ปศุสัตว์จับมือทูตจีน รุดติดตามด้านการค้า เพิ่มโอกาสการลงทุน ดูงาน‘Sandbox’ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663392

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า นายสัตวแพทย์สรวิศธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้ตนเป็นผู้แทนกรมปศุสัตว์ เจรจาหารือกับนายหวัง ลี่ผิง อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ประจำสถานทูตเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย คุณหยู หยาง และคณะพร้อมด้วย ผอ.สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ ผอ.กองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไทย-จีน มีความสัมพันธ์อันดีต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน รวมถึงการพัฒนายกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าด้านปศุสัตว์

ทั้งนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าด้านการค้าปศุสัตว์ และขยายความร่วมมือด้านวิชาการเชิงเทคนิค จึงได้เจรจาติดตามประเด็นที่คงค้างและขอความร่วมมือให้ทางสาธารณรัฐประชาชนจีนช่วยผลักดันในประเด็นด้านปศุสัตว์ ประกอบด้วย การขึ้นทะเบียนโรงงานเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออกจากไทยไปจีน การขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลการขึ้นทะเบียนโรงงานเพื่อส่งออกไปจีน ขยายขอบข่ายและการขยายกำลังการผลิตของโรงงาน การเปิดตลาดโคเนื้อมีชีวิตไปยังประเทศจีน ภายใต้โครงการ Sandbox ปศุสัตว์ ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นโครงการนำร่องกำหนดพื้นที่เป้าหมายในการควบคุมโรคสัตว์ เพิ่มช่องทางและโอกาสในการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านและตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ดี ไทยประสงค์ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายจีน ศึกษาดูงานส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการพื้นที่ทำ Sandbox ปศุสัตว์ของไทย

‘มนัญญา’ใช้ประกาศกระทรวงฯ กำหนดนำเข้าเมล็ดพันธุ์กัญชา-กัญชง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663398

‘มนัญญา’ใช้ประกาศกระทรวงฯ  กำหนดนำเข้าเมล็ดพันธุ์กัญชา-กัญชง

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หลังจากกระทรวงสาธารณสุข ประกาศปลดล็อกทุกส่วนของกัญชา กัญชง ไม่ใช่ยาเสพติดประเภท 5 ทำให้ประชาชนสามารถปลูกกัญชา กัญชง กระท่อม เพื่อใช้ประโยชน์ในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นได้อย่างถูกกฎหมาย กระทรวงเกษตรฯ จึงออกประกาศกระทรวงเกษตรฯ เรื่อง กำหนดพืช จากแหล่งที่กำหนดเป็นสิ่งต้องห้าม ข้อยกเว้น และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507 (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2565 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2565 เพื่อสนับสนุนการปลดล็อกและอำนวยความสะดวกการนำเข้าเมล็ดพันธุ์กัญชา กัญชง และกระท่อม เพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้พืชทั้งสามชนิดเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ให้ประชาชนทุกระดับ

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร จะมีการออกประกาศกรมวิชาการเกษตรเพื่อรองรับการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ของพืชทั้งสามชนิด เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน อย่างไรก็ตามขอย้ำว่า ทั้งหมดจะต้องไม่เป็นพืชที่มีการตัดต่อพันธุกรรม (GMO) ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมอำนวยความสะดวกให้กับทุกฝ่าย โดยจะมีการตั้งศูนย์ ONE Stop Service ที่ กรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารองค์ความรู้ของพืชทั้งสามชนิดให้กับประชาชน

