กรมชลฯเร่งบริหารจัดการน้ำชี-มูล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614657

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.วัชระ เสือดี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน กรมชลประทาน ในฐานะประธานศูนย์บริหารจัดการอุทกภัยลุ่มน้ำชี-มูล (ส่วนหน้า) เปิดเผยว่า ได้ปรับแผนการจัดจราจรน้ำในลุ่มน้ำชี-มูล เพื่อลดผลกระทบจากมวลน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำมูลและแม่น้ำชีากข้อมูลสถานการณ์น้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่คาดการณ์ว่าน้ำจะเพิ่มสูง เพื่อป้องกันไม่ให้มวลน้ำก้อนใหญ่ของทั้ง 2 ลำน้ำไหลมาบรรจบพร้อมกัน ซึ่งจะสร้างผลกระทบมากกว่าที่เป็นอยู่ จึงเร่งระบายน้ำก้อนใหญ่ในแม่น้ำมูล ลงสู่แม่น้ำโขงก่อนเป็นลำดับแรก โดยเมื่อน้ำก้อนใหญ่จากแม่น้ำชีไหลผ่านบริเวณสถานีวัดน้ำท่า M.7(สะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมืองอุบลราชธานี) จะเริ่มหน่วงน้ำในลำน้ำมูลตอนบน เพื่อลดยอดปริมาณน้ำสูงสุดที่จะไหลผ่านในเขตจังหวัดอุบลราชธานี ก่อนเร่งระบายลงสู่แม่น้ำโขงโดยเร็วต่อไป

จากการคาดการณ์ระบุว่า มวลน้ำสูงสุดในลำน้ำมูล จากสถานีวัดน้ำท่า M.5 อ.ราษีไศลจ.ศรีสะเกษ จะไหลมาถึงบริเวณสถานี M.7อ.เมืองอุบลราชธานี และคาดการณ์ว่ามวลน้ำสูงสุดในลำน้ำชี ที่ปัจจุบันไหลมาถึงสถานีวัดน้ำท่า E.2A อ.เมืองยโสธร แล้วคาดว่าจะไหลมาถึงสถานี M.7 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมสองฝั่งแม่น้ำมูลในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี และเทศบาลเมืองวารินชำราบได้ ในขณะที่บริเวณสถานีวัดน้ำท่า M.7 มีปริมาณน้ำไหลผ่าน2,528 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที อยู่ในเกณฑ์วิกฤตและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

สำนักงานชลประทานที่ 7 ได้เร่งผลักดันน้ำในแม่น้ำมูลบริเวณแก่งสะพือ อย่างเต็มที่ พร้อมกับเร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติมอีก 100 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำในลำน้ำมูลให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังจะใช้เขื่อนหัวนา และเขื่อนราษีไศล ช่วยชะลอน้ำเพื่อรองรับน้ำจากลำน้ำชีอีกด้วย จะช่วยลดปริมาณน้ำและบรรเทาผลกระทบได้พอสมควร หากไม่มีพายุหรือฝนตกหนักเพิ่มเติม

‘ประภัตร’ลุยเชียงราย ตั้งปศุสัตว์Sandboxเน้นคุณภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614659

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนจังหวัดและแนวทางการส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีนายภาษเดช หงส์ลดารมภ์ รอง ผวจ.เชียงรายและหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนภาคประชาชน ร่วมประชุม โดยนายประภัตรกล่าวว่า เตรียมเปิดปศุสัตว์ Sandbox เชียงราย จัดตั้งศูนย์กลางที่ จ.เชียงราย แห่งแรกของภาคเหนือ รวมปศุสัตว์ทุกประเภท อาทิ วัว แพะ แกะ ไก่ฯลฯ ไว้ใน Sandbox และกำหนดมาตรฐานต่างๆ ขึ้นมา เพื่อเป็นไปตามมาตรฐานสากลผู้ซื้อสามารถตรวจสอบมาตรฐานและคุณภาพได้ อบรมเกษตรกร และผู้ค้าให้เป็นมาตรฐาน มีทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาบริหารจัดการและสนับสนุนงบประมาณ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ เตรียมการและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทุกหน่วยงานเข้าใจภารกิจ และนอกจากปศุสัตว์ Sandboxแล้ว ยังเน้นการเกษตรทุกภาคส่วน ทั้งประมง และพืช โดยกระทรวงเกษตรฯ จะลงทุนในพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ให้เกษตรกร และหาตลาดในการรับซื้อผลผลิต เมื่อขายได้ค่อยหักต้นทุนคืน และเกษตรกรรับผลกำไรไปโดยมอบให้ประมงจังหวัด องค์การสะพานปลาและกรมส่งเสริมสหกรณ์ เริ่มดำเนินการกระจายสินค้าประมงในภาคเหนือ และส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง

อย่างไรก็ดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน จึงคิดโครงการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ โดยมอบหมายกระทรวงเกษตรฯ ส่งเสริมประชาชนให้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ให้สินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โครงการสานฝันสร้างอาชีพ เน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับ มีการประกันราคารับซื้อ ซึ่ง ธ.ก.ส.ได้รับอนุมัติวงเงินกว่า 30,000 ล้านบาท โดยจะปล่อยกู้เป็นรายบุคคล หนี้เสียสามารถกู้ได้ ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สามารถใช้บุคคลค้ำประกันได้ โดยจะปล่อยกู้รายละ 100,000 บาท/1 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ยังเตรียมสร้างศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ ที่ อ.เเม่ลาว จ.เชียงราย เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ได้ปริมาณผลผลิตเยอะ คุณภาพดี ตรงตามความต้องการของตลาด ให้กับเกษตรกรภาคเหนือ จากนั้นกรมการข้าว จะรับคืนเมล็ดพันธุ์จากชาวนา และเอาเมล็ดพันธุ์ใหม่ให้ชาวนาไปใช้เพาะปลูกแทน โดยให้15 กิโลกรัมต่อไร่ รายละไม่เกิน 30 ไร่ ซึ่งชาวนาสามารถนำเมล็ดพันธุ์มาแลกได้ทุกศูนย์ข้าวของกรมการข้าว หลังจากนี้พันธุ์ข้าวของประเทศไทย ขอแบ่งเป็น5 ประเภท 1.ข้าวหอมมะลิ 2.ข้าวหอมไทย3.ข้าวขาว 4.ข้าวเหนียว และ 5.ข้าวสีซึ่งกรมการข้าว มุ่งเน้นการปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพ สามารถแข่งขันกับคู่แข่งนอกประเทศได้ และตรงตามความต้องการของตลาดโลก

ชาวนาเฮลั่น! แห่กดเงินส่วนต่างข้าว ประกันรายได้งวดแรกไหลเข้าบัญชีแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614508

ชาวนาเฮลั่น! แห่กดเงินส่วนต่างข้าว ประกันรายได้งวดแรกไหลเข้าบัญชีแล้ว

วันอังคาร ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 13.49 น.

ชาวนาเฮ!! แห่กดเงินส่วนต่างข้าว ประกันรายได้งวดแรก ข้าวเหนียวปลื้มสุด ได้ส่วนต่างสูงสุด 69,399 บาท 

9 พฤศจิกายน 2564 เวลา 11.00 น. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ขณะนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี แต่ได้สั่งการให้ติดตามรายงานจากพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศวันนี้บรรยากาศการเบิกจ่ายเงินส่วนต่างโครงการประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวให้กับชาวนาปีที่ 3 งวด1 สำหรับชาวนาที่แจ้งการเก็บเกี่ยวไว้ก่อนวันที่ 15 ตุลาคม 2564 โดยโครงการประกันรายได้ข้าว (ความชื้น 15%) สิทธิ์ของชาวนา คือ ข้าวหอมมะลิประกันรายได้ 15,000 บาทต่อตันจำนวน 14 ตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 14,000 บาทต่อตัน จำนวน 16 ตัน ข้าวหอมปทุม 11,000 บาทต่อตัน จำนวน 25 ตัน ข้าวเจ้า 10,000 บาทต่อตัน จำนวน 30 ตัน ข้าวเหนียว 12,000 บาทต่อตัน จำนวน 16 ตัน 

