ศูนย์ข้าวชัยนาทช่วยชาวนา หนุนแปลงใหญ่ใช้เมล็ดพันธุ์ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625262

วันพุธ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางปรารถนา สุขศิริ ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท กล่าวว่า ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านใหญ่ ต.โพงาม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ได้รับการสนับสนุนเครื่องคัดทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ข้าว จากกรมการข้าว และได้รับการส่งเสริมจากทางศูนย์ฯ ให้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ตอบโจทย์ลูกค้า อย่างข้าวพันธุ์ กข 85 ที่ให้ผลผลิตต่อไร่ปริมาณสูงต้านทานโรคได้ดี

ขณะที่ นายเทพประทาน มากลี ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านใหญ่ เปิดเผยว่า ข้าวพันธุ์ กข 85 ทางศูนย์ฯ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ ซึ่งตอบโจทย์ชาวนา คือได้ปริมาณผลผลิตมาก ต้านทานโรคแมลง และทนสภาพอากาศหนาว ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น เช่น ราคาข้าวธรรมดา ข้าวแข็ง ราคาตันละ 6,000 กว่าบาท แต่ถ้าทำเมล็ดพันธุ์ของพันธุ์เดียวกัน ขายได้ตันละหมื่นกว่าบาท นอกจากนี้ ศูนย์ยังส่งเสริมให้เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว ต.แพรกศรีราชา อ.สรรคบุรีจ.ชัยนาท ปลูกข้าวพันธุ์ กข 79 เป็นข้าวนุ่มสายพันธุ์ใหม่ ที่ผ่านการรับรองพันธุ์โดยกรมการข้าว เพื่อแปรรูปขายเนื่องจากเป็นที่นิยมของผู้บริโภค

ด้าน พ.จ.ท.เฉลียว น้อยแสง ประธานกลุ่มแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว กล่าวว่า ได้รับการส่งเสริมจากกรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ เน้นทำเมล็ดพันธุ์กระจายให้เกษตรกร เรารวมกลุ่มผลิตให้ได้ครั้งละมากๆ เพื่อไปคุยกับทางโรงสี พ่อค้า ได้ผลพอสมควร เกษตรกรเริ่มปลูกเยอะขึ้น

ปศุสัตว์เร่งขับเคลื่อน Sandboxนำร่องโคเนื้อ ยกระดับคุณภาพผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625264

วันพุธ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปศุสัตว์เร่งขับเคลื่อน

Sandboxนำร่องโคเนื้อ

ยกระดับคุณภาพผลิต

ส่งขายประเทศลาว-จีน

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เร่งขับเคลื่อนโครงการ Sandbox ปศุสัตว์ โดยนำร่องส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อเพื่อจำหน่ายไปยังประเทศลาวและจีน พร้อมกับมาตรการผลักดันสู่ Smart Port เชื่อมโยงการค้าขายปศุสัตว์ไทย-ลาว-จีน คือ 1.การเพิ่มปริมาณโคเนื้อและยกระดับสายเลือดโคเนื้อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในกลุ่มผลิตโคต้นน้ำ 2.การส่งเสริมเพื่อให้มี Central Feedlot เป็นแหล่งเรียนรู้และผลิตอาหารสัตว์คุณภาพดี ราคาเหมาะสมในการเลี้ยงสัตว์เพื่อให้มีความปลอดภัย ลดต้นทุนการผลิต

3.ส่งเสริมและกำหนดแนวทางการผลิตโคขุน ทั้งการขุนระยะสั้นเพื่อผลิตเนื้อแดง สร้างรายได้ระยะสั้น และการขุนระยะยาวเพื่อผลิตเนื้อไขมันแทรกในกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุน 4.ส่งเสริม ผลักดันการรับรองมาตรฐานคอกกักเพื่อการส่งออกให้กับภาคเอกชนที่มีความพร้อม 5.การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนภายใต้ระยะเวลาการปล่อยเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมให้กับเกษตรกร องค์กรเกษตรกรผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริม พัฒนา และต่อยอดการผลิตตลอดห่วงโซ่ 6.ส่งเสริมการผลิตโคเนื้อทั้งระบบตามบทบาทภารกิจ ตั้งแต่การขึ้นทะเบียน ทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ (NID, RFID) ใช้ Platform ในการซื้อ-ขายโคเนื้อ การควบคุมการเคลื่อนย้ายและการขนส่ง การฉีดวัคซีนควบคุมป้องกันโรค (FMD, LSD) การรับรองฟาร์มปลอดโรค (FMD) การเฝ้าระวังการใช้สารเร่งเนื้อแดง การตรวจรับรองมาตรฐาน GFM, GAP

