เกษตรฯผนึกสพฐ.ทำMOU บูรณาการจัดทำบัญชีคู่งานสหกรณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/662123

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์พร้อมด้วยนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “การถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการจัดทำบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียงบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และสหกรณ์นักเรียน ให้แก่เด็กและเยาวชน” ระหว่างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรฯ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายอำพันธุ์ เวฬุตันติอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นายพัฒนะพัฒนทวีดล รองเลขาธิการ สพฐ.ลงนามในบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ที่กระทรวงเกษตรฯ

น.ส.มนัญญากล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายผลองค์ความรู้ด้านการจัดทำบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ให้เข้าถึงสถาบันการศึกษา โดยอบรมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการจัดทำบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง บัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนและสหกรณ์นักเรียน เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชน รักการจดบันทึกบัญชีซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน รู้จักการใช้บัญชีเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตสร้างวินัยทางการเงิน รู้จักการออมเงินและวางแผนทางการเงิน นำไปสู่การลงทุนในอนาคตสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในโรงเรียน ครอบครัวและชุมชน ได้อย่างยั่งยืน โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นโรงเรียนสังกัด สพฐ.ระดับประถมศึกษา และโรงเรียนในสังกัดคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ มีพื้นที่ดำเนินการทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ

“ปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สินครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แนวทางการแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือนให้ตรงจุด ต้องมีการให้ความรู้ด้านการเงิน สร้างวินัยทางการเงินและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย โดยเริ่มจากเด็กและเยาวชน ซึ่งคำว่าระบบบัญชีสหกรณ์ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของกระทรวงเกษตรฯ แต่มีความหลากหลาย อยากให้ทุกครัวเรือน โดยเฉพาะเด็กนักเรียนมีความเข้าใจและสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายตนเองได้” น.ส.มนัญญา กล่าว

ทั้งนี้ มีแนวทางดำเนินงานใน 3 ลักษณะ คือ On-site Online และ Onweb ในส่วนการดำเนินงานของ สพฐ.จะให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง บัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน รวมทั้งการจัดกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียน โดยแจ้งโรงเรียนในสังกัด บูรณาการเข้าสู่กลุ่มสาระการเรียนรู้เพื่อการจัดกิจกรรมดังกล่าวไม่น้อยกว่าปีการศึกษาละ3 คาบเรียน คาบเรียนละไม่น้อยกว่า 50 นาที และร่วมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ติดตามประเมินผลเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง และบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน กำหนดระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2565-2569 เพื่อขยายผลให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา ในสังกัด สพฐ.19,795 แห่ง รวม 1,023,243 คน

กยท.มั่นใจจัดสรรปุ๋ยได้ ให้เกษตรกรทันฤดูปลูก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/662121

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ปุ๋ยเคมีขาดแคลนอย่างหนัก และราคาปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่ออาชีพสายเกษตรกรรมทุกภาคส่วนไม่เฉพาะแต่พืชยางพาราเท่านั้น และอาจกระทบต่อปริมาณผลผลิตยางของเกษตรกร ทาง กยท.จึงมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยปรับลดสัดส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีและเพิ่มปริมาณการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และจัดหาปุ๋ยให้กับเกษตรกรโดยตรงแทนการจ่ายเงินให้เกษตรกรไปซื้อปุ๋ยที่มีราคาสูงในขณะนี้ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในการลดต้นทุนการปลูกยาง ควบคู่กับการช่วยลดปัญหาการค้าปุ๋ยปลอมที่เกิดขึ้นได้

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า ได้เร่งจัดหาปุ๋ยให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับการสนับสนุนปลูกแทนในปีนี้ ยืนยันว่าทันต่อฤดูกาลใส่ปุ๋ยในรอบฤดูปลูก (พฤษภาคม-สิงหาคม) อย่างแน่นอน ทั้งนี้ กยท.ไม่นิ่งนอนใจและเชื่อมั่นว่าสามารถจัดสรรปุ๋ยให้เกษตรกรชาวสวนยางได้โดยไม่กระทบต่อผลผลิตยาง

‘เฉลิมชัย’เผยข่าวดี ยอดส่งออกสินค้าปศุสัตว์เพียงแค่ 5 เดือนแรกปี 65 รวมแล้วกว่า 1 แสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/662093

'เฉลิมชัย'เผยข่าวดี ยอดส่งออกสินค้าปศุสัตว์เพียงแค่ 5 เดือนแรกปี 65 รวมแล้วกว่า 1 แสนล้าน

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 18.47 น.

