณะกรรมการปฏิบัติหน้าที่แทน คณะกรรมการสหกรณ์ชุดก่อนหน้านี้ ซึ่งนายทะเบียนสหกรณ์ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติการหน้าที่ชั่วคราวเพิ่มอีก 30 วัน และขณะนี้การดำเนินคดีอยู่ระหว่างที่ สน.นางเลิ้ง ร่วมทำงานกับกรรมการชุดปฏิบัติหน้าที่แทนเพื่อรวบรวมข้อมูลรายบุคคลที่จะนำส่งเรื่องเข้าไปดำเนินคดี

เกษตรฯคิกออฟอนาคตสาหร่ายทะเลไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671210

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สนับสนุนส่งเสริมการผลิตและแปรรูปสาหร่ายทะเล เป็นอาหารแห่งอนาคตตัวใหม่ เนื่องจากปัจจุบันการผลิตสาหร่ายทะเลเติบโตอย่างรวดเร็ว มีผลผลิตทั่วโลกในปี 2562ไม่น้อยกว่า 35 ล้านตัน มีมูลค่ารวมของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท เนื่องจากมีศักยภาพที่จะนำไปใช้ในอาหาร รวมถึงอาหารเสริม อาหารสัตว์ ปุ๋ยเชื้อเพลิงชีวภาพ เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง เซรั่มชะลอความแก่ เป็นต้น อีกทั้งการเพาะปลูกสาหร่ายสามารถช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล และลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้น อุตสาหกรรมสาหร่ายทะเลจึงมีศักยภาพในวงกว้างสาหร่ายไม่เพียงเป็นแหล่งที่ให้ปริมาณโปรตีนสูง หากยังมีสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายด้วย

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า กรมประมง ได้ผนึกความร่วมมือกับทุกภาคส่วนคิกออฟ “นโยบายอาหารแห่งอนาคต” ด้วยการจัดงาน “อนาคตสาหร่ายทะเลในประเทศไทย Seaweed : The Next Future” ร่วมกับ มูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท (WCF : Worldview Climate Foundation) และมูลนิธิเวิลด์วิว อินเตอร์เนชั่นแนล (WIF : Worldview International Foundation) ฉายภาพสถานการณ์สาหร่ายทะเลในระดับประเทศ ภูมิภาคจนถึงระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับสาหร่ายทะเล ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อพัฒนาและยกระดับสาหร่ายทะเลจากหลากหลายภาคส่วนในมิติต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวิชาการ ตั้งแต่ระดับผู้ปฏิบัติการ ผู้ประกอบการ นักวิจัยผู้พัฒนานวัตกรรมการแปรรูป ภาครัฐ ภาคเอกชน ไปจนถึงองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย เช่นองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กระทรวงอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อร่วมกันพัฒนาและยกระดับสาหร่ายทะเลของประเทศไทย

‘ซีพีเอฟ’ยกระดับสวัสดิภาพสัตว์เลี้ยงหมู-ไก่ด้วยโปรไบไอติกส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671155

‘ซีพีเอฟ’ยกระดับสวัสดิภาพสัตว์เลี้ยงหมู-ไก่ด้วยโปรไบไอติกส์

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.47 น.

ฟาร์มปศุสัตว์ในระบบเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารของประเทศไทยมีพัฒนาการในทุกด้านอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ที่ทั่วโลกยอมรับ  หรือการคิดค้นนวัตกรรมการเลี้ยงสัตว์ด้วยโปรไบโอติกส์ที่ดีต่อสุขภาพสัตว์  ส่งผลถึงความปลอดภัยในอาหารสำหรับผู้บริโภคในทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของผู้นำอุตสาหกรรมอย่าง ซีพีเอฟ หรือ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

น.สพ.พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล รองกรรมการผู้จัดการ ด้านมาตฐานฟาร์มและข้อกำหนดลูกค้า ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทมุ่งเน้นหลักการ “สุขภาพหนึ่งเดียว” (One Health) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) มาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ ควบคู่การยึดหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพดี ครอบคลุมกิจการทั้งในไทยและต่างประเทศ ให้สัตว์ได้รับน้ำและอาหารอย่างเพียงพอ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี สามารถแสดงพฤติกรรมได้ตามธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันสัตว์ในฟาร์มของบริษัทฯ 100% ได้รับการเลี้ยงดูตามหลักอิสระ 5 ประการ ภายใต้การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างรับผิดชอบและสมเหตุผล

นอกจากนี้ บริษัทยังยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อให้สัตว์สร้างภูมิคุ้มกันจากภายใน จากการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ในการเลี้ยงสัตว์ด้วยจุลินทรีย์ที่ดีอย่าง “โปรไบโอติกส์” ช่วยจัดสมดุลลำไส้ ส่งผลให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วย และไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเร่งการเจริญเติบโต ตลอดการเลี้ยงดู ตอกย้ำการเพิ่มสวัสดิภาพสัตว์ที่ดี ซึ่งดีต่อทั้งสุขภาพสัตว์ คน และสิ่งแวดล้อม 

“มาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ในอุตสาหกรรมไก่เนื้อของประเทศไทย มีการตรวจสอบเคร่งครัดทั้งจากภาครัฐและประเทศคู่ค้า ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเลี้ยงสัตว์อย่างแออัด หรือใช้ยาปฏิชีวนะจำนวนมากเกินความจำเป็น ตามที่มักมีรายงานกล่าวหาแบบเหมารวม ขณะที่ซีพีเอฟมีพัฒนาการในเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง ภายใต้เป้าหมายสำคัญคือการผลิตอาหารที่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค” น.สพ.พยุงศักดิ์กล่าว

ด้าน น.สพ.ดำเนิน จตุรวิธวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านบริการวิชาการสุกร ซีพีเอฟ กล่าวเพิ่มเติมว่า ซีพีเอฟจะเน้น “การป้องกัน” ไม่ให้เกิดโรคหรือผลกระทบใดๆต่อสุกร โดยฟาร์มสุกรทั้งหมดของบริษัทเป็นฟาร์มระบบปิดตามมาตรฐานกรมปศุสัตว์ และวางระบบการบริหารจัดการฟาร์มในระดับไบโอซีเคียวริตี้ พร้อมทั้งมีการให้วัคซีนแก่ลูกสุกรตามระยะเวลาที่สัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มเป็นผู้กำหนด ส่งผลให้ปัญหาเจ็บป่วยเกิดขึ้นน้อยมาก

อย่างไรก็ตาม หลักสวัสดิภาพสัตว์นั้น หากพบสัตว์ป่วยต้องให้การรักษา ดังนั้น ในกรณีที่พบการเจ็บป่วยแล้วเท่านั้น จึงจะมีการให้ยา โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มอย่างเข้มงวด และมีการเว้นระยะหยุดยาที่เหนือกว่ามาตรฐานทั่วไป เพื่อป้องกันไม่ให้มีการตกค้างหรือส่งผลกระทบใดๆ ต่อผู้บริโภค ขณะเดียวกัน เมื่อถึงโรงชำแหละ สุกรจะถูกตรวจสอบซ้ำอีกครั้งว่าปราศจากสารตกค้างจริงๆ จึงจะได้รับอนุญาตให้เข้ารับการชำแหละ สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคได้อีกขั้นตอนหนึ่ง

ด้านความมุ่งมั่นในการป้องกันเชื้อดื้อยานั้น ซีพีเอฟ ได้ยกเลิกรายการยารักษาสัตว์ ที่อยู่ในกลุ่มยาต้านจุลชีพ ที่อาจส่งผลกระทบและเป็นยาหลักที่ใช้รักษาโรคในคน เช่น โคลิสติน ออกจากระบบการจัดซื้อทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อกันยาต้านจุลชีพที่สำคัญไว้ใช้กับคน โดยในฟาร์มเลี้ยงสัตว์จะมุ่งเน้นวิธีป้องกันโรค ตามหลักการความปลอดภัยทางชีวภาพ (Bio-security) ซึ่งจะช่วยลดปัญหาเชื้อดื้อยาได้ทั้งในสัตว์และในคนไปพร้อมกัน

จากการดำเนินการด้านการป้องกันผลกระทบใดๆ ต่อสัตว์ และดูแลสุขภาพสัตว์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ซีพีเอฟได้รับการคงสถานะมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์-Animal Welfare ระดับ Tier 3 ในรายงานเกณฑ์มาตรฐานทางธุรกิจตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ (The Business Benchmark on Farm Animal Welfare Report : BBFAW) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

-005

กรมชลฯเพิ่มการระบายน้ำ‘ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา’ รับมือฝนถล่ม-เสี่ยงน้ำหลาก 2-10 ส.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/671147

กรมชลฯเพิ่มการระบายน้ำ‘ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา’ รับมือฝนถล่ม-เสี่ยงน้ำหลาก 2-10 ส.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.26 น.

‘กรมชลประทาน’แจ้งปรับเพิ่มการระบายน้ำลงสู่ด้าน‘ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา’ เพื่อควบคุมระดับน้ำเหนือ-ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม สอดคล้องกับปริมาณฝนที่ตกบริเวณทางตอนบนของภาค

4 สิงหาคม 2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ล่าสุดกรมชลประทานได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจากอัตรา 499 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที (เวลา 06.00 น.) เป็นอัตรา 600 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันนี้ (4 ส.ค.65) และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน ในช่วงวันที่ 2-10 ส.ค.65 ตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้ประเมินสถานการณ์น้ำจากฝนคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบว่า จะมีปริมาณฝนตกสะสมต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์น้ำในลำน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติบางพื้นที่ที่ฝนตกหนักอยู่ในเกณฑ์น้ำมาก อาจส่งผลให้เกิดน้ำหลากและน้ำท่วมฉับพลันได้

สำหรับสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน (4 ส.ค.65 เวลา 12.00 น.) ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 784 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 6.77 เมตร มีการควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่สถานี C.13 อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ในอัตรา 600 ลบ.ม./วินาที

ทั้งนี้ กรมชลประทานจะบริหารจัดการน้ำและควบคุมปริมาณการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ฝนที่ตกลงมา จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริม 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และคลองสาขาต่างๆ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จนกว่าจะสิ้นสุดฤดูฝน