บรรยากาศสำหรับวันนี้ ทั้งกระทรวงพาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัด กลุ่มเกษตรกรและ ธกส.ได้ติดตามการเบิกจ่ายเงินและอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรพี่น้องชาวนาอย่างใกล้ชิด สำหรับงวดแรกของปีนี้ เนื่องจากข้าวราคาตกทำให้เกษตรกรได้รับเงินส่วนต่างสูงสุดของข้าวแต่ละชนิด คือ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ได้สูงสุดในบัญชีเกษตรกรเอง 57,900.78 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 57,524 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 26,303.25 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 58,038.6 บาท และข้าวเปลือกเหนียว 69,399.52 บาท เป็นต้น ส่วนชาวนาที่ปลูกข้าวจำนวนลดหลั่นลงไปก็ได้รับส่วนต่างตามสิทธิ์ของตนเองเช่นกัน

ระหว่างที่สำนักปลัดกระทรวงพาณิชย์รับรายงานพร้อมติดตามรีวิวภาพบรรยากาศการรายงานของพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศรีวิวภาพการเบิกจ่ายเงินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่จังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง พิษณุโลก สระบุรี สุโขทัย อุทัยธานีปราจีนบุรี นครปฐมศรีสะเกษ อุบลราชธานี กำแพงเพชร  ปทุมธานี นครปฐม ขอนแก่น อุทัยธานี เป็นต้น ส่วนจังหวัดอื่นๆก็ทยอยรายงานอย่างต่อเนื่องซึ่ง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้ทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งความร่วมมือจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือ ธ.ก.ส.ติดตามดูแลพี่น้องชาวนาอย่างใกล้ชิดและคอยแก้ไขปัญหาแต่ละจุดอย่างทันท่วงที

” ทางด้านการดึงราคาข้าว มีมาตรการคู่ขนาน “เก็บข้าวในยุ้งฉาง” ได้ค่าฝากเก็บตันละ 1,500 บาท สหกรณ์และโรงสี ได้ชดเชยดอกเบี้ย 3% เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ผู้ค้าข้าว ได้ชดเชยดอกเบี้ยเก็บสต็อก 3% และมาตรการอื่นทยอยดำเนินการ และระหว่างนี้นายจุรินทร์ กำลังร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีโดยวันนี้มีสาระสำคัญจากกระทรวงพาณิชย์ในการนำเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อเห็นชอบเกี่ยวกับการใช้เงิน เพื่อจ่ายงวดต่อไป สำหรับพี่น้องชาวนาที่แจ้งเก็บเกี่ยวไว้ช่วง 21 ตุลาคม เป็นต้นมา ทั้งนี้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ เข้มงวดเรื่องเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินชดเชยจากรัฐ ซึ่งจะต้องให้เป็นไปตามกฏหมายมาตรา 28 หรือพระราชบัญญัติการเงินการคลัง และต้องรายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติเป็นก้อนงบประมาณรายงวดไป ” ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : พิษณุโลกเปิดท่องเที่ยวสายชิล บินพาราเพลนรับลมหนาวท้าทายบนความสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614420