นายระพีภัทร์ จันทร์ศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ภายหลังที่ปลดล็อกพืชทั้ง 3 ชนิดไม่ใช่ยาเสพติด มีผลให้ทั้ง 3 ชนิดนี้ มาอยู่ในการควบคุมของกรมวิชาการเกษตร เหมือนพืชทั่วไป แต่ยังต้องมีเงื่อนไขบางประการในการควบคุมการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ ศัตรูพืช และโรคพืช ดังนั้นกรมวิชาการเกษตร จึงได้ออกประกาศ2 ฉบับ ได้แก่ 1.ประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง เงื่อนไขการนำเข้าเมล็ดพันธุ์กัญชา กัญชง พ.ศ. 2565 และ 2.ประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง เงื่อนไขการนำเข้าเมล็ดพันธุ์กระท่อม พ.ศ.2565 กำหนดให้ประชาชนสามารถนำเข้าเมล็ดพันธุ์ของพืชทั้ง 3 ชนิด ได้จากทุกประเทศ โดยประเทศต้นทางต้องแนบใบรับรองปลอดศัตรูพืช (PhytoCertificate: PC) และใบรับรองว่าไม่ใช่พืชที่มีการตัดต่อพันธุกรรม (GMO) กำกับมาด้วย

ทั้งนี้ แปลงที่จะมีการเพาะจำหน่ายจะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยกรมฯ สามารถอนุญาตได้ภายใน 1 วันทำการ และสำหรับผู้ประสงค์ที่จะเป็นผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ไทยสามารถขออนุญาตเป็นผู้รวบรวมและจำหน่ายได้ที่กรมวิชาการเกษตร ผ่านเว็บไซต์กรมฯ ได้เช่นกันโดยจะต้องเป็นการจำหน่ายพันธุ์ที่มีการรับรองถูกต้องของกรมฯ จึงเชิญชวนนักวิจัย นักพัฒนา นักปรับปรุงพันธุ์ของกัญชง กัญชา ขึ้นทะเบียนเพื่อขอการรับรองพันธุ์ดังกล่าว สำหรับประชาชนที่ต้องการซื้อเมล็ดพันธุ์นำไปปลูกในครัวเรือนหรือเชิงพาณิชย์ ขอให้เลือกซื้อจากร้านค้าร้านจำหน่ายที่มีใบอนุญาตถูกต้องจากกรมวิชาการเกษตร

ปศุสัตว์ลุยยึด เนื้อเถื่อน1.9ล้านกก./มูลค่า169ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663379

ปศุสัตว์ลุยยึด  เนื้อเถื่อน1.9ล้านกก./มูลค่า169ล้าน

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รมว.เกษตรฯสั่งปศุสัตว์ใช้ก.ม.เข้มงวด จับกุมลงโทษยึดทำลายซากสัตว์ กันลักลอบนำเข้าหรือเคลื่อนย้ายเนื้อเถื่อนผิดกฎหมายต่อเนื่องเผยยึดทำลายซากสัตว์-เนื้อเถื่อน แตะ1.9ล้านกก.มูลค่า169ล้านบาท

เมื่อวันที่ 28มิถุนายน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย ทั้งได้คุณภาพมาตรฐาน มีความปลอดภัยอาหารปลอดจากโรคและสารตกค้างในสินค้าปศุสัตว์ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐมีภารกิจหน้าที่หลักในการควบคุมป้องกันโรคระบาดสัตว์ และกำกับดูแลสินค้าปศุสัตว์ให้มีคุณภาพมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร มีกฎหมายและพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่มีอำนาจบังคับใช้หลายฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าเพื่อจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 และระเบียบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้อาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 ในการตรวจสอบเข้มงวดในการนำเข้าซากสัตว์และการเคลื่อนย้ายสัตว์ เพื่อป้องกันการลักลอบ นำเข้า ส่งออกหรือนำผ่านราชอาณาจักรไทย และกันการลักลอบเคลื่อนย้ายซากสัตว์ผิดกฎหมายภายในประเทศ เพื่อเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดในสัตว์ จึงได้กำชับสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์โดยชุดปฏิบัติงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการตรวจสอบ รายงานและดำเนินการลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวดต่อเนื่องนั้น

