เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ เดินหน้าโครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย เสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชาวแพร่

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ เดินหน้าโครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย เสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชาวแพร่

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ เดินหน้าโครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย เสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชาวแพร่

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.45 น.

21 สิงหาคม 2568 ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นผู้แทนกรมชลประทาน ร่วมประชุมปฐมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประตูระบายน้ำเด่นชัย จังหวัดแพร่ โดยมีคณะที่ปรึกษาโครงการ ผู้แทนจากหน่วยงานราชการส่วนกลางและท้องถิ่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ และภาคประชาชนเข้าร่วมรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยได้รับเกียรติจาก นายคุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม

โครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย จังหวัดแพร่ เป็น 1 โครงการ จาก 3 โครงการเร่งด่วนที่กรมชลประทานได้คัดเลือก เพื่อนำไปศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จากการศึกษาแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำยม ลักษณะโครงการเป็นประตูระบายน้ำแบบบานโค้ง มีบานระบายน้ำ 10 ช่อง สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 1,748.31 ลบ.ม/วินาที เพื่อเก็บกักและเพิ่มระดับน้ำในแม่น้ำยมให้เกษตรกรสามารถสูบน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม รวมทั้งเพิ่มศักยภาพในการสูบน้ำให้กับสถานีสูบน้ำบริเวณพื้นที่โครงการปัจจุบัน จำนวน 15 แห่ง หากโครงการแล้วเสร็จ จะมีพื้นที่รับประโยชน์รวม 11 ตำบล จำนวน 28,714 ไร่

โดยการจัดประชุมในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลโครงการที่ได้รับการคัดเลือก แนวทางการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมรับฟังสภาพปัญหา ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประกอบในการศึกษาความเหมาะสมของโครงการฯ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและชุมชนต่อไป

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะดำเนินการศึกษาโครงการฯอย่างรอบคอบ โปร่งใส เพื่อให้โครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย สามารถตอบโจทย์ด้านการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนชาวแพร่อย่างยั่งยืน

-(016)

ก.เกษตร เตรียมเร่งเจรจาจีน รับมือมาตรการสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทยเพิ่ม

ก.เกษตร เตรียมเร่งเจรจาจีน รับมือมาตรการสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทยเพิ่ม

ก.เกษตร เตรียมเร่งเจรจาจีน รับมือมาตรการสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทยเพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.42 น.

21 สิงหาคม 2568 นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า นายอรรถกร ศิริลัทธยากร  รมว.เกษตรฯ  ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และกรมวิชาการเกษตร เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบจากกรณีที่ประเทศจีนอาจจะมีการเพิ่มมาตรการในการตรวจสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) หรือกำมะถันในลำไยของไทย

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า ทางการจีนอาจจะมีการปรับเปลี่ยนการสุ่มตรวจ จากค่ามาตรฐานที่กำหนดในพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับสินค้าผลไม้เมืองร้อนที่ส่งออกจากประเทศไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้ลงนามเมื่อปี พ.ศ.2547 ว่า สารซัลเฟอร์ในลำไย ที่เนื้อไม่เกิน 50 mg/kg แต่อาจจะมีแนวโน้มที่จะมีการยกระดับมาตรฐานสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ทั้งเนื้อและเปลือก แทนการตรวจเฉพาะเนื้อ

นายเอกภาพ เปิดเผยต่อว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยนายอรรถกร  ได้มีจุดยืนที่จะทำให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นที่พึ่งของเกษตรกรไทย และทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ให้เกษตรกร  โดยขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ทำนัดเรื่องเวลาในการที่จะเข้าไปพบกับจีนแล้ว  เพื่อพูดคุยทางการค้าและหาข้อสรุปถึงการเปลี่ยนแปลงมาตรการสุ่มตรวจในลำไยที่จะเกิดขึ้นได้

ชป.ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำ เมืองอุดร-หนองคาย

ชป.ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำ เมืองอุดร-หนองคาย

ชป.ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำ เมืองอุดร-หนองคาย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.57 น.