“เฉลิมชัย”เผยข่าวดี ยอดส่งออกสินค้าปศุสัตว์เพียงแค่ 5 เดือนแรกปี 65 รวมแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท มูลค่าเพิ่มขึ้น 21% ชี้ครึ่งปีหลังยังปังส่งออกเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2565 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เผยข่าวดีว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรน่าไวรัส (COVID-19) ทั่วโลกที่มีแนวโน้มดีขึ้น มีการเปิดประเทศและอุตสาหกรรมเศรษฐกิจทั่วโลกมีการขยายและฟื้นตัว ส่งผลให้สินค้าปศุสัตว์ของประเทศไทยเป็นที่ต้องการทั่วโลก โดยเพียงแค่ 5 เดือนแรกของปี 2565 (มกราคม-พฤษภาคม) ยอดส่งออกยังคงพุ่งแรงเทียบกับ 5 เดือนแรกปี 2564 ก่อน รวมมูลค่ากว่า 106,656.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.82 % ปริมาณกว่า 1,014,611 ตัน เพิ่มขึ้น 2.08% ผลจากความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้าในการตรวจสอบ กำกับและควบคุมกระบวนผลิตด้านความปลอดภัยอาหารของกรมปศุสัตว์ ประเทศไทย เผยครึ่งปีหลังคาดการณ์จากเจรจาและเปิดตลาดคู่ค้าเพิ่มสำเร็จ ผลทำให้การส่งออกสินค้าปศุสัตว์ของไทยยังคงพุ่งปังเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจหน้าที่ในการกำกับควบคุมดูแลการผลิตสินค้าปศุสัตว์ตลอดห่วงโซ่การผลิต ให้ได้คุณภาพมาตรฐานเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคด้านความปลอดภัยอาหาร ตั้งแต่แหล่งที่มาของสัตว์จากฟาร์มมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) โรงฆ่าและโรงแปรรูปที่มีการปฏิบัติทางสุขลักษณะที่ดี (Good Hygiene Practices: GHPs) และระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (Hazard Analysis and Critical Control Points: HACCP) สอดคล้องตามข้อกำหนดของกฎหมายในประเทศ ตามระเบียบของประเทศคู่ค้า และตามหลักสากล โดยยอดส่งออกสินค้าปศุสัตว์ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2565 (มกราคม-พฤษภาคม) เปรียบเทียบกับช่วง 5 เดือนแรกของปี 2564 ( 5 เดือนแรกปี 64 ปริมาณ 993,916 ตัน มูลค่า 88,277.50 ล้านบาท) มีปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้นคิดเป็น 2.08%  มูลค่าเพิ่มขึ้น 20.82% ซึ่งในช่วงแค่ 5 เดือนแรกของปี 2565 นี้ได้มีการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปแล้วปริมาณกว่า 1,014,611 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 106,656.17 ล้านบาท แบ่งเป็นเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์แปรรูปปริมาณ 415,348.23 ตัน มูลค่า 54,016.07 ล้านบาท (สินค้าประเภทเนื้อไก่แปรรูปมากที่สุดคิดเป็น 61% คู่ค้าหลักคือญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป) สินค้ากลุ่ม Non-frozen ประกอบด้วย ไข่และผลิตภัณฑ์ไข่ นมและผลิตภัณฑ์นม น้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์ผึ้ง รังนกและผลิตภัณฑ์รังนก ซุปไก่สกัด อาหารกระป๋อง และอื่นๆ รวมปริมาณ 125,077.39 ตัน มูลค่า 10,784.77 ล้านบาท (สินค้านมและผลิตภัณฑ์นมมากที่สุดคิดเป็นประมาณ 80% รองลงมาคือกลุ่มสินค้าไข่และผลิตภัณฑ์ และกลุ่มสินค้าปลากระป๋อง ตามลำดับ) อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet food) ปริมาณ 366,317.07 ตัน มูลค่า 36,888.73 ล้านบาท (อาหารสัตว์เลี้ยงในภาชนะบรรจุปิดสนิทมากที่สุด รองลงมาคืออาหารเม็ด คู่ค้าหลักสำคัญคือ สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป) และอาหารปศุสัตว์ ปริมาณ 107,868.31 ตัน มูลค่า 4,966.61 ล้านบาท (เป็นปลาป่นมากที่สุด รองลงมาคืออาหารสำเร็จรูป และพรีมิกซ์ ตามลำดับ)

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวโน้มการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ในช่วงครึ่งหลังปี 65 นี้ ได้มีการเจรจาเปิดตลาดและขยายตลาดการส่งออก ส่งผลให้แนวโน้มปริมาณและมูลค่าการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ในช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงเพิ่มปริมาณและมูลค่าได้อย่างต่อเนื่อง จากสิงคโปร์มีการผ่อนปรนมาตรการนำเข้าสินค้าเนื้อสัตว์ปีกดิบทำให้ไทยส่งออกได้มากขึ้น มาเลเซียมีการนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากไทยมากขึ้นและจะมาตรวจประเมินพิจารณาขึ้นทะเบียนโรงงานนมเพิ่มเติม องค์การอาหารและยาของซาอุดิอาระเบีย (SFDA) อนุญาตให้นำเข้าไก่จากไทยได้หลังจากที่ระงับมานานและได้ขึ้นทะเบียนโรงงานสัตว์ปีกไทยเพิ่มอีก 11 โรงงาน ทำให้เป็นโอกาสในการเพิ่มตลาดส่งออกได้มากขึ้น นอกจากนี้แคนาดาจะตรวจประเมินโรงงานสัตว์ปีกเพื่อพิจารณาการนำเข้าเนื้อเป็ดแปรรูปปรุงสุกจากไทย และอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นที่ต้องการในตลาดโลกส่งออกเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีโรงงานผลิตอาหารคนที่ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์แล้วกว่า 337 แห่ง และโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแล้วกว่า 90 แห่ง ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการข่าวสารหรือข้อมูลเพิ่มเติมสามารถค้นหาได้ที่ http://www.dld.go.th หรือที่แอปพลิเคชัน DLD 4.0 หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

