‘เฉลิมชัย’สั่งการด่วนปศุสัตว์ยกระดับควบคุมเร่งฉีดวัคซีนโรคลัมปี สกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661116

‘เฉลิมชัย’สั่งการด่วนปศุสัตว์ยกระดับควบคุมเร่งฉีดวัคซีนโรคลัมปี สกิน

วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 11.28 น.

‘เฉลิมชัย’สั่งการด่วนปศุสัตว์ยกระดับควบคุมโรค เร่งฉีดวัคซีนป้องกัน พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรทุกพื้นที่”

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์พบการระบาดของโรคลัมปี สกินในจังหวัดชัยภูมิตามที่มีรายงานในข่าวออนไลน์ ซึ่งเกษตรกรมีความกังวลว่าจะมีการกลับมาระบาดของโรครุนแรงอีกครั้งเหมือนปีก่อน ทำให้เกิดความเสียหายนั้น ต้องขอยืนยันว่าการพบรายงานของโรคลัมปี สกินในโค-กระบือครั้งนี้ ไม่รุนแรงเหมือนครั้งก่อนแน่นอน แต่ที่มีการรายงานพบโรค เนื่องจากยังมีโรคในบางพื้นที่และโคบางตัวยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ประกอบกับช่วงนี้เป็นฤดูฝนด้วยจึงเป็นปัจจัยเอื้อทำให้แมลงที่เป็นสัตว์พาหะของโรคมีจำนวนมาก ตนเองได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอดตั้งแต่ต้น ได้กำชับสั่งการให้นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เร่งดำเนินการในการควบคุมโรคในทุกพื้นที่ หาแนวทางป้องกันการเกิดโรค และให้เยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรผู้เดือดร้อนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยให้รายงานผลดำเนินการมาที่ตนโดยตรงนั้น

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่ากรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินการควบคุมและป้องกันโรคลัมปี สกินในโคกระบืออย่างเข้มงวดมาโดยตลอดตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 64 ที่มีรายงานพบโรค มีการออกมาตรการในการควบคุมป้องกันโรคแจ้งสั่งการไปยังทุกพื้นที่ให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด การบูรณาการร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดและ อปท. การเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่โดยพิจารณาตามความเสี่ยงก่อน การประชาสัมพันธ์สร้างความรับรู้ในการควบคุมป้องกันและสังเกตอาการของโรคให้เกษตรกร การพ่นน้ำยาฆ่าแมลงและสัตว์พาหะที่คอกเลี้ยงสัตว์ การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ การทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ในการลงพื้นที่สอบสวนโรคทันทีตามหลักรู้เร็ว ควบคุมโรคได้เร็ว การปรับปรุงฟาร์มเพื่อยกระดับการเลี้ยงและการจัดการฟาร์มให้มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ การสร้างเครือข่ายในพื้นที่ การทำระบบการรายงานผลที่มีประสิทธิภาพรวดเร็ว ซึ่งในพื้นที่ที่มีการรายงานพบโรคจะมียกระดับความเข้มงวดเป็นพิเศษ นอกจากนี้เพื่อเป็นความมั่นคงในการผลิตวัคซีน ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น ประเทศไทยสามารถผลิตมีวัคซีนใช้ในประเทศได้อย่างเพียงพอยั่งยืนนั้น ได้สั่งการให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ เร่งวิจัยและศึกษาการผลิตวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน ซึ่งตอนนี้สามารถวิจัยและผลิตวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกินล๊อตแรกได้สำเร็จในเดือนมิถุนายน 65 นี้แล้ว 45,000โด๊ส (กำลังการผลิตสูงสุดในแต่ละเดือนผลิตได้ 50,000 โด๊ส) และได้จัดสรรวัคซีนไปยังพื้นที่ต่างๆ ให้ครบถ้วนโดยจะพิจารณาจากพื้นที่เสี่ยงและจำนวนโคและลูกโคที่ยังไม่ได้ทำวัคซีนก่อน วัคซีนที่ผลิตได้เป็นวัคซีนเชื้อตาย สื่อน้ำมัน ฉีดตัวละ 2 มิลลิลิตร เข้าทางกล้ามเนื้อ เริ่มฉีดได้ที่โคอายุ 4 เดือนขึ้นไป ถ้าไม่เคยฉีดมาก่อนให้กระตุ้นซ้ำอีก 1 เดือน และกระตุ้นทุกๆ 6 เดือน เกษตรกรสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่ สำหรับการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรผู้เสียหายนั้น ปัจจุบันกรมปศุสัตว์ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรโดยใช้งบประมาณทดลองราชการแล้ว 52,389 ราย โค-กระบือ 58,089 ตัว วงเงิน 1,221,823,020 บาท อยู่ระหว่างการช่วยเหลืออีก 1,596 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.82 และอยู่ระหว่างการของบประมาณเพิ่มเติมจากงบกลางเพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรในบางพื้นที่เพิ่มเติม จำนวน 203,107,702 บาท ซึ่งจะเร่งดำเนินการต่อไป

 อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลจากการดำเนินการอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ทำให้สามารถควบคุมโรคได้ในวงจำกัด ซึ่งจากรายงานสัตว์ป่วยทั่วประเทศพบเพียง 1,498 ตัว จากจำนวนสัตว์ทั่วประเทศทั้งหมดเกือบ 9 ล้านตัว คิดเป็นสัดส่วนที่พบน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนทั้งหมด ซึ่งจากการสอบสวนหาสาเหตุพบว่าสัตว์ที่ป่วยใหม่เป็นสัตว์ที่ไม่ได้รับวัคซีน อย่างไรก็ตามการควบคุมโรคให้สำเร็จนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็นสำคัญด้วย จึงขอให้เกษตรกรดำเนินการตามมาตรการในการควบคุมป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด สิ่งสำคัญในการคุมโรคได้คือ การทำวัคซีน การกำจัดแมลงและสัตว์พาหะ และการควบคุมการเคลื่อนย้าย ถ้าหากควบคุมไม่มีตัวป่วยและตายเพิ่มในระยะเวลา 1 ปี จะทำการขอคืนสถานะปลอดโรคลัมปี สกิน จากองค์การสุขภาพสัตว์โลกต่อไป ทั้งนี้ หากพบสัตว์แสดงอาการน่าสงสัยให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ หรือสายด่วนของกรมปศุสัตว์โทร 063-225-6888 หรือผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

บุรีรัมย์จัดกิจกรรมปลูกป่า ปล่อยปลาสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660803

วันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม ปลูกป่า ปล่อยปลา สู่ชีวิตและป่าไม้ที่ยั่งยืน ครั้งที่ 2โดยมี สหกรณ์ จ.บุรีรัมย์, นายอำเภอชำนิ, นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหนองปล่อง, ผู้แทนสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร รวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรม ที่บริเวณลำคลองทุ่งประเทียน้อย ต.หนองปล่อง อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์

โดยสำนักงานสหกรณ์จ.บุรีรัมย์ จัดขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อรณรงค์เชิญชวนให้สมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรทั่วไปจัดกิจกรรมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ที่ได้รับการจัดสรร และพื้นที่รกร้างให้เกิดประโยชน์ เพื่อปลูกฝังให้บุคลากรสหกรณ์ รวมทั้งบุตรหลาน/เยาวชนสหกรณ์รุ่นใหม่ได้มีจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ และสร้างแหล่งอาหารตามธรรมชาติในอนาคต พร้อมทั้งส่งเสริมพัฒนาอาชีพให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้เปิดกรวยถวายราชสักการะ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ก่อนเชิญพันธุ์ปลานิลจิตรลดาซึ่งผลิตจากศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ มอบให้แก่ประชาชนจำนวน 1,470 ครัวเรือน เพื่อให้นำไปขยายพันธุ์ต่อ และไว้รับประทานในครัวเรือน ช่วยลดค่าครองชีพ จากนั้นได้นำหัวหน้าส่วนราชการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมทำกิจกรรม “ปลูกป่าปล่อยปลา สู่ชีวิตและป่าไม้ที่ยั่งยืนครั้งที่ 2” พร้อมมอบพันธุ์กล้าไม้ แก่นายกเทศมนตรี 3,000 ต้น นำไปแจกจ่ายต่อให้แก่ประชาชนในพื้นที่

สำหรับพื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรให้กับเกษตรกร ตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร ภายใต้การจัดที่ดินทำกิน
ให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ทุ่งประเทียน้อย ต.หนองปล่อง อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ และมีจำนวนราษฎรที่ได้ใช้ประโยชน์ 445 คน จำนวนแปลง 631 แปลงพื้นที่ 2,439-3- 41 ไร่ และได้จัดตั้งเป็นสหกรณ์ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2560 ชื่อว่า “สหกรณ์จัดที่ดินทุ่งประเทียน้อยหนองปล่อง จำกัด”

สกู๊ปพิเศษ : วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มข.จับมือเอกชน พัฒนาแพลตฟอร์มถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมเครื่องมือดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660800