สกู๊ปพิเศษ : พิษณุโลกเปิดท่องเที่ยวสายชิล บินพาราเพลนรับลมหนาวท้าทายบนความสูง

วันอังคาร ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กลุ่มคนรักการบินด้วยพารามอเตอร์ พาราเพลน อุลตร้าไลท์พารามอเตอร์เอาใจคนชอบบินเปิดสอนขับพารามอเตอร์และพาราเพลนพร้อมเปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความสวยงามยามเช้าและยามเย็น ท้าทายความสูง ถ่ายภาพสวยงามบนท้องทุ่งนา ถือว่าเป็นแห่งแรกของจังหวัดพิษณุโลก เปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปสามารถขึ้นบินไปถ่ายภาพแบบซิลๆๆ ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สนามบินยุงทองแอร์ฟิลด์ พิษณุโลก ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ลุงแล่ม หรือนายแฉล้ม จันทร์เพ็ง เจ้าของธุรกิจเครือยุงทอง ธุรกิจอู่รถสิบล้ออะไหล่ ขนส่ง รีสอร์ท อพาร์ทเม้นท์ ที่ในวัยเด็ก ที่มีความชื่นชอบเครื่องบิน ประกอบและออกแบบเครื่องบินบังคับวิทยุเล่นเอง 4 เครื่องยนต์ ปีกกว้าง 3 เมตร พาตัวเองเข้าสู่การบินนักบินพารามอเตอร์ พาราเพลน อุลตร้าไลท์ ต่อยอดมาเป็นสนามบินยุงทองแอร์ฟิลด์ ยุงทอง พิษณุโลก ที่ได้ต่อยอดทางความคิด จัดเที่ยวบินชมความงามบรรยากาศตอนเช้าในช่วงหน้าหนาวให้คนที่สนใจและอยากใกล้ชิด ซึ่งถือว่าเป็นแห่งแรกของจังหวัดพิษณุโลก เปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปสามารถขึ้นบินไปถ่ายภาพแบบชิลๆๆ ได้

โดยลุงแล่ม หรือ นายแฉล้ม จันทร์เพ็ง กล่าวว่า จากความชื่นชอบในเครื่องบินบังคับวิทยุ จากนั้นมีคนมาชวนเล่นพารามอเตอร์ก็ติดใจและพัฒนาความรู้และประสบการณ์เรื่อยมาจนมาตอนนี้อยากแบ่งปันประสบการณ์ และมอบความสุขทางการบิน ให้ทุกคนได้สัมผัส คนที่มีฝันทางการบิน อยากใกล้ชิดเครื่องบิน  จึงเปิดสนามบินยุงทองแอร์ฟิลด์ ยุงทอง พิษณุโลก  ที่ตำบลบ้านกร่าง เนื้อที่ 10 ไร่ รันเวย์ยาว 500 เมตร โดยจะทำการสอนฝึกบิน ทั้งพารามอเตอร์ พาราเพลน อุลตร้าไลท์  ในพิษณุโลกปัจจุบันมีคนที่รักชื่นชอบเรื่องการบิน พารามอเตอร์ พาราเพลน อุลตร้าไลท์  อยู่กว่า 20 คน แต่เชื่อยังมีอีกหลายคนที่อยากสัมผัส ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้มาเรียนรู้ ซึ่งคนที่ขับพารามอเตอร์ พาราเพลน อุลตร้าไลท์  จำเป็นต้องมีใบประกาศ อีกทั้งรู้หลักการ เพื่อเกิดความปลอดภัย

และสำหรับหน้าหนาวที่จะมาถึง ทางสนามบินฯก็เตรียมประสานกับทาง ททท. และการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพิษณุโลก เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวที่มาพิษณุโลก พร้อมกับจัดเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวยามเช้าและยามเย็นได้บินสัมผัสบรรยากาศทุ่งนาที่สวยงาม ชมวิถีชีวิตของชาวไทยโดยเฉพาะแสงยามเช้าในช่วงหน้าหนาวนั้นจะสวยงามมากนักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินในความท้าทายบนความสูงประมาณ 500 เมตร ซึ่งถือว่าไม่สูงมากนัก การถ่ายภาพกำลังสวยงาม

เท170ล้านอุดหนุนกลุ่มเกษตรฯ34จว. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614418

วันอังคาร ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ได้ดำเนินการโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวขยายพื้นที่ผลิตและการตลาดให้ได้รับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ (Organic Thailand)
ดำเนินการระหว่างปี 2560-2564 มีเป้าหมาย 1 ล้านไร่ โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ผ่านการรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์จะได้รับเงินอุดหนุนต่อเนื่อง3 ปี เพื่อชดเชยรายได้ที่ลดลงจากการปรับเปลี่ยนการผลิตสู่เกษตรอินทรีย์

