กรมชลฯ ติดตามสถานการณ์น้ำ ณ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน จ.ตาก อย่างใกล้ชิด

กรมชลฯ ติดตามสถานการณ์น้ำ ณ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน จ.ตาก อย่างใกล้ชิด

กรมชลฯ ติดตามสถานการณ์น้ำ ณ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน จ.ตาก อย่างใกล้ชิด

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.32 น.

กรมชลประทาน โดย นายทวีวัฒน์ สืบสุขมั่นสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 พร้อมคณะ ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดและอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน เนื่องจากมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ ส่งผลทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเป็นจำนวนมาก จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้ลำห้วยแม่สอดและพื้นที่ลุ่มต่ำเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

สำหรับ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน สร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นลำน้ำ ลำห้วยแม่สอด ที่ตำบลพระธาตุผาแดง ซึ่งปกติลำน้ำจะมีน้ำท่าประมาณ 35 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน สามารถเก็บกักน้ำได้ 13 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอด สามารถเก็บกักน้ำได้ 5.5ล้านลูกบาศก์เมตร รวมเป็น 18.5 ล้านลูกบาศก์เมตร

โดยอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดตอนบน ช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 8,100 ไร่ ในพื้นที่ ตำบลแม่สอด ตำบลแม่ปะ ตำบลพระธาตุผาแดง และตำบลแม่ตาวและยังมีหน้าที่เก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนและส่งน้ำให้กับประชาชนทั้งในภาคอุปโภค-บริโภค ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ตอบสนองความต้องการใช้น้ำในอนาคตของภาคส่วนต่างๆ รวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงามของอำเภอแม่สอดอีกด้วย

-(016)

กรมชลฯ ยืนยันพร้อมรับมือฤดูฝน เร่งพร่องน้ำในอ่างฯ ระดมติดตั้งเครนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเหนือ

กรมชลฯ ยืนยันพร้อมรับมือฤดูฝน เร่งพร่องน้ำในอ่างฯ ระดมติดตั้งเครนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเหนือ

กรมชลฯ ยืนยันพร้อมรับมือฤดูฝน เร่งพร่องน้ำในอ่างฯ ระดมติดตั้งเครนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเหนือ

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.23 น.

กรมชลประทาน โดย นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ ยืนยันความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและน้ำหลากในช่วงฤดูฝน เผยปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ ขณะที่อ่างเก็บน้ำบางส่วนเริ่มพร่องน้ำเพื่อรองรับปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น พร้อมติดตั้งเครนช่วยยกบานประตูระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ

สำหรับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณ 67% และ 62% ตามลำดับ อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง โดยรวมมีปริมาณน้ำ 75% และมี 4 อ่างที่ปริมาณน้ำเกิน 80% ได้แก่ อ่างฯ ห้วยแม่ออน (95.81%) อ่างฯ บ้านแม่ตะไคร้ (100.35%) อ่างฯ ห้วยแม่โก๋น (85.64%) และอ่างฯ สันหนอง (100.83%) ซึ่งได้ดำเนินการพร่องน้ำอย่างต่อเนื่องแล้ว

ด้านการเฝ้าระวังแม่น้ำปิง ทางโครงการฯ เฝ้าติดตามระดับน้ำในแม่น้ำปิงอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงสะพานนวรัฐในตัวเมืองเชียงใหม่ โดยยืนยันว่าระดับน้ำในปัจจุบันยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติและปลอดภัย

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ทางโครงการฯ ได้ติดตั้งโอเวอร์เฮดเครน หรือเครนขนาด 20 ตัน ที่ฝายดอยน้อย ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยยกบานประตูระบายน้ำเพื่อการซ่อมแซมหรือบำรุงรักษาในกรณีที่มีเศษขยะหรือตอไม้มาติด โดยสามารถทำงานได้แม้จะมีปริมาณน้ำในลำน้ำปิงมาก ลดความเสี่ยงที่สลิงยกบานระบายจะชำรุดเหมือนในอดีต ปัจจุบัน ฝายดอยน้อยมีอัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 110 ลบ.ม./วินาที และสามารถเร่งระบายได้สูงสุดถึง 1,550 ลบ.ม./วินาที

-(016)

กรมชลฯ ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ Net Zero Emission จ.ลำปาง

กรมชลฯ ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ Net Zero Emission จ.ลำปาง

กรมชลฯ ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ Net Zero Emission จ.ลำปาง

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.17 น.

