สมาคมสัตว์ปีกร่วมถก ตอกย้ำเนื้อไก่ไทยปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625634

วันศุกร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลก สาขาประเทศไทย เป็นประธานเปิดงานประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2564 ในรูปแบบการประชุมออนไลน์ มุ่งเน้นด้านวิชาการ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา เพื่อความเชื่อมั่นด้านสัตว์ปีกไทย โดยเฉพาะการผลิต การวิจัยและพัฒนาให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดโรค ปลอดภัย ปลอดสารสำหรับผู้บริโภค

“ในฐานะที่ไทยเป็นผู้ผลิตเนื้อไก่อันดับ 8 ของโลก มีการส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์เป็นอันดับ 4 ของโลก การติดตามงานวิจัยที่หลายประเทศจัดทำและออกเผยแพร่อย่างใกล้ชิด ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ จากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นกุญแจสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะนำไปสู่การพัฒนากระบวนการผลิต ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งลดต้นทุน ได้ผลิตภัณฑ์อาหารจากสัตว์ปีกที่ปลอดโรค ปลอดภัย ปลอดสาร” นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย กล่าว

สำหรับปีนี้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ในประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อาทิ หัวข้อ อาหารและการสร้างภูมิคุ้มกันต่อโควิด หรือหัวข้อ ความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมสัตว์ปีกปลอดภัยมั่นใจต่อผู้บริโภคช่วงโควิด เป็นต้น นอกจากนี้ยังเปิดเวทีให้นิสิต นักศึกษา ร่วมนำเสนอผลงานวิจัยด้านสัตว์ปีก 4 ผลงานที่เป็นประโยชน์และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสมาคมฯ และให้การสนับสนุนในการศึกษา วิจัย ค้นคว้า และการดำเนินการเกี่ยวกับงานด้านวิชาการการผลิตสัตว์ปีก ทั้งภายในและภายนอกประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : สัมผัสความมหัศจรรย์ UNSEEN ผ่านวีดีโอวิวโดรน ททท.ชวนเที่ยวปีใหม่ในจังหวัดสุดอันซีน หวังกระตุ้นการท่องเที่ยวทั่วไทยใน5ภูมิภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625478

สกู๊ปพิเศษ : สัมผัสความมหัศจรรย์ UNSEEN ผ่านวีดีโอวิวโดรน  ททท.ชวนเที่ยวปีใหม่ในจังหวัดสุดอันซีน  หวังกระตุ้นการท่องเที่ยวทั่วไทยใน5ภูมิภาค

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปลุกกระแสการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศให้นักท่องเที่ยวชาวไทยออกมาสัมผัสบรรยากาศการเดินทางที่สนุกสนานและน่าตื่นเต้นอีกครั้ง โดยผลิตวีดีโอ View Drone Unseen New Series ชวนสัมผัสแหล่งท่องเที่ยว Unseen จุดขายใหม่เที่ยวไทยในมุมมองอะเมสซิ่งยิ่งกว่าเดิม พร้อมแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยง และความน่าสนใจกิจกรรมอื่นๆ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์จากการเดินทางท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง สามารถสร้างเม็ดเงินกระตุ้นภาคธุรกิจการท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ Unseen New Series กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวผ่านการสร้างสรรค์เรื่องราวของสินค้าบริการท่องเที่ยวที่เป็นที่สุดของความอันซีนตามที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประกาศรายชื่อไปแล้ว จำนวน 25 แห่งจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ

เทรนด์การเดินทางท่องเที่ยวแบบวิถีใหม่มีแนวโน้มเปลี่ยนไปจากเดิม อาทิ เน้นการท่องเที่ยวระยะใกล้ เลือกจุดหมายปลายทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เดินทางด้วยรถส่วนตัว มีเพื่อนร่วมทางเป็นกลุ่มเล็กๆ ทั้งแบบครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อน ใส่ใจเรื่องสุขอนามัยมากขึ้น มีการเว้นระยะห่าง ไม่ไปในที่แออัด ฯลฯ ดังนั้นททท.จึงได้มีการปรับกลยุทธ์ส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นพร้อมๆกับการเพิ่มความถี่ในการเดินทางท่องเที่ยวระยะใกล้ภายในภูมิภาค สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยว และเกิดการกระจายตัวการเดินทางท่องเที่ยวภายในจังหวัดและกลุ่มจังหวัดในช่วงเวลาที่เหมาะสม อาทิ โครงการ Unseen New Series กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวผ่านการสร้างสรรค์เรื่องราวของสินค้าบริการท่องเที่ยว ภายใต้แนวคิด “เที่ยวเมืองไทย Amazing ยิ่งกว่าเดิม” เป็นการชวนไปสัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวของแต่ละภูมิภาค จุดเช็คอินใหม่บนเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติ จุดชมวิวแบบพาโนรามาสร้างความตื่นตาตื่นใจ แลนด์มาร์คแห่งใหม่ในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และเชื่อมโยงไปยังแหล่งท่องเที่ยวหรือกิจกรรมท่องเที่ยวอื่นๆ อาทิ ชุมชน อาหารถิ่น ฯลฯ เพื่อเป็นทางเลือกแก่นักท่องเที่ยวมากขึ้น ได้แก่

-ภาคกลาง อาทิ พระพุทธรูปหินลาวา วัดถ้ำกระบอก จ.สระบุรี,เจดีย์พระธาตุโบอ่อง จ.กาญจนบุรี,เขาทะลุมิติ จ.ราชบุรี

-ภาคเหนือ อาทิ วัดหลวงขุนวิน จ.เชียงใหม่,ม่อนหมอกตะวัน จ.ตาก,วัดนันตาราม จ.พะเยา

-ภาคใต้ อาทิ เกาะผ้า จ.พังงา,กองหินขาว อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จ.สตูล,คลองหรูด คลองน้ำใส จ.กระบี่,เกาะหมาก จ.พัทลุง

-ภาคตะวันออก อาทิ สวนพฤกษศาสตร์ จ.ระยอง,หุบเขาไดโนเสาร์ (Dinosaur Valley) สวนนงนุช จ.ชลบุรี,พระจมน้ำ เขาระกำ จ.ตราด,

-ภาคอีสาน อาทิ พญานาค 3 พิภพจ.มุกดาหาร,หอโหวด จ.ร้อยเอ็ด,ภูพระ จ.เลย,

โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เผยแพร่ภาพความงดงามแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย ภายใต้โครงการ Unseen New Series ในรูปแบบวีดีโอ View Drone Unseen New Series สะท้อนภาพความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลต์ในมุมมองและมิติที่แตกต่าง สร้างแรงบันดาลใจในการออกเดินทางเพื่อไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของเมืองไทยในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน หรือยังไม่เคยได้สัมผัสด้วยตัวเอง บนเว็บไซต์ www.wanderlust-thailand.com
ซึ่งมีคลิปวีดีโอ และภาพถ่ายรวมถึงบทความแนะนำการท่องเที่ยว ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยง และบทความบรรยายความประทับใจของบล็อกเกอร์ชื่อดังที่เคยเดินทางไปยังแหล่งอันซีนต่างๆ ได้ร่วมแชร์ประสบการณ์การเดินทางดังกล่าว อันจะเป็นชุดข้อมูลสำคัญช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในการออกไปสัมผัสความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการสืบค้นข้อมูลความ Unseen เพื่อเตรียมวางแผนการเดินทางล่วงหน้าเมื่อพร้อมออกเดินทาง

กรมปศุสัตว์จับมือ‘นิด้า’ ร่วมทำแผนยุทธศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625475

