‘เฉลิมชัย’เตรียมแผนเพิ่มประสิทธิภาพกักเก็บน้ำ สร้างแหล่งน้ำต้นทุนผลิตน้ำประปาภูเก็ต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/615643

'เฉลิมชัย'เตรียมแผนเพิ่มประสิทธิภาพกักเก็บน้ำ สร้างแหล่งน้ำต้นทุนผลิตน้ำประปาภูเก็ต

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 16.43 น.

“เฉลิมชัย”เตรียมแผนเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำ สร้างแหล่งน้ำต้นทุนผลิตน้ำประปาในเขต อ.เมือง จ.ภูเก็ต พัฒนาภูมิทัศน์

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำ และความคืบหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำคลองกะทะ ณ ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นแหล่งน้ำต้นทุนในการผลิตน้ำประปาในเขต อ.เมือง จ.ภูเก็ต และเป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคของประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณอ่างเก็บน้ำ

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า จากการติดตามในครั้งนี้พบว่าปริมาณความต้องการน้ำอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งแหล่งเก็บกักน้ำที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ มีปริมาณไม่เพียงพอ อีกทั้งการนำน้ำท่ามาใช้ประโยชน์น้อยกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน มีแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งเก็บกักน้ำและเพิ่มศักยภาพการจ่ายน้ำของแหล่งน้ำให้มากขึ้น เพิ่มปริมาณการสูบใช้น้ำจากน้ำท่าให้มากขึ้น และเพิ่มปริมาณการใช้น้ำจากแหล่งน้ำอื่น ๆ เช่น น้ำใต้ดิน น้ำบาดาล น้ำทะเล หรือน้ำจากนอกพื้นที่ ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาแหล่งน้ำดังกล่าว ให้มีปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภค

ส่วนสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำคลองกระทะ (ข้อมูล ณ วันที่ 2 พ.ย. 64) มีปริมาณน้ำ 4.13 ล้าน ลบ.ม. (99.7%) คาดว่าภายในสิ้นปี 2564 จะมีปริมาณน้ำ 3.20 ล้าน ลบ.ม.โดยมีแผนจ่ายน้ำช่วงฤดูแล้ง 2565 ได้แก่ แผนจ่ายน้ำให้การประปาส่วนภูมิภาค เฉลี่ย 12,000 ลบ.ม./วัน ทุกวันตลอดปี เนื่องจากยังไม่มีแหล่งน้ำดิบอื่น และแผนจ่ายน้ำให้เทศบาลตำบลฉลอง เฉลี่ย 3,000 ลบ.ม./วัน ซึ่งคาดว่าจะเพียงต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปพบปะและรับฟังปัญหาจากประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ ณ ขุมน้ำวัดฉลอง หมู่ที่ 6 ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต โดยกล่าวว่า จากการประเมินการเจริญเติบโตของจังหวัดภูเก็ตจากการเปิดเมืองและการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มีมากยิ่งขึ้น จะต้องมีปริมาณน้ำต้นทุนที่จะใช้ประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม.ขณะนี้แหล่งน้ำทั้งหมดในจังหวัดภูเก็ต ยังมีไม่ครบ มีประมาณ 76 ล้าน ลบ.ม.แต่ขณะนี้ได้ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำที่มีอยู่ อย่างอ่างเก็บน้ำคลองกะทะแห่งนี้จะมีการเสริมสันโดยใช้ฝายพับได้ ซึ่งจะได้น้ำอีกประมาณ 4 แสน ลบ.ม.มีการขยายเหมืองต่างๆ ที่มีอยู่ประมาณ 100 กว่าแห่ง มีการทำแก้มลิง มีการทำระบบส่งน้ำโดยใช้ระบบท่อไปให้กับพี่น้องประชาชน อีกทั้งยังมีการประสานงานกับทางจังหวัด การประปาส่วนภูมิภาค ในการบริหารจัดการน้ำในช่วงหน้าฝนให้ใช้น้ำจากฝนธรรมชาติ ส่วนในหน้าแล้งให้ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำที่กรมชลประทานดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม ขอให้ความมั่นใจได้ว่ากรมชลประทานจะดำเนินการให้น้ำเพียงพอกับคนภูเก็ตทั้งหมด พร้อมกับนักท่องเที่ยวที่กำลังจะเข้ามา และนอกจากการพัฒนาในเรื่องแหล่งน้ำแล้ว ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ แก่ประชาชนทั้งในเรื่องการออกกำลังกาย สันทนาการ รองรับนักท่องเที่ยวที่มาดูความสวยงามและความสะดวกสบายจากการมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ซึ่งจะประสานกับการปกครองส่วนท้องถิ่น และเทศบาล ในการพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์ ทั้งในเรื่องของเส้นทาง และห้องน้ำ เป็นต้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวสบายใจว่าคนที่มาท่องเที่ยวจะมีสาธารณูปโภครองรับ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 1 ปี