21 สิงหาคม 2568 นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน ของสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 โดยมี นายสุนทร คำศรีเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 นายภัคภาค คุณะเกษม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 นายสิงหา ผจงกิจการ รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 นายชัยณรงค์ สิงห์ยะบุศย์ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา นายชาคริตฬ์ ไม้พันธุ์ ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรม นายนครศรี กรุณา ผู้อำนวยการส่วนเครื่องจักรกล นายเจษฎา ตงศิริ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง หัวหน้าฝ่าย และเจ้าหน้าที่ ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ พร้อมทั้งบรรยายสรุปงานก่อสร้างประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำหนองสองห้อง โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จังหวัดหนองคาย และแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ณ ประตูระบายน้ำหนองสองห้อง ตำบลนาคำ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี

สำหรับประตูระบายน้ำหนองสองห้อง ตั้งอยู่ที่ ตำบลนาคำ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เป็นประตูระบายน้ำขนาด 12.5×7.5 เมตร จำนวน 4 ช่องบาน อัตราการระบายน้ำ 560 ลบ.ม./วินาที สถานีสูบน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบ Vertical Mixed Flow Pump ขนาด 15 ลบ.ม./วินาที จำนวน 4 เครื่อง อัตราการระบายน้ำ 60 ลบ.ม./วินาที มีอาคารประกอบอื่น เช่น อาคารที่ทำการ บ้านพักข้าราชการ ถนนภายในหัวงาน

ในส่วนของ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จังหวัดหนองคาย ลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง มีพื้นที่รับน้ำ 2,260 ตร.กม. มีปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ยประมาณ 1,257.65 ลบ.ม. ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดหนองคาย ลักษณะเป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำ ในช่วงฤดูฝนจะเกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี และในช่วงฤดูแล้งมักประสบปัญญาภัยแล้ง เนื่องจากไม่มีพื้นที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และมีลักษณะเช่นนี้เป็นประจำ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 ระยะเวลาโครงการ 9 ปี (พ.ศ. 2561 – 2569) ลักษณะของโครงการ ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง อัตราการสูบน้ำรวม 150 cms. ปรับปรุงพนังกั้นน้ำเดิมฝั่งขวาตามแนวลำห้วยหลวง ยาว 18.6 กม. อาคารบังคับน้ำตามลำน้ำสาขา 3 แห่ง พนังกั้นน้ำใหม่ฝั่งซ้าย ยาว 41.85 กม. และฝั่งขวา ยาว 29.34 กม. ช่วงที่ตลิ่งต่ำตามแนวลำห้วยหลวงยาว 47 กม. อาคารบังคับน้ำตามลำน้ำตามลำน้ำสาขา 8 แห่ง อาคารบังคับน้ำตามลำน้ำห้วยหลวง จำนวน 3 แห่ง โครงข่ายระบบชลประทาน จำนวน 13 โครงข่าย ครอบคลุมพื้นที่ 315,195 ไร่ แก้มลิงและอาคารประกอบ จำนวน 20 แห่ง ระบบควบคุมอุทกภัยอัจฉริยะ (Smart Flood Control System) ทั้งนี้ ประโยชน์ที่ได้รับ ได้แก่ บรรเทาอุทกภัยในเขตจังหวัดหนองคายและอุดรธานี จำนวนพื้นที่รับประโยชน์ 54,390 ไร่ ส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานเดิม 15,000 ไร่ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานใหม่อีก 300,195 ไร่ครอบคลุมพื้นที่ 284 หมู่บ้าน 37 ตำบล 7 อำเภอ ของจังหวัดหนองคายและจังหวัดอุดรธานีโดยมีครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ 29,835 ครัวเรือน เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อขยายพื้นที่ชลประทานในพื้นที่ใกล้เคียง ประชาชนในพื้นที่โครงการมีรายได้เพิ่มขึ้น 25,292 บาท/คน/ปี

-(016)

ก.เกษตรฯพัฒนาศูนย์ฯพิรุณราชขับเคลื่อนนโยบายฯ

ก.เกษตรฯพัฒนาศูนย์ฯพิรุณราชขับเคลื่อนนโยบายฯ

ก.เกษตรฯพัฒนาศูนย์ฯพิรุณราชขับเคลื่อนนโยบายฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.48 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ มอบแนวทางการพัฒนาศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช และการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ โดยใช้แผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ในระดับจังหวัดฯ เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรทั่วประเทศ

