เกษตรฯพลิกโฉมเกษตรไทย ใช้แนวคิดBCGพัฒนาอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670722

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงาน “FTI EXPO 2022 : SHAPING FUTURE INDUSTRIES มหกรรมแสดงสินค้าและนวัตกรรมของอุตสาหกรรมไทย” หัวข้อ “พลิกโฉมเกษตรไทย (Disruptive Change) ด้วยแนวคิด BCG พัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จ.เชียงใหม่ ว่า กระทรวงเกษตรฯมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรมด้วยนโยบายการพัฒนาภาคเกษตรกรรม 5 ยุทธศาสตร์ และ 15 นโยบายหลัก เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารสู่เป้าหมายและเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ

มีการนำแนวคิดโมเดลเศรษฐกิจ BCG มาใช้เป็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ โดยนำเอาความรู้และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก ผลผลิตสินค้าเกษตรล้นตลาดและราคาตกต่ำ ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพลิกโฉมเกษตรไทย (Disruptive Change) ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจ BCG ต้องปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรของประเทศไทยสู่ 3 สูง คือ ประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง และรายได้สูง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ กำหนดแนวทางการพัฒนาภาคการเกษตรด้วย BCG Model ใน 4 แนวทาง ได้แก่ 1.อนุรักษ์และใช้ทรัพยากรทางการเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน 2.ส่งเสริมเกษตรสมัยใหม่การผลิตสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 3.พัฒนาเกษตรกรมืออาชีพ และเสริมสร้างความเชี่ยวชาญของบุคลากรภาครัฐ และ 4.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก โดยได้ร่วมจัดนิทรรศการในงาน FTI Expo 2022 : Northern Chapter ภายใต้แนวความคิด “นวัตกรรมเกษตรไทย สู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ Next Normal (Agri-Innovation to New Industry for Next Normal)” (บูธ A103) ซึ่งมีหน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ 14 หน่วยงาน ร่วมดำเนินการ

“การพลิกโฉมเกษตรไทย (Disruptive Change) ด้วยแนวคิด BCG พัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ภาครัฐภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะภาคเอกชน หรือที่เรียกว่า Public Private Partnership : PPP ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน” นายฉันทานนท์ กล่าว

กรมชลฯกำชับทุกพื้นที่ พร้อมรับมือภัยน้ำท่วม บูรณาการทุกหน่วยงาน เข้าช่วยเหลือประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670433

วันอังคาร ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ โดยจัดเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ในพื้นที่เสี่ยง กรณีฝนตกหนักหรือลมกระโชกแรงจนส่งผลกระทบต่ออาคารชลประทาน และทรัพย์สินของทางราชการ ให้เร่งเข้าไปดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ รวมถึงตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมที่สำคัญให้บูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แจ้งเตือนประชาชนเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำ เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนเตรียมความพร้อมของเครื่องจักร เครื่องมือ รถแบ๊กโฮ/รถขุด รถเทรลเลอร์ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่เสี่ยง ให้สามารถนำไปช่วยเหลือประชาชนได้ทันที

ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 41,209 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 54 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรับน้ำได้อีก 34,876 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลัก ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์)มีปริมาณน้ำรวม 9,768 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 39 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรับน้ำได้อีกกว่า 15,100 ล้าน ลบ.ม.โดยภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ

สกู๊ปพิเศษ : รัฐบาลโชว์ผลงานด้านทรัพยากรน้ำ เร่งขับเคลื่อนตามแผนแม่บท-ยุทธศาสตร์ชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670440

สกู๊ปพิเศษ : รัฐบาลโชว์ผลงานด้านทรัพยากรน้ำ  เร่งขับเคลื่อนตามแผนแม่บท-ยุทธศาสตร์ชาติ

วันอังคาร ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รัฐบาลเดินหน้าภารกิจด้านทรัพยากรน้ำตามแผนแม่บทฯและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เน้นสร้างความเข้มแข็งการบริหารจัดการน้ำของชุมชน เผยผลงานสามารถขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญตั้งแต่ปี’59-65 ไปแล้วถึง 43 โครงการ พื้นที่ได้รับประโยชน์กว่า 1.5 ล้านไร่ พัฒนาโครงการขนาดเล็กถึง 26,902 แห่ง ช่วยลดปัญหาท่วม-แล้งในภาวะวิกฤติ