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์มอบหมายให้นายสัตวแพทย์เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์เป็นประธานการประชุมกำหนดผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย(Stakeholder Analysis) เพื่อการจัดทำแผนยุทธศาสตร์กรมปศุสัตว์ พ.ศ.2566-2570 ร่วมกับผู้แทนสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โดย รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ และคณะ ดำเนินการตามแผนแม่บท ด้านปศุสัตว์ พ.ศ.2556-2565 ขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ โดยปี 2565 ถือเป็นปีสุดท้ายของแผนฯ จึงต้องทบทวนยุทธศาสตร์ฯ ให้เชื่อมโยงสอดคล้องตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และนโยบายสำคัญ เช่น ไทยแลนด์ 4.0 กรอบยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG (พ.ศ. 2566-2670) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (พ.ศ. 2559-2573) ยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯลฯ

สำหรับการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อกำหนดผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Analysis) ร่วมหารือถึงปัญหาและอุปสรรคการดำเนินงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก เช่น ด้านการผลิต การส่งเสริมการตลาด เทคโนโลยี ฯลฯ รวมทั้งการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นำมาปรับปรุง แก้ไข ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกำหนดทิศทางการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์ ในอีก 5 ปีข้างหน้าให้ดีขึ้น

กรมชลฯเข้มแผนจัดสรรน้ำ ใช้น้ำค้างทุ่งทำนาทะลุล้านไร่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625477

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีและโฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำหลังสิ้นฤดูฝนและเข้าสู่ฤดูแล้งปี 2564/65 ทั่วประเทศว่า มีปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนขนาดใหญ่ 35 แห่งและเขื่อนขนาดกลาง 412 แห่ง รวมทั้งสิ้น 58,257 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือ77% ของปริมาณการเก็บกัก มากกว่าปี 2563จำนวน 10,644 ล้านลบ.ม.โดยเฉพาะในลุ่มเจ้าพระยาที่กรมชลประทานได้ดำเนินการกักน้ำไว้ในพื้นที่ลุ่มต่ำ กว่า 500 ล้านลบ.ม. ทำให้มีปริมาณน้ำค้างทุ่งและความชื้นสะสมเพียงพอให้เกษตรกรสามารถใช้เตรียมแปลงปลูกข้าวนาปรังได้เร็วกว่าแผนประมาณ 800,000 ไร่ ซึ่งขณะนี้ลุ่มเจ้าพระยาปลูกข้าวนาปรังไปแล้วจำนวนรวม 1.2 ล้านไร่ จากแผน 2.81 ล้านไร่ ทั้งนี้ ปริมาณน้ำต้นทุน 4 เขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยาคือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำใช้การรวม 7,680 ล้านลบ.ม. มากกว่าปี 2563 ประมาณ 2,300 ล้านลบ.ม. อย่างไรก็ดี เนื่องจากปีนี้เขื่อนภูมิพลมีน้ำใช้การ 4,373 ล้านลบ.ม. สูงกว่าเขื่อนสิริกิติ์ คือ 1,570 ล้านลบ.ม.

กรมชลประทานจึงได้วางแผนจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุน โดยให้พื้นที่ลุ่มน้ำน่านตอนบนบริเวณจังหวัด อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ ใช้น้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ กับเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เป็นหลัก ส่วนทางลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างให้เน้นการใช้น้ำจากเขื่อนภูมิพล นอกจากนี้ กรมชลประทานได้วางแผนจัดลำดับการใช้น้ำโดยให้ภาคเกษตรใช้น้ำค้างทุ่งเป็นลำดับแรกในปลูกพืชฤดูแล้งจากนั้นจึงนำน้ำที่เก็บไว้ในแก้มลิง บ่อยืม และคลองระบายต่าง ๆ นำมาใช้ในลำดับถัดไป สุดท้ายจึงเสริมด้วยน้ำในเขื่อน

