ปศุสัตว์ระดมความเห็น ร่างมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่ ยกระดับผลิตไข่คุณภาพ เพิ่มศักยภาพสู้ตลาดโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661593

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีการเลี้ยงไก่ไข่ในเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้น มีการนำเทคโนโลยีมาช่วยในระบบการผลิต การปรับปรุงสายพันธุ์ โดยปี 2564 มีแม่ไก่ไข่ยืนกรงเฉลี่ย 50.9 ล้านตัว ผลิตไข่ไก่ถึง 15,420 ล้านฟอง นับเป็นมูลค่าสูงถึง 42,405 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เนื่องจากปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจของโลกส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการค้าของสินค้าเกษตรไทย ทำให้ตลาดเกิดการแข่งขันทางการค้า จึงเป็นการดีที่จะมีนโยบายจัดทำมาตรฐานสินค้า เพื่อส่งเสริมให้สินค้าเกษตรมีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับและสร้างความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับความสำคัญในการจัดทำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่ไข่รุ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเลี้ยงไก่ไข่รุ่น ลดความเสี่ยงและควบคุมปัญหาโรคระบาดที่เกิดจากฟาร์มที่ยังไม่เข้าสู่ระบบมาตรฐาน เพื่อให้มีมาตรฐานสินค้าเกษตรครอบคลุมการผลิตไข่ไก่ตลอดห่วงโซ่การผลิต เป็นประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร โดยคำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย สุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาด ASEAN Economic Community (AEC) และต่างประเทศได้

การจัดสัมมนาระดมความเห็นครั้งนี้ เป็นขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญในกระบวนการจัดทำมาตรฐาน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้แสดงความคิดเห็น เพื่อให้มาตรฐานอยู่ในแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

‘เฉลิมชัย’โชว์ผลงานปศุสัตว์ คุมโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกรสำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661597

‘เฉลิมชัย’โชว์ผลงานปศุสัตว์  คุมโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกรสำเร็จ

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ร่วมถก : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร โดยกรมปศุสัตว์สามารถควบคุมการระบาดและกำจัดโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันควบคุมโรคและกำจัดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ครั้งที่ 5 โดยมี นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยที่ประชุมได้มีการรายงานสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever : ASF) ในประเทศไทย โดย ดร.เฉลิมชัย กล่าวว่าสถานการณ์โรค ASF พบการระบาดทั้งหมด42 ประเทศ 4 ทวีป ประกอบด้วย ทวีปยุโรป 17 ประเทศ ทวีปแอฟริกา 8 ประเทศ โอเชียเนีย1 ประเทศ และทวีปเอเชีย 16 ประเทศ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่สามารถควบคุมได้ และมีแนวโน้มจะขยายวงกว้างเพิ่มขึ้นอีก

ทั้งนี้ จากมาตรการควบคุมโรคที่เข้มข้นของกรมปศุสัตว์ ส่งผลให้สถานการณ์การระบาดของโรค ASF ในประเทศไทย มีทิศทางที่ดีขึ้น โดยตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม-ปัจจุบัน พบการระบาดทั้งสิ้น 30 จังหวัด โดย 26 จังหวัด สามารถควบคุมโรคและตรวจซ้ำไม่พบโรคมากว่า 30 วัน ในภาพรวมขณะนี้ประเทศไทยสามารถควบคุมและกำจัดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและเริ่มออกมาตรการต่างๆ พร้อมสนับสนุนการกลับมาเลี้ยงใหม่ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการแล้ว

สำหรับแนวทางที่เกษตรกรหรือผู้ประกอบการฟาร์มสุกรจะกลับมาเลี้ยงใหม่นั้น กรมปศุสัตว์ มีข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับทุกฟาร์ม โดยให้เกษตรกรเข้ารับการอบรมการเลี้ยงและป้องกันโรคปีละ 1 ครั้ง ในรัศมี5 กิโลเมตร ต้องไม่มีรายงานโรคอย่างน้อย 30 วัน ระบบฟาร์มต้องเป็น “ฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม” (Good Farming Management ; GFM) ขึ้นไป
และจะมีเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ เข้าไปประเมินความเสี่ยง ฟาร์มทั่วไปต้องได้ 60 คะแนนขึ้นไปและฟาร์มที่เคยพบโรคหรือมีความเชื่อมโยงโดยตรง ต้องได้คะแนน 80 ขึ้นไป นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับฟาร์มกลุ่มเสี่ยงทั้งที่เคยพบผลบวกหรือลบแต่มีความเสี่ยง จำเป็นจะต้องพักฟาร์มไม่น้อยกว่า 90 วัน และเริ่มเลี้ยงสุกรได้ ร้อยละ 10-15 เป็นเวลา 6 สัปดาห์ และเก็บตัวอย่าง หากไม่มีการะบาดของโรคก็สามารถเลี้ยงได้ตามปกติ