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่ากรมปศุสัตว์รับข้อสั่งการได้ดำเนินงานอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง สรุปผลการดำเนินงานในการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 โดยเป็นผลดำเนินงานสะสมในปีงบประมาณ 2564-2565 แล้วรวมกว่า 531 ครั้ง ปริมาณซากสัตว์รวม 1,876,099.33 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 169,194,521 บาท แบ่งเป็นกรณีมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดมีการจับกุม 393 ครั้ง และกรณีไม่มีผู้กระทำความผิดเป็นการยึดทำลาย 138 ครั้ง ซึ่งเป็นผลงานปีงบประมาณ 2565 ดำเนินการแล้วรวม 165 ครั้ง เป็นปริมาณซากสัตว์ 656,016 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวม 53,550,966 บาท โดยเป็นกรณีมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดมีการจับกุม 113 ครั้ง และกรณีไม่มีผู้กระทำความผิดเป็นการยึดทำลาย 52 ครั้ง

ผลงานในปีงบประมาณ 2564 ดำเนินการ 366 ครั้ง เป็นปริมาณซากสัตว์ทั้งหมด 1,220,082.93 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวม 115,643,555 บาท โดยเป็นกรณีมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดมีการจับกุม 280 ครั้ง และกรณีไม่มีผู้กระทำความผิดเป็นการยึดทำลาย 86 ครั้ง ซึ่งจากการดำเนินงานสะสมในปีงบ 2564-2565 นั้น กรมปศุสัตว์ได้ทำลายซากสัตว์รวมสะสมแล้วกว่าจำนวน 334,693 กิโลกรัม (ปีงบ 65 จำนวน 241,594 กิโลกรัมและปีงบ 64 จำนวน 93,099 กิโลกรัม) คิดเป็นมูลค่าของกลางรวมสะสมกว่า 21,891,215 บาท (ปีงบ 65 มูลค่า 17,841,005 บาท และปีงบ 64 มูลค่า 4,050,210 บาท)

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด มีการตรวจสอบคุมเข้ม จับกุม ยึดทำลายแหล่งเนื้อเถื่อน ป้องกันการนำเข้า ลักลอบ นำผ่าน หรือเคลื่อนย้ายซากสัตว์ผิดกฎหมาย และลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการลักลอบและคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศให้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยไร้สารตกค้าง ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งได้ที่แอปพลิเคชัน DLD 4.0 หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225 -6888 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

ปศุสัตว์โชว์ผลงานยึดทำลายซากสัตว์-เนื้อเถื่อน แตะ 1.9 ล้านกก. มูลค่าทะลุ 169 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663183

ปศุสัตว์โชว์ผลงานยึดทำลายซากสัตว์-เนื้อเถื่อน แตะ 1.9 ล้านกก. มูลค่าทะลุ 169 ล้าน

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 09.03 น.

‘รมว.เกษตรฯ’ สั่งการปศุสัตว์บังคับใช้กฎหมายเข้มงวด จับกุม ลงโทษ ยึดทำลายซากสัตว์ กันลักลอบ นำเข้า หรือเคลื่อนย้ายเนื้อเถื่อนผิดกฎหมายต่อเนื่อง เผยยึดทำลายซากสัตว์-เนื้อเถื่อน แตะ 1.9 ล้านกก. มูลค่าทะลุ 169 ล้าน

28 มิถุนายน 2565 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย ทั้งได้คุณภาพมาตรฐาน มีความปลอดภัยอาหารปลอดจากโรคและสารตกค้างในสินค้าปศุสัตว์ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐมีภารกิจหน้าที่หลักในการควบคุมป้องกันโรคระบาดสัตว์ และกำกับดูแลสินค้าปศุสัตว์ให้มีคุณภาพมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร มีกฎหมายและพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่มีอำนาจบังคับใช้หลายฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าเพื่อจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 และระเบียบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้อาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 ในการตรวจสอบเข้มงวดในการนำเข้าซากสัตว์และการเคลื่อนย้ายสัตว์ เพื่อป้องกันการลักลอบ นำเข้า ส่งออกหรือนำผ่านราชอาณาจักรไทย และกันการลักลอบเคลื่อนย้ายซากสัตว์ผิดกฎหมายภายในประเทศ เพื่อเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดในสัตว์ จึงได้กำชับสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์โดยชุดปฏิบัติงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการตรวจสอบ รายงานและดำเนินการลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวดต่อเนื่องนั้น