ชลประทานเร่งช่วย พื้นที่ประสบอุทกภัย ให้จัดจราจรทางน้ำ ลดผลกระทบปชช. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/615137

วันศุกร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุทกวิทยา เปิดเผยว่า ฝนที่ตกสะสมตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงปัจจุบันส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ และลำน้ำธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้น บางจุดล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชนและพื้นที่การเกษตร ปัจจุบันมีพื้นที่ลุ่มน้ำชี-มูล ได้รับผลกระทบ 7 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด ทางกรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วมขังและเร่งระบายน้ำในแม่น้ำชี-มูล ลงแม่น้ำโขง โดยติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มอัตราการไหลของน้ำ ส่วนในลุ่มน้ำป่าสัก และลุ่มน้ำเจ้าพระยา ฝนที่ตกต่อเนื่องทำให้มีปริมาณน้ำเกินความจุของลำน้ำ จนน้ำเอ่อล้นตลิ่งใน 10 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง พิษณุโลก พิจิตร ชัยนาท สุพรรณบุรี และอุทัยธานี กรมชลประทาน ได้เร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 85 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ 198 เครื่อง เพื่อช่วยระบายน้ำในลำน้ำต่างๆ ลดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำ บูรณาการร่วมกับจังหวัดละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน สั่งการให้ทุกโครงการชลประทานบริหารจัดการน้ำ โดยการจัดจราจรทางน้ำให้กระทบกับประชาชนน้อยที่สุด พร้อมทั้งให้เก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงนี้ รวมถึงสำรวจความเสียหายของอาคารชลประทาน เพื่อปรับปรุงให้มีสภาพพร้อมใช้งาน ส่วนพื้นที่น้ำลดแล้ว ให้เร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้เร็วที่สุด

ศูนย์ข้าวขอนแก่นหนุนทำแปลงใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/615135

วันศุกร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายมงคล จันทร์ประทัด ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่น กล่าวว่า พื้นที่แปลงใหญ่ของบ้านโนนพะยอม อ.น้ำพอง มีสมาชิกร่วมโครงการแปลงใหญ่ทั้งหมด 67 ราย ทำแปลงข้าวทั้งหมด 770 ไร่ ทั้งข้าวเหนียว กข6 และข้าวเจ้าขาวดอกมะลิ 105 โดยกรมการข้าว ได้คัดเลือกให้แปลงใหญ่บ้านโนนพะยอม เข้าร่วมโครงการของกรมการข้าว มีการมอบนักวิชาการ และเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำเรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และการผลิตข้าวคุณภาพมาตรฐาน GAP และมาตรฐานข้าวอินทรีย์ โดยติดตามกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน จนถึงการเก็บเกี่ยว ลดความชื้นให้ข้าวมีคุณภาพ ทั้งเมล็ดพันธุ์และข้าวคุณภาพมาตรฐาน GAP

ด้านนายอภิชาติ การุญ ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวบ้านโนนพะยอม เปิดเผยว่า เดิมทำนาแบบต่างคนต่างทำ ต้นทุนสูง ทำแบบไม่มีความรู้ด้านวิชาการ พอมารวมกลุ่มเป็นนาแปลงใหญ่ มีนักวิชาการจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน เข้ามาให้ความรู้และมอบปัจจัยการผลิต เมื่อเป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง เห็นได้ชัดว่าสามารถลดต้นทุนได้เยอะ เมื่อก่อนมีค่าใช้จ่ายซื้อสารเคมีควบคุมการผลิต เมื่อลดต้นทุนได้ ก็ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวเพิ่มด้วย จากแต่ก่อน 1 ไร่ ในเขตชลประทานได้ประมาณ 500 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะนี้ได้ 560-570 กว่ากิโลกรัมต่อไร่