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ ร่วมกับหน่วยงานมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจสุกรอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2565 พบว่ามีสุกรแม่พันธุ์ ประมาณ 1 ล้านตัวในระบบ โดยปริมาณความต้องการบริโภคในประเทศอยู่ที่เดือนละ 1.5 ล้านตัว และจากผลการสำรวจสุกรขุน ในแต่ละเดือนประมาณ 9 ล้านตัว ตามรอบการผลิตสุกรขุน ประมาณ 6 เดือน ดังนั้น ต้องขอเน้นย้ำกับประชาชนว่าปริมาณสุกรขุน มีเพียงพอต่อความต้องการในประเทศอย่างแน่นอน

กรมชลฯบริหารจัดการน้ำ เคร่งครัดมาตรการกอนช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661594

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำแหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 43,336 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 57ของความจุอ่างฯ ยังสามารถรับน้ำได้อีก 32,749 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,475 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 14,396 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากในระยะนี้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเพิ่มมากขึ้น จึงกำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศเฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศรวมถึงบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำตามช่วงเวลา

พร้อมกันนั้นให้ปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝนทั้ง 13 มาตรการ ตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนด ที่สำคัญให้ตรวจสอบอาคารชลประทานให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ หมั่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ จัดเก็บวัชพืชไม่ให้วัชพืชไหลลงมาในทางน้ำสายหลักซึ่งจะส่งผลต่อการระบายน้ำ

เกษตรฯอัปเกรดบริการ เพิ่มศักยภาพ22หน่วย176ระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661339

เกษตรฯอัปเกรดบริการ  เพิ่มศักยภาพ22หน่วย176ระบบ

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 กล่าวว่า กำลังเร่งอัปเกรดบริการภาครัฐ สู่กระทรวงเกษตร 4.0 เพื่อยกระดับศักยภาพและประสิทธิภาพภาคเกษตรภายใต้ “5 ยุทธศาสตร์” และนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ของ ดร.เฉลิมชัยศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสไทยในฐานะครัวโลกในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนอาหารจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ 22หน่วยงาน กำหนดเป้าหมายให้บริการแก่ประชาชนในรูปแบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ 176 ระบบ โดยได้ดำเนินการแล้วเสร็จและให้บริการเรียบร้อยแล้ว 167 ระบบ และอยู่ระหว่างการพัฒนา 9 ระบบ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2565

สำหรับระบบบริการจะมุ่งเน้นให้บริการครอบคลุมตลอดวัฏจักรการทำการเกษตร ตั้งแต่การวางแผนการผลิตจนถึงการตลาด อาทิ ระบบตรวจสอบดิน (กรมพัฒนาที่ดิน) ระบบโปรแกรมประยุกต์การคำนวณการให้อาหารกุ้งทะเล (กรมประมง) ระบบการขอใบอนุญาตนำหรือเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ภายในราชอาณาจักร(ร.3 /ร.4 /ร.5) (กรมปศุสัตว์) ระบบงานยื่นคำขอและออกใบสำคัญขึ้นทะเบียน/ใบรับรอง/ใบอนุญาตนำเข้าปุ๋ย (กรมวิชาการเกษตร)รวมทั้งยังมีระบบที่เชื่อมโยง ข้อมูลกับระบบ National Single Window (NSW) ของกรมศุลกากร เพื่อการออกใบอนุญาตที่สำคัญต่างๆ ใบสำคัญในการนําเข้า-ส่งออก หรือการรับรองผลการตรวจสุขอนามัยพืชและสัตว์(55 ระบบ)