ทั้งนี้ กรมการข้าว ได้ประชุมคณะทำงานบริหารจัดการเงินอุดหนุนโดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานฯ ซึ่งที่ประชุมพิจารณาและอนุมัติบัญชีรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านการตรวจประเมินระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ปีการผลิต 2563 จำนวน 52 จังหวัด 3,876 กลุ่ม 79,807 ราย 655,874 ไร่ วงเงินอุดหนุน 2,237,991,500 บาท กรมการข้าว ได้รับจัดสรรงบประมาณปี 2565 เพื่อจ่ายเงินอุดหนุน 450 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 งวด โดยงวดที่ 1 จำนวน 170 ล้านบาท กรมการข้าวจะดำเนินการโอนเงินให้แก่เกษตรกรโดยผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ภายในเดือนพฤศจิกายน 2564 จำนวน 327 กลุ่ม 6,693 ราย 50,217 ไร่ ทั้งหมด 34 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พะเยา นครสวรรค์ ลำปาง แพร่ น่าน ลำพูน พิษณุโลก สุโขทัย อุทัยธานี ลพบุรี นครนายก ชัยนาท ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด เพชรบุรี สุพรรณบุรีกาญจนบุรี นครราชสีมา สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู บึงกาฬ เลย สระแก้ว นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล และนราธิวาส

ส่วนอีก 18 จังหวัด เมื่อได้รับงบประมาณงวดที่ 2 อีก 280 ล้านบาท จะโอนโดยเร็ว สำหรับงบประมาณที่ยังไม่ได้รับอีก 1,787 ล้านบาท จะเสนอคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ เพื่อขอใช้งบกลางจ่ายอุดหนุนเกษตรกรในจังหวัดที่เหลือต่อไป

‘เฉลิมชัย’ร่วมวงสัมมนา ย้ำเกษตรไทยต้องเปลี่ยนโฉม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614416

วันอังคาร ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในเวทีสัมมนาวิชาการ “Disruptive Change : เกษตรไทยต้องเปลี่ยนโฉม” รูปแบบไฮบริด มีตติ้ง สอดรับยุค New Normalซึ่งสมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรฯ ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ จัดขึ้น มีใจความว่ากระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญในการผลักดันให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพอย่างมั่นคง แนวทางการดำเนินการในทุกมิติ ยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาทุกด้าน ยกระดับสู่การทำเกษตรสมัยใหม่และเกษตรแบบแม่นยำ (Precision Agriculture) สร้างมาตรฐานสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับ นำกรอบแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio – Circular – Green Economy :BCG Economy) มาใช้ในการพัฒนาการส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกร หรือผู้ประกอบการ Startup เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตร (Agricultural Service Providers)

ขณะที่การผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตร กระทรวงเกษตรฯ มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์รูปแบบการบริโภคในอนาคต และอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อพลังงานและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างสมดุลในการบริหารจัดการสินค้าเกษตร พัฒนาระบบโลจิสติกส์ และช่องทางการตลาดให้หลากหลาย

“ภาคการเกษตรของไทยจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ต้องมีการวางระบบ วางเป้าหมายทิศทางให้ชัดเจน ซึ่งเชื่อมั่นว่าผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนสามารถทำได้ เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของพี่น้องเกษตรกรและพี่น้องข้าราชการ นอกจากนี้ยังมีภาคเอกชนที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะไม่ว่าอย่างไร การเกษตรคือธุรกิจ วันนี้เป็นวันที่ทุกภาคส่วนจะต้องจับมือและกำหนดทิศทางและเป้าหมายที่จะเดินไปข้างหน้าร่วมกัน เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกร” นายเฉลิมชัย กล่าว

อย่างไรก็ดี ปัญหาในภาคเกษตรกรรมที่ผ่านมา เช่น อุทกภัย หรือภัยแล้ง เป็นปัญหาซ้ำซากของเกษตรกรไทย รวมถึงปัญหาในเรื่องของตลาด ราคาสินค้า ผลผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน และปริมาณที่ไม่อยู่ในจุดที่คุ้มทุน จึงต้องร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงแก้ไข ทั้งตัวเกษตรกรเองการผลิต รวมถึงการตลาด นอกจากนี้ การเติบโตในภาคการเกษตรต้องมีการขับเคลื่อนการพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ต้องนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด และถ่ายทอดให้กับพี่น้องเกษตรกรเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน รักษาอัตลักษณ์สินค้าพื้นถิ่น รวมถึงรองรับการท่องเที่ยวและการบริการ ถ้าฟื้นภาคการเกษตรได้ จะทำให้คนในระบบเข้มแข็ง มีรายได้เพิ่ม และทำให้ระบบเศรษฐกิจมั่นคง