“ขณะนี้การจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งทั่วประเทศยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้โดยจัดสรรไปแล้ว 28% หรือประมาณ 6,251 ล้านลบ.ม. อย่างไรก็ตามเพื่อเสริมความมั่นคงด้านน้ำในช่วงฤดูแล้งได้สั่งการให้โครงการชลประทานทุกแห่งทั่วประเทศดำเนินการสำรองน้ำไว้ในพื้นที่แก้มลิง บ่อน้ำ อ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด เพื่อการันตีน้ำกินน้ำใช้ น้ำเพื่อการเกษตร ปศุสัตว์ รักษาระบบนิเวศตลอดจนน้ำเพื่ออุตสาหกรรมในแต่ละพื้นที่ให้เพียงพอกับความต้องการตลอดฤดูแล้ง รวมทั้งยังได้สั่งการให้ทำการสำรวจแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ ” โฆษกกรมชลประทานกล่าว

‘มนัญญา’ยืนยันนมโรงเรียน งบ1.4หมื่นล้านตกถึงเกษตรกรจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625473

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมหารือแก้ไขปัญหานมโรงเรียน พร้อมด้วยนายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ ประธานที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ นายพจน์พิรัชต์ เนียมจุ้ย คณะที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายสมพรศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) โดยมี นายสุรักษ์ นามตะประธานชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด นายสมาน เหล็งหวาน ประธานสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค ปากช่อง จำกัด และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าได้ดำเนินโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ดื่มมากขึ้น ส่วนกระแสข่าว ว่าโครงการนมโรงเรียน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการบางรายเข้ามากอบโกยผลประโยชน์นั้น ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พร้อมกับมีการทบทวนเงื่อนไขโครงการฯ เพื่อให้ผลประโยชน์ตกกับเกษตรกรผู้เลี้ยงนมตัวจริง โดยขอให้ดำเนินการตามขั้นตอน ตนพร้อมสนับสนุนการแก้ปัญหา

“เงื่อนไขการจัดสรรโควตานมโรงเรียนมีการกำหนดเงื่อนไขรับซื้อนมโรงเรียนจากผู้ประกอบการโรงนมขนาดเล็ก (5 ตัน) มีประเด็นร้องเรียนเพื่อให้ตรวจสอบว่า โรงนมซื้อจากเกษตรกรจริงหรือไม่ หรือบางรายมาจากการสนับสนุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ และไม่ได้มีการซื้อนมจริง ซึ่งทั้งหมดอยากให้ช่วยกันตรวจสอบเพราะรัฐบาลมุ่งหวังให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมที่มีคุณภาพไม่อยากให้มีใครมาเอาเปรียบเด็ก” น.ส.มนัญญา กล่าวและว่า เพื่อให้เกษตรกรตัวจริงได้รับประโยชน์จากงบประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ในที่ประชุม รมช.เกษตรฯ ได้ให้ความเชื่อมั่นต่อสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม ว่ารัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลือและไม่ทอดทิ้ง แต่ขอให้เสนอข้อมูลมาตามขั้นตอน และควรดำเนินการให้ทันก่อนที่จะถึงปีการศึกษา 1/2565 และเห็นว่าควรต้องมีการทบทวนบทบาทของ อ.ส.ค.ที่ต้องเข้ามามีบทบาทในโครงการนี้เพิ่มมากขึ้น เพราะหาก อ.ส.ค.ไม่ช่วยรับซื้อนมก็จะมีปัญหาการเทนมทิ้งเหมือนในอดีต ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ภาคเอกชนบางรายไม่รับซื้อนมจากเกษตรกร แต่ อ.ส.ค.ก็ยังทำหน้าที่รับซื้อนมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของสหกรณ์และเกษตรกร