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้ขับเคลื่อนการดำเนินภารกิจด้านทรัพยากรน้ำ ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ที่เชื่อมโยงกับแผนแม่บทลุ่มน้ำแผนจังหวัดและแผนชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งการบริหารจัดการน้ำของชุมชน ซึ่งจากการดำเนินการตามแผนแม่บทน้ำฯ ตั้งแต่ปี 2561 – ปัจจุบันพบว่า สามารถเพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้านได้ถึง 4,973 แห่ง พัฒนาแหล่งน้ำผิวดินสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 1,189 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรได้ปริมาณน้ำ 149 ล้าน ลบ.ม. ดำเนินการก่อสร้างระบบป้องกันอุทกภัย มีพื้นที่ที่ได้รับการป้องกัน 32,005 ไร่ประชาชนได้รับการป้องกัน 27,364 ครัวเรือน สร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชน 14 แห่ง และอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำได้ถึง 156,070 ไร่ ขณะที่การปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำให้แหล่งน้ำได้ 314 ล้าน ลบ.ม. (ปี 2564 – ปัจจุบัน)

นอกจากนี้ ที่ผ่านมา กนช. ยังเห็นชอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่และโครงการสำคัญแล้ว 43 โครงการ และได้เริ่มดำเนินการแล้ว 25 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จสามารถเก็บกักน้ำได้ 1,571 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 1.57ล้านไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 267,128 ครัวเรือนเช่น โครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชัยภูมิ โครงการปรับปรุงคลองยม-น่าน โครงการประตูระบายน้ำน้ำพุง-น้ำก่ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง โครงการขยายเขต กปภ.บ้านฉาง รองรับ EEC โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แผนหลักการพัฒนาฟื้นฟูคลองแสนแสบเป็นต้น และภายในปี 2567 มีเป้าหมายดำเนินการอีก 69 โครงการ อาทิ อ่างฯแม่ตาช้าง จ.เชียงราย โครงการผันน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ (ระยะที่ 1) จ.กาญจนบุรี ระบบสูบกลับคลองสะพาน-อ่างฯประแสร์ เส้นที่ 2 จ.ระยอง โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรพื้นที่ดำเนินการพื้นที่ ส.ป.ก. จ.กระบี่ และแก้มลิงบึงละหาน จ.ชัยภูมิ ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำได้รวมกัน 7,560 ล้าน ลบ.ม.

เลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า รัฐบาลไม่เพียงขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก เพราะสามารถบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งและน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง โดยในช่วงปี 2563-2564 ได้ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ระบบกระจายน้ำเพื่อสนับสนุนน้ำอุปโภค-บริโภค รวมถึงการเกษตร ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศรวมทั้งสิ้น 26,902 แห่ง ซึ่งปัจจุบันโครงการได้ดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด สามารถเก็บกักน้ำฝนใช้ประโยชน์ช่วงฤดูแล้งได้ 738.3 ล้าน ลบ.ม. ครอบคลุมพื้นที่ 7.5 ล้านไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 3.4 ล้านครัวเรือน แบ่งเป็น ภาคเหนือ 6,120 แห่ง ภาคกลาง 4,694 แห่ง ภาคตะวันออก 1,469 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11,978 แห่ง และภาคใต้ 2,641 แห่ง ขณะเดียวกันยังเกิดการจ้างแรงงานถึง 184,000 ราย

อย่างไรก็ตามในการขับเคลื่อนผลงานด้านทรัพยากรน้ำนั้น ย่อมมีอุปสรรคและปัญหาเกิดขึ้น โดยเฉพาะโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ซึ่ง สทนช. ได้เร่งบูรณาการแก้ไขปัญหาเพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปตามเป้าหมาย อาทิ การเร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยพิจารณาแนวทางการชดเชยเยียวยาที่มีความเป็นธรรมและเหมาะสม พร้อมจัดสรรพื้นที่รับประโยชน์ให้ผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อนุรักษ์หรือการปรับแผนการดำเนินงานก่อสร้างกรณีที่เกิดปัญหาจากผู้รับจ้าง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ได้โดยเร็วตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ส่วนโครงการที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณได้เร่งรัดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการพิจารณากรอกคำขอรับงบประมาณในระบบ Thai Water Plan (TWP) โดยโครงการพัฒนาทรัพยากรน้ำต้องไม่ซ้ำซ้อน เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศควบคู่กันด้วย