สกู๊ปพิเศษ : วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มข.จับมือเอกชน  พัฒนาแพลตฟอร์มถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมเครื่องมือดิจิทัล

วันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.พีรสิทธิ์ คำนวณศิลป์ คณบดีวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น (COLA) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และบุคลากร ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) โครงการพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมการให้บริการสาธารณะด้วยเครื่องมือดิจิทัล กับ ดร.ธีรภัทร์ บุตรโคตร ผู้บริหารบริษัท One Geo Survey ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทอินเทอร์เน็ต ประเทศไทย จำกัด ความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานในครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ส่งเสริมให้หน่วยงานจัดการศึกษาภายในมหาวิทยาลัยร่วมมือกันกับภาคเอกชนในการพัฒนานวัตกรรม วิจัย และถ่ายทอดผลงานที่พัฒนาขึ้นสู่การนำไปใช้ได้จริงและต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ อีกทั้งเป็นการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาให้ได้เรียนรู้ในบริบทจริงและสามารถพัฒนาศักยภาพตนเองให้เป็นผู้ประกอบการดิจิทัลในอนาคตได้ ซึ่งการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายร่วมกันที่จะดำเนินงานใน 3 ประเด็นหลัก คือ 

1.บูรณาการการเรียนการสอนรายวิชาสหกิจศึกษาและวิชาฝึกประสบการณ์วิชาชีพในระดับปริญญาตรีของ COLA โดยจะมีการบ่มเพาะนักศึกษาให้สามารถนำเอานวัตกรรมดิจิทัลที่พัฒนาแล้วไปถ่ายทอดและใช้จริงในการบริหารจัดการและให้บริการประชาชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงรับเอาข้อเสนอแนะกลับมาเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มให้สามารถตอบสนองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในส่วนของระดับบัณฑิตศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกในหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์จะมุ่งให้นักศึกษามีส่วนร่วมในกระบวนการแสวงหาความต้องการและการพัฒนาตัวแบบนวัตกรรมดิจิทัลสำหรับการให้บริการสาธารณะซึ่งจะผนวกให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิจัยของนักศึกษา ผลจากการศึกษาสามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และสามารถบ่มเพาะการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัลให้แก่นักศึกษาได้ 

2.การจัดบริการวิชาการในรูปแบบของการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการและให้คำปรึกษาแก่ผู้บริหารและบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนประชาชนในท้องถิ่น โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้การนำเอานวัตกรรมดิจิทัลในการให้บริการสาธารณะที่ร่วมกันพัฒนาขึ้นไปใช้จริง 

3.ทีม COLA และผู้เชี่ยวชาญของบริษัทจะร่วมมือกันแสวงหาเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพและมีความสนใจ เพื่อนำส่งนวัตกรรมดิจิทัลในการให้บริการสาธารณะที่พัฒนาขึ้นไปใช้จริงในการดำเนินงานขององค์กร

เตือนฤดูฝนเกิดโรครากเน่า-โคนเน่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660802

วันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายศรุต สุทธิอารมณ์ ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ช่วงฤดูฝนอากาศร้อนชื้นทั้งสภาพอากาศและสภาวะแวดล้อมเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดโรครากเน่า โคนเน่า และผลเน่า สาเหตุจากเชื้อรา Phytophthora palmivora ซึ่งเป็นโรคสำคัญของทุเรียน ทำให้ต้นทุเรียนที่กำลังเจริญเติบโตและให้ผลผลิตแล้ว ยืนต้นตายได้ จึงขอเตือนให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนเฝ้าระวังการเกิดโรคดังกล่าวโดยเฉพาะในช่วงพัฒนาผลและเก็บผลผลิต โดยอาการที่รากจะเห็นใบที่ปลายกิ่งมีสีซีดไม่เป็นมันเงา เหี่ยวลู่ลง เมื่ออาการรุนแรงมากขึ้นใบจะเหลืองและหลุดร่วง เมื่อโรครุนแรงอาการเน่าจะลามไปยังรากแขนงและโคนต้น ทำให้ต้นทุเรียนโทรมและยืนต้นตาย