ด้านนายสุรักษ์กล่าวว่า จะรวบรวมความเห็นของสมาชิกผู้เลี้ยงโคนม เสนอต่อกรมปศุสัตว์ เพื่อพิจารณาความเดือดร้อนครั้งนี้ซึ่งปัจจุบัน อ.ส.ค.ดูแลสมาชิกโคนม 4,500 ราย ปริมาณนม 600–700 ตันต่อวัน หากว่าบทบาทของ อ.ส.ค.ในเรื่องนมโรงเรียนน้อยลง จะส่งผลกระทบต่อการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรเช่นกันยอมรับว่ากรณีโรงนมย่อยขนาดเล็กที่ปัจจุบันมีการขยายตัวตั้งเพิ่มขึ้น ภายใต้การสนับสนุนของรายใหญ่ ทำให้กระทบต่อสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมมาก การที่ รมช.เกษตรฯ ออกมาพูดเรื่องการรื้อระบบนมโรงเรียน จึงเป็นความหวังของสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมทั้งหมด ตนจะกลับไปทำความเห็นภายในต้นเดือนมกราคม 2565 เพื่อให้ทันช่วงเวลายื่นสิทธิ์นมโรงเรียน 1/2565 ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2565 เพราะไม่อยากให้เกิดภาพการนำนมโรงเรียนมาเททิ้งกลางถนนเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

กรมชลฯชี้เป้าหมายจ้างงานในปีงบ2565ช่วยเหลือเกษตรกร7.5หมื่นคนทั่วไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625472

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้ดำเนินนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยจ้างแรงงานชลประทาน ซึ่งปีงบประมาณ 2565 มีการซ่อมแซม บำรุงรักษาขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ รวมทั้งโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ทดแทนจากการว่างเว้นทำการเกษตร

ทั้งนี้ ในปีนี้มีแผนจ้างแรงงานวงเงินกว่า 4,465 ล้านบาท สามารถจ้างแรงงานได้ประมาณ 75,000 คน ระยะเวลาการจ้างอยู่ระหว่าง 1-10 เดือน วงเงินจ้างอยู่ระหว่าง 8,700–87,000 บาท/คน โดยเกณฑ์การจ้างพิจารณากลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.เกษตรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรกรในพื้นที่ 2.สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทานในพื้นที่ 3.ประชาชนและผู้ใช้แรงงานทั่วไป และ 4.แรงงานในพื้นที่มีไม่เพียงพอให้พิจารณาจ้างเกษตรกร หรือแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียง จากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ โดยข้อมูล ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 มีการจ้างแรงงานทั่วประเทศแล้ว 2,155 คน คิดเป็นร้อยละ 2.87 ของแผนฯ โดยจังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด ได้แก่ เชียงใหม่ 621 คน ร้อยเอ็ด 312 คน และกาฬสินธุ์ 186 คน

เปิดคลอง26ขวาระบายน้ำที่สระบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625476

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดคลอง 26 ขวาหมู่ 8 ต.หนองโรง อ.หนองแค จ.สระบุรี ซึ่งเป็นคลองระบายน้ำสายหลักโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักใต้ ระยะทางประมาณ 26.54 กิโลเมตร ส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรกว่า 20,000 ไร่ โดยกรมชลประทานได้ขุดลอกในปีงบประมาณ 2564 แล้วเสร็จมีการจัดรอบเวรการใช้น้ำ เพื่อบริหารจัดการในช่วงฤดูแล้งให้เพียงพอและทั่วถึง และประสานเกษตรกรผ่านผู้นำชุมชนในพื้นที่ ร่วมใช้น้ำอย่างประหยัดด้วย