‘มนัญญา’ร่วมขับเคลื่อนงาน สินค้าฮาลาลอาเซียนกระตุ้นเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670434

วันอังคาร ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดมหกรรมงานแสดงสินค้าฮาลาลอาเซียน 2565 โดยมี ผศ.ดร.อัสมัน แตอาลี ผอ.สถาบันฮาลาล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รศ.อิ่มจิต เลิศพงษ์สมบัติ รองอธิการบดีวิทยาเขตปัตตานี และ Datuk Haji Jamal Mohd Amin ผู้บริหารศูนย์การค้าอาเซียนมอลล์ปัตตานี ต้อนรับ ว่าสินค้าและบริการฮาลาลของประเทศไทย เป็นธุรกิจที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้โตขึ้นได้ในอนาคต เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพในหลายๆ ด้านที่จะผลิตสินค้าและบริการฮาลาลที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด

“กระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฮาลาลของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความเข้มแข็ง โดดเด่นและเป็นรูปธรรมชัดเจน และพร้อมที่จะบูรณาการสินค้าฮาลาล ร่วมกับสถาบันฮาลาล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยกระทรวงเกษตรฯ จะดูแลในส่วนของต้นน้ำในด้านการผลิตทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ซึ่งมั่นใจว่าชาวมุสลิมจะต้องได้รับประทานอาหารที่ฮาลาล รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ฮาลาลไทย ให้แก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศต่อไป” น.ส.มนัญญา กล่าว

ทั้งนี้ สถาบันฮาลาล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับศูนย์การค้าอาเซียนมอลล์ปัตตานี เล็งเห็นถึงความสำคัญของตลาดฮาลาลจึงมีการจัดมหกรรมงานแสดงสินค้าฮาลาลอาเซียน 2565 (ASEAN Halal Expo 2022) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ผู้ผลิตสินค้าบริโภค-อุปโภคและบริการด้านฮาลาลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เกิดความตื่นตัว และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการฮาลาล มาจำหน่ายสินค้าและบริการฮาลาล หลังจากเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วย

ทั้งนี้ กิจกรรมภายในงาน อาทิ การบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับศูนย์การค้าอาเซียนมอลล์ปัตตานี การเสวนาจากวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านฮาลาล ทั้งในและต่างประเทศ เรื่อง “โอกาสของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการพัฒนาธุรกิจฮาลาลสู่ระดับสากล” เรื่อง “โอกาสการขับเคลื่อนธุรกิจฮาลาลระหว่างไทย-มาเลเซีย” เรื่อง “แนวทางการพัฒนาระบบการรับรองมาตรฐานฮาลาลของไทยและมาเลเซีย” มีการสาธิตการทำเมนูอาหารและเครื่องดื่มฮาลาล มีกิจกรรม Halal Pitch เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีงานแสดงสินค้าและนิทรรศการฮาลาลนานาชาติ 136 ร้านค้า บูธจากประเทศไทย 86 ร้านค้า และบูธนานาชาติ 50 ร้านค้า เช่น ประเทศมาเลเซีย ลาว และกัมพูชา จำหน่ายสินค้าประเภทอาหาร เสื้อผ้า และอื่นๆ แบ่งเป็น 2 โซน คือ บูธภายในห้าง ได้แก่ บูธนานาชาติ 50 ร้านค้า และบูธประเทศไทย 26 ร้านค้า อีกทั้งยังมีการจำหน่ายสินค้าอาหารปรุงสดของประเทศไทย อยู่ภายนอกห้าง 60 ร้านค้า

ส.ป.ก.มอบรางวัลเลิศรัฐผลงานเด่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670437

วันอังคาร ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จัดให้มีการมอบรางวัลเลิศรัฐปี 2565 เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารราชการให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน และส่งเสริมการยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐในการอำนวยความสะดวก และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน รวมทั้งส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐยกระดับมาตรฐานให้เทียบเท่าสากลตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ และมุ่งเข้าสู่องค์การที่เป็นเลิศ