สำหรับอาการที่กิ่งและที่ลำต้นหรือโคนต้นทุเรียนแสดงอาการใบเหลืองเป็นบางกิ่ง สังเกตเห็นคล้ายคราบน้ำบนผิวเปลือกของกิ่ง หรือต้น ถ้าแผลขยายใหญ่ลุกลามจนรอบโคนต้น จะทำให้ทุเรียนใบร่วงหมดต้น และยืนต้นแห้งตาย อาการที่ใบนั้นใบอ่อนจะแสดงอาการเหี่ยว เหลือง บริเวณแผลมีลักษณะฉ่ำน้ำสีน้ำตาลอ่อน และเปลี่ยนเป็นสีดำ เส้นใบมีสีน้ำตาลดำ เกิดอาการไหม้แห้งคาต้นอย่างรวดเร็ว แล้วค่อยๆ ร่วง อาการที่ผล เกิดจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลดำบนผล ขยายใหญ่ลุกลามมากขึ้นตามการสุกของผล ส่วนการป้องกันกำจัดโรครากเน่า โคนเน่า และผลเน่า ในแปลงปลูกควรมีการระบายน้ำดี หากมีน้ำท่วมขังควรรีบระบายออก ปรับปรุงดิน โดยใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปรับสภาพดินให้มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ประมาณ 6.5 กรณีดินที่เป็นกรดจัด ให้ใส่ปูนขาวหรือโดโลไมท์ อัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้รากหรือลำต้นเกิดแผล ซึ่งจะเป็นช่องทางให้เชื้อราสาเหตุโรคเข้าทำลายพืชได้ง่ายขึ้น

‘มนัญญา’เปิดตัวสารวัตรเกษตร ออกแนะนำให้ความรู้เกษตรกร-ร้านค้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660801

วันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีปล่อยขบวนสารวัตรเกษตร ออกปฏิบัติงานควบคุมปัจจัยการผลิตให้มีคุณภาพรับฤดูกาลผลิตใหม่ ของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ขอนแก่น กรมวิชาการเกษตร ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี ต.เมืองเพีย อ.กุดจับ จ.อุดรธานี ว่า การส่งเจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตรออกตรวจสอบโรงงานผลิตปุ๋ย เมล็ดพันธุ์พืช และสารเคมีทางการเกษตรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้และเกษตรกรได้ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพตามที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร รณรงค์ให้ผู้ประกอบการผลิตปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ

“สารวัตรเกษตรในยุคนี้ เป็นการเปิดตัวพลิกโฉมการปฏิบัติหน้าที่จากรูปแบบเดิม เพราะจะเข้าไปดูแล ให้คำแนะนำ สิ่งไหนที่ผิด สิ่งไหนที่ถูก เพื่อให้เกษตรกรได้มีความรู้ความเข้าใจ และใกล้ชิดกับเกษตรกรและผู้ประกอบการมากขึ้น สารวัตรเกษตรแบบใหม่จะต้องทำให้เกษตรกรอยากเข้าหาขอความรู้ คำแนะนำต่างๆ ได้ และขอฝากเจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตรทั่วประเทศให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ร่วมใจกันออกตรวจเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน” น.ส.มนัญญา กล่าว

ด้านนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า งานควบคุมตาม พ.ร.บ.เป็นภารกิจสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่สารวัตรเกษตร ต้องดำเนินการรับผิดชอบกำกับดูแลงานตาม พ.ร.บ.ต่างๆ ถึง 6 ฉบับ ในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 11 จังหวัด มีร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรกว่า6,000 ร้านค้า มีพนักงานเจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตร 43 คน กลุ่มควบคุมตาม พ.ร.บ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จึงริเริ่มโครงการสารวัตรเกษตรอาสา ซึ่งเป็นการนำผู้นำชุมชน เกษตรกร และภาคส่วนต่างๆ มารับการอบรม และร่วมเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส เพื่อให้สามารถกำกับดูแลงานด้านนี้ให้ดียิ่งขึ้น ปัจจุบันมีสารวัตรเกษตรอาสาใน 11 จังหวัดนี้ รวม 1,813 คนกรมวิชาการเกษตรจึงได้ขยายโครงการนี้ให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรและศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรในสังกัดทั่วประเทศ

สำหรับ 11 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ มุกดาหาร สกลนคร นครพนม หนองคาย หนองบัวลำภู บึงกาฬเลย และอุดรธานี อย่างไรก็ดี ในช่วงปี 2564กรมวิชาการเกษตร ได้ตรวจตามเบาะแสข้อร้องเรียน ส่วนผู้ประกอบการที่ขออนุญาตและไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ปุ๋ย วัตถุอันตรายและพันธุ์พืช โดยสามารถจับกุมและดำเนินคดีใน 4 จังหวัด 4 คดี รวมมูลค่า5,770 250 บาท และในปี 2563 จำนวน 6 จังหวัด 15 คดี มูลค่า 51 ล้านบาท

‘เฉลิมชัย’ใช้กลไกแปลงใหญ่ ขับเคลื่อนทุเรียนนนทบุรีเข้มแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660804

วันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเยี่ยมสวนยายละมัยต.บางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี และตัดทุเรียนนนท์ ว่า มีนโยบายวางรากฐานการพัฒนาภาคการเกษตรให้สอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อยกระดับภาคการเกษตรในยุค Next Normal ทั้งการผลิตที่ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันการแปรรูปเกษตรมูลค่าสูง ใช้การตลาดสมัยใหม่ หรือการตลาด 5.0 ผลักดันให้ไทยเป็น 1 ใน 7 ประเทศสำคัญของผู้ส่งออกสินค้าเกษตร และเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงของโลก ภายในปี 2580 จึงจัดทำโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ซึ่ง จ.นนทบุรี มีกลุ่มแปลงใหญ่หลายกลุ่ม มีจุดเด่นแตกต่างกัน มีการนำองค์ความรู้ดั้งเดิมมาผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการปลูก พร้อมทั้งนำไปเป็นแบบอย่างต่อยอดพัฒนาให้กับกลุ่มแปลงใหญ่อื่นๆ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย

“ทุเรียนไทยมีอยู่หลากหลายพื้นที่ และทุเรียนนนทบุรี เป็นทุเรียนพันธุ์ดั้งเดิมของไทย จึงอยากเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนคนไทยมาบริโภคทุเรียน อย่างไรก็ดีกระทรวงเกษตรฯ จะส่งเสริมให้พื้นที่ จ.นนทบุรี มีการปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันมีปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งทุเรียนเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนต่อไร่สูงที่สุด โดยถือเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ แม้จะอยู่ในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่มีมูลค่าส่งออกกว่าแสนล้านบาท ซึ่งภาคการเกษตรเป็นภาคที่ช่วยพยุง GDP ของประเทศ จึงอยากให้เกษตรกรภาคภูมิใจที่เป็นส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินไปข้างหน้าได้ และเชื่อมั่นว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้า มูลค่าการส่งออกทุเรียนจะเป็นอันดับ 1 ของประเทศ จึงอยากขอให้เกษตรกรรักษาคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อให้ได้ทุเรียนที่มีคุณภาพต่อไป” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ฝนหลวงฯรุดเติมน้ำ เขื่อนพื้นที่ภาคอีสาน รองรับเกิดฝนทิ้งช่วง ไม่ให้กระทบเพาะปลูก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660799

วันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสำเริง แสงภู่วงค์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ได้เตรียมแผนการปฏิบัติการฝนหลวง ภารกิจการเติมน้ำเข้าเขื่อนเก็บกักน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีการขอรับบริการฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ เขื่อนน้ำพุง เขื่อนลำปาว เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนน้ำอูน โดยเขื่อนเหล่านี้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ จ.หนองคาย บึงกาฬ นครพนม กาฬสินธุ์ ขอนแก่น สกลนคร อุดรธานี มุกดาหาร เลย ขอนแก่น หนองบัวลำภู และเลย มีความจำเป็นต้องใช้น้ำจากเขื่อนดังกล่าวหล่อเลี้ยงผลผลิต ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนผู้ขอรับบริการฝนหลวงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีมากกว่า 50 แห่ง แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีปริมาณน้ำฝนจากพายุที่เกิดขึ้นก็ตาม และจากผลการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ครั้งที่20/2565 กรมชลประทาน รายงานว่าสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ (35 แห่ง) ปัจจุบันปริมาณน้ำทั้งประเทศ รวม 39,512 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) สามารถนำมาใช้ได้ 15,970 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ในที่ประชุมอนุกรรมการฯ ยืนยันให้กรมฝนหลวงฯ ปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนขนาดใหญ่รวม 9 แห่ง ดังนี้ ภาคเหนือ เขื่อนภูมิพลเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนน้ำอูน เขื่อนลำปาว ภาคกลาง อ่างเก็บน้ำทับเสลา ภาคตะวันออก อ่างเก็บน้ำคลองสียัด ซึ่งจะติดตามสภาพอากาศเป็นประจำเพื่อวางแผนช่วยเหลือพื้นที่ดังกล่าว และจะหลีกเลี่ยงไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ซึ่งกำลังเพาะปลูกหรือมีปริมาณน้ำเพียงพอแล้ว

เกษตรฯ ชูศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ต้นแบบพัฒนาด้านการเกษตร ตามหลักพอเพียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660765

เกษตรฯ ชูศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ต้นแบบพัฒนาด้านการเกษตร ตามหลักพอเพียง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 16.37 น.