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า สำหรับคลองบางช่วงที่ยังไม่ได้ขุดลอก กรมชลประทานจะเข้าดำเนินการทันที และมีแผนสร้างประตูน้ำ ซึ่งนอกจากป้องกันอุทกภัยแล้ว ยังใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง ทั้งด้านอุปโภค-บริโภคและด้านการเกษตร พร้อมกันนี้ยังปรับปรุงถนนลาดยางคันคลอง 4 กิโลเมตร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร ขอให้ประสานมาที่หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะรับเรื่องและเข้ามาดูแล รวมทั้งพยายามทำให้เร็วที่สุด อยากให้มองข้าราชการเสมือนคนในครอบครัว ปรึกษาหารือได้ ซึ่งการพูดคุยรับฟังกัน ปัญหาก็สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบเงินชดเชยส่วนต่างโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 2564/65 มอบพันธุ์ปลาให้เกษตรกร เยี่ยมชมนิทรรศการจากหน่วยงานต่างๆ และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน 1,200,000 ตัว ประกอบด้วย พันธุ์ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง ปลาสวาย 1,000,000 ตัว กุ้งก้ามกราม 200,000 ตัว และยังมีพันธุ์ปลาบึกไซส์ใหญ่ 60 ตัว เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา

ปศุสัตว์แจงเนื้อหมูแพง เพราะต้นทุนค่าอาหารสัตว์ ยารักษาสูง ควบโรคระบาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625487

ปศุสัตว์แจงเนื้อหมูแพง เพราะต้นทุนค่าอาหารสัตว์ ยารักษาสูง ควบโรคระบาด

วันพุธ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.40 น.

ปศุสัตว์เผยเนื้อหมูแพงจากหลายปัจจัย ส่งผลให้ระบบผลิตได้ลดลงจนส่งผลให้ราคาสูงขึ้นเตรียมประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่งระบบ

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงกรณีข่าวเนื้อหมูปรับราคาแพงสูงขึ้นในท้องตลาด ว่าจากประเด็นดังกล่าวสาเหตุมาจากปัจจัยเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น อาหารสัตว์ ยาในการรักษาโรค แล้วยังมีปัจจัยเรื่องการพบโรคระบาดในสุกรที่ก่อความเสียหายต่อสุกรมีชีวิตที่จะเข้าสู่ตลาดเนื่องจากต้องมีการทำลายสุกรมีชีวิตเพื่อควบคุมโรค ส่งผลทำให้สุกรขาดตลาด รวมทั้งก่อนหน้านี้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายเล็ก รายย่อยและรายกลางเกิดความตื่นตระหนกต่อข่าวของการเกิดโรคระบาดในสุกรจึงได้เร่งขายสุกรมีชีวิตออกจากฟาร์มทำให้ปัจจุบันสุกรมีชีวิตในระบบการผลิตมีปริมาณที่ลดลง จึงทำให้ปัจจุบันราคาจำหน่ายเนื้อสุกรเพื่อการบริโภคมีราคาที่สูงขึ้น

​ทั้งนี้กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสุขภาพสัตว์ ได้ดำเนินการกำจัด ควบคุม ป้องกันและเฝ้าระวังโรคระบาดในสัตว์อย่างต่อเนื่อง รายงานสถานการณ์ของโรคระบาดในสุกรของประเทศไทยจากระบบการเฝ้าระวังโรคระบาดทั้งเชิงรุกและเชิงรับ พบว่าในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 2561 – 2564 ประเทศไทยมีการระบาดของโรคที่สำคัญในสุกร ได้แก่ โรคพีอาร์อาร์เอส (PRRS) Porcine reproductive and respiratory syndrome เป็นโรคหรือกลุ่มอาการในระบบสืบพันธุ์และระบบทางเดินหายใจในสุกรจำนวน 707 ครั้ง โรคอหิวาต์สุกรหรือ Classical Swine Fever (CSF) จำนวน 24 ครั้ง และโรคปากและเท้าเปื่อย (Food and Mouth disease : FMD) จำนวน 11 ครั้ง 

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยยังคงสถานะปลอดจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) แต่ยังคงมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากมีการเกิดโรค ASF ในประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ กรมปศุสัตว์จึงมิได้นิ่งนอนใจยังคงดำเนินงานตามแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องเพื่อเป็นการรักษามูลค่าของอุตสาหกรรมการผลิตสุกรไม่น้อยกว่า 150,000 ล้านบาท 