เกษตรกรเลี้ยงหมู แบกภาระต้นทุนสูง ปมโรคจากน้ำท่วม ยืนยันแก้ปัญหาได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614414

วันอังคาร ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ได้รับผลกระทบ โดยสุกรมีปัญหาโรค PRRS ที่ระบาดก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะสุกรแม่พันธุ์ เสียหายทั่วประเทศ 30-40%และยังติดปัญหาโรงฆ่าสัตว์ปิดตัวจากน้ำท่วม ไม่สามารถส่งสุกรเข้าโรงฆ่าได้ ซึ่งฟาร์มสุกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่เป็นฟาร์มย่อย หากประสบปัญหาการเลี้ยงใหม่จะทำได้ยาก การทำระบบป้องกันกลายเป็นต้นทุนแฝง ซึ่งภาวะปกติแม่พันธุ์สุกรทั่วประเทศ มีปริมาณ 1.2 ล้านตัว แต่ปัจจุบันมีปริมาณเพียง 7-8 แสนตัว ผลผลิตสุกรขุนที่ออกสู่ตลาดจึงมีจำนวนน้อยลง ส่งผลให้ราคาขยับทุกพื้นที่ และไม่สามารถก้าวข้ามต้นทุนการผลิตได้ เนื่องจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่เป็นสัดส่วนหลักในสูตรการผลิตอาหารสัตว์มากถึง 50% โดยต้นทุนสุกรขุน เฉลี่ยไตรมาส 3 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) อยู่ที่ 80.03 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาประกาศสุกรหน้าฟาร์ม โดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ อยู่ที่ 76-80 บาท ส่วนสุกรขุนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ราคาอยู่ที่ 76-78 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเกษตรกรต้องประสบภาวะขาดทุน

นอกจากนี้เกษตรกรยังต้องเฝ้าระวังการควบคุมและป้องกันโรคสำคัญในสุกร ทั้ง ASF และ PRRS อย่างเข้มงวด รวมทั้งเน้นการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน แม้ว่าต้นทุนการผลิตต้องสูงขึ้น แต่เพื่อให้ผู้บริโภคมีปริมาณสุกรคุณภาพดีปลอดภัยต่อการบริโภค เกษตรกรก็จะเดินหน้าตามมาตรฐานอย่างเข้มแข็งต่อไป

‘อธิบดีปศุสัตว์’มอบนโยบายและแนวคิดการทำงานในพื้นที่เขต9 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614404

‘อธิบดีปศุสัตว์’มอบนโยบายและแนวคิดการทำงานในพื้นที่เขต9

วันจันทร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.12 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบนโยบายและแนวคิดการทำงาน เน้นงาน เงิน และคน พร้อมรับฟังปัญหาและร่วมแก้ไข ในพื้นที่ปศุสัตว์จังหวัดเขต9 เพื่อขับเคลื่อนงานได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และเกิดประโยชน์สูงสุด

8 พฤศจิกายน 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมสัมมนาโครงการขับเคลื่อนงานตามนโยบายสำคัญของกรมปศุสัตว์ ในพื้นที่เขต 9 พร้อมด้วย นายบรรจง จงรักษ์วัฒนา ปศุสัตว์เขต 9 น.ส.เยาวนิตย์ บุรีรักษา เลขานุการกรมปศุสัตว์ ผู้แทนกองแผนงาน และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่เขต 9 ผู้อำนวยการศูนย์ฯ หัวหน้าด่านฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

ทั้งนี้ ภารกิจและบทบาทหน้าที่ของกรมปศุสัตว์มีความหลากหลาย มีกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบหลายฉบับ นโยบายและการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์ประกอบด้วย คน (การบรรจุคนและกระจายอัตรากำลังสู่ภูมิภาค และพัฒนาความก้าวหน้าในอาชีพ) เงิน (ใช้งบอย่างคุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด) และงาน (ประกอบด้วย 4 ด้านหลัก) ดังนี้