“เฉลิมชัย” นำทีม ติดตามการดำเนินงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร ศูนย์ตัวอย่างรูปแบบการพัฒนาด้านการเกษตร ที่สามารถนำไปปรับใช้เป็นแนวทางในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะ ลงพื้นที่ ติดตามการดำเนินงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ จังหวัดสกลนคร โดยมีส่วนราชการที่เข้าร่วมดำเนินงานบูรณาการร่วมกัน 16 หน่วยงาน ใน 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงอุตสาหกรรม โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เข้าร่วม อาทิ กรมปศุสัตว์ กรมหม่อนไหม กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมประมง และกรมการข้าว

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า สำหรับศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นหน่วยงานในการดูแลของกรมชลประทาน เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นให้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2525 เป็น 1 ใน 6 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั่วประเทศ ที่ดำเนินงานสนองพระราชดำริ โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นสถานที่ทำการศึกษาทดลองแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งการพัฒนาที่ดิน การพัฒนาแหล่งน้ำ การฟื้นฟูสภาพป่า การวางแผนปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ และการพัฒนาอาชีพ เพื่อให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชม ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ฝึกอบรมความรู้เพิ่มเติมและนำไปปฏิบัติได้ เพื่อพัฒนาอาชีพในพื้นที่ทำมาหากินของตนเองให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

โดยตลอดระยะเวลากว่า 39 ปี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ เป็นตัวอย่างรูปแบบการพัฒนาด้านการเกษตรที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้เป็นแนวทางในการประกอบอาชีพที่ยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถขยายผลไปสู่ราษฎรได้เป็นอย่างดี เป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ยกระดับความเป็นอยู่คุณภาพชีวิตให้กับเกษตรอย่างมั่นคงและยั่งยืน
 

เกษตรฯ โชว์อัตลักษณ์ผ้าไทย ในงาน เทิดไท้ 90 พรรษา พระมารดาแห่งไหมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660741

เกษตรฯ โชว์อัตลักษณ์ผ้าไทย ในงาน เทิดไท้ 90 พรรษา พระมารดาแห่งไหมไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 16.12 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ประกวดเส้นไหม ผ้าไหม ผลิตภัณฑ์จากหม่อน และส่งเสริมตลาดผ้าไหม ประจำปี 2565” ภายใต้งาน “เทิดไท้ 90 พรรษา พระมารดาแห่งไหมไทย” โดยการจัดงานในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ที่กรมหม่อนไหมร่วมกับ 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ช่อง 9 อสมท. และสมาพันธ์องค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-21 มิถุนายน 2565 ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ริมฝั่งหนองหาร ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ทรงห่วงใยในความเป็นอยู่ของพสกนิกรเป็นสำคัญ และทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะอนุรักษ์ สืบสานภูมิปัญญาและอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้คงอยู่กับประเทศไทย และส่งเสริมให้ผ้าไหมไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“การจัดงานในครั้งนี้ จะเป็นการอนุรักษ์ และสืบสานวัฒนธรรมการสาวไหมแบบพื้นบ้านของไทย ให้เยาวชนและเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมที่ดีงามแบบดั้งเดิม รวมทั้งเชิดชูบุคคลที่ผลิตผลงานคุณภาพด้านหม่อนไหม สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่จะเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ ในการสืบสานพระราชปณิธาน และขยายผลให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ซึ่งประเทศไทยมีการทำอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นเวลานาน มากกว่า 100 ปี โดยอาชีพหม่อนไหมมีจุดเด่นในการเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรได้ตลอดทั้งปี สามารถสร้างอาชีพในถิ่นที่อยู่ ส่งผลให้เกิดความอบอุ่นในครอบครัว การที่ทุกภาคส่วนร่วมกันกำหนดให้มีการประกวดและการแข่งขันผลผลิตหรือสินค้าด้านหม่อนไหม จะทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานและเกิดการสร้างสรรค์สินค้าและผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ๆ ส่งผลต่อการพัฒนา และสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก โดยดึงความเป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่น เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนได้”ดร.เฉลิมชัย กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบเงินรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมระดับประเทศ จำนวน 1 ราย มอบใบรับรองร้านค้าจำหน่ายผ้าไหมไทยที่ได้มาตรฐาน จำนวน 4 ร้าน มอบใบประกาศเกียรติคุณแก่เกษตรกรหม่อนไหม ได้แก่ เกษตรกรต้นแบบด้านการทอผ้าไหม จำนวน 2 ราย ด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จำนวน 1 ราย ผู้ส่งเสริมและสนับสนุนอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จำนวน 5 ราย (ปราชญ์หม่อนไหม) ด้านการสืบทอดและอนุรักษ์ภูมิปัญหาอาชีพปลูกหม่อนไหม (ทายาทหม่อนไหมโรงเรียน) จำนวน 6 ราย มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ครอบคลุม 18 อำเภอ ประมาณ 1,301,747 ไร่ ให้แก่เกษตรกรจากอำเภอเต่างอย อำเภอภูพาน อำเภอเมือง อำเภอกุสุมาลย์ อำเภอกุดบาก และอำเภอพรรณนานิคม พร้อมเยี่ยมชมงานและนิทรรศการภายในงาน

ด้าน นายศรัญญู พูลลาภ รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมภายในงาน ได้กำหนดให้มีการจัดนิทรรศการ การประกวด และการแข่งขัน รวมทั้งสิ้น 29 ประเภท ประกอบด้วย 1) การแข่งขันสาวไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน 6 ประเภท รวม 54 ทีม 2) การประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานสีทอง 11 ประเภท รวม 291 ผืน 3) ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานสีเงิน 1 ประเภท รวม 57 ผืน 4) ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานสีน้ำเงิน 9 ประเภท รวม 317 ผืน 5) ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานสีเขียว 1 ประเภท รวม 24 ผืน และ 6) การประกวดสิ่งประดิษฐ์จากผ้าไหม ประเภท กระเป๋าสตรี 1 ประเภท รวม 32 ใบ โดยผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศรางวัลที่ 1 ทุกประเภท จะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และจะถูกนำไปจัดแสดงในงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 17 ประจำปี 2565” ระหว่างวันที่ 24-28 สิงหาคม 2565 ณ ศูนย์จัดแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

ดีเดย์วันแรก!เปิดลงทะเบียนแล้ว แจกฟรี‘กัญชา’ล้านต้นสู่ครัวเรือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660725

ดีเดย์วันแรก!เปิดลงทะเบียนแล้ว แจกฟรี‘กัญชา’ล้านต้นสู่ครัวเรือน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 15.46 น.

‘มนัญญา’เดินสายเปิด‘ศูนย์กัญชา กัญชง กระท่อม’ครบวงจร พร้อมเปิดลงทะเบียนแจก‘กัญชา’ล้านต้นสู่ครัวเรือนวันแรก กระจายพันธุ์ดีสู่ประชาชนเดือนละ 1-2 แสนต้น

16 มิถุนายน 2565 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดศูนย์ One Stop Service กัญชา กัญชง และกระท่อม พร้อมเปิดตัวโครงการ “แจกกัญชา กัญชง ล้านต้น สู่ครัวเรือน” โดยมีนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร พร้อมด้วยผู้บริหารกรมวิชาการเกษตร เจ้าหน้าที่ เข้าร่วม ณ ศูนย์บริหารจัดการพืชกัญชา กัญชง และกระท่อม แบบเบ็ดเสร็จ ตึกกสิกรรม กรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

นางสาวมนัญญา เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้สร้างผลงานวิจัยและองค์ความรู้ทางวิชาการ และมีการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตสู่เกษตรกร สามารถช่วยยกระดับการผลิตของเกษตรกร ตลอดจนช่วงแก้ไขปัญหาทางด้านการเกษตรให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนาพืชกัญชา กัญชง และกระท่อม เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่มีคุณลักษณะที่ดีตามความต้องการ พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม ตั้งแต่การรวบรวม ศึกษา พร้อมคัดเลือกและขยายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์พื้นเมืองของไทย หรือพันธุ์การค้าจากต่างประเทศ โดยมีโครงการทดสอบสายพันธุ์กัญชงที่เหมาะสมกับพื้นที่ประเทศไทย และมีการวิจัยเทคโนโลยีการผลิตพืชกัญชา กัญชง และกระท่อม เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเตรียมการเพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมพัฒนาพืชกัญชา กัญชง และกระท่อม ที่จะเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ของประเทศไทย และจะนำมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือน ทางการแพทย์ และอุตสาหกรรม

นอกจากนี้กรมวิชาการเกษตรยังมีภารกิจด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับพืชกัญชา กัญชง และกระท่อม ภายใต้ พ.ร.บ.กักพืช พ.ร.บ.พันธุ์พืช และ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช เพื่อควบคุมกำกับดูแลการนำเข้า ส่งออก รวมถึงการขึ้นทะเบียนพันธุ์กัญชา กัญชง และกระท่อม ซึ่งได้มอบนโยบายให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการปฏิบัติงาน ตามภารกิจ และกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร โดยจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการพืชกัญชา กัญชง และกระท่อม แบบเบ็ดเสร็จ กรมวิชาการเกษตร (One Stop Service) เพื่อประสานงานและบริการข้อมูลในทุกด้าน และเตรียมความพร้อมการรับมือภายหลังจากการปลดล็อกกัญชาออกจากรายชื่อยาเสพติด เนื่องจากปัจจุบันพืชทั้ง 3 ชนิดได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