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้งาน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการขับเคลื่อน Big Data และ Gov Tech ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ของกระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำ Web Application “ระบบบริการภาครัฐ: http://mis.oae.go.th/rservice” เพื่อเป็นช่องทางการเข้าถึงบริการของกระทรวงเกษตรฯ โดย “ระบบบริการภาครัฐ” มีเมนูจำแนกตามกิจกรรมบริการที่สอดคล้องกับวัฏจักรการทำการเกษตรทั้ง 6 ด้าน ประกอบด้วย 1.การวางแผนการผลิต 2.การหาปัจจัยการผลิต 3.การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ดูแลรักษา 4.การเก็บเกี่ยว 5.การแปรรูป การเพิ่มมูลค่า และ 6.การตลาด การจำหน่าย

นอกจากนี้ ยังมีเมนูพิเศษอื่นๆ เพื่อการสืบค้นและสามารถเข้าถึงงานวิจัย ตลอดจนรายชื่อองค์ความรู้เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมของศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (ศูนย์ AIC 77 จังหวัด) โดยผู้ใช้งานสามารถค้นหาระบบที่ต้องการได้ทันที และระบบจะเชื่อมโยงไปหน่วยงานต้นทางที่พร้อมให้บริการได้อย่างสะดวกรวดเร็วและง่ายต่อการใช้งาน

‘ประภัตร’หารือทูตเยอรมัน แสดงนวัตกรรมเกษตรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661334

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ให้เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งจัดโดย นายเก-ออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย โดยมีนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักการเกษตรต่างประเทศ และผู้แทนจากกรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรฯ และกรมชลประทาน เข้าร่วม

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตฯ กล่าวขอบคุณกระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นเจ้าภาพร่วมกับ German Agriculture Society (DLG) และกระทรวงอาหารและเกษตรแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMEL) ในการจัดงาน AGRITECHNICA ASIA & HORTI ASIA 2022 และร่วมจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรไทย ในโซน Thailand Smart Farming Pavilion ที่ศูนย์การประชุมไบเทค บางนา กทม.

ในโอกาสนี้ นายประภัตร ได้พบปะหารือกับ ดร.เจิ่น แทงห์ นาม รมช.เกษตรและพัฒนาชนบท ประเทศเวียดนาม และได้แลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

กรมชลฯกำกับงาน ชลประทานทั่วไทย รับมือมีฝนตกหนัก แก้ปัญหาระบายน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661336

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 43,343 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 57 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรับน้ำได้อีก 32,742 ล้านลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 10,407 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 14,464 ล้านลบ.ม. ภาพรวมสถานการณ์น้ำยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ทั้งนี้ ได้กำชับไปยังสำนักงานชลประทานและศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด นำข้อมูลมาวิเคราะห์ในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ คำนึงถึงปริมาณ เวลา ผลกระทบ ผู้มีส่วนได้เสีย ความมั่นคงของอาคารชลประทาน และระเบียบกฎหมายข้อบังคับ เป็นหลัก เชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำระหว่างสำนักงานชลประทานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมปฏิบัติตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กำหนดอย่างเคร่งครัด เน้นย้ำความพร้อมของอาคารชลประทานและระบบโทรมาตรต้องพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งหมั่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอยู่สม่ำเสมอ เพื่อให้การระบายน้ำทำได้ดียิ่งขึ้น

‘มนัญญา’เดินหน้าสานต่ออาชีพเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661333

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรท่าบ่อ จำกัด และพบปะเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร ที่ จ.หนองคาย โดยมี นางวนิดา อมาตย์ทัศน์สหกรณ์จังหวัดหนองคาย นายปกรณ์ ศรีหาราช ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรท่าบ่อ จำกัด สมาชิกสหกรณ์ฯ และเกษตรกร ต้อนรับ