– 006

จีนปลดล็อก‘เซี่ยงไฮ้’ ปรับนโยบายZeroCOVID เปิดโอกาสการส่งออก ผลไม้-สินค้าเกษตรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661848

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ โพสต์ข้อความเฟซบุ๊คส่วนตัว กรณีจีนประกาศปลดล็อกเมืองเซี่ยงไฮ้ แบบไม่มีเงื่อนไข หลังจากล็อกดาวน์ปิดตายมาเป็นเวลานานพร้อมกับวิเคราะห์ว่าอาจเป็นสัญญาณการปรับเปลี่ยนนโยบาย Zero COVIDของรัฐบาลจีน ที่ใช้มาเป็นเวลากว่า 2 ปี โดยระบุว่า ข่าวดีวันนี้จากจีนครับ ปลดล็อกเซี่ยงไฮ้ 100% อาจเป็นสัญญาณเปลี่ยนนโยบาย Zero COVID ของจีนการส่งออกผลไม้และสินค้าเกษตรที่อั้นมาหลายเดือนจากปัญหาการขนส่งโลจิสติกส์ติดขัด และตลาดค้าปลีกค้าส่งในเมืองต่างๆ ของจีนปิดไปหลายร้อยแห่ง โดยเฉพาะเมืองเศรษฐกิจและเมืองท่าใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ ถูกล็อกดาวน์เป็นเดือน กระทบต่อการค้าระหว่างจีนกับโลกรวมทั้งประเทศไทย

ทั้งนี้ ฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ นครเซี่ยงไฮ้ รายงานว่ารัฐบาลเซี่ยงไฮ้ คลายการล็อกดาวน์ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยประกาศให้ประชาชนเดินทางเข้า-ออก จากชุมชนได้โดยไม่มีเงื่อนไข ให้รถส่วนบุคคลและรถขนส่งสินค้าเดินทางโดยไม่ต้องขออนุญาต บริษัทธุรกิจเอกชนสามารถเปิดดำเนินการได้ตามปกติ ระบบการขนส่งสาธารณะเปิดตามปกติ รวมทั้งให้ตลาดค้าส่งและค้าปลีกทั้งหมด ห้างสรรพสินค้าซูเปอร์มาร์เกต ร้านอาหาร และร้านค้าต่างๆเริ่มทยอยกลับมาเปิดให้บริการ ดังนั้น การประกาศเปิดเมืองเซี่ยงไฮ้ จึงเป็นข่าวดีที่จะเปิดโอกาสการส่งออกผลไม้และสินค้าเกษตรไปจีนได้เพิ่มขึ้น และอาจเป็นสัญญาณการปรับนโยบาย Zero COVID ของรัฐบาลจีนครั้งใหญ่ในการเปิดประเทศ

‘ประภัตร’มอบกระบือเกษตรกร เสนอ‘สานฝันสร้างอาชีพ’เพิ่มรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661850

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบกระบือให้กับเกษตรกรในโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เนื่องในงานวันอนุรักษ์ควายไทยที่วัดเขากาญจนาเขต อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี โดยมีหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรฯ ผู้นำภาคประชาชน และเกษตรกรเข้าร่วม โดยนายประภัตร เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าว เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานมอบกระบือ ให้แก่เกษตรกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน ทำให้เกษตรกรมีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้กระบือเป็นทรัพย์สินของตนเอง เป็นการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย รวมถึงเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 ได้กำหนดให้วันที่ 14 พฤษภาคมของทุกปีเป็น “วันอนุรักษ์ควายไทย” ดังนั้น กรมปศุสัตว์ จึงจัดกิจกรรมเพื่อเป็นการระลึกถึงวันอนุรักษ์ควายไทยมีกิจกรรมอนุรักษ์ควายไทย มีการมอบกระบือ 30 ตัว ให้เกษตรกรที่อยู่ในโครงการนี้ 30 ราย