นางสาวมนัญญา ระบุว่า หลังจากปลดล็อกออกจากรายชื่อยาเสพติด มีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจ แต่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการเพาะปลูก กฎระเบียบในการควบคุมกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้า ส่งออก การขึ้นทะเบียนพันธุ์ หรือ การขายเมล็ดพันธุ์ ที่ต้องการความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐในการแนะนำและส่งเสริม

“ต้นพันธุ์กัญชา กัญชงที่แจก จะมีคิวอาร์โค้ดข้อมูลพันธุ์และคู่มือการดูแล เพื่อให้ประชาชนได้มีความรู้ ความเข้าใจปลูกอย่างไรให้เป็นพืชสมุนไพร และยารักษาโรคได้ โดยไม่อันตรายต่อตัวเองและผู้บริโภค เราต้องการให้ประชาชนที่ได้รับมีความรู้ความเข้าใจ และกระจายความรู้ต่อๆ กันไป เพราะขณะนี้ยอมรับว่ากัญชาเป็นกระแสที่ทุกคนให้ความสนใจ จึงขอฝากไปถึงผู้ปลูกขอให้มีเจตนารมณ์ที่ดี ศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น” รมช.เกษตรฯ กล่าว

อย่างไรก็ตามศูนย์บริหารจัดการพืชกัญชา กัญชง และกระท่อม แบบเบ็ดเสร็จจะทำหน้าที่ประสานงานวิจัยและพัฒนา พืชชนิดกัญชง กัญชา และกระท่อม ของหน่วยงานภายนอกอื่นๆ พร้อมสนับสนุนและให้ข้อมูลด้านต่างๆ แบบครบวงจร แก่หน่วยงานของรัฐและเอกชน ตลอดจนผู้สนใจ รวมถึงบริการข้อมูล และความรู้ วิธีการปลูก การดูแลรักษา การจัดการโรคและแมลง รวมทั้งการนำเข้าและส่งออกแก่ ผู้ประกอบการที่สนใจ โดยรวมข้อมูลต่างๆ ดังกล่าวมาไว้ที่ ศูนย์บริหารจัดการพืชกัญชา กัญชง และกระท่อมแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งตั้งอยู่ภายในกรมวิชาการเกษตร รวมทั้ง มีบริการสายด่วนสำหรับสอบถามข้อมูล 1174

นอกจากนี้ จากการที่กรมวิชาการเกษตรได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) พืชสกุลกัญชา ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และศึกษาวิจัยไปเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2565 จึงนำไปสู่โครงการส่งเสริม สนับสนุน การปลูกกัญชา กัญชง 1 ล้านต้น ตามนโยบายรัฐบาล (โครงการ “แจกกัญชา กัญชง ล้านต้น สู่ครัวเรือน”) เพื่อใช้ประโยชน์ในครัวเรือนทางการแพทย์ และอุตสาหกรรม เพื่อให้เกษตรกร ตลอดจนประชาชนผู้สนใจได้ใช้ต้นกล้าพันธุ์ดี มีคุณภาพและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมต่อไป  โดยเริ่มเปิดให้ประชาชนที่สนใจลงทะเบียนรับกล้าพันธุ์กัญชาพันธุ์ดีวันที่ 16 มิถุนายนนี้เป็นวันแรก ครัวเรือนละ 2 ต้น ตามเป้าหมาย 1 ล้านต้นของรัฐบาลหรือประมาณ 500,000 ครัวเรือน

พันธุ์ที่แจกหลักๆ คือ พันธุ์อิสระ 01 พัฒนาพันธุ์โดยกรมการแพทย์ กรมวิชาการเกษตร และมูลนิธิวนเกษตรอินทรีย์โดยกรมวิชาการเกษตรจะจัดแจกได้เดือนละ 1 – 2 แสนต้น และผู้ลงทะเบียนจะได้รับต้นกัญชาหลังลงทะเบียนประมาณ 30 วัน สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑลสามารถลงทะเบียนได้ที่ศูนย์บริการจัดการพืชกัญชา กัญชง และกระท่อมแบบเบ็ดเสร็จ  หรือลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์

-005