1. ด้านผลิตและส่งเสริม เน้นการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และผลิตสินค้าปศุสัตว์ตามศักยภาพในพื้นที่ ผลิตพันธุ์สัตว์ให้พอเพียง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เช่น การผลิตอาหารสัตว์ การช่วยเหลือภัยพิบัติให้เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือให้ทันท่วงที

2. ด้านสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ เช่น  การควบคุมและป้องกันโรค เข้มงวดในการกักสัตว์และเคลื่อนย้าย เช่น โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) โรคไข้หวัดนก (AI)การควบคุมโรคสัตว์เคี้ยวเอื้อง อาทิเช่นโรคลัมปีสกิน โรคปากและเท้าเปื่อย/โรคเฮโมรายิกเซฟติซี้มีย เป็นต้นโดยทุกโรคเน้นเชิงรุก สอบสวนโรค คุมสถานการณ์และการระบาดให้รวดเร็ว ตามหลัก “รู้เร็ว สงบเร็ว” และการสร้างเครือข่ายปฏิบัติงานในพื้นที่

3. ด้านคุณภาพมาตรฐานสินค้า (food safety) ให้รักษาคุณภาพมาตรฐานมากกว่าปริมาณ ตรวจสอบเพื่อรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

4. ด้านการบริหาร การใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า การบริหารบุคลากร การบรรจุแต่งตั้งอย่างเป็นธรรม การปรับปรุงอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และยานพาหนะ

ทั้งนี้ ด้านการปฏิบัติงาน เน้นเชิงรุก ยึดสุจริตและโปร่งใสเป็นธรรม ตามหลักธรรมาภิบาล ด้านงบประมาณ ให้ใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด และด้านบุคลากร ให้พัฒนาองค์ความรู้เพิ่มศักยภาพของตนเองเพื่อใช้ประโยชน์ทั้งต่อองค์กรและประเทศชาติต่อไป และที่สำคัญที่สุดขอให้ทุกคนรู้รักสามัคคี

นอกจากนี้ ร่วมรับฟังปัญหา/อุปสรรค และการนำเสนอผลงานและโครงการต่างๆ ของพื้นที่ เพื่อหาวิธีช่วยแก้ปัญหาและข้อเสนอแนะในการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์ ให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยเหลือเกษตรกรและสำเร็จตามเป้าหมายการดำเนินงานต่อไป

กรมชลฯนำทุ่นยางดักผักตบ ใช้ประโยชน์-แก้ปัญหาระบายน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614173

วันจันทร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายธนา สุวัฑฒน ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้นำยางพารามาพัฒนาแปรรูป ทำเป็นทุ่นยางดักผักตบชวา (Para.-Log Boom) ภายใต้แนวคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมอันก่อเกิดประโยชน์ให้กับงานชลประทาน ลดปัญหาการแพร่กระจายของวัชพืชทางน้ำ โดยเฉพาะผักตบชวาที่เจริญเติบโตเร็ว สร้างผลกระทบในเชิงคุณภาพน้ำ คุณภาพชีวิตประชาชนที่อาศัยริมน้ำต้องใช้ทางน้ำสัญจร และยังทำให้สูญเสียปริมาณน้ำระหว่างการจัดสรรน้ำ อีกทั้งยังสกัดกั้นไม่ให้ผักตบชวาลอยเข้าไปกีดขวางทางน้ำไหล ควบคุมให้อยู่ในพื้นที่ๆ กำหนด ช่วยอำนวยความสะดวกในการนำผักตบชวามาทำลาย จนผลงานได้รับรางวัลดีเด่น อันดับ 1 ประเภทนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ในการประกวดรางวัลผลงานนวัตกรรมดีเด่นประจำปี 2563 จากกรมชลประทาน และรางวัล OUSTANDING AWARD จาก Citizen Innovation ประเทศสิงคโปร์ ในงานวันนักประดิษฐ์ปี 2563