ทั้งนี้ ทาง ส.ป.ก.น่าน ได้มีการส่งผลงานเสนอประเมินรางวัลเลิศรัฐปี 2565 ในชื่อ “สวมหมวกให้ภูเขา ใส่รองเท้าให้ตีนดอย : เกษตรบนฐานธรรม” ของพื้นที่มูลนิธิส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชน (วัดโป่งคำ) ต.ดู่พงษ์ อ.สันติสุข จ.น่าน ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ภูเขาหัวโล้นมีการทำลายป่าเพื่อทำเกษตรเชิงเดี่ยวและไร่เลื่อนลอย แต่หลังจากส่งเสริมและพัฒนาให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนรูปแบบมาทำเกษตรแบบประณีตผสมผสาน การส่งเสริมการทำวนเกษตร ทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นการตรวจประเมินขั้นที่ 2

สำหรับพื้นที่ดังกล่าวได้จัดตั้งศูนย์รวบรวมสินค้าด้านการเกษตรชุมชน ภายใต้โครงการสวมหมวกให้ภูเขา ใส่รองเท้าให้ตีนดอย โดยมูลนิธิส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชน (วัดโป่งคำ) ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้สอดคล้องกับฐานทรัพยากรและวัฒนธรรมชุมชน นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางการปฏิบัติ โดยหลักการทำงาน ใช้ธรรมเป็นฐาน งานเป็นทุน บุญคือเป้าหมาย พร้อมใช้หลักวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นเป็นหลักในการพัฒนา มีเกษตรกรเป็นเป้าหมายการพัฒนาแบบองค์รวม บูรณาการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่างมีส่วนร่วม

อสป.ยกระดับประมงพื้นบ้าน ช่วยสร้างอาชีพเสริมรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670438

วันอังคาร ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วัชรวิชญ์ กีรติดุสิตโรจน์ รอง ผอ.องค์การสะพานปลา (อสป.) ด้านพัฒนากิจการประมง กล่าวว่า อสป.เร่งดำเนินการเชิงรุกโครงการโมเดลธุรกิจประมงบน Platform Digital FMO เพื่อสร้าง Platform เป็นศูนย์กลางการจำหน่ายสินค้าประมงออนไลน์ ส่งเสริมสินค้าประมงให้ได้มาตรฐานสุขอนามัยและเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคโดยการจำหน่ายผ่านทาง Platformส่งเสริมผู้อยู่อาศัยในชุมชนที่สำคัญและใกล้เคียง หรือในจังหวัดที่มีท่าเทียบเรือประมงของ อสป.โดยอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านการแปรรูปสินค้าสัตว์น้ำ เป็นผลิตภัณฑ์และจำหน่ายผ่าน Platform ต่างๆ เพื่อกระจายสินค้าสัตว์น้ำให้เป็นที่รู้จัก ได้รับความนิยมในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำ ที่มาจากการทำประมงถูกกฎหมายและเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลของไทย ส่งผลทำให้ชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืน

ทั้งนี้ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าสัตว์น้ำไทย โดยการแปรรูปสินค้าและธุรกิจประมงพื้นบ้าน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าประมงพื้นบ้านสร้างรายได้แก่ชาวประมง สร้างอาชีพเสริม ซึ่งทั้งหมดเป็นการแก้ปัญหาเรื่องอาชีพสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่ของชาวประมงพื้นบ้าน โดย อสป.คัดเลือกกลุ่มสมาคมการประมงแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นชุมชนสำคัญและได้รับเกียรติจาก ผศ.สุดาพร ทิมฤกษ์ นายกสมาคมศิษย์เก่าพระนครใต้ เป็นวิทยากรสอนการทำ “น้ำพริกปลาหมึก” โดยมีนายก อบต.แสมสาร นายกสมาคมการประมงแสมสาร ผู้นำชุมชน และชาวประมงพื้นบ้านเข้าร่วมอบรมที่สะพานปลาวราสินธุ์ อ.สัตหีบ

‘เฉลิมชัย’มอบรางวัลAIC ชูเทคโนโลยี4.0สู่เกษตรมูลค่าสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670232

‘เฉลิมชัย’มอบรางวัลAIC  ชูเทคโนโลยี4.0สู่เกษตรมูลค่าสูง

วันจันทร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มอบรางวัล : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบโล่และประกาศเกียรติคุณ รางวัล AIC 2022 ให้กับผู้ที่ได้รับคัดเลือก 4 ประเภท เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยี 4.0 พัฒนานวัตกรรมการทำการเกษตร

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีมอบโล่และประกาศเกียรติคุณรางวัลเทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม ปี 2565 ( AIC Award 2022 ) โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าได้ขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพัฒนานวัตกรรมการเกษตร ตามมาตรฐานการเกษตรปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรและอาหาร โดยมีศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center หรือ AIC) เป็นแหล่งบริการเกษตรกรที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร ไปพัฒนาต่อยอดการผลิต เพิ่มมูลค่าการผลิตให้มีคุณภาพและมาตรฐาน

“การขับเคลื่อนงานของศูนย์ AIC นับว่ามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถ สร้างโอกาสในการแข่งขันในภาคการเกษตร ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม สนับสนุนและส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร การประดิษฐ์นวัตกรรม เครื่องจักรกลเกษตร รวมไปถึงเป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะเกษตรกร Smart Farmer และ Young Smart Farmer ที่ช่วยผลักดันงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านการวิจัย การพัฒนา การลงทุน การแปรรูป และการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์” ดร.เฉลิมชัย

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาสถาบันการศึกษา สู่การเป็นศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence หรือ CoE) เพื่อนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีของศูนย์ CoE ไปใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร ถ่ายทอดไปยังเกษตรกร และกำหนดงานวิจัย ที่เหมาะสมกับความต้องการของพื้นที่ ซึ่งการมอบรางวัลเทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมประจำปี 2565 หรือ AIC Award 2022 ในครั้งนี้มุ่งหวังให้พัฒนาต่อยอดผลงานนวัตกรรมเพื่ออัพเกรดภาคเกษตรสู่เกษตรมูลค่าสูง สามารถนำไปถ่ายทอดสู่พี่น้องเกษตรกรให้ได้รับความรู้ และสามารถปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ในแต่ละพื้นที่ต่อไป

สำหรับผลการคัดเลือกที่ได้รับรางวัล มีดังนี้ 1.ประเภทนวัตกรรมยอดเยี่ยม สาขานวัตกรรมเกษตรเพื่อเศรษฐกิจ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน “งานวิจัยและบริการวิชาการเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าและยกระดับเศรษฐกิจของชุมชนประมงชายฝั่ง” โดย ผศ.ดร.อมรศักดิ์ สวัสดี และคณะ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม จ.นครศรีธรรมราช 2.ประเภทนวัตกรรมยอดเยี่ยม สาขานวัตกรรมเพื่อสังคมการเกษตร รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน “ไตรโคเดอร์มา 5 + ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชมาตรฐานสากล” โดย รศ.ดร.วาริน อินทนา และคณะ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม จ.นครศรีธรรมราช 3.ประเภทศูนย์ AIC สมรรถนะสูง รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม จ.เพชรบุรี และ 4.ประเภทศูนย์ข้อมูลดีเด่น รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม จ.สมุทรสาคร

สสก.สงขลาพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670231

วันจันทร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอนุชา ยาอีด ผอ.สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร (สสก.) ที่ 5 จ.สงขลา กล่าวว่า ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเกษตรแปลงใหญ่ มีการเชื่อมโยงการทำงานกับเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer : YSF) ในการพัฒนาองค์ความรู้เทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ โดยเป็นแหล่งเรียนรู้การผลิตสินค้าเกษตรที่ถูกต้องและเหมาะสม เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนความรู้ข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาด้านการเกษตร

ในส่วนภาคใต้มี 151 ศพก.หลัก และ 2,176 ศพก.เครือข่าย มีแปลงใหญ่ได้รับการรับรองแล้ว 1,209 แปลง รวมพื้นที่ 680,799 ไร่ เกษตรกร 64,661 ราย และมีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาเป็น Young Smart Farmer แล้ว 3,421 คน ขับเคลื่อนโดยศูนย์บ่มเพาะเกษตรเกษตรกรรุ่นใหม่ (ศบพ.) ศูนย์หลัก 14 ศูนย์ และศูนย์เครือข่าย 118 ศูนย์ ซึ่งทั้ง 3 เครือข่ายได้ร่วมกันขับเคลื่อนการเกษตรของภาคใต้อย่างต่อเนื่อง

นายอนุชา กล่าวอีกว่า ได้ประชุมเครือข่ายคณะกรรมการ ศพก. แปลงใหญ่ และ Young smart farmer ระดับเขต เป็นครั้งที่ 3 ปี 2565 ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.เชียรใหญ่ และแปลงใหญ่ส้มโอ ต.คลองน้อย อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ประเด็นสำคัญคือ การร่วมมือกันการขับเคลื่อนภาคการเกษตรของภาคใต้ เริ่มตั้งแต่ ศพก.ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ ฐานเรียนรู้ต่างๆ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ขับเคลื่อนให้นำเทคโนโลยี นวัตกรรม และผลงานวิจัย โดยเฉพาะจาก ศูนย์ AIC ที่มีอยู่ทุกจังหวัด ซึ่งศูนย์ AIC เน้นการส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ เน้นการบริหารจัดการในพื้นที่แปลงใหญ่ ดึง Smart Farmer และ Young Smart Farmer เข้าร่วม

นอกจากนี้ได้ทำ MOU ร่วมกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิชาการต่างๆ เพื่อนำองค์ความรู้ผลวิจัยมาขยายสู่เกษตรกรผ่าน ศพก.เป็นแหล่งเรียนรู้ เมื่อมีความเหมาะสมกับพื้นที่ก็ขยายสู่เกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ โดยนำเกษตรอัจฉริยะ มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนแนวทางการดำเนินงาน BCG Model

กรมชลฯโชว์ผลงาน ความเชื่อมโยงสายน้ำ ด้วยการใช้นวัตกรรม งาน‘FTI EXPO2022’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670228

วันจันทร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ร่วมงาน FTI EXPO 2022 : SHAPING FUTURE INDUSTRIES ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ โดยร่วมจัดนิทรรศการ “เกษตรไทยพัฒนาสู่ความยั่งยืน” แสดงผลงานระบบการบริหารจัดการภาคเกษตร ครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ นวัตกรรมงานชลประทาน พัฒนาระบบเกษตรอัจฉริยะ จัดการแปลงเกษตรครบวงจร ส่งเสริมการผลิต การตลาด พืชและสัตว์เศรษฐกิจ

ในส่วนของกรมชลประทาน ได้นำเสนอความเชื่อมโยงของสายน้ำ จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ ให้เกิดผลดีมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน ตามแนวคิด BCG Model Bio Economy (การสร้างมูลค่า) โดยการพัฒนาทุ่นยางพาราเพื่อดักวัชพืชทางน้ำในทางน้ำชลประทาน และการใช้สารละลายกำจัดผักตบชวาแทนการใช้สารเคมีทำให้เกิดความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม Circular Economy (การหมุนเวียน) โดยการใช้เครื่องจักรผลิตไม้อัดจากผักตบชวา เป็นการใช้ผักตบชวาให้เกิดประโยชน์ในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น โต๊ะไม้อัดจากผักตบชวา นาฬิกา และทุ่นยางพารา Green Economy (ความสมดุลและยั่งยืน) จากการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการบริหารจัดการน้ำ ทำให้แหล่งน้ำที่สะอาด และบริหารการใช้น้ำได้อย่างเหมาะสม

กยท.ชูโมเดลBCGปลูกยาง ยกระดับอุตสาหกรรมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/670229

วันจันทร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมพิธีเปิดงาน FTI EXPO 2022 : SHAPING FUTURE INDUSTRIES FOR STRONGER THAILAND ฉากทัศน์ใหม่ อุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต เพื่อประเทศไทยที่แข็งแรงกว่าเดิม ซึ่งเป็นงานจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ตอบรับการใช้ชีวิตในยุค Next Normal เพื่อแสดงศักยภาพ ยกระดับความก้าวหน้าของภาคอุตสาหกรรมของประเทศภายใต้แนวคิด BCG ECONOMY Model สำหรับนิทรรศการในโซน “นวัตกรรมเกษตรไทย สู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ Next Normal” จัดโดยหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งผู้ชมงานได้ชมความก้าวหน้าในภาคเกษตร ระบบการบริหารจัดการเกษตรครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน ต้นน้ำกลางน้ำ ปลายน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่ลดภาระสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ส่วน กยท.ได้จัดแสดงข้อมูลการปลูกสร้างสวนยางพาราแบบเกษตรผสมผสาน ปลูกยางพันธุ์ดีเป็นพืชหลักและมีการปลูกพืชชนิดต่างๆ หรือเลี้ยงสัตว์ ทำประมง ร่วมด้วย เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ รักษาความสมดุลทางธรรมชาติใช้ประโยชน์ภายในพื้นที่ให้คุ้มค่า ไม่กระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นยาง ปริมาณ คุณภาพผลผลิตยาง และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการบริหารจัดการ Carbon Credit ในพื้นที่สวนยาง