ขณะที่นายบุญทัน กันยาเนียม ผู้ใหญ่บ้านบ้านโนนพะยอม กล่าวว่า เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว นอกจากจะผลิตเมล็ดพันธุ์แล้ว กลุ่มยังมีการแปรรูปข้าว และคัดแยกพวกกาก ทำความสะอาดก่อนจะบรรจุแพ็กสุญญากาศ หรือว่าเป็นแพ็กตามความต้องการของสมาชิก และช่องทางการตลาด เมื่อได้มาแปรรูปและส่งขายแล้ว ก็ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของสมาชิกดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้นในครอบครัว แล้วก็มีการปันหุ้นให้กับสมาชิกอีกด้วย นี่คือรายได้จากที่ได้รวมกลุ่มกันจนประสบความสำเร็จ

เกษตรฯจัดทำแผนแม่บท35ปี รับมือสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/615136

วันศุกร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดสัมมนาออนไลน์ภายใต้หัวข้อ (COP26 Adaptation and Resilience Online Events) “Sustainable andInclusive Climate Adaptation andResilience : local leadership for a global goal” ผ่านระบบ Zoom meetingว่า ในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ซึ่งรัฐบาลไทยได้กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2007จัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2015-2050 เป็นแผน 35 ปี และในปีนี้ รัฐบาลไทยกำหนดโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Bio-Circular -Green Economy Model (BCG EconomyModel) เป็นวาระแห่งชาติ

“ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นเจ้าภาพการสัมมนาออนไลน์ในครั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศภาคเกษตร มากว่า 12 ปี ตั้งแต่ปี 2009 มีการดำเนินโครงการความร่วมมือพหุภาคีกับ UNDP, UNEP, FAO และ ADB และ ได้ร่วมมือทวิภาคีกับสหราชอาณาจักร โดยมุ่งเน้นที่การปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDGs” ดร.ทองเปลว กล่าว

ทั้งนี้ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ทางสหราชอาณาจักร จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติครั้งที่ 26 หรือการประชุม COP26 โดยมีผู้นำกว่า 196 ประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยเข้าร่วม เพื่อหารือแนวทางที่แต่ละประเทศจะใช้ดำเนินการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสัมมนาในวันนี้ จึงเป็นโอกาสที่จะได้รับฟังการดำเนินการของประเทศไทยในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการเกษตร การนำเสนอ (Showcase) งานวิจัยด้านการจัดการทรัพยากรดิน ด้านปศุสัตว์และข้าว รวมทั้งการผลิตที่ชาญฉลาดที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ(Climate Smart Agriculture) และเป็นเวทีที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ข้อเสนอแนะในการปรับตัว และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับภาคการเกษตรต่อไป

‘ประภัตร’ผุดไอเดีย สานฝันสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้เกษตรกร เห็นผลใน4-6เดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614875

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมหัวหน้าส่วนจังหวัด และแนวทางการส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ที่สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จ.เชียงใหม่โดยมี นายชัชวาลย์ ฉายะบุตร รอง ผวจ.เชียงใหม่ และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ร่วมประชุม โดยนายประภัตร กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาคการเกษตรได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19และปัญหาอุทกภัย จึงคิดโครงการส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยส่งเสริมให้ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม ให้ลูกหลานเกษตรกรคืนถิ่น ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะพิจารณาสินเชื่อโครงการ “สานฝันสร้างอาชีพ” ในทุกเมนูอาชีพ การค้าขายสินค้าเกษตร เน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับ มีการประกันราคารับซื้อ สามารถสร้างรายได้ในระยะเวลา 4-6 เดือน

ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ได้รับการอนุมัติวงเงินกว่า 30,000 ล้านบาท ในการดำเนินการโครงการดังกล่าว โดยจะปล่อยกู้เป็นรายบุคคล หนี้เสียสามารถกู้ได้ ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สามารถใช้บุคคลค้ำประกันได้ โดยจะปล่อยกู้รายละ 100,000 บาท/1-3 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4

นอกจากนี้ยังมีโครงการสินเชื่อ 50,000 ล้านบาท เงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ“ล้านละร้อย” โดยเกษตรกรต้องรวมกลุ่มให้ได้ 7 คน ตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนทำเกษตรกรรม มีตลาดรองรับผลผลิต สามารถยื่นกู้กับ ธ.ก.ส.โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์วงเงินกู้สูงสุดกลุ่มละ 10 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 3 ปี

ปธ.สภาเกษตรกรฯหนุน ขายผลผลิตนักท่องเที่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614878

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่าสภาเกษตรกรฯ สนับสนุนการเปิดประเทศของรัฐบาลภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งแนวโน้มผู้ติดเชื้อมีจำนวนลดลงแล้ว เพราะที่ผ่านมาทุกคนต่างได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือเกษตรกรที่ผลิตผลผลิตทางการเกษตรก็จะค้าขายได้มากขึ้น เพิ่มโอกาสให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้บริโภคสินค้าเกษตรก่อนหน้านี้แม้ว่าหลายฝ่ายอาจมองว่าภาคการเกษตรได้รับผลกระทบน้อย แต่จริงแล้วเกษตรกรส่วนใหญ่มีหนี้สิน ผลกระทบคือราคาสินค้าเกษตรตกต่ำการค้าขายยากขึ้น ระบบโลจิสติกส์ก็เป็นอุปสรรคอย่างมาก

นายประพัฒน์กล่าวต่อว่าแม้จะเปิดประเทศแล้ว แต่มาตรการในการป้องกันตัวเองอย่างเข้มข้นยังควรดำเนินการต่อไป และขอฝากพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศ ว่าการสวมหน้ากากอนามัยก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง การล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ ยังควรทำเป็นประจำ รวมทั้งการเว้นระยะห่าง ที่สำคัญคืออย่าเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงโดยไม่จำเป็นถ้าติดเชื้อแล้วจะไม่ใช่เพียงตัวเราที่เป็นปัญหาเท่านั้น ครอบครัวก็จะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงทันที การค้าขายก็จะต้องหยุดชะงัก ทำให้ต้องได้รับความเดือดร้อนกันหมด เพราะฉะนั้นจึงต้องป้องกันตัวเองให้ดีที่สุด หากใครที่ยังไม่ได้ไปฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ก็ขอให้เร่งไปฉีด

‘เฉลิมชัย’เดินหน้า‘COP26’ นำร่องสวนยาง-ลดก๊าซเรือนกระจก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614880

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) รัฐบาลจึงกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2007 จัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2015 – 2050 เป็นแผน 35 ปีซึ่งปีนี้รัฐบาลกำหนดโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Bio –Circular – Green Economy Model(BCG Economy Model) เป็นวาระแห่งชาติ โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศภาคเกษตร 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2.การปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3.การมีส่วนร่วมของภาคเกษตรในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการศึกษา และ 4.การเสริมสร้างขีดความสามารถในการบริหารจัดการ

รวมทั้งมีโครงการความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Thai Rice NAMA) ดำเนินการภายใต้กองทุน NAMA Facility ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักร สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เดนมาร์ก และสหภาพยุโรป มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases: GHGs)

อย่างไรก็ดี กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินโครงการ “บริหารจัดการ คาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนยางพารา” หรือโครงการลดปริมาณการปล่อยหรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจก และสามารถนำไปซื้อขายได้ เป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมตามที่ได้ลงนามในพิธีสารโตเกียว (Kyoto Protocol) ส่งเสริมโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จัดทำมาตรฐานการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต รวมทั้งส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ยังมอบหมายทุกหน่วยงานในสังกัด ดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายในการประชุมสมัชชาประเทศภาคี อนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 หรือ COP26 ซึ่งโครงการ “บริหารจัดการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนยางพารา” จะนำสวนยางพาราของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) 20,000 ไร่ ใน จ.นครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ต้นแบบนำความรู้ ถ่ายทอดสู่เกษตรกร/สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางผู้ประกอบกิจการยาง และผู้ที่สนใจ มีการดำเนินการ 2 ขั้นตอน ในปี 2565 ขึ้นทะเบียนร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ และในปี 2566-2567ดำเนินการขอรับรองคาร์บอนเครดิตเพื่อขายในตลาด ซึ่งจากการวิจัยเรื่องคาร์บอนเครดิต พบว่ายางพาราเป็นไม้ยืนต้นที่มีการกักเก็บคาร์บอนได้ดี สามารถเก็บได้ตั้งแต่อายุต้นยาง 1-18 ปี เกษตรกรสามารถเพิ่มรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต คู่กับการลดใช้ปุ๋ยเคมีเชื้อเพลิงในการผลิต หรือการขนส่งที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ชาวนาปลื้ม’จุรินทร์ ทำเพื่อเกษตรกร เงินถึงมือตรง เชียร์เดินหน้า ประกันรายได้ปี3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614836

ชาวนาปลื้ม'จุรินทร์ ทำเพื่อเกษตรกร เงินถึงมือตรง เชียร์เดินหน้า ประกันรายได้ปี3

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 16.41 น.

10 พฤศจิกายน 2564 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ให้ นโยบายกรมการค้าภายใน เกี่ยวกับการประสานงานกับกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ รวมทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) อย่างต่อเนื่องเหมือนที่เป็นมากับโครงการประกันรายได้ปี 1 และ 2 ขณะนี้การเดินหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกรปี 3 ในพืช 5 ชนิด คือ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด และปาล์มน้ำมัน

“อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการที่ผ่านมาประสบความสำเร็จช่วยเกษตรกรได้กว่า 7.8 ล้านครัวเรือน ยังไม่นับการบริหารจัดการเกษตรกรสวนผลไม้ที่ทำให้ราคาดีด้วยการส่งออกแก้ปัญหาด้านการตลาดและพืชชนิดอื่นที่เกิดจากนโยบายยกระดับราคาร่วมงานกันระหว่างกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์

การเดินหน้าปีที่ 3 นี้ พืชทุกชนิดราคาดีสูงกว่ารายได้ที่ประกันไว้ทำให้รัฐไม่ต้องจ่ายเงินงบประมาณสำหรับการชดเชยมีเฉพาะข้าวเท่านั้นที่เริ่มต้นฤดูกาลนี้สถานการณ์ราคาไม่ค่อยดีด้วยหลายปัจจัยขนาดนี้รัฐจึงต้องจ่ายชดเชยส่วนต่างให้กับเกษตรกรโดยตรงตามนโยบาย ที่นายจุรินทร์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาก่อนการเข้าร่วมรัฐบาล ” 

นางมัลลิกา กล่าวว่า บรรยากาศการกดเงินเบิกเงินส่วนต่างประกันรายได้เกษตรกรตั้งแต่เมื่อวานนี้ ชาวนามีความสุขพร้อมขอบคุณรัฐบาลและรองนายก”จุรินทร์”ที่เดินหน้านโยบายอย่างเต็มที่ และได้รับรายงานว่าการโอนเงินชดเชยส่วนต่างประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี64/65 (9พ.ย.64) จ่ายกว่า 1.12 หมื่นล้าน เกษตรกรได้ประโยชน์ 5.3 แสนครัวเรือน เป็นเกษตรกรชุดแรกซึ่งแจ้งวันเกี่ยวข้าวไว้เป็นงวดที่ 1 สำหรับชาวนาชุดที่เหลือซึ่งทยอยเก็บเกี่ยวข้าวโดยแจ้งวันเก็บเกี่ยวไว้ตั้งแต่ต้นฤดูกาลผลิตแล้วนั้นขณะนี้ สำหรับงวด 2-4 คณะอนุกรรมการราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงได้ประกาศราคาอ้างอิงไว้แล้ว เมื่อมีส่วนต่างก็จะทยอยตามไป อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรองนายกฯจุรินทร์ได้อธิบายเรื่องการขอให้เงินงบประมาณเพื่อชดเชยให้กับชาวนา ตามที่เคยดูแลมา 2 ปี ซึ่งข้อมูลในการพิจารณาทั้งหมดได้ผ่านคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ ซึ่งมีนายกเป็นประธานมาแล้ว ขณะนี้ติดเพียงว่าสำนักงบประมาณกับกระทรวงการคลังมีข้อท้วงติงเกี่ยวกับงบประมาณที่เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องทำให้ผ่านมาตรา 28 เกี่ยวกับวินัยการเงินการคลัง ตรงจุดนี้จึงเป็นหน้าที่ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลังต้องหารือกัน