วันนี้ (21 ส.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ โดยมีเกษตรและสหกรณ์จังหวัด พร้อมบุคลากรสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วมการประชุมกว่า 120 คน ว่า กระทรวงเกษตรฯ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวขึ้น ระหว่างวันที่ 21-22 สิงหาคม 2568 ที่ จ.นครพนม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือและกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับภูมิภาค 2 เรื่อง คือ 1) การพัฒนาศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช เพื่อขอรับรองเป็นศูนย์ราชการสะดวก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความพึงพอใจให้เกษตรกรที่มารับบริการหรือขอรับการช่วยเหลือ สร้างความเชื่อมั่นแก่เกษตรกร และขยายผลเป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว โดยเริ่มต้นจากงานบริการของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด อาทิ การบริการข้อมูลการเกษตร การร้องเรียน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การกู้เงินกองทุนหมุนเวียนฯ/กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ฝนหลวง ภัยธรรมชาติ เกษตรพันธสัญญา การประชาสัมพันธ์การเกษตร เป็นต้น และ 2) การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ โดยใช้แผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ในระดับจังหวัด และกลุ่มจังหวัดภายใต้แผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่ มีเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นประธานคณะทำงานประเด็นการพัฒนาจังหวัดด้านการเกษตร

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ กำหนดนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนงานที่สำคัญ ประกอบด้วย 1) ผลักดันการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 2) เร่งขับเคลื่อนนโยบายของ รมว.เกษตรฯ 9 นโยบาย 8 ข้อสั่งการ อาทิ การเร่งขยายผลการขับเคลื่อนศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช เป็นต้น 3) การสนับสนุนการตรวจราชการนอกสถานที่และการประชุม ครม. สัญจรของ รมว.กษ. และ รมช.กษ. 4) การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้การทำงานของกระทรวง ทั้งส่วนกลางและจังหวัด เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และ 5) การเตรียมการรองรับและการแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร

“การขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯ ต้องอาศัยการประสานและบูรณาการงานจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งการจัดเวทีประชุมบุคลากร สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” นายประยูร กล่าว
นายประยูร กล่าวอีกว่า ในวันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้มีการพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การขับเคลื่อนงานตามนโยบายของแต่ละจังหวัด ซึ่งแตกต่างกันไปตามบริบทของพื้นที่ สามารถนำไปปรับใช้ในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายได้ตามความเหมาะสม รวมทั้งการให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช เพื่อก้าวไปสู่การเป็นศูนย์ราชการสะดวก เพื่อสร้างความประทับใจ
ความพึงพอใจแก่เกษตรกรที่มารับบริการ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการสนับสนุนช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาแก่เกษตรกร รวมถึงให้ความสำคัญต่อการใช้แผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ในระดับพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาการเกษตรได้เร็ว ตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น” ปลัดเกษตรฯ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวทีเสวนาโอกาสทางการตลาดสินค้าเกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ไทย ลาว เวียดนาม จีน ซึ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือเป็นจุดผ่านแดนที่สำคัญ เนื่องจากมีสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เชื่อมไปยังลาว เวียดนาม จีน ที่ใกล้ที่สุด ทั้งที่หนองคาย มุกดาหาร นครพนม ช่องเม็ก-อุบลราชธานี รวมถึงสะพานแห่งใหม่ที่บึงกาฬ มีภาคเอกชนที่ส่งสินค้าเกษตรไปลาว เวียดนาม และจีน มาเล่าประสบการณ์ และแนวโน้มความต้องการสินค้าของตลาด รวมถึงจะได้ศึกษาดูงานการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ ณ ด่านศุลกากรนครพนมด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนนโยบายตลาดนำการผลิต และการกำหนดแผนพัฒนาด้านการเกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อไป

015

กรมชลฯ ลงพื้นที่สถานีวัดน้ำ N.5A เกาะติดสถานการณ์แม่น้ำน่าน

กรมชลฯ ลงพื้นที่สถานีวัดน้ำ N.5A เกาะติดสถานการณ์แม่น้ำน่าน

กรมชลฯ ลงพื้นที่สถานีวัดน้ำ N.5A เกาะติดสถานการณ์แม่น้ำน่าน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

21 สิงหาคม 2568 นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมคณะฯ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำแม่น้ำน่าน โดยมี นายวิทูร เกิดอินทร์ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานพิษณุโลก สำนักงานชลประทานที่ 3 ร่วมบรรยายสรุปข้อมูลและแนวทางบริหารจัดการน้ำ พร้อมร่วมลงพื้นที่ ณ สถานีวัดน้ำ N.5A (สะพานเอกาทศรถ) และจุดเสี่ยงน้ำท่วมในเขตเมือง เช่น บริเวณคอนโดทรัพย์ทวี ถนนธรรมบูชา และบริเวณแพน่านน้ำพิษณุโลก

สถานการณ์ล่าสุด ระดับน้ำแม่น้ำน่านอยู่ที่ 7.88 เมตร จากระดับตลิ่ง 10.37 เมตร อัตราการไหล 844.40 ลบ.ม./วินาที แม้ยังต่ำกว่าระดับวิกฤติ แต่เข้าสู่ เกณฑ์เฝ้าระวัง (ธงสีเหลือง) โดยหากระดับน้ำสูงถึง 8.50 เมตร เทศบาลฯ เตรียมบล็อกท่อระบายน้ำและใช้เครื่องสูบน้ำแทน เพื่อป้องกันน้ำไหลย้อนเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของเขตเมือง

ขณะนี้ เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อย ยังมีความสามารถในการรองรับน้ำได้เพียงพอ และได้มีการปรับลดอัตราการระบายน้ำ พร้อมประสานงานร่วมกับเขื่อนนเรศวร และเขื่อนผาจุก เพื่อควบคุมระดับน้ำในลำน้ำน่านอย่างสมดุล โดยทางสำนักงานชลประทานที่ 3 มีการบริหารจัดการน้ำแบบรายวันอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ การติดธงสีเหลืองเป็นมาตรการเชิงป้องกันล่วงหน้า ยังไม่มีสัญญาณความเสี่ยงฉับพลัน แต่ขอให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ประกอบกิจกรรมในแม่น้ำ ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

-(016)

อธิบดีกรมฝนหลวง ลงพื้นทีให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

อธิบดีกรมฝนหลวง ลงพื้นทีให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

อธิบดีกรมฝนหลวง ลงพื้นทีให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.50 น.

21 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น และในการลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และพื้นที่ข้างเคียงต่อไป

-(016)

รองปลัดฯถกอนุฯศูนย์ภูฟ้าพัฒนาดันโครงการเพิ่มรายได้เกษตรกร

รองปลัดฯถกอนุฯศูนย์ภูฟ้าพัฒนาดันโครงการเพิ่มรายได้เกษตรกร

รองปลัดฯถกอนุฯศูนย์ภูฟ้าพัฒนาดันโครงการเพิ่มรายได้เกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.16 น.

รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการเกษตรโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ ผลักดันโครงการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

วันนี้ (21 ส.ค.) นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการเกษตรโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 1/2568 โดยมี ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 และผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting ว่าที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ ในช่วงเดือนตุลาคม –15 สิงหาคม 2568 ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้เข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกร อาทิ การผลิตกาแฟอะราบิก้า การผลิตเมล็ดพันธุ์พืชผักหมุนเวียน การทำปุ๋ยพืชสด การเลี้ยงปลาในบ่อดิน การผลิตและจัดการไม้เศรษฐกิจ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นพัฒนาทักษะและองค์ความรู้เกษตรกรให้สามารถนำไปปรับใช้ในพื้นที่จริง และเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้เกษตรกรมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท/ครัวเรือน/เดือน

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ขยายกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน (ด้านการเกษตร) โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ ไปจนถึงปี 2570 และมอบหมายให้คณะทำงานด้านเกษตรโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ ทบทวนแผนดำเนินการ/กิจกรรม/งบประมาณ ที่จะดำเนินการในช่วงปี 2569 – 2570 เพื่อเสนอต่อที่ประชุมนครั้งถัดไป

015

ก.เกษตรฯเร่งมือถกจีนรับมือตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทย

ก.เกษตรฯเร่งมือถกจีนรับมือตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทย

ก.เกษตรฯเร่งมือถกจีนรับมือตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.04 น.

“อรรถกร” เตรียมเร่งเจรจาจีน รับมือมาตรการอาจสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทยเพิ่ม เชื่อ ใช้สายสัมพันธ์ไทย–จีน ปกป้องผลประโยชน์เกษตรกรได้

วันนี้ (21 ส.ค.) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่ประเทศจีนอาจจะมีการเพิ่มมาตรการในการตรวจสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) หรือกำมะถันในลำไยของไทย ว่า ตนได้รับแจ้งจากทางทูตเกษตรทั้ง 2 ท่านที่ประจำอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนแล้วว่า ทางการจีนอาจจะมีการปรับเปลี่ยนการสุ่มตรวจ จากค่ามาตรฐานที่กำหนดในพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับสินค้าผลไม้เมืองร้อนที่ส่งออกจากประเทศไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้ลงนามเมื่อปี พ.ศ.2547 ว่า สารซัลเฟอร์ในลำไย ที่เนื้อไม่เกิน 50 mg/kg แต่อาจจะมีแนวโน้มที่จะมีการยกระดับมาตรฐานสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ทั้งเนื้อและเปลือก แทนการตรวจเฉพาะเนื้อ

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว และยังไม่มีหนังสือชี้แจงใด ๆ มาจากทางการจีน ซึ่งถือเป็นช่องว่างที่เราจะเร่งเจรจาขอผ่อนปรนมาตรการดังกล่าว เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการได้มีระยะเวลาในการปรับตัว โดยวานนี้ (20 ส.ค.2568) ตนได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และกรมวิชาการเกษตร เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบหากมีมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

“ผมต้องทำให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นที่พึ่งของเกษตรกรไทย และทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ให้เกษตรกร ขณะนี้ได้ทำนัดเรื่องเวลาในการที่จะเข้าไปพบกับจีนแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่าด้วยความสัมพันธ์ที่ดีของประเทศไทยกับประเทศจีนที่เรามีการค้าการขายดั่งพี่ดั่งน้องมาตลอด จะสามารถพูดคุยทางการค้าเพื่อหาข้อสรุปถึงการเปลี่ยนแปลงมาตรการสุ่มตรวจในลำไยที่จะเกิดขึ้นได้” นายอรรถกร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาในสมัยที่ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ ช่วงนั้นเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนก็เผชิญกับการสุ่มตรวจสาร BY2 ในทุเรียนไทยที่ส่งไปขายที่จีนจะต้องผ่านเกณฑ์ตามที่จีนกำหนดมา ในขณะนั้นกระทรวงเกษตรฯ มีการเตรียมความพร้อมและรับมือจนสามารถผ่านสถานการณ์นั้นมาได้ ซึ่งการสุ่มตรวจสารในลำไยครั้งนี้ก็เช่นกัน ตนเชื่อว่ากระทรวงเกษตรฯ มีประสบการณ์ในการรับมือ และจะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบน้อยมากที่สุด

นายอรรถกร กล่าวอีกว่า ในส่วนสถานการณ์ลำไยในภาคตะวันออก ที่จะมีผลผลิตออกมาอีกกว่า 30,000 ตัน ภายใน 2-3 เดือนนี้ ว่าตนเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ทราบถึงปัญหานี้ดีและก็คงจะไม่ปล่อยให้พี่น้องชาวสวนลำไยต้องเดินเดียวดาย และถ้าจำเป็นที่จะต้องใช้เงินงบประมาณ ตนเชื่อว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาการนายกฯ จะนำงบประมาณซึ่งเป็นภาษีของประชาชนมาใช้ในส่วนนี้ เพื่อที่จะดูแลแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวสวนลำไยต่อไป

กรมประมงโชว์ความเป็นหนึ่ง’กุ้งก้ามกรามไทย’ สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ มูลค่าสูงกว่า8.7พันล้าน

กรมประมงโชว์ความเป็นหนึ่ง'กุ้งก้ามกรามไทย' สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ มูลค่าสูงกว่า8.7พันล้าน

กรมประมงโชว์ความเป็นหนึ่ง’กุ้งก้ามกรามไทย’ สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ มูลค่าสูงกว่า8.7พันล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.07 น.

กรมประมง โชว์ความเป็นหนึ่ง “กุ้งก้ามกรามไทย” สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ มูลค่าสูงกว่า 8.7 พันล้าน

นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง  นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานส่งเสริมการผลิต กุ้งก้ามกรามคุณภาพมาตรฐานสากล ครบทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่การผลิต พร้อมเปิดเผยว่า “กุ้งก้ามกราม” สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย สามารถสร้างอาชีพให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดี ซึ่งกุ้งก้ามกราม มีบทบาทในครัวไทยและครัวโลก สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมนูต้มยำกุ้ง เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วโลก ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นอาหารที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งกรมประมง มีนโยบายในการพัฒนากุ้งก้ามกรามไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อยกระดับให้เป็นวัตถุดิบอาหารระดับโลก โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผ่านกระบวนการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้กับเกษตรกร ตั้งแต่วิธีการเลี้ยงที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต การจัดการคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง เพื่อให้กุ้งก้ามกรามมีสุขภาพที่ดีและเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม การเฝ้าระวังและป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นกับกุ้งก้ามกราม ที่สำคัญคือ การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งก้ามกรามที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ทั้งในเรื่องของขนาด รูปร่าง  และทนทานต่อโรคต่างๆ ปัจจุบันกรมประมงได้พัฒนาสายพันธุ์กุ้งก้ามกราม “มาโคร 1” ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านอัตราการเจริญเติบโตดีขึ้น กุ้งตัวโตเร็ว แข็งแรง และปลอดโรค ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน จากการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามพันธุ์ มาโคร 1 อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรสามารถนำไปต่อยอดขยายผลในการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามให้มีคุณภาพได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตลูกพันธุ์ การอนุบาล การเพาะเลี้ยงอย่างครบวงจร ภายใต้มาตรฐานสากล เป็นการขยายโอกาสทางการตลาด และเพิ่มมูลค่าการส่งออกกุ้งก้ามกรามของไทยไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพ เช่น จีน เป็นต้น ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่มีคุณภาพและราคาดี ที่สำคัญยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศด้วย

สำหรับประเทศไทยมีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกันอย่างแพร่หลายในหลายพื้นที่ อาทิ ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา ชลบุรี กาฬสินธุ์ และเชียงราย เป็นต้น ปัจจุบันมีฟาร์มเพาะเลี้ยงที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมง จำนวน 12,763 แห่ง (ข้อมูล ปี 2567) ทีพื้นที่เลี้ยง 125,476 ไร่ ปริมาณผลผลิต 42,643 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 8,701.8 ล้านบาท ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ที่มีผลผลิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูง สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและนำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นจำนวน

ซึ่งในปีที่ผ่านมาราคากุ้งก้ามกรามที่เกษตรกรได้รับทุกขนาดราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น การค้าระหว่างประเทศมีการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นเช่นกัน โดยปริมาณการส่งออกกุ้งก้ามกรามและผลิตภัณฑ์ของไทยไปยังต่างประเทศ ในห้วงเดือนมกราคม – มิถุนายน ปี 2568 มีปริมาณ 4,206 ตัน มูลค่า 535 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเมื่อช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 มีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น 425 ตัน และมูลค่าเพิ่มขึ้น 124 ล้านบาท สำหรับผลิตภัณฑ์กุ้งก้ามกรามที่มีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น คือ กุ้งก้ามกรามสำหรับทำพันธุ์ รองลงมาคือกุ้งก้ามกรามสดหรือแช่เย็น และกุ้งก้ามกรามแช่เย็นจนแข็ง ส่วนตลาดส่งออกที่มีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ เมียนมา จีน สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาเลเซีย อย่างไรก็ตาม พบว่าแนวโน้มการผลิตกุ้งก้ามกรามมีการปรับตัวลดลง เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงเมื่อเทียบกับราคาที่เกษตรกรขายได้ทำให้เกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยง โดยเลี้ยงรวมกับกุ้งขาวมากขึ้น บางส่วนชะลอการเลี้ยงและลดอัตราการปล่อยลูกพันธุ์ ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ส่งผลให้ราคากุ้งก้ามกรามปรับตัวสูงขึ้น