19 สิงหาคม 2568 กรมชลประทาน โดย นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ NetZero Emission จังหวัดลำปาง ระหว่างจังหวัดลำปาง และบริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยมี นายชุติเดช มีจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ร่วมลงนามกับ นายรัชกฤต สงวนชีวินSustainabilityDevelopment Division Manager บริษัท สยามคูโบต้าคอเปอร์เรชั่น จำกัด ณ โรงแรมทรีธารา ตำบลชมพู อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อผลักดันนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากภาวะโลกร้อน รวมถึงผลักดันนโยบายภาครัฐในการงดเผาฟางข้าว ต้นข้าวโพด และเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร สร้างต้นแบบและรณรงค์การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ส่งเสริมสนับสนุนเผยแพร่องค์ความรู้การใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร และส่งเสริมระบบการบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นพยานในพิธีลงนาม สร้างความร่วมมือและผลักดันโครงการNet Zero Emission จังหวัดลำปาง ให้เป็นจังหวัดต้นแบบในการขับเคลื่อนโครงการให้สำเร็จและเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน

-(016)

กรมปศุสัตว์เปิดตัว VaxHub และวัคซีนออโตจีนัส IBH ยกระดับการควบคุมโรคสัตว์ด้วยดิจิทัล

กรมปศุสัตว์เปิดตัว VaxHub และวัคซีนออโตจีนัส IBH ยกระดับการควบคุมโรคสัตว์ด้วยดิจิทัล

กรมปศุสัตว์เปิดตัว VaxHub และวัคซีนออโตจีนัส IBH ยกระดับการควบคุมโรคสัตว์ด้วยดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่ากรมปศุสัตว์ โดยสำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ จัดงานเปิดตัว “VaxHub” ระบบบริหารจัดการวัคซีนออนไลน์รูปแบบใหม่ และแนะนำวัคซีนออโตจีนัสป้องกันโรคอินคลูชันบอดีเฮปาไตติส (IBH) เพื่อยกระดับการให้บริการด้านวัคซีนสัตว์ของประเทศไทยให้ทันสมัย รวดเร็ว และตรงจุดมากยิ่งขึ้น รองรับนโยบายยกระดับมาตรฐานการควบคุมโรคสัตว์ และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

สำหรับการพัฒนาระบบ VaxHub และวัคซีนออโตจีนัสครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการป้องกันและควบคุมโรคสัตว์ ด้วยการผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับนวัตกรรมวัคซีนที่ผลิตภายในประเทศ ซึ่ง VaxHub จะเป็นต้นแบบของระบบดิจิทัลเพื่อการบริหารจัดการวัคซีนในอนาคต โดยสามารถขยายขอบเขตให้ครอบคลุมวัคซีนในด้านต่างๆ ได้ ขณะที่วัคซีนออโตจีนัสจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการควบคุมโรคเฉพาะพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที

โดยVaxHub เป็นระบบดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นเพื่อบริหารจัดการคลังวัคซีน การจองวัคซีน และการจัดสรรวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพ เกษตรกรสามารถจองวัคซีนล่วงหน้าผ่านคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ตรวจสอบสถานะการจัดสรร และรับวัคซีนได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดตามที่กำหนด โดยระบบนี้มีมาตรฐานและสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัว วัคซีนออโตจีนัส IBH ซึ่งผลิตจากสายพันธุ์เชื้อที่พบในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการควบคุมโรคอินคลูชันบอดี เฮปาไตติส ในไก่พ่อแม่พันธุ์ได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว ช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้าง ความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

ภายในงานยังมีการบรรยายพิเศษหัวข้อ “Ignite Animal Vaccine in Thailand: จุดประกายอนาคตวัคซีนสัตว์ไทย” โดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ และการนำเสนอข้อมูลเชิงวิชาการเกี่ยวกับโรค IBH และการพัฒนาวัคซีนออโตจีนัส โดย ผศ.สพ.ญ.ดร.สุชีวา จันทร์หนู ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการและพัฒนานักศึกษา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และนับเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าที่สำคัญของประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานการควบคุมโรคสัตว์ และสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างทั่วถึง

-(016)

เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดประชุม ‘ติดตามผลการดำเนินฝายและถอดบทเรียนโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวฯ’ ประจำปี 2568

เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดประชุม 'ติดตามผลการดำเนินฝายและถอดบทเรียนโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวฯ' ประจำปี 2568

เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดประชุม ‘ติดตามผลการดำเนินฝายและถอดบทเรียนโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวฯ’ ประจำปี 2568

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

19 สิงหาคม 2568 เวลา 9.30 น. นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นประธานเปิดประชุม “ติดตามผลการดำเนินฝานและถอดบทเรียนโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568” โดยมี นายสรรเพชร พูลศิริ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน พร้อมด้วย นายวิสุทธิ์ เลิศไกร ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาระบบการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีเปิดการประชุม ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) ณ ห้องประชุมสุทธิพร จีรพันธุ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก เขตพระนคร กรุงเทพฯ

การประชุมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) แลกเปลี่ยนและถอดบทเรียนโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน และ 2) เพื่อรับทราบแนวทางในการจัดทำรายงาน ผลการดำเนินงานภายใต้โครงการดังกล่าว โดยโครงการนี้ได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำ ในเขตปฏิรูปที่ดิน ปีงบประมาณ 2568 ครอบคลุมเขตปฏิรูปที่ดิน 28 จังหวัด จำนวน 135 แห่ง อันเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการจ้างแรงงานในชุมชน สร้างความรับรู้ ตระหนักรู้ของเกษตรกรในชุมชนถึงประโยชน์ของฝายชะลอน้ำ

การจัดสัมมนา ติดตามผลการดำเนินงานและถอดบทเรียนโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวฯ มีผู้เข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. จังหวัด และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้นประมาณ 50 ราย เพื่อถอดบทเรียน และเปลี่ยนองค์ความรู้ รับฟัง ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปทบทวนปรับปรุงโครงการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมเรื่องฝายชะลอน้ำ เพื่อขยายผลไปในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป

-(016)

‘รมว.เกษตรฯ’ ดัน 2 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวแม่สอด

‘รมว.เกษตรฯ’ ดัน 2 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวแม่สอด

‘รมว.เกษตรฯ’ ดัน 2 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวแม่สอด

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.04 น.

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนพื้นที่ภาคเหนือ และตรวจราชการในจังหวัดตาก โดยมี นายสิริพล รักษนาเวศ ผู้อํานวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง นายทวีวัฒน์ สืบสุขมั่นสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 นายวัชรดุลย์ ธนามี ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 4 นายมาโนช ตุ้มทอง ผู้อำนวยการโครงการชลประทานตาก และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่พร้อมบรรยายสรุปความก้าวหน้าโครงการฯ

สำหรับในพื้นที่อำเภอแม่สอด กรมชลประทาน ได้วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ โดยก่อสร้างแล้วเสร็จ 3 โครงการ อยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 โครงการ และอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมอีก 17 โครงการ ในส่วนของโครงการที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยปะเล้ง ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด มีระยะเวลาดำเนินการระหว่างปี 2570 – 2572 เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะเก็บกักน้ำได้ประมาณ 1.93 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่ออุปโภคบริโภค และการเกษตร  ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ ในฤดูแล้ง 900 ไร่ และ ฤดูฝนอีก 1,300 ไร่ รวมทั้งช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ท้ายน้ำได้อีกด้วย

ด้านโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่กึ๊ดตอนบน อำเภอแม่สอด มีแผนงานก่อสร้างระหว่างปี พ.ศ. 2571-2573 เมื่อแล้วเสร็จ จะเก็บน้ำได้ประมาณ 2.31 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค และการเกษตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ 2,500 ไร่ ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องชาวแม่สอดได้อย่างยั่งยืน

ชป.จับตาฝนปลายสัปดาห์ ‘เร่งบริหารจัดการน้ำ’ ลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

ชป.จับตาฝนปลายสัปดาห์ ‘เร่งบริหารจัดการน้ำ’ ลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

ชป.จับตาฝนปลายสัปดาห์ ‘เร่งบริหารจัดการน้ำ’ ลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

กรมชลประทานเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน หลังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศเพิ่มสูงขึ้น พร้อมกำชับให้เฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา

วันที่ 18 ส.ค.68 นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำและแม่น้ำสายหลักทั่วประเทศ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ข้อมูลล่าสุดพบว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณรวมกัน 50,534 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 66% ของความจุอ่างฯ) ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 25,972 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำรวมกัน 17,300 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 70% ของความจุอ่างฯ) และยังสามารถรับน้ำได้อีก 7,571 ล้าน ลบ.ม.

เนื่องจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทานจึงสั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมทั้งเตรียมแผนรับมือและประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนก่อนการระบายน้ำทุกครั้ง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่ท้ายน้ำ

สำหรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่ามีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานีวัดระดับน้ำ C2 จังหวัดนครสวรรค์ ในอัตรา 1,488 ลบ.ม./วินาที ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กรมชลประทานจึงได้ทยอยเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 1,100 ลบ.ม./วินาที เพื่อเตรียมรองรับปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 22-23 สิงหาคมนี้ จะมีฝนตกเพิ่มขึ้นและตกหนักบางแห่งในหลายพื้นที่ของประเทศไทย กรมชลประทานจึงกำชับให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 68 อย่างเคร่งครัด รวมถึงการตรวจสอบอาคารชลศาสตร์และเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรเครื่องมือ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที ตามนโยบายของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

‘อรรถกร’ลุย’ตาก’ ติดตามปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำเขื่อนภาคเหนือ

'อรรถกร'ลุย'ตาก' ติดตามปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำเขื่อนภาคเหนือ

‘อรรถกร’ลุย’ตาก’ ติดตามปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำเขื่อนภาคเหนือ

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 22.07 น.

“อรรถกร”ลงพื้นที่ติดตามปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนพื้นที่ภาคเหนือ และติดตามการพัฒนาและการดำเนินงานของท่าอากาศยานจังหวัดตาก

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมตรวจติดตามปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนพื้นที่ภาคเหนือ และติดตามการพัฒนาและการดำเนินงานของท่าอากาศยานจังหวัดตาก ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดตาก

โดย นายอรรถกร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินการของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรในการดำเนินการทั้งภารกิจหลักและภารกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชน

ทั้งนี้ ที่ที่ผ่านมากรมฝนหลวงและการบินเกษตรสามารถช่วยเหลือบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้เป็นอย่างดีและเป็นที่ประจักษ์ ไม่ว่าจะเป็นการเติมน้ำในเขื่อน แก้ปัญหาภัยแล้ง แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และการดับไฟป่า เป็นต้น ซึ่งขอให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนในการปฏิบัติงานเพื่อประชาชนต่อไป

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางต่อไปยังท่าอากาศยานจังหวัดตาก เพื่อรับมอบเครื่องบินเครื่องบิน L-410NG จํานวน 2 ลํา เพื่อเข้าประจําการสนับสนุนภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวงและการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่ จ.ตาก ติดตามพัฒนาสนามบินตาก-ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ'ลงพื้นที่ จ.ตาก ติดตามพัฒนาสนามบินตาก-ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่ จ.ตาก ติดตามพัฒนาสนามบินตาก-ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.28 น.

วันที่ 17 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดตาก ตำบลน้ำรึม อำเภอเมือง จังหวัดตาก เพื่อตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาสนามบินตากและการปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมเปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติโอนความรับผิดชอบจากกรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม ให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 และส่งมอบอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 เพื่อใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงและพัฒนาเป็นศูนย์พัฒนาบุคลากรด้านการบินแห่งใหม่ในภาคเหนือ โดยสนามบินตากจะได้รับการพัฒนาเป็นฐานหลักในการปฏิบัติการบินดัดแปรสภาพอากาศเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ดับไฟป่า และบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 แทนศูนย์ปฏิบัติการเดิมที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านรันเวย์และเที่ยวบินพาณิชย์ที่มีเป็นจำนวนมาก โดยจะมีแผนพัฒนาครอบคลุมทั้งการปรับปรุงผิวรันเวย์ ทางขับ ลานจอด ซ่อมแซมรั้วสนามบิน อาคารผู้โดยสาร ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ช่วยการบิน ตลอดจนจัดหาบริภัณฑ์ภาคพื้น เช่น รถดับเพลิง รถเชื้อเพลิง และรถตรวจความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีแผนการจัดตั้งศูนย์พัฒนาบุคลากรด้านการบิน เพื่อผลิตและพัฒนานักบิน ช่างอากาศยาน และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง พร้อมเครื่องฝึกบินเสมือนจริง (Full Flight Simulator) มาตรฐานสากล และศูนย์ฝึกภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ซึ่งจะสามารถช่วยยกระดับมาตรฐานการบินของประเทศ และลดค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรมในระยะยาวได้

ด้าน นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านการปฏิบัติการฝนหลวง ขณะนี้บริเวณภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จ.เชียงราย จ.พะเยา จ.น่าน และ จ.เชียงใหม่ ในหลายพื้นที่มีปริมาณฝนเพียงพอแล้ว แต่บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ จ.ลำพูน จ.ตาก จ.สุโขทัย จ.กำแพงเพชร จ.พิษณุโลก จ.พิจิตร และ จ.เพชรบูรณ์ ยังต้องการน้ำเร่งด่วนเพื่อรักษาผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งกรมฯ ได้วางแผนปฏิบัติการอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่อุทกภัย และมุ่งเน้นช่วยเหลือให้ตรงพื้นที่ที่ต้องการน้ำในภูมิภาคอื่นๆ โดยมีผลการปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม – 31 กรกฎาคม 2568 ขึ้นบินปฏิบัติการจำนวน 146 วัน 1,865 เที่ยวบิน มีฝนตกจากการปฏิบัติการถึงร้อยละ 91.84 ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกว่า 21.81 ล้านไร่ และเติมน้ำเขื่อนสำคัญในภาคเหนือหลายแห่ง

โอกาสนี้ กรมฝนหลวงฯ ยังได้เปิดตัว เครื่องบินลำใหม่ L-410NG จำนวน 2 ลำ เพื่อเข้าประจำการสนับสนุนภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวงและการดัดแปรสภาพอากาศ โดยเครื่องบินดังกล่าวมีสมรรถนะสูง เป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ในภูมิภาคอาเซียนที่ติดตั้งระบบเฉพาะเพื่อการดัดแปรสภาพอากาศ สามารถบินไกลถึง 2,500 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุด 417 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมมีเทคโนโลยี Glass Cockpit Garmin G3000 ทันสมัยและปลอดภัย ทั้งนี้ การพัฒนาสนามบินตากและการเพิ่มขีดความสามารถด้านอากาศยานครั้งนี้เป็นการสืบสานและต่อยอดพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงริเริ่มโครงการพระราชดำริฝนหลวง และยังคงได้รับการสืบสาน รักษา และต่อยอด ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา-ปธ.พิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสู่กว๊านพะเยา

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ'ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา-ปธ.พิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสู่กว๊านพะเยา

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา-ปธ.พิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสู่กว๊านพะเยา

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.50 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์และคณะ ติดตามคณะ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา และเป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสู่กว๊านพะเยา

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2568 เวลา 08.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ร่วมติดตามคณะ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา และเป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสู่กว๊านพะเยา พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการภายในงาน โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปศุสัตว์จังหวัดและเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่เขต 5 เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ ณ ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

– 006