อ.ส.ค. สืบสาน รักษา ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทานย้อนรอย 60 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625245

อ.ส.ค. สืบสาน รักษา ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทานย้อนรอย 60 ปี

วันอังคาร ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 16.56 น.

อ.ส.ค. สืบสาน รักษา ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทานย้อนรอย 60 ปี ก้าวสู่ผู้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีโคนมไทยใน “งานเทศกาลโคนมแห่งชาติ” ประจำปี 2565

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์) ส่งเสริมนโยบายให้เกษตรกรโคนมไทยมีศักยภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยสู่ระดับนานาชาติ โดย อ.ส.ค. ขับเคลื่อนภาระกิจให้การสนับสนุนทุกด้านการเลี้ยงโคนม เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรกร “โคนมอาชีพพระราชทาน” น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณใน พระราชกรณียกิจ พระปรีชา พระวิริยะอุตสาหะของ “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9)” ได้ทรงพระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมแก่ปวงชนชาวไทย จึงทรงได้รับการน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งการโคนมไทย”  จนถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 ได้ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทาน เพื่อความยั่งยืนในอาชีพเกษตรกร

โดย อ.ส.ค. เตรียมจัด “งานเทศกาลโคนมแห่งชาติ” ประจำปี 2565 ย้อนรำลึก 60 ปี อ.ส.ค. ในวันที่ 3 -7 มกราคม 2565 ซึ่งพิธีเปิดในวันที่ 3 มกราคม 2565 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปทรงเปิด “งานเทศกาลโคนมแห่งชาติ” ประจำปี 2565 ณ บริเวณเชิงเขาตาแป้น องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

รมช. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ กล่าวว่า การส่งเสริมการเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกร ด้วยการให้องค์ความรู้ที่เกษตรกรสามารถนำไปพัฒนา ต่อยอด และเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมนมให้แก่เกษตรกรไทย “โคนมอาชีพพระราชทาน” ย่างเข้าสู่ 60 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะต้นสังกัดให้การสนับสนุนส่งเสริมองค์ความรู้ ฝึกอบรม เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความมั่นคง กระจายความเท่าเทียม และเติบโตอย่างมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น

ด้านนายสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. กล่าวเพิ่มเติมว่า “งานเทศกาลโคนมแห่งชาติ” ประจำปี 2565 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “นวัตกรรมและเทคโนโลยีโคนมไทยสู่ NEXT NORMAL” ได้มีการจัดกิจกรรมภายในงาน อย่างเช่นการจัดนิทรรศการย้อนรำลึก อ.ส.ค. 60 ปี, การประกวดโคนมชิงถ้วยพระราชทาน สัมมนาวิชาการ และการเข้าเยี่ยมชมฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง (Thai-Denmark Smart Dairy Farm) เป็นฟาร์มโคนมครบวงจร เปิดให้เกษตรกรเข้ามาศึกษาดูงานจะได้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบด้วยนวัตกรรมในการเพิ่มประสิทธิภาพภายในฟาร์มได้ โดยสามารถซื้อบัตรเข้าชมได้ที่ฝ่ายท่องเที่ยวเชิงเกษตรของ อ.ส.ค. นอกจากนี้ภายในงานยังจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ,ร้านค้าจำหน่ายอาหารสัตว์และปัจจัยการเลี้ยงโคนม, ร้านจำหน่ายของที่ระลึก ที่มาร่วมออกบูธภายในงานครั้งนี้อีกมากมาย -(016)

เทศกาลโคนมฯย้อนรอย60ปี ปรับใช้นวัตกรรม-เทคโนโลยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/624967

วันอังคาร ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงนโยบายส่งเสริมองค์ความรู้การฝึกอบรมเกษตรโคนมเพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิต ว่าองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ให้การสนับสนุนทุกด้านในการเลี้ยงโคนม สร้างความสามารถในการแข่งขันให้เกษตรกร โดยทาง อ.ส.ค.ได้จัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ”ประจำปี 2565 หัวข้อ ‘นวัตกรรมและเทคโนโลยีโคนมไทยสู่ NEXT NORMAL’ ระหว่างวันที่ 3-7 มกราคม 2565 ที่เชิงเขาตาแป้น อ.ส.ค.มวกเหล็ก จ.สระบุรี และเป็นที่ทราบว่า 4 ปีข้างหน้า ไทยจะเปิดตลาดภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ปลดล็อกภาษีนำเข้านมผงขาดมันเนย เกษตรกรจึงต้องปรับตัวมากขึ้นเพื่อการแข่งขันกับต่างประเทศ

ด้านนายสมพร ศรีเมือง ผอ.อ.ส.ค.กล่าวว่า ภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการย้อนรำลึก อ.ส.ค.60 ปี , การประกวดโคนมชิงถ้วยพระราชทาน และการเข้าเยี่ยมชมฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง (Thai-Denmark Smart Dairy Farm) เป็นฟาร์มโคนมครบวงจร เปิดให้เกษตรกรเข้ามาศึกษาดูงานเพื่อจะได้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบด้วยนวัตกรรม เพิ่มประสิทธิภาพภายในฟาร์มได้ นอกจากนี้ภายในงานยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค , ร้านค้าจำหน่ายอาหารสัตว์ และปัจจัยการเลี้ยงโคนม ตลอดจนร้านจำหน่ายของที่ระลึกที่มาร่วมออกบูธภายในงานนี้มากมาย

กรมประมงเพาะพันธุ์‘ปลาหุด’สำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625035

วันอังคาร ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปลาพุด หรือปลาหุดเป็นปลาประจำถิ่นหายากของ จ.นครศรีธรรมราช มีแนวโน้มลดจำนวนลงเพราะวางไข่ปีละครั้ง แต่เป็นที่นิยมบริโภค โดยมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ700-1,000 บาท จึงเร่งให้ประมง จ.นครศรีธรรมราช รวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาดังกล่าวให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด นำไปขยายพันธุ์ ปล่อยคืนแหล่งอาศัยตามธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่เน้นย้ำให้กรมประมง อนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้ยั่งยืนเพื่อเป็นแหล่งอาหารและการประกอบอาชีพที่มั่นคง

ด้านนายธเนศ พุ่มทอง ผอ.กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กล่าวว่า ปลาหุด หรือปลามัน ปลาเลียหินปลาลูกอีแดง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ceratogarra cambodgiensis (Tirant 1884) อาศัยตามบริเวณพื้นที่เป็นกรวดและหินตามแหล่งน้ำลำธารต้นน้ำและน้ำตก ในประเทศไทยพบกระจายในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำน่าน และภาคใต้ ทางศูนย์ฯ ได้พยายามเพาะพันธุ์จนสำเร็จในปีนี้

ขณะที่ น.ส.นิภา กาลศรี ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดจ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ได้รับพันธุ์ปลาหุดจากกลุ่มอนุรักษ์ปลาหุด44 ตัว แล้วนำมาเพาะพันธุ์ด้วยวิธีเลียนแบบธรรมชาติ อย่างไรก็ดี การทดลองเพาะขยายพันธุ์พบปัญหาและอุปสรรคอยู่บ้าง เนื่องจากปลาหุดเพศผู้ มีขนาดเล็กกว่าเพศเมีย 4-5 เท่า มีนิสัยปราดเปรียว ว่ายน้ำเร็ว ทำให้จับได้ยาก อีกทั้งเป็นปลาที่วางไข่เพียงปีละ 1 ครั้ง สัดส่วนพ่อพันธุ์ต่อแม่พันธุ์ยังไม่สมดุลกัน อัตราผสมไข่จึงน้อย เนื่องจากมีน้ำเชื้อไม่เพียงพอ กรมประมง จึงมีแผนที่จะเก็บรักษาลูกพันธุ์ที่เพาะได้นี้บางส่วนไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไปผลสำเร็จครั้งนี้ เป็นเรื่องน่ายินดีที่ช่วยฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำที่หายากให้กลับคืนสู่แหล่งน้ำต้นกำเนิด คืนความหลากหลายให้ระบบนิเวศ

ปศุสัตว์สกัดลักลอบเข้าสัตว์ งัด6มาตรการเข้มป้องกันปัญหา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625036

วันอังคาร ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรณีมีข่าวขบวนการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรแช่แข็งเข้าประเทศไทยโดยสำแดงเท็จว่าเป็นสินค้าอื่น เป็นการบ่อนทำลายภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ มีความเสี่ยงโรคสุกรที่อาจติดมากับผลิตภัณฑ์ไม่รู้แหล่งที่มา ไม่มีใบขออนุญาตนำเข้า ไม่ผ่านการกักตรวจโรค

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ มีมาตรการที่เข้มงวดในการป้องกันการลักลอบการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ (ซากสัตว์) ดังนี้ 1.จัดทำโครงการเข้าตรวจสอบสถานที่พักซากสัตว์ทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 เป็นต้นมา เพื่อตรวจสอบซากสัตว์ที่ถูกนำมาซุกซ่อนไว้ตามห้องเย็นต่างๆ และดำเนินคดีกับผู้ลักลอบนำเข้าซากสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยปีนี้จะดำเนินการในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2.ทำหนังสือขอความร่วมมือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามหนังสือกรมปศุสัตว์ ที่ กษ 0621/6828-6830 ลงวันที่20 พฤศจิกายน 2561 เพื่อร่วมมือในการป้องกันการลักลอบนำเข้าซากสัตว์ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

3.กำหนดให้มีการทำเครื่องหมายประจำตัวสำหรับซากสัตว์ที่นำเข้า เพื่อใช้ตรวจสอบซากสัตว์ที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับสินค้าดังกล่าวได้ จึงทำให้แยกแยะกับซากสัตว์ที่ลักลอบนำเข้าได้ ง่ายต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ 4.จัดตั้งชุดปฏิบัติงานสุนัขดมกลิ่นตรวจสอบการลักลอบนำเข้าซากสัตว์ในพื้นที่สนามบินทุกแห่ง เพื่อตรวจสอบผู้โดยสารที่นำซากสัตว์เข้าราชอาณาจักรอย่างผิดกฎหมาย 5.จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายในความรับผิดชอบของกรมปศุสัตว์ ตามคำสั่งกรมปศุสัตว์ที่ 918/2559 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 โดยมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบและป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ (ซากสัตว์) จากต่างประเทศได้ทั่วราชอาณาจักร และ 6.มีทางแอปพลิเคชั่นDLD 4.0 เป็นช่องทางสำหรับการแจ้งข้อมูลข่าวสารและรับเรื่องร้องเรียน โดยผู้ที่มีข้อมูลการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์(ซากสัตว์) จากต่างประเทศโดยเฉพาะเนื้อสุกร สามารถแจ้งข้อมูลเบาะแสมายังกรมปศุสัตว์ทางแอปพลิเคชั่นดังกล่าว เพื่อดำเนินการต่อไป

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยด้วยว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ จึงสั่งการให้กองสารวัตรและกักกันตรวจสอบการลักลอบนำเข้าซากสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างสม่ำเสมอ ซักซ้อมขั้นตอน วิธีการปฏิบัติการนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ สร้างการรับรู้ที่ถูกต้องแก่ผู้นำเข้าสินค้าปศุสัตว์ (ซากสัตว์) จากต่างประเทศ

สปก.เยี่ยมวนเกษตร แปลงต้นแบบสุรินทร์ หนุนให้เพิ่มผลผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625034

วันอังคาร ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สปก.เยี่ยมวนเกษตร

แปลงต้นแบบสุรินทร์

หนุนให้เพิ่มผลผลิต

สร้างรายได้เกษตรกร

นายสุริยน พัชรครุกานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมด้วยนายพนมไพร ดีใหม่ ปฏิรูปที่ดิน จ.สุรินทร์ ลงพื้นที่เยี่ยมศูนย์ต้นแบบวนเกษตรของนางรำพึง อินทร์สำราญแปลงที่ 48 เนื้อที่ 11-1-18 ไร่ ซึ่งพัฒนาเป็นศูนย์ต้นแบบของนิคมการเกษตรบ้านกระเบื้อง ต.นาหนองไผ่ อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ โดยนางรำพึงกล่าวว่า ได้รับการสนับสนุนสระเก็บน้ำ 5,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมถมดินด้านเดียว ปรับปรุงถนนผ่านแปลง มุ้งปลูกผัก และมีหน่วยงานภาครัฐช่วยเหลือเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ ไม้ยืนต้น ฯลฯ ทำให้ปัจจุบันมีผลผลิตข้าว 500 กิโลกรัม/ไร่ มีรายได้ 100,000 บาท/ปี สามารถเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว จนได้รับการยกระดับเป็นศูนย์ต้นแบบวนเกษตร ปัจจุบันมีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ 24 ราย รวมพื้นที่ 161 ไร่

ด้านนายสุริยน กล่าวว่าส.ป.ก.ได้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการเกษตร โดยกำหนดเขตส่งเสริมและพัฒนาการผลิต เน้นการดำเนินงานลักษณะนิคมการเกษตรที่มีการทำงานอย่างบูรณาการ จึงมอบหมายส.ป.ก.สุรินทร์ ตั้งนิคมการเกษตรใน ต.นาหนองไผ่ อ.ชุมพลบุรี มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมบูรณาการ สร้างความพร้อมของพื้นที่และเกษตรกรที่ร่วมโครงการ จัดหาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเพิ่มศักยภาพการผลิตที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังสนับสนุนส่งเสริม และพัฒนามาตรฐานสินค้าเชื่อมโยงการผลิตสู่การตลาด ทำให้เกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดี

กรมการข้าวหนุนนาแปลงใหญ่ลำปาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/624788

วันจันทร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายหลุย กันทิยะ ประธานนาแปลงใหญ่ อ.สบปราบ จ.ลำปาง เปิดเผยว่าเมื่อเป็นศูนย์ข้าวชุมชน ทางกรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง ได้เข้ามาผลักดันสมาชิกนาแปลงใหญ่ส่งเสริมให้บริหาร จัดการ เช่น เรื่องเมล็ดพันธุ์ การทำนา ลดต้นทุนการผลิต และได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์ เครื่องจักร เช่น รถเกี่ยวข้าว รถไถ ฯลฯ อำนวยความสะดวกต่อการทำนา โดยครั้งแรกที่ทดลองปลูกในนา กรมการข้าวเข้ามาช่วยดูแลเรื่องการตรวจแปลงนาอย่างผ่านๆ แต่ครั้งต่อมา เมื่อนำเอารถเกี่ยวไม่ได้ทำความสะอาดเครื่อง ข้าวจึงไม่ได้คุณภาพดีเท่าที่ควร ทางศูนย์ข้าวฯ เห็นความสำคัญของสมาชิกที่ทำข้าวส่งศูนย์ฯ ไม่มีเครื่องคัดเมล็ด ต้องไปคัดที่ อ.แม่ทะ แต่จากนี้คงไม่ต้องลำบากเพราะมีทุกอย่างที่ศูนย์ฯ

นอกจากนี้ ทางกรมการข้าวได้เข้ามาช่วยเหลือ อีกทั้งศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว มาทำ MOU หรือทำสัญญาไว้ให้ราคาค่อนข้างดี กลุ่มสมาชิกจึงหันมาปลูกข้าวเมล็ดพันธุ์ และปลูกข้าวอินทรีย์ขาย ส่งผลให้สมาชิกสามารถลืมตาอ้าปากได้ เพราะไม่มีความเดือดร้อนเรื่องตลาด ศูนย์ฯ รับซื้อของสมาชิกทั้งหมด แตกต่างจากเดิมที่ไม่เข้าใจการคัดเมล็ดพันธุ์ เมื่อเจ้าหน้าที่เข้ามาทำให้ชาวบ้านรู้ขั้นตอนที่ถูกต้อง ว่าทำอย่างไรให้ได้ผลดี แม้ผลผลิตไม่เท่ากัน แต่ราคาดีกว่าท้องตลาด และนี่คืออาชีพทำนาของเกษตรกรแปลงใหญ่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง ที่ชาวนามีความเข้มแข็ง เข้าถึงนวัตกรรม เทคโนโลยีมากขึ้น ได้รับโอกาสจากภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้เกิดทั้งรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