นอกจากนี้ นายประภัตร ได้แนะนำ “โครงการสานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับรายได้เกษตรกร” และกำชับให้ส่วนราชการกระทรวงเกษตรฯ ใน จ.กาญจนบุรี เร่งประชาสัมพันธ์โครงการและสนับสนุนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ โดยสามารถยื่นความประสงค์ขอกู้ได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ 1.ยื่นขอกู้เงินที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาที่มีภูมิลำเนา หรือที่ตั้งของโครงการ (Walk in) และ 2. ให้ผู้ขอกู้ลงทะเบียนยื่นขอสินเชื่อผ่านช่องทางLine Official : BAAC Familyและนัดหมายผู้ขอกู้ผ่านระบบนัดหมาย ขอคำปรึกษาเบื้องต้นได้ที่หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ สำนักงานเกษตรฯ สำนักงานปศุสัตว์ หรือสำนักงานประมง ในท้องที่ มีวงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 100,000 บาท

นายประภัตร เน้นย้ำว่า โครงการสานฝันฯ ไม่ได้ทำข้อตกลงหรือความร่วมมือกับกลุ่มบุคคล/บริษัทใดบริษัทหนึ่ง ให้เข้ามาช่วยเหลือ และเรียกเก็บค่ามัดจำล่วงหน้าใดๆ ทั้งสิ้น หากมีการกระทำดังกล่าวถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ขอให้เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ช่วยกันเฝ้าระวัง ถ้าหากพบการกระทำผิดให้รีบแสดงตัวชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินโครงการสานฝันฯ และแนะนำขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดในทันที

อ.ส.ค.ผนึกอ.ต.ก.ขายนมไทย-เดนมาร์ค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661851

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า เพื่อเป็นการขยายช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์ตรา ไทย-เดนมาร์ค ให้กว้างขวาง จึงลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ในการจำหน่วยผลิตภัณฑ์ตราไทย-เดนมาร์ค ที่ร้านจำหน่ายในตลาด อ.ต.ก.รวมทั้งส่งเสริมทางด้านตลาดและประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันตลาด อ.ต.ก.ถือเป็นตลาดจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรที่ได้คุณภาพสูง จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่ อ.ส.ค.ได้เข้ามาทำตลาดในพื้นที่ดังกล่าว เชื่อมั่นว่าจะทำให้นมไทย-เดนมาร์ค ได้รับความนิยมมากขึ้น

“โดยความร่วมมือครั้งนี้ อ.ต.ก.จะทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการจัดหาสถานที่เพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตราไทย-เดนมาร์ค พร้อมทั้งการจัดหาบุคลากร รับผิดชอบดูแลการส่งเสริมการขายและจัดจำหน่าย ส่วนอ.ส.ค.จะเป็นผู้ดำเนินการจัดหาผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าตรานมไทย-เดนมาร์ค เพื่อมาจำหน่ายอย่างเหมาะสม รวมถึงให้การสนับสนุนส่งเสริมการจัดทำโปรโมชั่นหรือกลยุทธ์ด้านการตลาด กำหนดราคาจำหน่ายให้ อ.ต.ก.อย่างเหมาะสมโดยมีระยะเวลาสัญญาดำเนินการ 3 ปี” นายสมพร กล่าว

นายสมพรกล่าวอีกว่า ปัจจุบันนอกจากการให้ความสำคัญกับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ยังปรับกลยุทธ์ด้านส่งเสริมการตลาดและการขายในเชิงรุกในรูปแบบหลากหลายมากยิ่งขึ้น อาทิ จัดกิจกรรมรางวัลผู้โชคดีโครงการส่งเสริมการขายนมไทย-เดนมาร์ค เพื่อกระตุ้นยอดขายและตอบแทนลูกค้าเนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 60 ปี นมไทย-เดนมาร์คโดยมีการสะสมแต้มคะแนน เพียงส่งใบเสร็จรับแต้ม ผ่านระบบ Line Official : @Thai-Denmark แลกของพรีเมียม และใช้สิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ประจำเดือน

กรมข้าวโชว์งานวิจัย ศูนย์ฯอีสานพัฒนาข้าว-ชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661853

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมติดตามผลการดำเนินงานโครงการวิจัยและพัฒนา ภายใต้งบประมาณกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2565 กลุ่มศูนย์วิจัยข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่าการประชุมครั้งนี้ เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยและพัฒนาที่ดำเนินการสำเร็จ และผลงานวิจัยที่มีความก้าวหน้าในรอบปีงบประมาณที่ผ่านมาของกลุ่มศูนย์วิจัยข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อีกทั้งเป็นการเผยแพร่ผลงาน และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการ เพื่อเป็นการปรับปรุงการทำงานวิจัยในอนาคตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การนำเสนอผลงานวิชาการดังกล่าวเป็นการนำเสนอผลงานรูปแบบใหม่ที่สามารถร่วมประชุมได้ทั้งแบบ Onsite และ แบบ Online ผลงานวิชาการที่นำเสนอมีทั้งภาคบรรยาย 16 เรื่อง ภาคแผ่นภาพอีก 16 เรื่อง อาทิ ความสัมพันธ์ทางสายวิวัฒนาการและโครงข่ายแฮพโพลไทป์ของไรขาวศัตรูข้าวในประเทศไทย ประสิทธิภาพของชีวภัณฑ์เชื้อราสาเหตุโรคของแมลงเพื่อควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในระดับแปลงนาเกษตรกร การทดสอบประสิทธิภาพสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชในหญ้าดอกขาวที่ขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายกับกรมวิชาการเกษตร การศึกษาเปรียบเทียบชุดเทคโนโลยีการผลิตข้าวเหนียวที่เหมาะสมในสภาพนาชลประทาน และผลการตัดใบในนาหว่านข้าวแห้งไม่มีน้ำขังต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตข้าวหอมมะลิ