สำหรับกรณีราคาเนื้อสุกรที่ปรับสูงขึ้นในท้องตลาดนั้น แนวโน้มเนื่องจากปัจจัยเสี่ยงปัญหาด้านสุขภาพสัตว์ในฟาร์มสุกรที่ต้องมีการควบคุมและกำจัดสุกรที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 ทำให้มีปริมาณสุกรที่ลดลง ต้องมีการพักคอกสัตว์ก่อนทำการเลี้ยงรุ่นการผลิตใหม่ และต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้นจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ และการปรับระบบการเลี้ยงให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) เพื่อเป็นการควบคุมโรคซึ่งเป็นข้อจำกัดในเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยซึ่งบางรายไม่มีระบบการควบคุมโรคทำให้ไม่นำสุกรมาลงเลี้ยงเพราะเสี่ยงต่อการเกิดโรคทำให้เสียหาย จึงส่งผลให้ปริมาณในระบบการผลิตสุกรในประเทศไทยลดลงแต่ยังมีความต้องการในตลาดที่สูง ดังนั้นจึงทำให้ราคาเนื้อสุกรในท้องตลาดปรับตัวเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว กรมปศุสัตว์จะได้หารือร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กรมการค้าภายใน กรมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อกำหนดหาแนวทางแก้ไขต่อไป

​อธิบดีกรมปศุสัตว์ บอกอึกว่า เพื่อเป็นการควบคุมโรคและลดความเสียหายให้เกิดน้อยที่สุด ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรเป็นเครือข่ายการเฝ้าระวังโรคระบาดในสุกรเพื่อสามารถควบคุมการระบาดของโรคให้อยู่ในวงจำกัด และขอให้ติดตามข่าวสารการแพร่ระบาดของโรคอย่างใกล้ชิดจากกรมปศุสัตว์ หากพบสุกรที่สงสัยว่าป่วยหรือตายด้วยโรคระบาด หรือด้วยอาการผิดปกติไม่ทราบสาเหตุ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ทันที หรือผ่านทางแอพพลิเคชั่นมือถือ “DLD 4.0” หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ หมายเลขโทรศัพท์ 063 225 6888 เพื่อเข้าทำการตรวจสอบทันที 

เกษตรฯ-ธ.ก.ส.สานฝัน สร้างอาชีพเพิ่มรายได้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625265

วันพุธ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ โครงการสานฝันสร้างอาชีพและยกระดับรายได้เกษตรกร ระหว่างกรมปศุสัตว์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยมี นายสัตวแพทย์สรวิศธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสุรชัย รัศมีรองผู้จัดการ ธ.ก.ส.สำนักงานใหญ่ ร่วมลงนามและมีผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นสักขีพยาน

นายประภัตรกล่าวว่า โครงการที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ และ ธ.ก.ส.ทำงานร่วมกันเนื่องจากเวลานี้เกษตรกรประสบปัญหาน้ำท่วมภัยแล้ง และวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ดังนั้น การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการทำเกษตรด้านปศุสัตว์ ซึ่งใช้เวลาสั้น ใช้น้ำน้อย ได้รับผลตอบแทนเร็ว ถือเป็นทางออกของวิกฤตต่างๆ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้กำชับให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัวจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผ่านโครงการดังกล่าว โดยจะสนับสนุนเงินกู้เป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับเกษตรกร เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการประกอบอาชีพด้านการเกษตรให้กับเกษตรกร หรือประชาชนที่มีความสนใจ เน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับ มีการประกันราคารับซื้อผลผลิต สามารถสร้างรายได้ระยะสั้น 4-6 เดือน ซึ่งจะมีผลตอบแทนเบื้องต้นเพียงพอต่อการดำรงชีพ และสามารถต่อยอดเป็นอาชีพที่มั่นคงต่อไปได้ในอนาคต โดย ธ.ก.ส.ได้รับการอนุมัติวงเงินกว่า 30,000 ล้านบาท