ในโอกาสนี้ น.ส.มนัญญา ได้รับฟังปัญหาด้านการเกษตร โดยชื่นชมสหกรณ์การเกษตรท่าบ่อ จำกัด และสมาชิก ที่สนับสนุนโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ ให้มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพทางการเกษตร นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในสหกรณ์ รวมทั้งยังได้ให้ความสำคัญและให้ความร่วมมือในการดำเนินการตามนโยบายต่างๆ จึงเชิญชวนสหกรณ์ภาคเกษตร มาเป็นต้นแบบการพัฒนาอาชีพทางการเกษตร สร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพทางการเกษตรให้แก่สมาชิกสหกรณ์ ใช้แนวทางของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการประกอบอาชีพทางการเกษตรและดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ รมช.เกษตรฯ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการและการจัดแสดงและจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร และสินค้าแปรรูปมากมาย อาทิ ข้าวแปรรูปของสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.หนองคาย จำกัด ผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งของสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงผึ้งโพรงป่า ต.พระพุทธบาท จำกัด และพบปะผู้แทนเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ ซึ่งมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ 36 รายที่ผ่านมา สำนักงานสหกรณ์ จ.หนองคาย ได้จัดประชุมชี้แจงและจัดโครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงานโครงการสร้างเครือข่ายลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเรียนรู้ร่วมกันรวมทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรต่างๆ ตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

นายกฯปลื้มชาวอุดรฯร่วมใจเป็นเจ้าภาพงานพืชสวนโลก ‘เฉลิมชัย’ยันรัฐหนุนเต็มที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661256

นายกฯปลื้มชาวอุดรฯร่วมใจเป็นเจ้าภาพงานพืชสวนโลก ‘เฉลิมชัย’ยันรัฐหนุนเต็มที่

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 08.54 น.

นายกฯปลื้มชาวอุดรทุกฝ่ายร่วมใจเตรียมเป็นเจ้าภาพงานพืชสวนโลก รมต.เฉลิมชัย ลงตรวจพื้นที่ยืนยันรัฐบาลสนับสนุนเต็มที่

19 มิถุนายน 2565 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมการเป็นเจ้าภาพจัดงานพืชสวนโลก ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 (134 วัน) ที่ ต.กุดสระ อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งรัฐบาลได้เห็นชอบในการสนับสนุนงบประมาณในขั้นต้น 2,500 ล้านบาท มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ร่วมกับภาคส่วนต่างๆใน จ.อุดรธานี

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี ประธานสภาหอการค้าจังหวัด ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด และทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้อง และรายงานให้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทราบถึงความตื่นตัวและความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย เพราะประชาชนทราบดีว่างานนี้เป็นการสร้างชื่อเสียงและนำเสนออัตลักษณ์ของจังหวัด อีกทั้งจะสร้างเงินสะพัดในช่วงระหว่างการจัดงานที่อาจมากถึง 32,000 ล้านบาท จากจำนวนผู้เข้าชมงานที่จะมากถึง 3.6 ล้านคน เป็นชาวไทยร้อยละ 70 และชาวต่างชาติร้อยละ 30 และเกิดการจ้างงานประมาณ 81,000 อัตรา

น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯอยู่ระหว่างการดำเนินการเตรียมพื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการน้ำและการลำเลียงน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง-หนองสำโรง-หนองแด และการปรับพื้นที่ให้มีพื้นที่ราบเพิ่มขึ้น ในส่วนของจังหวัดและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นระดับต่างๆ ได้ร่วมมือกันวางแผนการเป็นเจ้าภาพ สร้างความเข้าใจโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ เมื่อจบสิ้นการจัดงาน ทางจังหวัดมีแผนจะอนุรักษ์พื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ต่อเนื่องเป็นศูนย์จัดแสดงนิทรรศการ ประเพณีวัฒนธรรม และศูนย์กลางกีฬานานาชาติ ของกลุ่มอนุภาคลุ่มน้ำโขงและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

“นายกรัฐมนตรี ดีใจที่ได้รับทราบว่าทุกภาคส่วนมีความยินดีและตื่นตัวกับการที่ จ.อุดรจะได้เป็นเจ้าภาพงานพืชสวนโลก จับมือกันสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย และนายกฯยังได้ให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนในทุกด้าน เพื่อให้งานนี้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์และเป็นที่ประทับใจของแขกผู้มาเยือน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างรายได้แก่ชาวบ้านในจังหวัดและจังหวัดข้างเคียง” น.ส.รัชดา กล่าว

-005

‘เฉลิมชัย’สั่งยกระดับ ควบคุม‘โรคลัมปี สกิน’ เร่งฉีดวัคซีน‘โค-กระบือ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661227

‘เฉลิมชัย’สั่งยกระดับ  ควบคุม‘โรคลัมปี สกิน’  เร่งฉีดวัคซีน‘โค-กระบือ’

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

‘เฉลิมชัย’สั่งยกระดับควบคุม‘โรคลัมปี สกิน’ เร่งฉีดวัคซีน‘โค-กระบือ’ ช่วยเกษตรกรทุกพื้นที่

“ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รมว.เกษตรฯ สั่งการด่วนปศุสัตว์ยกระดับควบคุมโรค เร่งฉีดวัคซีนป้องกันการระบาดของโรคลัมปี สกิน พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรทุกพื้นที่ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์พบการระบาดของโรคลัมปี สกินในจังหวัดชัยภูมิตามที่มีรายงานในข่าวออนไลน์ ซึ่งเกษตรกรมีความกังวลว่าจะมีการกลับมาระบาดของโรครุนแรงอีกครั้งเหมือนปีก่อน ทำให้เกิดความเสียหายนั้น

ต้องขอยืนยันว่าการพบรายงานของโรคลัมปี สกินในโค-กระบือครั้งนี้ ไม่รุนแรงเหมือนครั้งก่อนแน่นอน แต่ที่มีการรายงานพบโรค เนื่องจากยังมีโรคในบางพื้นที่และโคบางตัวยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ประกอบกับช่วงนี้เป็นฤดูฝนด้วยจึงเป็นปัจจัยเอื้อทำให้แมลงที่เป็นสัตว์พาหะของโรคมีจำนวนมาก ตนเองได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอดตั้งแต่ต้น ได้กำชับสั่งการให้นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เร่งดำเนินการในการควบคุมโรคในทุกพื้นที่ หาแนวทางป้องกันการเกิดโรค และให้เยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรผู้เดือดร้อนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยให้รายงานผลดำเนินการมาที่ตนโดยตรง

ด้าน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่ากรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินการควบคุมและป้องกันโรคลัมปี สกินในโคกระบืออย่างเข้มงวดมาโดยตลอดตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 64 ที่มีรายงานพบโรค มีการออกมาตรการในการควบคุมป้องกันโรคแจ้งสั่งการไปยังทุกพื้นที่ให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด การบูรณาการร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดและ อปท. การเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่โดยพิจารณาตามความเสี่ยงก่อน การประชาสัมพันธ์สร้างความรับรู้ในการควบคุมป้องกันและสังเกตอาการของโรคให้เกษตรกร การพ่นน้ำยาฆ่าแมลงและสัตว์พาหะที่คอกเลี้ยงสัตว์ การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ การทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ในการลงพื้นที่สอบสวนโรคทันทีตามหลักรู้เร็ว ควบคุมโรคได้เร็ว การปรับปรุงฟาร์มเพื่อยกระดับการเลี้ยงและการจัดการฟาร์มให้มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ การสร้างเครือข่ายในพื้นที่ การทำระบบการรายงานผลที่มีประสิทธิภาพรวดเร็ว

ซึ่งในพื้นที่ที่มีการรายงานพบโรคจะมียกระดับความเข้มงวดเป็นพิเศษ นอกจากนี้เพื่อเป็นความมั่นคงในการผลิตวัคซีน ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น ประเทศไทยสามารถผลิตมีวัคซีนใช้ในประเทศได้อย่างเพียงพอยั่งยืนนั้น ได้สั่งการให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ เร่งวิจัยและศึกษาการผลิตวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน ซึ่งตอนนี้สามารถวิจัยและผลิตวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกินล๊อตแรกได้สำเร็จในเดือนมิถุนายน 65 นี้แล้ว 45,000โด๊ส (กำลังการผลิตสูงสุดในแต่ละเดือนผลิตได้ 50,000 โด๊ส) และได้จัดสรรวัคซีนไปยังพื้นที่ต่างๆ ให้ครบถ้วนโดยจะพิจารณาจากพื้นที่เสี่ยงและจำนวนโคและลูกโคที่ยังไม่ได้ทำวัคซีนก่อน วัคซีนที่ผลิตได้เป็นวัคซีนเชื้อตาย สื่อน้ำมัน ฉีดตัวละ 2 มิลลิลิตร เข้าทางกล้ามเนื้อ เริ่มฉีดได้ที่โคอายุ 4 เดือนขึ้นไป ถ้าไม่เคยฉีดมาก่อนให้กระตุ้นซ้ำอีก 1 เดือน และกระตุ้นทุกๆ 6 เดือน เกษตรกรสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่

สำหรับการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรผู้เสียหายนั้น ปัจจุบันกรมปศุสัตว์ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรโดยใช้งบประมาณทดลองราชการแล้ว 52,389 ราย โค-กระบือ 58,089 ตัว วงเงิน 1,221,823,020 บาท อยู่ระหว่างการช่วยเหลืออีก 1,596 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.82 และอยู่ระหว่างการของบประมาณเพิ่มเติมจากงบกลางเพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรในบางพื้นที่เพิ่มเติม จำนวน 203,107,702 บาท ซึ่งจะเร่งดำเนินการต่อไป

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลจากการดำเนินการอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ทำให้สามารถควบคุมโรคได้ในวงจำกัด ซึ่งจากรายงานสัตว์ป่วยทั่วประเทศพบเพียง 1,498 ตัว จากจำนวนสัตว์ทั่วประเทศทั้งหมดเกือบ 9 ล้านตัว คิดเป็นสัดส่วนที่พบน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนทั้งหมด ซึ่งจากการสอบสวนหาสาเหตุพบว่าสัตว์ที่ป่วยใหม่เป็นสัตว์ที่ไม่ได้รับวัคซีน อย่างไรก็ตามการควบคุมโรคให้สำเร็จนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็นสำคัญด้วย จึงขอให้เกษตรกรดำเนินการตามมาตรการในการควบคุมป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด สิ่งสำคัญในการคุมโรคได้คือ การทำวัคซีน การกำจัดแมลงและสัตว์พาหะ และการควบคุมการเคลื่อนย้าย ถ้าหากควบคุมไม่มีตัวป่วยและตายเพิ่มในระยะเวลา 1 ปี จะทำการขอคืนสถานะปลอดโรคลัมปี สกิน จากองค์การสุขภาพสัตว์โลกต่อไป ทั้งนี้ หากพบสัตว์แสดงอาการน่าสงสัยให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ หรือสายด่วนของกรมปศุสัตว์โทร 063-225-6888 หรือผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

กรมชลฯ ชักธง Street canal จ.นครปฐม อัพเกรดการระบายน้ำแก้อุทกภัยลุ่มเจ้าพระยาตะวันตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661168

กรมชลฯ ชักธง Street canal จ.นครปฐม อัพเกรดการระบายน้ำแก้อุทกภัยลุ่มเจ้าพระยาตะวันตก

วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 17.00 น.

กรมชลประทาน ลุยแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก จัดสำรวจโครงการคลองถนนและอุโมงค์ระบายน้ำ (Street canal) ส่งต่อ กนช. พิจารณาในภาพรวม ก่อนเข้า ครม. พิจารณาการก่อสร้างปี 2567-2569 หวังเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย ด้านชาวบ้านขอให้มีการทำประชาพิจารณ์สร้างการรับรู้ เพื่อให้คนในพื้นที่มีส่วนในโครงการเพื่อประโยชน์องค์รวม

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเมื่อมีฝนตกต่อเนื่องบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา มักเกิดปัญหาน้ำหลากท่วมในพื้นที่ตลอด เพราะแม่น้ำเจ้าพระยาและลำน้ำสาขาอื่น ๆ ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยไม่ทัน กรมชลประทานมีโครงการระบายน้ำพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา 

โดยล่าสุดคือโครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมการบริหารจัดการน้ำพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก (ปี 2557-2560) ได้เสนอแผนรวมการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำในปี 2564 ได้มอบหมายให้ กิจการร่วมการค้าหรือ PYPC JV ทำการสำรวจโครงการคลองถนนและอุโมงค์ระบายน้ำ (Street canal) จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นแผนงานที่ 4 ใน 9 แผนงานบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ดังนี้ 

1) โครงการปรับปรุงระบบชลประธานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง 2) โครงการคลองระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก แบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงคลองชัยนาท-ป่าสัก และ ช่วงคลองป่าสัก 3) โครงการคลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 4) โครงการปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตก 5) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา 6) โครงการบริหารตัดการน้ำพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ 7) โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร 8)โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีนและ 9) โครงการพื้นที่รับน้ำนอง

การสำรวจ ออกแบบ โครงการคลองถนนและอุโมงค์ระบายน้ำ จังหวัดนครปฐม เป็นองค์ประกอบหนึ่งของโครงการปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำตั้งแต่คลองเจ้าเจ็ด-บางยี่หน จนถึงชายทะเล โดยระบายน้ำทั้งในแนวเหนือ-ใต้ ออกสู่ทะเล ร่วมกับการผันน้ำออกทางแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่เกินกว่าศักยภาพของสถานีสูบน้ำเดิมที่มีอยู่ และสามารถเพิ่มการระบายน้ำได้ดีขึ้น มีความต่อเนื่องออกสู่อ่าวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยระบายน้ำท่วมในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตอนบน ตั้งแต่คลองมหาสวัสดิ์จนถึงคลองภาษีเจริญ โดยการปรับปรุง/ขุดคลองระบายน้ำและอุโมงค์ปริมาณน้ำ 30 ลบ.ม./วินาที ช่วยพร่องน้ำในคลองมหาสวัสดิ์เพื่อเตรียมรองรับปริมาณน้ำหลากตอนบนของพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และช่วยลดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ของโครงการ ตลอดจนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างและกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง

“องค์ประกอบของโครงการนี้มีดังนี้ 1.งานปรับปรุง/ขุดคลอกคลองระบาย 10.552 กม. เป็นอาคารประกอบคลองระบายน้ำรวมทั้งสิ้น 60 อาคาร และปรับปรุงคลองใต้สะพาน 5 แห่ง มีพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการประมาณ 0.75 ไร่ 2.งานอุโมงค์ระบายน้ำ 6.998 กม. เป็นอาคารประกอบของอุโมงค์ระบายน้ำรวม 4 อาคาร พื้นที่ผลกระทบประมาณ 7.935 ไร่ โดยได้ประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลของโครงการ พร้อมรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะ และรับทราบข้อวิตกกังวลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่แล้ว ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อโครงการได้เป็นอย่างดี โดยมีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไว้แล้ว” เฉลิมเกียรติฯ กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินงานแบ่งเป็น ศึกษาความเหมาะสม การปรับปรุงโครงข่ายชลประทานในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างปี 2557-2560 ถัดมาคือ สำรวจออกแบบโครงการคลองถนนและอุโมงค์ระบายน้ำ (2564-2565) ระยะเวลาดำเนินการ 540 วัน เริ่มปฏิบัติงาน 1 ก.ค. 2564 สิ้นสุดสัญญา 22 ธ.ค. 2565 และนำเสนอโครงการ ในภาพรวมต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) อนุมัติหลักการ 9 แผนหลักและในระยะเวลาปี 2560-2572 ก่อนเสนอเปิดโครงการต่อคณะรัฐมนตรี เตรียมงานก่อสร้างและงานจัดเตรียมเอกสาร ประกวดราคาก่อสร้างโครงการประมาณปี 2567-2569 รวมถึงจ้างที่ปรึกษาบริการโครงการต่อไป

ด้านนางอรุณี จันทร์แจ่มศรี ตัวแทนชาวบ้าน อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการระบายน้ำพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวว่า “ตนและชาวบ้านในพื้นที่ มีความเป็นห่วงใยในเรื่องของน้ำท่วมเป็นอย่างมาก เพราะพื้นที่นี้ถือเป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก บวกกับน้ำที่ท่วมในพื้นที่ก็เป็นน้ำเสีย เพราะโรงงานในย่านนี้เยอะ และถ้าถามว่ายินดีกับโครงการที่ภาครัฐจะนำเข้ามาบริหารจัดการในพื้นที่ไหม ต้องตอบเลยว่าไม่ เพราะพื้นที่แถวนี้ชาวบ้านอยู่กันมานาน เป็นที่ของปู่ย่าตายายซึ่งควรค่าแกการอนุรักษ์ แต่ถ้าจะทำให้เกิดประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ ตนและชาวบ้านก็คงต้องยอม แต่อยากให้มีการทำประชาพิจารณ์โดยให้คนในพื้นที่รับทราบโดยทั่วถึง เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนในพื้นที่ และประเทศชาติต่อไป”