จากความร่วมมือศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปางและเกษตรกร แล้วการจัดทำเมล็ดข้าวพันธุ์ดี บนนาแปลงใหญ่ เป็นการแก้ปัญหาและเพิ่มมูลค่าข้าว ถือว่าประสบความสำเร็จส่งให้ผลผลิตดีขึ้น เนื่องจากมีการทำงานที่เป็นระบบ และได้มาตรฐานอย่างชัดเจน

ส่งเสริมโคนมไทยก้าวไกล ขยายตลาดส่งออกด้วยFTA

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/624789

วันจันทร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสินิตย์ เลิศไกร รมช.พาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “โคนมไทยก้าวไกลขยายตลาดส่งออกได้ด้วย FTA” ในส่วนของกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยดร.อำพล วริทธิธรรม ผอ.กองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ผู้แทนกองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ ผู้แทนสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ ปศุสัตว์ จ.นนทบุรี และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธีดังกล่าว ก่อนหน้านี้ ที่ห้องประชุมมโนปกรณ์นิติธาดา ชั้น 12 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

ทั้งนี้ สำหรับโครงการ “โคนมไทยก้าวไกลขยายตลาดส่งออกได้ด้วย FTA” โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์การดำเนินโครงการฯ ที่มุ่งยกระดับการพัฒนาผู้ประกอบการนมโคแปรรูปของไทยให้พร้อมเข้าสู่ตลาดการค้าเสรี และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งยัง มีการประกาศรายชื่อผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือก ที่สำคัญยังจัดให้มีการแสดงสินค้า และจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโคแปรรูปจากผู้ประกอบการที่ร่วมโครงการฯ อีกด้วย

อธิบดีกรมข้าวลงพื้นที่ เยี่ยมศูนย์วิจัยร้อยเอ็ด เน้นตอบสนองตลาด ต่อยอดผลผลิตชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/624790

วันจันทร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์วิจัยข้าวร้อยเอ็ด โดยมีนางวรินทร เกตุพล เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน รักษาการ ผอ.ศูนย์วิจัยร้อยเอ็ด และผู้เกี่ยวข้อง ต้อนรับ พร้อมกับรายงานผลการปฏิบัติงานของศูนย์ฯ และร่วมปลูกต้นรวงผึ้ง ที่ศูนย์วิจัยข้าวร้อยเอ็ด

ทั้งนี้ นายชาตรี ได้รับฟังรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค ก่อนจะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่พร้อมกับแนะแนวทางในการทำงานให้สามารถขับเคลื่อนงานได้ อีกทั้งขอความร่วมมือในการเบิกจ่ายในทุกกิจกรรมให้ลุล่วง เน้นย้ำเรื่องงานวิจัยที่เป็นหลัก ให้มีการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด พี่น้องชาวนา ให้มากที่สุดต่อยอดพัฒนาสินค้าของจังหวัดได้

สำหรับศูนย์วิจัยข้าวร้อยเอ็ด เป็นหน่วยงานภายในกองวิจัยและพัฒนา กรมการข้าว ดูแลรับผิดชอบโครงการวิจัยและงานนโยบายของกรมการข้าวในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด และยโสธร มีวิสัยทัศน์คือ “วิจัยแก้ปัญหาชาวนาในพื้นที่ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล” อีกทั้งเป็นตัวแทนของพื้นที่เป้าหมายในการทดสอบพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิตข้าวโดยการดำเนินงานมีลักษณะเป็นระบบเครือข่ายในศูนย์วิจัยข้าว 27 แห่ง และเชื่อมโยงกับกลุ่มต่างๆ ในกองวิจัยและพัฒนาข้าว ผลิตเมล็ดพันธุ์คัด/พันธุ์หลักให้ได้เมล็ดพันธุ์ตรงตามพันธุ์และมีคุณภาพตามมาตรฐานเมล็ดพันธุ์