สำหรับโครงการดังกล่าวจะเริ่มจ่ายเงินตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564-วันที่ 31 มีนาคม 2567 ปล่อยกู้เป็นรายบุคคล หนี้เสียสามารถกู้ได้ สามารถใช้บุคคลหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ โดยจะปล่อยกู้สูงสุดรายละ 100,000 บาท/1-3 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4และปีที่ 4-5 ดอกเบี้ยตามปกติของธนาคาร

นายสัตวแพทย์สรวิศ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ ให้คำแนะนำและให้บริการในด้านการเลี้ยงสัตว์ การควบคุมป้องกันโรคสัตว์ การดูแลสุขภาพสัตว์ การควบคุมมาตรฐานฟาร์ม การควบคุมการใช้สารต้องห้ามตามกฎหมาย โดยจะมีการจัดทำฐานข้อมูลการเคลื่อนย้ายสัตว์ การแปรรูป งานการตลาดและบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประสานงานและให้การสนับสนุน ตลอดห่วงโซ่การผลิตและการตลาด เกษตรกรที่สนใจสามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ สำนักงานปศุสัตว์ทุกแห่ง หรือที่ ธ.ก.ส.

ชลประทานเร่งแก้ปัญหาน้ำลำตะคอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625261

วันพุธ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์รองอธิบดีกรมชลประทาน นายวิวัฒน์ฐิติรัตนอัศว์ ผอ.ส่วนวิศวกรรม สำนักงานชลประทานที่ 8 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมปฐมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาการจัดการน้ำเหนืออ่างเก็บน้ำลำตะคอง จ.นครราชสีมา เพื่อรับฟังแนวทางการศึกษาพร้อมเสนอความคิดเห็นต่อโครงการฯ โดยมี นายคณัสชนม์ ศรีเจริญนายอำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา เป็นประธานเปิดการประชุมฯ ณ ที่ว่าการอ.ปากช่อง

นายเฉลิมเกียรติ กล่าวว่า จากกรณีที่ประชาชนใน อ.ปากช่อง ร้องเรียนถึงปัญหาช่วงฤดูแล้ง มีน้ำไม่เพียงพอต่อการผลิตน้ำประปา ส่วนฤดูฝนก็มีน้ำหลากจากเขาใหญ่ พัดพาเศษปฏิกูลรวมถึงเศษไม้ไหลลงสู่ลำตะคอง จำนวนมาก ทำให้ลำน้ำตื้นเขิน เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ จึงร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทำโครงการศึกษาความเหมาะสมการแก้ปัญหาการจัดการน้ำเหนืออ่างเก็บน้ำลำตะคอง เพื่อศึกษาความเหมาะสมในการแก้ไขปัญหา การจัดการน้ำเหนืออ่างเก็บน้ำลำตะคอง ตลอดจนพิจารณาการพัฒนาแหล่งน้ำ และพื้นที่ชลประทาน อย่างมีประสิทธิภาพตามความเหมาะสม รวมถึงจัดทำกรอบแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของต้นน้ำลำตะคอง

ทั้งนี้ มีพื้นที่การศึกษา 2 พื้นที่หลักคือ บริเวณเหนืออ่างฯ ครอบคลุมพื้นที่ 13 ตำบล 2 อำเภอ ใน จ.นครราชสีมา และ 1 ตำบล ใน อ.เมือง จ.นครนายกและพื้นที่ท้ายอ่างฯ ครอบคลุม 53 ตำบล7 อำเภอ ในเขต จ.นครราชสีมาซึ่งกรมชลประทาน จะดำเนินการรวบรวมความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุม นำไปศึกษาและวิเคราะห์อย่างละเอียด สำหรับนำไปเป็นแนวทางในการวางแผนแก้ไขปัญหาทั้งน้ำท่วม และภัยแล้ง ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป