กรมชลประทานเกาะติดโครงการบริหารจัดการน้ำภาคอีสาน

กรมชลประทานเกาะติดโครงการบริหารจัดการน้ำภาคอีสาน

กรมชลประทานเกาะติดโครงการบริหารจัดการน้ำภาคอีสาน

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.32 น.

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำและงานก่อสร้างในเขตสำนักงานชลประทานที่ 5 โดยมี นายภัคภาค คุณะเกษม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ร่วมลงพื้นที่และรายงานผลการดำเนินงาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้เริ่มที่ประตูระบายน้ำสามพร้าว ตำบลสามพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ระบายน้ำได้สูงสุด 114 ลบ.ม./วินาที พร้อมฝายกั้นลำน้ำห้วยหลวง ความยาว 79.75 เมตร สร้างขึ้นเพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัย หลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2543–2544

ช่วงบ่าย รองอธิบดีกรมชลประทานและคณะ ได้ประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการสำคัญ ได้แก่ ประตูระบายน้ำศรีสองรักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ระบายน้ำได้สูงสุด 2,500 ลบ.ม./วินาที สามารถเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ฤดูฝน 72,500 ไร่ และฤดูแล้ง 18,100 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 7 ตำบลของอำเภอเชียงคาน รวม 44 หมู่บ้าน 9,287 ครัวเรือน รวมถึงจะเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เพาะพันธุ์สัตว์น้ำ และสถานที่ท่องเที่ยว

ส่วนโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จังหวัดหนองคาย ตั้งอยู่ที่จังหวัดหนองคาย เป็นการก่อสร้างสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง อัตราการสูบน้ำรวม 150 ลบ.ม./วินาที และปรับปรุงพนังกั้นน้ำเดิมฝั่งขวาตามแนวลำห้วยหลวง ความยาว 18.6 กม. รวมถึงการก่อสร้างพนังกั้นน้ำใหม่ฝั่งซ้าย ความยาว 41.85 กม. และฝั่งขวา ยาว 29.34 กม. ตลอดจนสร้างอาคารบังคับน้ำตามลำน้ำห้วยหลวงและลำน้ำสาขารวม 14 แห่ง และโครงข่ายระบบชลประทาน จำนวน 13 โครงข่าย ครอบคลุมพื้นที่ 315,195 ไร่ แก้มลิงและอาคารประกอบ จำนวน 20 แห่ง พร้อมระบบควบคุมอุทกภัยอัจฉริยะ (Smart Flood Control System) ช่วยบรรเทาอุทกภัยในเขตจังหวัดหนองคายและอุดรธานี พื้นที่รับประโยชน์ 54,390 ไร่ ส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานเดิม 15,000 ไร่ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานใหม่อีก 300,195 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 284 หมู่บ้าน 37 ตำบล 7 อำเภอ ของจังหวัดหนองคายและจังหวัดอุดรธานี โดยมีครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ 29,835 ครัวเรือน เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อขยายพื้นที่ชลประทานในพื้นที่ใกล้เคียง

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ของรองอธิบดีกรมชลประทานในครั้งนี้ เพื่อติดตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ แม้โครงการบางแห่งจะยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง แต่ในช่วงฤดูฝนปี 2568 นี้ สำนักงานชลประทานที่ 5 ยังคงสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้ปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 อย่างเคร่งครัด พร้อมติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนนี้

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ โครงการประตูระบายน้ำป่าแขม จ.พะเยา เดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำยม

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ โครงการประตูระบายน้ำป่าแขม จ.พะเยา เดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำยม

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ โครงการประตูระบายน้ำป่าแขม จ.พะเยา เดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำยม

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.37 น.

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นผู้แทนกรมชลประทาน ร่วมประชุมปฐมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมประตูระบายน้ำป่าแขม พร้อมระบบส่งน้ำ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา โดยเป็นโครงการที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน ภายใต้โครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม อาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยมตอนบนและตอนล่าง จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครสวรรค์ โดยมีคณะที่ปรึกษาผู้จัดทำรายงาน ผู้แทนจากหน่วยงานราชการส่วนกลางและท้องถิ่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ และภาคประชาชน เพื่อเข้าร่วมรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนไปใช้ประกอบ ในการศึกษาความเหมาะสมของโครงการฯ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและชุมชน ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายคเณศ คำนนท์ นายอำเภอเชียงม่วน มาเป็นประธานการประชุม

สืบเนื่องจากปัจจุบันของลุ่มน้ำยม เผชิญกับปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซาก และมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นทุกปี โดยปัญหาอุทกภัยส่วนใหญ่เกิดจากการล้นตลิ่งของลำน้ำยมที่ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำในฤดูฝนได้  โดยเฉพาะพื้นที่ในลุ่มน้ำยมตอนกลางและตอนล่าง ซึ่งครอบคลุมเขตเศรษฐกิจของตัวเมืองแพร่ เมืองสุโขทัย และพื้นที่รอยต่อจังหวัดพิจิตร ส่งผลให้ต้องเผชิญกับน้ำท่วมซ้ำซากและเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยและทำการเกษตร ทำให้ระบบนิเวศธรรมชาติถูกทำลาย ตลอดจนสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกันการควบคุมและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ยังไม่เพียงพอ ขาดแคลนแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุน ส่งผลให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมชลประทาน จึงได้ดำเนินการศึกษาแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำยม โดยเฉพาะการศึกษาแนวทางก่อสร้างอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยมทั้งตอนบนและตอนล่าง ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดพะเยา แพร่ พิจิตร และนครสวรรค์ ซึ่งได้คัดเลือก 3 โครงการเร่งด่วน ได้แก่ โครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย จังหวัดแพร่  โครงการประตูระบายน้ำท่านั่ง จังหวัดพิจิตร และโครงการประตูระบายน้ำบ้านป่าแขม พร้อมระบบส่งน้ำ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา

ในส่วนของโครงการประตูระบายน้ำบ้านป่าแขม พร้อมระบบส่งน้ำ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา เป็นประตูน้ำที่อยู่ตอนบนของลุ่มน้ำยม และมีความสำคัญ ในการกักเก็บ ด้วยการยกระดับน้ำในแม่น้ำยมให้สามารถสูบน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมในเขตพื้นที่ ตำบลสระ และ ตำบลบ้านมาง อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา รวมทั้งเพิ่มศักยภาพในการสูบน้ำให้แก่สถานีสูบน้ำบริเวณพื้นที่โครงการจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านทุ่งมอก และสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านป่าแขมเหนือ หากโครงการแล้วเสร็จ จะมีพื้นที่รับประโยชน์จำนวน 3,012 ไร่ โดยเป็นพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ 605 ไร่

ทั้งนี้ กรมชลประทาน มีความมุ่งมั่นในการเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำยม เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำยมอย่างเป็นระบบ  ตลอดจนสร้างความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยมอย่างยั่งยืน

มูลนิธิธรรมนัสฯ มอบน้ำดื่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา อย่างต่อเนื่อง

มูลนิธิธรรมนัสฯ มอบน้ำดื่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา อย่างต่อเนื่อง

มูลนิธิธรรมนัสฯ มอบน้ำดื่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา อย่างต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.29 น.

กรมชลประทาน โดย นายจำรัส สวนจันทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานศรีสะเกษ มอบหมายให้ นายกัณธวัตร สงวนชื่อ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 5 ให้เจ้าหน้าที่โครงการฯ ร่วมมอบน้ำดื่มเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา โดยได้ส่งมอบน้ำดื่ม จำนวน 600 แพ็ค (ระหว่างวันที่ 18-19 สิงหาคม 2568) ให้กับศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบเหตุความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา ณ เทศบาลเมืองกันทรลักษ์ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว

โดยการมอบน้ำดื่มครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่พี่น้องประชาชน ในพื้นที่แนวชายแดนที่ประสบความเดือดร้อน และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ โดยโครงการชลประทานศรีสะเกษ ยังคงพร้อมสนับสนุนทรัพยากรและประสานบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ต่อไป

-(016)

กรมชลฯ ร่วมหารือการยกระดับโครงการกำจัดผักตบชวา-ขุดลอกคูคลองในพื้นที่ชลประทาน ด้วยแรงงานคน

กรมชลฯ ร่วมหารือการยกระดับโครงการกำจัดผักตบชวา-ขุดลอกคูคลองในพื้นที่ชลประทาน ด้วยแรงงานคน

กรมชลฯ ร่วมหารือการยกระดับโครงการกำจัดผักตบชวา-ขุดลอกคูคลองในพื้นที่ชลประทาน ด้วยแรงงานคน

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.26 น.

กรมชลประทาน โดย ผู้อำนวยการ หัวหน้าฝ่าย และเจ้าหน้าที่โครงการชลประทาน ในสังกัดสำนักงานชลประทานที่ 5 เข้าร่วมรับฟังการประชุมหารือการพัฒนาโครงการกำจัดผักตบชวาและขุดลอกคูคลองในพื้นที่ชลประทานด้วยแรงคน ผ่านการประชุมระบบ Video Conference (ZOOM Meeting) โดยมี ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุม จากห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (134) ถนนราชดำเนินนอก แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพฯ

เพื่อร่วมกันหารือการพัฒนาโครงการกำจัดผักตบชวาและขุดลอกคูคลองในพื้นที่ชลประทานด้วยแรงคน ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ในการนี้ โครงการชลประทานในสังกัดสำนักงานชลประทานที่ 5 เข้าร่วมรับฟัง ณ ที่ตั้งโครงการ ดังนี้

-โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง ณ ห้องประชุม SWOC โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง ตำบลท่าบ่อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย

-โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากุมภวาปี ณ ห้องประชุมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากุมภวาปี ตำบลเวียงคำ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี

-โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง ณ ห้องประชุมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง ตำบลโคกสะอาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

-โครงการชลประทานเลย ณ ห้องประชุม SWOC โครงการชลประทานเลย ตำบลกุดป่อง อำเภอเมือง จังหวัดเลย

-โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาน้ำอูน ณ ห้องประชุมรุ่งเรือง 2 ตำบลแร่ อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร

-โครงการชลประทานสกลนคร ณ ห้องประชุมโครงการชลประทานสกลนคร (SWOC 5) ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

-โครงการชลประทานบึงกาฬ ณ ห้องประชุม SWOC โครงการชลประทานบึงกาฬ (ประตูระบายน้ำห้วยกำแพง) ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

-โครงการชลประทานหนองบัวลำภู ณ ห้องประชุมโครงการชลประทานหนองบัวลำภู ตำบลหนองบัว อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู

-โครงการชลประทานหนองคาย ณ ห้องประชุม SWOC โครงการชลประทานหนองคาย ตำบลมีชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย

-(016)

ชป. ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการอาคารบังคับน้ำคลองม่วงชุม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ชป. ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการอาคารบังคับน้ำคลองม่วงชุม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ชป. ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการอาคารบังคับน้ำคลองม่วงชุม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.12 น.

นายพงศธร ศิริอ่อน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านสำรวจหรือออกแบบ) พร้อมด้วย นายสัณฐิต พีรานนท์ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายมาโนช โภชนสมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน ผู้อำนวยการส่วนแผนงาน ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา ผู้อำนวยการโครงการ หัวหน้าฝ่าย ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานชลประทานที่ 17 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการอาคารบังคับน้ำคลองม่วงชุมพร้อมอาคารประกอบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านสารวัน หมู่ที่ 2 ตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2564 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำคลองม่วงชุม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามที่ นายเสริม สิทธิพันธ์ ราษฎรบ้านสารวัน ตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ได้มีหนังสือขอนำความกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานความช่วยเหลือในการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำเพื่อช่วยเหลือราษฎร หมู่ที่ 1 หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 4 ตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวหากก่อสร้างแล้วเสร็จ จะสามารถป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มเข้าสู่คลองม่วงชุมและพื้นที่การเกษตร จำนวน 800 ไร่ ให้แก่ราษฎรบ้านโคกนิบง หมู่ที่ 1 บ้านสารวัน หมู่ที่ 2 บ้านปลักแตน และหมู่ที่ 4 (บางส่วน) ตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี จำนวน 986 ครัวเรือน ได้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี

-(016)

ทะลุเป้า! กรมชลฯ จ้างแรงงานช่วยเกษตรกรปี 68 สร้างรายได้เสริมหน้าแล้ง

ทะลุเป้า! กรมชลฯ จ้างแรงงานช่วยเกษตรกรปี 68 สร้างรายได้เสริมหน้าแล้ง

ทะลุเป้า! กรมชลฯ จ้างแรงงานช่วยเกษตรกรปี 68 สร้างรายได้เสริมหน้าแล้ง

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.23 น.

กรมชลประทาน เผยยอดจ้างแรงงานชลประทานทั่วประเทศ ปี 2568 เป็นไปตามเป้า 100% สร้างงานสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรไทย ตามนโยบายของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายสุริยพล นุชองนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน  เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้เดินหน้าโครงการจ้างแรงงานชลประทานทั่วประเทศ เพื่อช่วยเสริมรายได้ให้พี่น้องชาวเกษตรกร ให้ปฏิบัติงานในด้านชลประทานต่าง ๆ อาทิ การซ่อมแซม การขุดลอก การบำรุงรักษา การปรับปรุงระบบชลประทาน รวมทั้งโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ โดยในปี 2568 มีแผนจ้างแรงงานจำนวน 84,716 คน ระยะเวลาการจ้างอยู่ระหว่าง 12 เดือน (ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) โดยพิจารณากลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม ดังนี้  1. เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรกรในพื้นที่  2. สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทานในพื้นที่  3. ประชาชน และผู้ใช้แรงงานทั่วไปในพื้นที่ และ 4. หากแรงงานในพื้นที่มีไม่เพียงพอให้พิจารณาจ้างเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียง จากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2568) การจ้างแรงงานทั่วประเทศเป็นไปเป้าที่ตั้งไว้กว่า 85,965 คน หรือ 100% ของแผนฯ โดยจังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ จังหวัดสกลนคร 5,274คน จังหวัดอุบลราชธานี 4,180 คน และจังหวัดนครราชสีมา 3,895 คน

-(016)

‘ร้อยเอ็ด’จัดพิธีมอบโค ตามโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

'ร้อยเอ็ด'จัดพิธีมอบโค ตามโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

‘ร้อยเอ็ด’จัดพิธีมอบโค ตามโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.15 น.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายเอกรัฐ พลซื่อ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบโค ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 35 ตัว ที่อำเภอเชียงขวัญ จังหวัดร้อยเอ็ด

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ ‘ฉก.พญานาคราช ปรับเกมส์รุก ปราบสินค้าเกษตรเถื่อน’

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ  ‘ฉก.พญานาคราช ปรับเกมส์รุก ปราบสินค้าเกษตรเถื่อน’

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ ‘ฉก.พญานาคราช ปรับเกมส์รุก ปราบสินค้าเกษตรเถื่อน’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.08 น.

19 สิงหาคม 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ “ฉก.พญานาคราช ปรับเกมส์รุก ปราบสินค้าเกษตรเถื่อน”

โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ณ ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ปทุมธานี อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายปราบปรามการลักลอบนำเข้า-ส่งออก สินค้าเกษตรผิดกฎหมาย รวมทั้งงเปิดปฏิบัติการของหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช ตามคำสั่งใหม่ซึ่งมีหน้าที่ในการปราบปรามและจับกุมผู้กระทำการลักลอบสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ

-(016)

‘หมูอเมริกัน’ได้ไม่คุ้มเสีย อย่ายอมแลกสุขภาพกับของราคาถูก

‘หมูอเมริกัน’ได้ไม่คุ้มเสีย อย่ายอมแลกสุขภาพกับของราคาถูก

‘หมูอเมริกัน’ได้ไม่คุ้มเสีย อย่ายอมแลกสุขภาพกับของราคาถูก

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.17 น.

นักวิชาการ ชี้ นำเข้าเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐฯ อาจแลกด้วยสุขภาพที่ย่ำแย่ของผู้บริโภค กระทบห่วงโซ่เศรษฐกิจ และระบบอาหารไทยที่พังทลาย

ศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกา ที่อนุญาตให้ใช้ “แรคโตพามีน (Ractopamine)” ซึ่งเป็นสารเร่งเนื้อแดงที่ไทยห้ามใช้อย่างเด็ดขาด กำลังกลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญในด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ “ไม่ควรเกิดขึ้น” ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้

ประการแรก คือ ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของไทย ด้วยประเทศไทยห้ามใช้แรคโตพามีนโดยเด็ดขาด เพราะจัดเป็นสารในกลุ่ม β-agonist ที่ส่งผลต่อระบบประสาทและหัวใจ ในขณะที่สหรัฐฯ อนุญาตให้ใช้สารดังกล่าว และแม้ว่า Codex Alimentarius จะกำหนดค่าตกค้างสูงสุด (MRL) แต่หลายประเทศไม่ยอมรับ อาทิ EU จีน รัสเซีย และไทย ดังนั้น การยอมให้นำเข้าเนื้อหมูที่มีแรคโตพามีน เท่ากับลดมาตรฐานความปลอดภัยของประเทศลงเอง เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า

ประการต่อมา เสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ “ผู้สูงอายุ” เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ผู้สูงอายุจำนวนมากมีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคความดัน หัวใจ และหลอดเลือด อีกทั้งข้อมูลจากกรมอนามัยระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย ดังนั้น แรคโตพามีน ซึ่งเป็นสารกระตุ้น อาจกระตุ้นระบบหัวใจ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจหรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ

นอกจากนี้ คนไทยนิยมบริโภค “เครื่องในหมู” ต่างจากสหรัฐฯ ที่ไม่นิยมบริโภค  โดยตับและไตเป็นอวัยวะที่สะสมสารพิษ ฮอร์โมน และสารเคมี ดังนั้นผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่นิยมรับประทาน เมนู ต้มเลือดหมู จึงยิ่งเพิ่มโอกาสได้รับสารตกค้างจากหมูที่เลี้ยงด้วยแรคโตพามีน

ยิ่งไปกว่านั้น เป็นการทำลายห่วงโซ่อาหารไทย เนื่องด้วย หมูอเมริกันเลี้ยงด้วยสารเร่ง โตไว ต้นทุนต่ำ จึงทำให้เนื้อหมูราคาถูก หากเปิดนำเข้ามาในตลาดของไทย จะทำให้หมูไทยไม่สามารถแข่งขันได้ ผลกระทบที่ตามมา คือ เกษตรกรเลิกเลี้ยงหมู โรงสีขายรำข้าวไม่ได้ ราคาข้าวก็จะปรับตัวสูงขึ้น กากปาล์ม กากเบียร์ ข้าวโพด และวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่น ๆ จะถูกใช้น้อยลง ส่งผลให้ห่วงโซ่เศรษฐกิจพัง การเสียสมดุลนี้จะกระทบราคาอาหารโดยรวมทั้งประเทศในระยะยาว

การเลี้ยงหมูไม่ใช่แค่การผลิตเนื้อสัตว์ แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่อาหารที่ช่วยให้สินค้าอื่นมีราคาสมเหตุสมผล การอนุญาตให้หมูที่ใช้สารต้องห้ามเข้าสู่ตลาดไทย ไม่เพียงแต่เสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน แต่ยังทำลายเศรษฐกิจเกษตรของไทยทั้งระบบ เนื้อหมูราคาถูกจากสหรัฐฯ อาจแลกมาด้วยสุขภาพที่ย่ำแย่ และระบบอาหารไทยที่พังทลาย

สชป.15 สนับสนุนเครื่องจักรกล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองมิน

สชป.15 สนับสนุนเครื่องจักรกล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองมิน

สชป.15 สนับสนุนเครื่องจักรกล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองมิน

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.12 น.

กรมชลฯ โดย สชป.15 สนับสนุนเครื่องจักรกล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และขุดลอกตะกอนดินเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองมิน ตำบลหลักช้าง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช

19 สิงหาคม 2568 ณ พื้นที่ตำบลหลักช้าง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช นายก่อพงศ์ เจ้ยแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 15 พร้อมด้วย นายสาโรจน์ หนูฤทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนเครื่องจักรกล นายพิทักษ์พงษ์ ติ๊บแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครศรีธรรมราช และผู้ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และขุดลอกตะกอนดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนปี 2568 พร้อมรับฟังปัญหาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ร่วมกับผู้นำท้องถิ่น และประชาชน

ทั้งนี้ เทศบาลตำบลหลักช้าง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ขอสนับสนุนเครื่องจักรกล ในการกำจัดวัชพืช และสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อแก้ปัญหาการระบายน้ำคลองมิน ส่วนเครื่องจักรกล สำนักงานชลประทานที่ 15 ได้สนับสนุนรถแบคโฮบูมยาว จำนวน 1 คัน เข้าดำเนินการกำจัดวัชพืชสิ่งกีดขวางทางน้ำ และขุดลอกตะกอน บริเวณคลองมิน หมู่ที่ 4 ตำบลหลักช้าง ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ และในระยะยาวกรมชลประทานมีแผนดำเนินการโครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำคลองมิน พร้อมก่อสร้างผนังป้องกันตลิ่งและอาคารกั้นน้ำ เป็นช่วงๆ บริเวณพื้นที่ หมู่ที่ 6,8,4,9,2,7 ตำบลหลักช้าง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามนโยบายของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และนายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน

-(016)