อย่างไรก็ดี จะครอบคลุมงานวิจัยและพัฒนาสาขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานปรับปรุงพันธุ์ข้าว เทคโนโลยีการผลิตข้าววิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว วิทยาการเมล็ดพันธุ์ เทคโนโลยีชีวภาพ การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์เชื้อพันธุกรรม ล้วนเป็นประโยชน์ โดยตรงต่อการพัฒนาข้าวและชาวนา

นักวิชาการ-ภาคเอกชน-รัฐ-พรรคการเมือง หนุนเกษตรเคมีเดินคู่อินทรีย์ ขับเคลื่อนศก. ดันไทยสู่ครัวโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661897

นักวิชาการ-ภาคเอกชน-รัฐ-พรรคการเมือง หนุนเกษตรเคมีเดินคู่อินทรีย์ ขับเคลื่อนศก. ดันไทยสู่ครัวโลก

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 20.14 น.

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน “เคมี พระเอกหรือผู้ร้าย ครั้งที่ 3” ในหัวข้อ “อินทรีย์ – เคมี โอกาสของไทย ภายใต้วิกฤตอาหารโลก” ร่วมด้วย นางสาวเพชรรัตน์ เอกแสงกุล ประธานกิตติมศักดิ์ กรรมการคณะกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมเคมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

นายสุภัค เหล่าดี เลขานุการฝ่ายวิชาการ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย ดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย นายสุรวุฒิ ศรีนาม เกษตรกรผู้ปลูกผักมาตรฐาน GAP และนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในนามนักวิชาการ ผู้แทนภาคเอกชน ภาครัฐ และเกษตรกร มาร่วมสะท้อนอุปสรรค โอกาส และแนวทางการบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์และเกษตรเคมีอย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกัน ผู้แทนพรรคการเมือง นำโดย นายอลงกรณ์ พลบุตร พรรคประชาธิปัตย์ นายสฤษฏ์พงษ์เกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทย นางสาวสกุณา สาระนันท์ พรรคเพื่อไทย และ ดร. เดชรัต สุขกำเนิด พรรคก้าวไกล ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และหาทางออกในการเพิ่มศักยภาพการผลิตวัตถุดิบทางการเกษตรอย่างมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ใช้ปัจจัยการผลิต ปุ๋ย และสารเคมีเกษตรเพื่ออาหารปลอดภัย ท่ามกลางกลุ่มนักวิชาการ ภาครัฐและเอกชน เกษตรกรเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า อีก 3 เดือนข้างหน้า โลกของเราจะเกิดการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง เนื่องจากวัตถุดิบหรือผลผลิตจากการเกษตรที่จะนำมาทำอาหารลดลง ปัจจุบัน เริ่มเห็นข่าวว่ามีกว่า 30 ประเทศที่งดส่งออกวัตถุดิบต่างๆ ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบทางเกษตรที่สำคัญที่สุดของโลก มีพื้นที่ทางการเกษตร 149 ล้านไร่ ซึ่งไม่สามารถขยายพื้นที่ทำการเกษตรไปได้มากกว่านี้ แต่ต้องผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากร จึงจำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพของการผลิตวัตถุดิบหรือผลผลิตจากการเกษตรที่จะนำมาทำอาหาร

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงได้ขับเคลื่อน One FTI โดย 45 กลุ่มอุตสาหกรรมร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ส่งเสริมให้เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีผ่านโครงการ Smart Agriculture Industry (SAI) ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และตรงตามความต้องการของตลาด อีกทั้งประสานความร่วมมือระหว่างกลุ่มผู้ผลิตกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรอุตสาหกรรมในกลุ่มพืชเศรษฐกิจใหม่อีกด้วย”

นางสาวเพชรรัตน์ เอกแสงกุล ประธานกิตติมศักดิ์ กรรมการคณะกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมเคมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวสนับสนุนว่า “ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะต้องให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรแบบ GAP (เกษตรเคมี) เพราะ ทุกวันนี้ราคาอาหารแพงขึ้น ต้นเหตุเกิดจาก ปัจจัยเริ่มต้นคือ ผลผลิตทางการเกษตรขาดแคลน ขณะเดียวกัน ทุกภาคส่วน จะต้องกลับมาดูความพร้อม และดำเนินการด้านนโยบายที่จะส่งเสริมศักยภาพการเกษตรของเรา ให้สามารถปฏิบัติได้จริง ด้วยความจริงที่ว่า ไม่มีสารเคมีใดไม่เป็นอันตราย ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการและการรู้จักใช้สารเคมีอย่างรับผิดชอบต่อสังคม ดังนั้น แนวคิดการบริหารจัดการเคมี จะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการใช้เคมีเพื่อประโยชน์ของประเทศในอนาคต”

ส่วนประเด็นร้อนตอนนี้ ปุ๋ยแพง ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ควรไปทางไหนดี นายสุภัค เหล่าดี เลขานุการฝ่ายวิชาการ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า “ปุ๋ยเคมีไม่ใช่สารพิษ แต่เป็นธาตุอาหารสำคัญของพืช ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตให้ภาคการเกษตรไทย จากสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศมากกว่า 95% ทำให้การควบคุมราคาจึงเป็นไปได้ยาก เกษตรกรจะต้องปรับตัวแสวงหาหนทางสร้างรายได้ให้มากขึ้น ด้วยการเพิ่มผลิตผลทางการเกษตรจากปัจจัยการผลิตให้มากขึ้น การเลือกใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยอินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นทางออกที่สำคัญ รวมทั้งการเลิกเผาตอซังในข้าวแล้วใช้วิธีไถกลบ จะเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย และเป็นการเพิ่มอินทรีย์ให้กับดินได้เช่นกัน”

ด้าน ดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย ถอดบทเรียนจากประเทศศรีลังกาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคการเกษตร เนื่องจากการเลิกใช้สารเคมีเกษตรเมื่อเมษายน 2564 พบว่า “ในระยะเวลาเพียง 6 เดือนหลังประกาศ รัฐบาลศรีลังกา ประสบปัญหาหลายประการ เช่น ผลผลิตด้านการเกษตรลดลง มูลค่าทางเศรษฐกิจเสียหายกว่า 774 ล้านเหรียญจากข้าวและใบชา ราคาอาหารเพิ่มขึ้น 5 เท่า ยากจนเพิ่มขึ้นกว่า 5 แสนราย จนในที่สุด ต้องพิจารณาใหม่และประกาศให้กลับมาใช้ปุ๋ยเคมีได้เช่นเดิมในเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา แต่ยังมีนโยบายห้ามใช้สารเคมีเกษตรอื่นๆ

จึงเป็นความท้าทายใหญ่ของศรีลังกาว่าจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตด้านอาหารได้หรือไม่ ดังนั้น ประเทศไทยต้องพิจารณาให้รอบด้าน โดยจัดให้มีการประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนและความคุ้มค่าของการใช้สารเคมีเกษตร เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจด้านนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังประเทศชั้นนำด้านการเกษตรของโลก อาทิ บราซิล ญี่ปุ่น เม็กซิโก จีน และสหรัฐอเมริกา ล้วนมีการประเมินทั้งสิ้น”

นายสุรวุฒิ  ศรีนาม เกษตรกรผู้ปลูกผักแบบ GAP (เกษตรเคมี) กรรมการบริหารบริษัท เรียลฟาร์ม จํากัด ได้เล่าประสบการณ์และความท้าทายสำหรับเกษตรกรไทยในการเลือกทำเกษตรอินทรีย์ และเกษตรแบบ GAP (เกษตรเคมี) ไว้ว่า “สินค้าเกษตรอินทรีย์ แม้ว่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดโลก แต่มีไม่มากนัก รวมทั้ง ความท้าทายสำคัญของเกษตรอินทรีย์ คือ การควบคุณภาพ ปริมาณการผลิตต่ำ และผลผลิตไม่มีความต่อเนื่องส่งให้ภาคอุตสาหกรรมอาหารได้ สิ่งนี้ ทำให้เกษตรกรหลายรายต้องล้มเลิกการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ไป หันมาผลิตเกษตรแบบ GAP ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ด้วยเพราะผู้ซื้อสนใจในเรื่องราคาที่สามารถแข่งขันได้ และสินค้าได้ตามมาตรฐานการส่งออกและนำเข้าในต่างประเทศ”

ขณะเดียวกัน นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “กรมวิชาการเกษตรได้วิจัยและหานวัตกรรมในการเพิ่มศักยภาพในการผลิตพืชอย่างต่อเนื่อง ทั้งการผลิตแบบอินทรีย์และแบบ GAP (เกษตรเคมี) สามารถนำรายได้เข้าประเทศมากกว่า 7 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าในระบบเกษตรปลอดภัยหรือ GAP ทั้งนี้ มีการควบคุมปัจจัยการผลิตอย่างเข้มข้น ทั้งปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ได้อย่างเหมาะสมและเพียงพอ รวมทั้ง สารกำจัดศัตรูพืช ได้บริหารจัดการนำเข้ามาเพิ่มเติมโดยในปีนี้ คาดว่าจะเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร ที่สำคัญที่สุด กรมวิชาการเกษตรมีความพร้อมในการช่วยเหลือและให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการใช้ปัจจัยการผลิตทั้งการเกษตรระบบ GAP และเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มที่”

นอกจากนี้ ผู้แทนจาก 4 พรรคการเมือง ได้เสนอแนวทางการผลักดันภาคการเกษตรไทยไปสู่ครัวโลกได้อย่างน่าสนใจ โดย พรรคประชาธิปัตย์ นายอลงกรณ์ พลบุตร ให้ความสำคัญในเรื่อง “เกษตรเคมีและเกษตรอินทรีย์เหมือนจะเป็นเส้นทางคู่ขนาน แต่นโยบายของพรรคจะผสมผสานทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน มุ่งเน้นทั้งในด้านเกษตรอินทรีย์ เกษตรเคมี และเกษตรอินทรีย์-เคมี จะเป็นยุทธศาสตร์หลักสำหรับอนาคตของประเทศไทย ไม่อยากให้เกิดการแบ่งแยกเป็นกลุ่มเกษตรเคมีหรืออินทรีย์”

ส่วนพรรคภูมิใจไทย นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เน้นว่า “นโยบายของพรรคให้ความสำคัญต่อเกษตรกร ทั้งการเกษตรอินทรีย์และเกษตรเคมี แต่ต้องพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ไม่มีการเกษตรแบบใดเป็นพระเอก ต้องมีความสมดุลทั้งสองส่วน หัวใจสำคัญคือการให้องค์ความรู้ต่อเกษตรกร และปรับพฤติกรรมการใช้สารเคมีการเกษตรอย่างถูกต้องและมีความรับผิดชอบ”

ด้าน พรรคก้าวไกล ดร. เดชรัต สุขกำเนิด ได้เสนอแนวทางจัดการภาคการเกษตรไทยว่า “หัวใจสำคัญคือการเพิ่มทางเลือกให้เกษตรมากขึ้น ด้วย 1) แนวทางการผลิตสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นตอบโจทย์ภายในท้องถิ่น 2) แนวทางผลิตสินค้าแบบเดิมแต่ต้นทุนการผลิตต่ำลง และ 3) แนวทางพัฒนาสินค้าเกษตรสู่ตลาดพรีเมี่ยม ทั้งนี้ จะต้องปลดล็อคหนี้สิ้นก่อน และเพิ่มงบประมาณที่เกี่ยวข้องโดยตรงต่อเกษตรกร เพื่อให้ท้ายที่สุดเกษตรกรจะสามารถเลือกการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์หรือเคมี และตอบสนองต่อทางเลือกต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

และ พรรคเพื่อไทย นางสาวสกุณา สาระนันท์ เสริมว่า “เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาภาคการเกษตรไทย คือ เพิ่ม GDP ภาคการเกษตร มุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรต้นน้ำ ภายใต้แนวคิด ‘ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้’ ผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการ ใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มผลผลิตลดต้นทุน และเพื่อไทยซึ่งเป็นมืออาชีพด้านการบริหารจัดการ สามารถทำนโยบายที่ดีสู่การเพิ่มรายได้ของเกษตรกรให้สำเร็จได้อย่างแน่นอน อย่างที่เคยทำมาแล้วในอดีต”

“ท้ายที่สุด การพัฒนาภาคการเกษตรของไทย ถึงเวลาแล้วที่จะต้องหันมาสนับสนุนการผลิตแบบ GAP (เกษตรเคมี) อย่างจริงจัง ทั้งในด้านนโยบายและแนวทางปฎิบัติ เพราะการใช้สารเคมีในการผลิตแบบ GAP อย่างมีความรับผิดชอบ ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้ผลผลิตสูงคุ้มค่าต่อการลงทุน และปลอดภัยต่อทั้งผู้บริโภค เกษตรกร และสิ่งแวดล้อม เกิดความยั่งยืนทางการเกษตร นโยบายรัฐจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน เพราะเราต้องเพิ่มศักยภาพการผลิตให้เพียงพอต่อประชากรที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่พื้นที่เพาะปลูกเท่าเดิม เพื่อผลักดันเศรษฐกิจและการส่งออกของประเทศ” นายชัยวัฒน์ นิยมการ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเคมี  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวสรุป

จัดระเบียบ‘โดรนเกษตร’จี้ออกแนวปฏิบัติชัดเจน หลังพบปัญหาใช้แบบไร้ควบคุม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661843

จัดระเบียบ‘โดรนเกษตร’จี้ออกแนวปฏิบัติชัดเจน หลังพบปัญหาใช้แบบไร้ควบคุม

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 18.05 น.

จัดระเบียบ‘โดรนเกษตร’จี้ออกแนวปฏิบัติชัดเจน หลังพบปัญหาใช้แบบไร้ควบคุม

21 มิ.ย. 2565 กลุ่มอุตสาหกรรมเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วกมับ สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตร จัดงานเสวนา “เคมี พระเอกหรือผู้ร้าย ครั้งที่ 3” หัวข้อ “อินทรีย์-เคมี โอกาสของไทย ภายใต้วิกฤตอาหารโลก” ณ รร. MARRIOTT Marquis Queen’s Park ซ.สุขุมวิท 22 ถ.สุขุมวิท กรุงเทพฯ

โดยในช่วงหนึ่งของงาน นางจรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และอดีตผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ระยะหลังๆ มีเกษตรกรสนใจนำอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน (Drone) มาใช้ฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืชกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกฎระเบียบออกมากำกับดูแลโดยเฉพาะ มีเพียงการจดทะเบียนโดรนเป็นการทั่วไป จึงอยากให้กรมวิชาการเกษตรเร่งออกแนวปฏิบัติที่ชัดเจนด้วย

“ปัญหาที่เราเห็นทุกวันนี้คือเกษตรกรใช้กันไปแล้วก็ไม่เข้าใจ มีปัญหาผลกระทบกับสถานที่ข้างเคียง พ่นอ้อยเสร็จละอองปลิวไปโดนมันสำปะหลัง หรือไปโดนผักโดนอะไร ทะเลาะกันเยอะแยะมากมายเลยในเฟซบุ๊ก แม้กระทั่งสมาคมก็ได้รับคำถามนี้มาก เรายังไม่มีมาตรฐานควบคุมเลยที่ชัดเจน เราพ่นยาฆ่าหญ้าเราพ่นอย่างไร พ่นยาฆ่าแมลงพ่นอย่างไร วิธีการที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เราต้องการ Protocol (แนวปฏิบัติ) ที่ชัดเจน เพราะในเมื่อพ่นไปแล้วไม่ได้ผลก็ต้องพ่นซ้ำ พอพ่นซ้ำมันก็ปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม” นางจรรยา กล่าว

ด้าน นายสุรวุฒิ ศรีนาม กรรมการบริษัท เรียลฟาร์ม จำกัด กล่าวเสริมว่า เวลาที่ประเทศไทยต้องการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม ก็สนับสนุนให้นำโดรนมาพ่นยาต่างๆ แต่ลืมคิดไปว่าการใช้โดรนก็ต้องมีสารเคมีที่เหมาะสมด้วย ซึ่งสารที่ใช้อยู่ในปัจจุบันใช้กับโดรนไม่ค่อยได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นสารแบบสัมผัสและดูดซึมแต่ไม่เคลื่อนย้าย เวลาพ่นด้วยโดรนจะไม่โดนทุกส่วนของพืช แต่เมื่อจะไปหาสารที่มีประสิทธิภาพและใช้งานร่วมกับโดรนได้ ผู้ประกอบการก็ประสบปัญหาอีก เช่น การยื่นขอขึ้นทะเบียน จึงอยากให้รัฐบาลไทยมีความชัดเจนกับเรื่องนี้

‘มนัญญา’จี้งานมหกรรมพืชสวนโลกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661595

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี ว่าการจัดงานดังกล่าวประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569-14 มีนาคม 2570 ในพื้นที่สาธารณประโยชน์หนองแด อ.เมือง จ.อุดรธานี 1 พันไร่ ซึ่งกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับจังหวัดอุดรธานี ดำเนินการคาดว่าตลอด 134 วัน จะสร้างรายได้กว่า 32,000 ล้านบาท และหนุนผลิตภัณฑ์มวลรวม 20,000 ล้านบาท จ้างแรงงานกว่า 81,000 อัตรา รายได้จากภาษี 7,700 ล้านบาท

“หัวใจสำคัญของหัวข้อการจัดงานคือชูความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดออกมาให้มากที่สุด ซึ่งได้ย้ำกับทางจังหวัด ว่าต้องระวังในขั้นตอนปรับภูมิทัศน์ไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ และในการส่งน้ำจากเขื่อนห้วยหลวงเพื่อรักษาระดับน้ำเสริมภูมิทัศน์ต้องไม่กระทบต่อผู้ใช้น้ำ ทั้งนี้ ทางผู้ว่าฯ และกรมชลประทาน ชี้แจงว่าจะไม่กระทบ และได้ทำประชาพิจารณ์กับประชาชนแล้ว หลังจากจัดงานจะเกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ สร้างรายได้ให้จังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง” รมช.เกษตรฯ กล่าว

ทั้งนี้ ผวจ.อุดรธานี เตรียมเสนอกระทรวงมหาดไทย อนุมัติปรับจากที่ดินสาธารณประโยชน์ เป็นที่ราชพัสดุ เพื่อการส่งมอบพื้นที่ให้ท้องถิ่นดูแลภายหลังจบงาน อีกทั้งจังหวัดอุดรธานี ได้มีการประชุมและมีมติเมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ดังนี้ 1.คำสั่งตั้งคณะกรรมการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ เสนอนายกรัฐมนตรี ลงนามตั้งคณะกรรมการ 2 คณะคือคณะกรรมการอำนวยการการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี 2569 และคณะกรรมการบริหารการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ 2.สถาบันวิจัยพืชสวนทำหนังสือเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ในกรณีการใช้พื้นที่จัดงานที่ทุ่งหนองแดขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ และ 3.การจัดทำร่าง TOR Master Plan