เดินหน้า‘วัตถุดิบสีเขียว’รองรับอนาคต ‘ส.ผู้ผลิตอาหารสัตว์’พร้อมซื้อ‘ปลายข้าว’พยุงราคาตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614732

เดินหน้า‘วัตถุดิบสีเขียว’รองรับอนาคต ‘ส.ผู้ผลิตอาหารสัตว์’พร้อมซื้อ‘ปลายข้าว’พยุงราคาตก

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 11.44 น.

สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยเผย กรมปศุสัตว์เห็นชอบความร่วมมือการดำเนินโครงการพัฒนาการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศให้เข้าสู่ระบบ “วัตถุดิบสีเขียว” ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว และมันสำปะหลัง โดยทำหนังสือแจ้งโรงงานอาหารสัตว์ทุกแห่ง ให้ดำเนินการตามแนวทางรักษ์สิ่งแวดล้อม ภายใน 5 ปี รองรับความต้องการของตลาดในอนาคตอย่างยั่งยืน 

10 พฤศจิกายน 2564 นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า สภาวการณ์การผลิตสินค้าอาหาร และการค้าโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจปศุสัตว์และสัตว์น้ำต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา โดยปัจจุบันตลาดในต่างประเทศมีนโยบายที่มุ่งเน้นไปในด้านการผลิตสินค้าที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเงื่อนไขการแข่งขันทางการค้าที่อยู่เหนือการแข่งขันด้านราคา เช่น สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักในการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ของไทย ได้ออกมาตรการเกี่ยวกับสินค้ายั่งยืนอาทิ EU Green deal และ ESG: Environmental Social and Governance เป็นต้น

ขณะที่ภาคเอกชนมักจะเคลื่อนไหวและบังคับใช้มาตรฐานต่างๆ อย่างรวดเร็วกว่าภาครัฐ อาทิ Tesco และ Walmart ที่ได้ออกนโยบายเกี่ยวกับสินค้ายั่งยืน โดยจะตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของสินค้า เช่น พืชวัตถุดิบที่นำมาผลิตอาหารสัตว์จะต้องไม่มาจากการทำลายป่า เป็นต้น  หากไทยไม่ปรับตัวในประเด็นนี้ให้ทันเวลา อุตสาหกรรมอาหารของไทยจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทันที 

“ในอนาคตสินค้าอาหารในตลาดโลก จะไม่ได้แข่งขันกันที่ราคาหรือคุณภาพความปลอดภัยเท่านั้น แต่ต้องแข่งกันในจุดที่สินค้านั้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมา เรามีมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและปลอดภัย (GAP) มีการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา และลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ป่า เช่น โครงการไม่เขา ไม่เผา เราซื้อ ซึ่งรณรงค์ส่งเสริมกันมาโดยตลอด ดังนั้น การที่กรมปศุสัตว์เป็นผู้นำในประเด็นนี้และพร้อมที่จะเป็นแกนกลางของภาครัฐในการสนับสนุนส่งเสริมให้วัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นวัตถุดิบสีเขียว ที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ว่าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม นับเป็นทิศทางที่ถูกต้อง และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกในอนาคตได้” นายพรศิลป์ กล่าว 

ทั้งนี้ วัตถุดิบอาหารสัตว์ เป็นต้นทางของห่วงโซ่การผลิตอาหาร โดยสมาคมฯ จะดำเนินการร่วมกับกรมปศุสัตว์ เพื่อให้วัตถุดิบหลักทั้งสามชนิด ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว และมันสำปะหลัง เข้าสู่ระบบสีเขียวทั้งหมด ภายใน 5 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2565-2570 

นอกจากนี้ นายพรศิลป์ยังกล่าวถึง กรณีข้าวของชาวนาในขณะนี้ที่มีราคาตกต่ำ เนื่องจากส่งออกไม่ได้  สมาชิกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยมีการหารือร่วมกับภาครัฐและโรงสีมาระยะหนึ่งแล้ว และสมาคมพร้อมที่จะช่วยเหลือและยืนเคียงข้างชาวนา  โดยทำการรับซื้อปลายข้าว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนา และนำมาทดแทนปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ยังไม่เพียงพอ  ซึ่งสมาชิกแต่ละบริษัทได้ติดต่อประสานความร่วมมือกับโรงสีข้าวแล้วหลายแห่ง  

“จริงๆแล้ว ข้าว เป็นหนึ่งในวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สำคัญ ไม่ใช่วัตถุดิบทดแทน และข้าวถือเป็นวัตถุดิบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ง่ายกว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะที่นาส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่ม และมีเอกสารสิทธิ์แสดง ไม่ใช่พืชที่ปลูกง่ายในพื้นที่ภูเขาหรือขาดน้ำ ดังนั้น แนวทางการพัฒนาข้าวให้เป็นวัตถุดิบสีเขียว จึงมีความเป็นไปได้ง่ายและน่าจะรวดเร็วกว่าพืชชนิดอื่น“ นายพรศิลป์ กล่าว

โครงการพัฒนาการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศให้เข้าสู่ระบบ “วัตถุดิบสีเขียว”  จะสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่การผลิต โดยต้องตระหนักเสมอว่า ต่อให้ผลิตสินค้าออกมาได้ในราคาถูกเพียงใด หากมีบางข้อต่อของห่วงโซ่ยังคงทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว สินค้านั้นก็ขายไม่ได้อยู่ดี

ศูนย์ฯข้าวโคราชแนะ เกษตรนาแปลงใหญ่ ยกระดับการเพาะปลูก ลดต้นทุนได้ผลผลิตดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614656

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสิรวีย์ พงษ์เตชสิทธิ์ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.ขามสะแกแสง อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา กล่าวว่าได้รวมกลุ่มร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ เมื่อปี 2562 เพื่อลดต้นทุนการผลิต บริหารจัดการผลผลิตในแต่ละปีตามเป้าหมายที่ทางกลุ่มวางไว้ หาแนวทางการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตข้าวให้มีรายได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีสมาชิก 48 คน ปลูกข้าวพันธุ์มะลิ 105 เป็นหลัก ปลูกเพียง 1 รอบต่อปี เป็นข้าวนาปี โดยใช้เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวแทนการทำนาหว่าน

สำหรับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา ได้ผลักดันส่งเสริมเกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.ขามสะแกแสงให้ร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด นำเงินทุนที่ได้จากโครงการมาจัดซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ ไว้ใช้ลดต้นทุนการผลิตได้แก่ รถแทรกเตอร์ขนาด 60 แรงม้า รถอีแต๋น เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ และเครื่องอัดฟาง ให้บริการแก่สมาชิกโดยคิดค่าบริการต่ำกว่าราคาทั่วไป

นอกจากนี้ ยังแนะนำองค์ความรู้ตั้งแต่การจัดการเมล็ดพันธุ์ กระบวนการปลูกข้าว การดูแลต้นข้าว ในเรื่องของโรคพืช การกำจัดแมลงศัตรูพืช การตัดพันธุ์ปน ไปจนถึงกระบวนการเก็บเกี่ยวส่งผลให้เกษตรกรได้ความรู้และเทคนิคดีๆ ในการปลูกข้าวที่ได้คุณภาพอย่างครบถ้วน

นางสิรวีย์กล่าวว่า อยากขอบคุณศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา ที่เข้ามาส่งเสริมและผลักดันให้กับกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.ขามสะแกแสง ในด้านต่างๆ ทำให้สามารถนำความรู้ไปต่อยอดพัฒนาการผลิตข้าวได้