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ศึกษาวิจัยและจัดทำทุ่นยางพาราดักผักตบชวา ตั้งแต่ในปี 2562 ภายใต้โครงการส่งเสริม
การใช้ยางพาราของหน่วยงานภาครัฐ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยได้จัดทำทุ่นยางพารา 1,000 ทุน ใช้ยางพารา 40 ตัน ติดตั้งทดลองใช้ในพื้นที่สำนักงานชลประทานลุ่มเจ้าพระยา และลุ่มน้ำท่าจีนพบว่าสามารถช่วยแก้ไขปัญหาผักตบชวากีดขวางทางน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังมีความยืดหยุ่นสูง นำมาผลิตขึ้นรูปได้ง่าย ปรับเปลี่ยนได้หลากหลายตามความต้องการ มีความทนทานต่อแดดลมและกระแสน้ำ อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายง่าย ติดตั้งง่าย ราคาไม่แพง

“ในปี 2564 กรมชลประทาน ได้ผลิตทุ่นยางพาราดักผักตบชวา 10,404 ทุ่น ใช้ยางพาราจากเกษตรกรทั้งสิ้น 312 ตัน นำไปติดตั้งในพื้นที่สำนักงานชลประทานทั้ง 17 แห่งทั่วประเทศ แล้วเสร็จตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ฤดูฝน จากการติดตามการใช้งาน พบว่า สามารถดักวัชพืช ผักตบชวา และขยะไม่ให้เข้าไปกีดขวาง อุดตัน ต่อการส่งน้ำและระบายน้ำของอาคารบังคับน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” นายธนา กล่าว

นอกจากนี้ กรมชลประทานได้ต่อยอด ใช้ประโยชน์ในหลากหลายภารกิจ เช่น ที่อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี จ.อุตรดิตถ์ ใช้ทุ่นยางพาราเป็นแนวชี้เขตความปลอดภัยให้ชาวบ้าน ชาวประมง หรือที่สำนักงานชลประทานที่10, 11 นำทุ่นไปติดตั้งหน้าเครื่องผลักดันน้ำในคลองพระยาบันลือ สนับสนุนภารกิจผลักดันน้ำเค็ม กั้นผักตบชวาไม่ให้ขวางทางน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบาย และช่วยรักษาระบบนิเวศ รวมทั้งวางแผนขยายผลพัฒนารูปแบบทุ่นยางพาราให้เหมาะสม และครอบคลุมภารกิจของกรมชลประทานมากขึ้น เช่น นำไปใช้เป็นแนวกั้นเขตในอ่างเก็บน้ำ ฝายทดน้ำ ดักจอกหูหนูยักษ์ และขยะในลำน้ำ เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวน้ำให้มากขึ้นในทุกๆ ปี สามารถลดงบประมาณในการกำจัดผักตบชวาได้

‘เฉลิมชัย’รุดติดตาม ทำระบบชลประทาน เพื่อใช้ในการเกษตร ชาวบ้านได้ประโยชน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/614170

วันจันทร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามการพัฒนาระบบชลประทานหนองช้างใหญ่ ณ อ่างเก็บน้ำหนองช้างใหญ่ ต.ยางสักกระโพหลุ่ม อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานีซึ่งอ่างเก็บน้ำดังกล่าวเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ตั้งอยู่รอยต่อระหว่างบ้านสำราญ ต.หัวเรือ อ.เมือง และ บ้านนาดี ต.ยางสักกระโพหลุ่ม อ.ม่วงสามสิบ โดยกรมชลประทานได้ดำเนินงานขุดลอกปริมาณดิน รวมถึงปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำ หากดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ประมาณ 8,000 ไร่ เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักในอ่างได้กว่า 10 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์ 3 ตำบล 8 หมู่บ้าน 2,000 ครัวเรือน ต่อมาในปีงบประมาณ 2564 มีการขุดลอกรวม 10.25 ล้าน ลบ.ม. สามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกจากเดิม 12.75 ล้าน ลบ.ม. เป็น 23 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์รวม 18,500 ไร่

ทั้งนี้ ได้ร่วมบูรณาการกับจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ รอบอ่างฯ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และเป็นการเสริมสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้มอบพันธุ์ปลาตะเพียนกว่า 100,000 ตัว ให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ได้มีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และกุ้งก้ามกรามไปแล้วกว่า 1,000,000 ตัว