ดังนั้น กรมประมงจึงเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งสนับสนุนและพัฒนาความรู้ด้านการเกษตรสมัยใหม่ เช่น การนำเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกมาประยุกต์ใช้ในฟาร์มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะค่าพลังงาน  โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ (Solar cell) ทดแทน ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งและอำนาจต่อรองการซื้อปัจจัยการผลิต และการจำหน่ายผลผลิต ส่งเสริมในการสร้างฟาร์มให้ได้มาตรฐาน GAP รวมทั้งการออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (MD) เพิ่มช่องทางการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ และล่าสุดกรมประมงได้เดินหน้าจัดสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมกุ้งก้ามกรามนครปฐม เพื่อเป็นแหล่งศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนาพันธุ์กุ้งก้ามกรามคุณภาพดี สำหรับกระจายพันธุ์จำนวนกว่า 10 ล้านตัว/ปี ตามความต้องการของเกษตรกรในจังหวัดนครปฐมและพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยเพิ่มปริมาณการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม และยังเป็นแหล่งเรียนรู้การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่ถูกต้องตามหลักพันธุศาสตร์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในอนาคต

กรมชลฯ แจงบางระกำโมเดล 68 แจ้งเตือนล่วงหน้า งดเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก

กรมชลฯ แจงบางระกำโมเดล 68 แจ้งเตือนล่วงหน้า งดเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก

กรมชลฯ แจงบางระกำโมเดล 68 แจ้งเตือนล่วงหน้า งดเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.39 น.

กรมชลฯ แจงบางระกำโมเดล 68 แจ้งเตือนล่วงหน้า งดเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก เพื่อป้องกันความเสียหายทางการเกษตร

 กรมชลประทาน โดย สำนักงานชลประทานที่ 3 เดินหน้าขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการน้ำ “บางระกำโมเดล” ประจำปี 2568 อย่างเป็นรูปธรรม  ภายหลังที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ (ทุ่งบางระกำ) ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบแนวทางดำเนินงานร่วมกันในพื้นที่

ล่าสุด 3 โครงการหลัก ได้แก่
 • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายม-น่าน
 • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล
 • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานเรศวร

ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานตามมติที่ประชุม พร้อมแจ้งแผนการบริหารจัดการน้ำล่วงหน้าให้กลุ่มผู้ใช้น้ำ  และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำหลากอย่างมีประสิทธิภาพ

แผนบริหารจัดการน้ำปีนี้ครอบคลุมพื้นที่ส่งน้ำประมาณ 327,000 ไร่ และพื้นที่หน่วงน้ำ 265,000 ไร่ ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้มากกว่า 400 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ประชุมยังรับทราบผลการประชาคมจากพื้นที่ และเห็นชอบโครงการส่งเสริมการรับรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน 

สำหรับปี 2568 นี้ แผนยังคงใช้พื้นที่ทุ่งบางระกำเป็น “แก้มลิงธรรมชาติ” เพื่อรองรับน้ำหลากจาก จ.สุโขทัยและพิษณุโลก พร้อมชะลอไม่ให้น้ำไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันยังไม่มีการผันน้ำเข้าพื้นที่หน่วงน้ำโดยตรง เนื่องจากแม่น้ำยมสายเก่าและคลองต่าง ๆ ยังสามารถระบายน้ำได้ตามปกติ หลังเสร็จสิ้นการระบายน้ำจากพายุ “วิภา”

ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป หากเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเสร็จ พื้นที่ทุ่งบางระกำจะสามารถรองรับน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