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่ากรมปศุสัตว์รับข้อสั่งการได้ดำเนินงานอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง สรุปผลการดำเนินงานในการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 โดยเป็นผลดำเนินงานสะสมในปีงบประมาณ 2564-2565 แล้วรวมกว่า 531 ครั้ง ปริมาณซากสัตว์รวม 1,876,099.33 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 169,194,521 บาท แบ่งเป็นกรณีมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดมีการจับกุม 393 ครั้ง และกรณีไม่มีผู้กระทำความผิดเป็นการยึดทำลาย 138 ครั้ง ซึ่งเป็นผลงานปีงบประมาณ 2565 ดำเนินการแล้วรวม 165 ครั้ง เป็นปริมาณซากสัตว์ 656,016 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวม 53,550,966 บาท โดยเป็นกรณีมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดมีการจับกุม 113 ครั้ง และกรณีไม่มีผู้กระทำความผิดเป็นการยึดทำลาย 52 ครั้ง

ผลงานในปีงบประมาณ 2564 ดำเนินการ 366 ครั้ง เป็นปริมาณซากสัตว์ทั้งหมด 1,220,082.93 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวม 115,643,555 บาท โดยเป็นกรณีมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดมีการจับกุม 280 ครั้ง และกรณีไม่มีผู้กระทำความผิดเป็นการยึดทำลาย 86 ครั้ง ซึ่งจากการดำเนินงานสะสมในปีงบ 2564-2565 นั้น กรมปศุสัตว์ได้ทำลายซากสัตว์รวมสะสมแล้วกว่าจำนวน 334,693 กิโลกรัม (ปีงบ 65 จำนวน 241,594 กิโลกรัมและปีงบ 64 จำนวน 93,099 กิโลกรัม) คิดเป็นมูลค่าของกลางรวมสะสมกว่า 21,891,215 บาท (ปีงบ 65 มูลค่า 17,841,005 บาท และปีงบ 64 มูลค่า 4,050,210 บาท)

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด มีการตรวจสอบคุมเข้ม จับกุม ยึดทำลายแหล่งเนื้อเถื่อน ป้องกันการนำเข้า ลักลอบ นำผ่าน หรือเคลื่อนย้ายซากสัตว์ผิดกฎหมาย และลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการลักลอบและคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศให้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยไร้สารตกค้าง ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งได้ที่แอปพลิเคชัน DLD 4.0 หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225 -6888 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

กรมส่งเสริมฯเร่งควบคุม การผลิตผลไม้ภาคตะวันออกปี’65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663112

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับหน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐและเอกชน ประกาศใช้มาตรการควบคุมและป้องกันทุเรียนอ่อน ภาคตะวันออก ปี 2565 ตลอดช่วงฤดูกาลผลิต เพื่อสร้างการรับรู้และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมูลค่าการส่งออกทุเรียนผลสดสามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศกว่าหนึ่งแสนล้านบาทในปี 2564 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่หลายๆ ประเทศ มีการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและคุณภาพสินค้าทุเรียนแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด ขณะที่ทุเรียนไทยกลับประสบปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนด้อยคุณภาพ ออกจำหน่ายในช่วงต้นฤดูกาลผลิตที่ผลผลิตยังออกน้อย ทำให้ผู้บริโภคไม่มั่นใจในคุณภาพทุเรียนไทย หากไม่มีมาตรการใดๆ แก้ไขปัญหาเหล่านี้ อนาคตจะก่อให้เกิดความเสียหายได้

ในปีนี้กรมส่งเสริมการเกษตร จึงดำเนินโครงการศึกษาและประเมินผลการดำเนินงานตามมาตรการควบคุมและป้องกันทุเรียนอ่อนภาคตะวันออก ปีการผลิต 2565 เพื่อประเมินผลภาพรวมของมาตรการดังกล่าวในพื้นที่ภาคตะวันออก กำหนดพื้นที่ศึกษาใน จ.จันทบุรี เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกและผลผลิตทุเรียนสูงที่สุด รวมถึงเป็นศูนย์กลางการค้าทุเรียนของภาคตะวันออกด้วย

จากการศึกษาพบว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทานทุเรียน 5 กลุ่ม ได้แก่ เกษตรกร/มือตัดทุเรียน โรงคัดบรรจุ ผู้ประกอบการค้าปลีก ผู้บริโภค และเจ้าหน้าที่ชุดตรวจเฉพาะกิจ มีความเห็นตรงกันว่าเป็นมาตรการที่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการกำหนดวันเก็บเกี่ยวทุเรียนในระดับภาค เพราะทำให้ทราบระยะเวลาที่เหมาะสม เป็นการสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายว่าการเก็บเกี่ยวทุเรียนในช่วงเวลาที่กำหนดจะทำให้ได้ทุเรียนที่แก่ และสามารถตรวจพิสูจน์ตามหลักเกณฑ์ทางวิชาการได้ เพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีความแก่พอดีตามกำหนดในมาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.3-2556 ทุเรียน) ซึ่งการสุ่มตรวจผลผลิตทุเรียนจากแผงค้าปลีกใน จ.จันทบุรี ที่ตัดในวันที่กำหนดแต่ละพันธุ์ พบว่าค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งของเนื้อทุเรียนทั้ง 5 สายพันธุ์ สูงกว่าหรือเท่ากับค่ามาตรฐานที่กำหนด ได้แก่ พันธุ์กระดุมทอง 27% พันธุ์ชะนีและพันธุ์พวงมณี 30% พันธุ์หมอนทอง 32% ส่วนพันธุ์ก้านยาว ยังไม่มีการกำหนดค่าเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในมาตรฐานสินค้าเกษตรดังกล่าว จึงอนุโลมตามพันธุ์หมอนทองที่ 32%

นายเข้มแข็งกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ทุกภาคส่วนต้องเห็นความสำคัญและร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และให้ความสำคัญในการผลักดันสินค้าไม้ผลหลายชนิดไม่เพียงแต่ทุเรียน ให้เข้าสู่การรับรองมาตรฐานสินค้า GI ซึ่งจะเป็นการสร้างแบรนด์ของท้องถิ่นและเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า ปรับเปลี่ยนจากการแข่งขันกับสินค้าทั่วไปในท้องตลาด สู่ตลาดสินค้า
อัตลักษณ์ที่มีฐานลูกค้าโดยเฉพาะอีกด้วย

กรมชลฯเดินหน้าบริหาร กอนช.กำหนดจัดการน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663109

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกัน 43,319 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 57 ของความจุอ่างฯ ยังสามารถรับน้ำได้อีก 32,765 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,480 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 14,391 ล้าน ลบ.ม.เนื่องจากในระยะนี้ ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเพิ่มมากขึ้น จึงกำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศรวมถึงบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำตามช่วงเวลาสอดคล้องกับสถานการณ์

ทั้งนี้ ให้พร้อมปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝนทั้ง 13 มาตรการ ตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนด ที่สำคัญให้ตรวจสอบอาคารชลประทานให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ หมั่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง
ประสานขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดเก็บวัชพืชทางน้ำสายย่อย เพื่อไม่ให้วัชพืชไหลลงมาในทางน้ำสายหลักซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการระบายน้ำได้

ปศุสัตว์เร่งขับเคลื่อน การยกระดับคุณภาพ มาตรฐานอาหารสัตว์ ดำเนินการทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663104

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตว์แพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรม ปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้พัฒนาภารกิจด้านคุณภาพมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง ดำเนินโครงการปศุสัตว์ OK ตั้งแต่ปี 2558 บูรณาการร่วมกับเกษตรกร ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้การรับรองในขอบข่ายสินค้า 7 ชนิด ได้แก่ เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อเป็ด เนื้อโค ไข่ไก่สด ไข่เป็ดสด และ
ไข่นกกระทาสด เพื่อเป็นทางเลือกของผู้บริโภค

ทั้งนี้ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ ได้ประสานงานกับทางสำนักงานปศุสัตว์เขตและสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด เพื่อช่วยขับเคลื่อนและขยายผล “โครงการ 1 สถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ปศุสัตว์ OK ต่อ 1 อำเภอ” ภายใต้โครงการปศุสัตว์ OK ปัจจุบันมีสถานที่จำหน่ายโครงการปศุสัตว์ OK รวมทั้งหมด 7,973 แห่ง ประกอบด้วยสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์โครงการปศุสัตว์ OK ทั้งหมด 4,896 แห่ง และสถานที่จำหน่ายไข่สดโครงการปศุสัตว์ OK ทั้งหมด 3,077 แห่ง โดยสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์มีสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์โครงการปศุสัตว์ OK 818 อำเภอ (จากทั้งหมด 77 จังหวัด 935 อำเภอ) และสำหรับสถานที่จำหน่ายไข่สด จำนวนอำเภอที่มีสถานที่จำหน่ายไข่สดโครงการปศุสัตว์ OK มี 624 อำเภอ
(จากทั้งหมด 77 จังหวัด 935 อำเภอ) โดยผู้บริโภคสามารถค้นหาแหล่งร้านค้าปศุสัตว์ OK ได้โดยใช้แอปพลิเคชั่นแผนที่ (Google Maps) และค้นหาคำว่าร้านปศุสัตว์ OK เพิ่มความสะดวกในการค้นหาสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์และไข่สดใกล้บ้าน ได้สินค้าปลอดภัย

เกษตรฯเดินหน้าจันทบุรีมหานครผลไม้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663103

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตรที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ และคณะเดินทางไปติดตามงานด้านการบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก ปี 2565 และเยี่ยมภาคีเครือข่ายชาวนาเกลือ จ.จันทบุรี โดยมี นายสุพจน์ ภูติเกียรติขจร รอง ผวจ.จันทบุรี และคณะ ต้อนรับ โดยนายอลงกรณ์ ได้เป็นประธานประชุมเฉพาะกิจแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก ปี 2565 และมาตรการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไยในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุม
รับทราบ 1.รายงานสถานการณ์การผลิต-การตลาด-การขนส่ง และปัญหาอุปสรรค ของผลไม้ภาคตะวันออก ปี 2565

2.ความก้าวหน้าในการพัฒนาสนามบินท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี 3.ปัญหา อุปสรรค ตามมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไยที่ได้รับผลกระทบในฤดูกาลที่ผ่านมา นอกจากนี้ที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้ตัวแทนชาวสวนลำไยเสนอแนวทางการให้ความช่วยเหลือกรณีได้รับผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยขอให้รัฐบาลเยียวยาไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกินรายละ 25 ไร่ การยกเว้นดอกเบี้ยธนาคาร การลดต้นทุนการผลิต ฯลฯ

นายอลงกรณ์แจ้งว่า ดร.เฉลิมชัย มีนโยบายช่วยเหลือชาวสวนลำไย โดยให้รับฟังข้อเสนอจากชาวสวนลำไยโดยเมื่อเดือนที่แล้วได้ไปรับฟังชาวสวนลำไยภาคเหนือที่เชียงใหม่มาแล้ว และมอบหมายฝ่ายเลขานุการประมวลข้อคิดเห็นนำเสนอประกอบการพิจารณามติให้ความช่วยเหลือชาวสวนลำไยของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ หรือฟรุ้ตบอร์ด ในการประชุมครั้งถัดไป

ทั้งนี้ ในฐานะประธานคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการมหานครผลไม้ จะเร่งจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการผลไม้ครบวงจร
ที่จันทบุรี เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการผลไม้ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เร็วที่สุด โดยใช้พื้นที่ราชพัสดุที่ ต.วังโตนด เนื่องจากผลไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 2 แสนล้านบาท ในปีที่ผ่านมา ถือเป็น Fruit Economy ในมุมการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่

กรมการค้าภายในยัน ข้าวเปลือกชาวนาไม่ได้ตกต่ำ ข้าวถุงยังไม่ปรับราคาขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663116

กรมการค้าภายในยัน ข้าวเปลือกชาวนาไม่ได้ตกต่ำ ข้าวถุงยังไม่ปรับราคาขึ้น

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 19.10 น.

กรมการค้าภายในยัน ข้าวเปลือกชาวนาไม่ได้ตกต่ำ ข้าวถุงยังไม่ปรับราคาขึ้นและหลายรายการปรับราคาลดลง

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวข้าวเปลือกตกต่ำในรอบ 10 ปีแต่ข้าวถุงมีการปรับราคานั้น ขอเรียนว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากกรมการค้าภายในได้มีการติดตามสถานการณ์ข้าวเปลือกอย่างใกล้ชิดทุกวัน โดยราคาข้าวเปลือกความชื้นไม่เกิน 15% ประจำวันที่ 27 มิ.ย.65 ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคา 14,500 – 15,600 บาท/ตัน สูงกว่าราคาช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 10,862 บาท/ตัน ข้าวเปลือกปทุมธานี ราคา 11,000-11,700 บาท/ตัน สูงกว่าราคาช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 10,149 บาท/ตัน และข้าวเปลือกเจ้า ราคาตันละ 9,000 – 9,500 บาท สูงกว่าราคาช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 8,569 บาท/ตัน และขณะนี้มีความต้องการข้าวในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ในตลาดโลกยังคงทรงตัวสูง นอกจากนี้ ตลาดส่งออกข้าวไทยก็ยังมีความต้องการเข้ามาอย่างต่อเนื่อง 

สำหรับกรณีที่มีข่าวว่าราคาข้าวสารบรรจุถุงจะมีการปรับขึ้น 30 บาท/กก. ในต้นเดือนนั้น ในเรื่องนี้ กรมฯ ได้มีการประชุมกับสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงและผู้ประกอบการรายใหญ่ ยืนยันว่าไม่มีการปรับขึ้นราคา เป็นเพียงการปรับโปรโมชั่นเท่านั้น และผู้ประกอบการข้าวถุงหลายรายยังแจ้งด้วยว่าจะจัดส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง และในเดือนหน้าบางรายมีแผนที่จะปรับลดราคาลง 3% – 5% อีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับรายงานข่าว (27 มิ.ย.65) ที่ปรากฎว่าร้านโชว์ห่วยในจังหวัดระยองมีการปรับลดราคาจำหน่ายข้าวสารหอมมะลิบรรจุถุง 5 กก. ปรับลดลง 4-6 บาท/ถุง จากเดิม 194 บาท/ถุง เป็น 188 บาท/ถุง และบรรจุ 15 กก. ปรับลดลง 20 บาท/ถุง จาก 530 บาท/ถุง เป็น 520 บาท/ถุง ข้าวสารเจ้า (เส้าไห้) บรรจุถุง 5 กก. ปรับลดลง 3 บาท/ถุง จาก 108 บาท/ถุง เป็น 105 บาท/ถุง และบรรจุ 15 กก. ลดลง 10 บาท/ถุง จาก 295 บาท/ถุง เป็น 285 บาท/ถุง และข้าวเหนียวบรรจุถุง 5 กก. ลดลง 2 บาท/ถุง จาก 135 บาท/ถุง เป็น 133 บาท/ถุง และบรรจุ 15 กก. ลดลง 15 บาท จากเดิม 365 บาท/ถุง เหลือ 350 บาท/ถุง

อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเรื่องนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด ติดตามทั้งสถานการณ์ราคาพืชผลการเกษตรและสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด หากผู้บริโภคไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือพบว่ามีการปรับราคาจำหน่ายสูงเกินสมควร หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านปริมาณ  สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด

‘บิ๊กป้อม’จี้ขับเคลื่อนปฏิรูปแก้ปัญหาน้ำ-ที่ดิน ยันต้องให้เป็นธรรมและทั่วถึงครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663012

'บิ๊กป้อม'จี้ขับเคลื่อนปฏิรูปแก้ปัญหาน้ำ-ที่ดิน ยันต้องให้เป็นธรรมและทั่วถึงครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.30 น.

“พล.อ.ประวิตร” ลงจี้ขับเคลื่อนปฏิรูปแก้ปัญหาน้ำและที่ดินทำกินพื้นที่ภาคตะวันออก ยันต้องให้เป็นธรรมและทั่วถึงครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม 

เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางลงตรวจราชการ พื้นที่ จ.จันทบุรี เพื่อ ติดตามการแก้ปัญหาที่ดินทำกินและการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก พร้อมทั้งพบปะรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่  โดยรับฟังความคืบหน้า การแก้ปัญหาที่ดินทำกิน การพัฒนาแหล่งน้ำ และการแก้ปัญหาความมั่นคงไนพื้นที่ ณ ศาลากลาง จ.จันทบุรี จาก ผู้ว่าฯจันทบุรี และ หน.ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหน่วยงานในพื้นที่   

สรุปภาพรวม ปี 61-65  การพัฒนาน้ำในพื้นที่ จ.จันทบุรี จำนวน 704 โครงการ มีปริมาณน้ำเพิ่ม 316 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 95,000 ไร่ ครัวเรือนรับประโยชน์ 17,021 ครัวเรือน  สำหรับการแก้ปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่แปลงทุ่งฟ้าผ่า กว่า 4,200 ไร่ อยู่ระหว่างพิสูจน์สิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ครอบครอง และการบริหารจัดการให้ถูกต้อง 

พล.อ.ประวิตร  ขอบคุณทุกส่วนราชการ ที่ร่วมขับเคลื่อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปฏิรูปแก้ปัญหาที่ดินและน้ำที่ยั่งยืนอย่างจริงจัง  เพื่อให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน มีน้ำกระจายใช้อย่างทั่วถึงเป็นธรรมในทุกกลุ่ม โดยกำชับขอให้ สทนช. เร่งดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนในพื้นที่ 3 ลุ่มน้ำภาคตะวันออก และแหล่งนำ้ขนาดใหญ่  6 แห่งให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด  ให้ครอบคลุมทั้ง การอุปโภค บริโภค  พื้นที่การเกษตรที่สำคัญ โดยเฉพาะสวนผลไม้ รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำดิบสำรอง สนับสนุนพื้นที่ EEC  เพื่อลดปัญหาผลกระทบภัยแล้งและความต้องการน้ำที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต ทั้งนี้ ขอให้ สทนช. เข้าไปศึกษาแก้ปัญหาและบริหารจัดการประตูน้ำ เพื่อลดปัญหาความเค็มของแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำแม่กลอง จากน้ำทะเลหนุนไปพร้อมๆกับ การลงทำความเข้าใจและสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ไปด้วยกัน

ขณะเดียวกัน ให้เร่งแก้ปัญหาสิ่งกีดขวางและลำน้ำตื้นเขินในพื้นที่ชุมชนหนาแน่นและพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อลดปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นพร้อมกันไป ทั้งนี้ให้พิจารณาการบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย  พร้อมทั้ง ให้พิจารณาจัดทำโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี ฝั่งตะวันตก ( คลองน้ำใส ) โดยให้ ทส.เร่งรัดสนับสนุนการขอใช้ประโยชน์พื้นที่อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด รองรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ 

สำหรับ ปัญหาของประชาชน ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่แปลงทุ่งฟ้าผ่า ขอให้กรมธนารักษ์เร่งเข้าไปช่วยเหลือให้เหมาะสม  พร้อมกันนี้ ได้ย้ำ กกล.ป้องกันชายแดน จันทบุรี – ตราด ให้ความสำคัญ กวดขันการแก้ปัญหายาเสพติด และการลักลอบเข้าเมือง รวมทั้งสนับสนุนการค้าและเศรษฐกิจชายแดน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน   

จากนั้น พล.อ.ประวิตร ได้เดินทางไป ติดตามความคืบหน้า โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี ( คลองภักดีรำไพ ) ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จแล้ว  เพื่อป้องกันมิให้พื้นที่เขตเมือง ได้รับผลกระทบและความเสียหายจากน้ำท่วม  พร้อมกับพบประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากการแก้ปัญหาในพื้นที่ โดย พล.อ. ประวิตร ยืนยันความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการน้ำ ที่มุ่งความยั่งยืนและการกินดีอยู่ดีในลักษณะมีส่วนร่วมไปพร้อมกัน