‘เฉลิมชัย’สั่งกรมปศุสัตว์ดันไทยรักษาสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612206

'เฉลิมชัย'สั่งกรมปศุสัตว์ดันไทยรักษาสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

วันศุกร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 14.40 น.

“เฉลิมชัย”สั่งกรมปศุสัตว์ดันไทยรักษาสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) หนึ่งเดียวในอาเซียน คุมเข้มการเคลื่อนย้ายสุกร หมูป่าหรือซากสุกร ซากหมูป่าในเขตเฝ้าระวังโรค

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายสร้างวิกฤติในโอกาส โดยสั่งการให้กรมปศุสัตว์ทำงานเชิงรุกป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกร (African Swine Fever: ASF) ในพื้นที่ความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน จนทำให้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการป้องกันการแพร่ระบาดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ส่งผลให้ประเทศไทยคงสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเพียงประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคจะกระจายไปกว่า 34 ประเทศทั่วโลกแล้วก็ตาม ทำให้การส่งออกสุกรในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมากกว่า 300% คิดเป็นมูลค่ากว่า 22,000 ล้านบาท และเชื่อมั่นว่าการส่งออกในปี 2564 นี้จะเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นคงสถานะปลอดโรค ASF อย่างเข้มงวดต่อเนื่อง กรมปศุสัตว์จึงได้ร่างระเบียบกรมปศุสัตว์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการอนุญาตเคลื่อนย้ายสุกร หมูป่าหรือซากสุกร ซากหมูป่าเข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร พ.ศ.2564 โดยล่าสุดได้ประกาศลงเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 28 ตุลาคม 2564

ระเบียบกรมปศุสัตว์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการอนุญาตเคลื่อนย้ายสุกร หมูป่าหรือซากสุกร ซากหมูป่าเข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร พ.ศ.2564 มีสาระสำคัญ ดังนี้

1.การเคลื่อนย้ายสุกรมีชีวิตเพื่อเข้าโรงฆ่าสัตว์และนำไปเลี้ยง มีเงื่อนไขเพิ่มเติม

1.1 กรณีฟาร์มปลายทางเคยพบความเสี่ยงสูงมาก ต้องทำลายมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน และต้องเป็นฟาร์มมาตรฐาน GAP ขึ้นไป มีการใช้ตัวเฝ้าระวังในการทดสอบ (sentinel) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของกำลังการผลิต เลี้ยงเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 สัปดาห์ และก่อนลงเลี้ยงจริงต้องมีการเก็บตัวอย่างพื้นผิวโรงเรือนเลี้ยงสุกร (surface swab) 2 ครั้ง ห่างกัน ครั้งละ 1 สัปดาห์

1.2 กรณีฟาร์มต้นทางเคยพบความเสี่ยงสูงมาก ต้องทำลายมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน และต้องเก็บตัวอย่างสุกรที่ฟาร์มปลายทางหลังลงเลี้ยงวันที่ 1 และ 7 ครั้งละ 15 ตัวอย่าง

1.3 เฉพาะกรณีเคลื่อนย้ายข้ามเขต ต้องมีหลักฐานการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหรือสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ อย่างน้อย 1 หน่วยงาน

1.4 กรณีเคลื่อนย้ายเพื่อนำไปเลี้ยง ฟาร์มปลายทางต้องได้รับการรับรอง GFM ขึ้นไปเท่านั้น

2.การเคลื่อนย้ายซากสุกรหรือหมูป่า ในวันที่เคลื่อนย้ายจริงต้องแนบใบ รน. ของซากชุดที่จะเคลื่อนย้ายไปพร้อมหนังสืออนุญาตเคลื่อนย้ายทุกครั้ง สำหรับพื้นที่พิเศษ (พื้นที่ที่มีการออกหนังสืออนุญาตเคลื่อนย้ายสุกรจำนวนมาก เช่น นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร ขอนแก่น นครราชสีมา เป็นต้น) ต้องแจ้งแผนล่วงหน้า 14 วัน มีใบรับรองโรงฆ่า มีผล surface swab และผลตรวจซาก โดยการเก็บตัวอย่างซากดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทุกๆ 2 เดือน และการเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมในโรงฆ่าดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทุกเดือน

3.การเคลื่อนย้ายสุกรหรือหมูป่ามีชีวิตผ่านคอกขายกลาง ให้สัตวแพทย์พื้นที่ต้นทางทำหนังสือแจ้งสถานที่ปลายทางถัดจากคอกกลางแก่สัตวแพทย์พื้นที่ที่คอกกลางตั้งอยู่ โดยแนบไปพร้อมหนังสืออนุญาตเคลื่อนย้าย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ระเบียบกรมปศุสัตว์ฯ ฉบับนี้ เพื่อให้การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมการเคลื่อนย้ายสุกร หมูป่า หรือซากสุกร ซากหมูป่า เข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อันส่งผลให้การป้องกันและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรมีประสิทธิภาพมากขึ้น และไม่เป็นการสร้างภาระด้านค่าใช้จ่ายในการตรวจโรคแก่เกษตรกรมากเกินความจำเป็น รวมทั้งเป็นการช่วยให้การปฏิบัติงานในการคงสถานะปลอดโรค ASF ของประเทศไทยและรักษาความมั่นคงด้านอาหารของประเทศโดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างต่อเนื่อง

กรมปศุสัตว์เร่งถก ป้องกันโรค-ภัยพิบัติ ช่วยเหลือเกษตรกร มอบแนวทางจัดการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612073

วันศุกร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้นายสุรเดชสมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ โดยระบบการประชุมทางไกลออนไลน์ เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติตลอดจนการติดตามความก้าวหน้าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในห้วงที่ผ่านมาโดยมีคณะกรรมการฯ ประกอบด้วยนายวิวัฒน์ ไชยชะอุ่ม ผอ.กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ นางเย็นจิต ทองยงค์ผอ.กองคลัง นายไสว นามคุณ ผอ.สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ นายสมพล ไวปัญญา รักษาการ ผอ.สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ น.ส.เยาวนิตย์ บุรีรักษา เลขานุการกรมฯนายธีรวิทย์ ขาวบุบผา ผอ.กองงานพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ ผู้แทนกองอาหารและยาสัตว์ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้แทนกองแผนงาน และผู้แทนที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีวาระเพื่อทราบและพิจารณา ได้แก่ 1.แจ้งหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินปี 2564

2.สถานการณ์ภัยพิบัติ(อุทกภัย/โรคระบาด) 3.การเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ (เสบียงอาหารสัตว์/ถุงยังชีพสัตว์/ยานพาหนะ/เวชภัณฑ์/การอพยพสัตว์/หน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่/การดูแลสุขภาพสัตว์) 4.ความก้าวหน้าในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยโรคระบาดชนิดลัมปี สกิน และการแก้ไขปัญหาในการให้ความช่วยเหลือ และ 5.แนวทางการปฏิบัติกรณีหญ้าพระราชทาน

กรมพัฒนาที่ดินลงพื้นที่สงขลาแก้ปัญหา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612079

วันศุกร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.เบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินร่วมคณะ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำที่อ่างเก็บน้ำพรุพลีควาย อ.นาหม่อม จ.สงขลา ซึ่งมีความจุ 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ครอบคลุมพื้นที่ 187 ไร่ เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับอุปโภค-บริโภค ประมาณ 750 ครัวเรือน ช่วยเหลือพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ500 ไร่ ช่วยบรรเทาอุทกภัย พื้นที่อ.นาหม่อม และพื้นที่ใกล้เคียง อีกทั้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและนันทนาการ ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ ซึ่งจะถ่ายโอนภารกิจระบบกระจายน้ำให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป

นอกจากนี้ได้ตรวจเยี่ยมสหกรณ์การเกษตร อ.จะนะ จ.สงขลา เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาลจะนะ และพบปะประชาชนและเกษตรกร พร้อมกับมอบถุงยังชีพให้อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน 200 ชุด เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ มอบสัญญาเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้แก่กลุ่มเกษตรกรทำไร่นาสวนผสมปฏิรูปที่ดินสะพานไม้แก่น ภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.)

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเทศบาลจะนะ โครงการชลประทานสงขลา สำนักงานชลประทานที่ 16 ได้มีแผนการบรรเทาแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง ลุ่มน้ำย่อยคลองนาทวีโดยมีการปรับปรุงคลองส่งน้ำคลองเกาะทาก มีเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ จำนวน 120 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรประมาณ 600 ไร่ การปรับปรุงคลองส่งน้ำคลองปาม มีเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ จำนวน 290 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรประมาณ 1,000 ไร่และโครงการแก้มลิงนาหอยโข่ง มีเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ จำนวน 400 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรประมาณ 1,200 ไร่

ศูนย์ฯข้าวขอนแก่นดัน นาแปลงใหญ่พึ่งตนเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612081

วันศุกร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายมงคล จันทร์ประทัด ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่น กล่าวว่า ภารกิจหลักของศูนย์ฯ ในขณะนี้คือ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์ขยายและชั้นพันธุ์จำหน่าย ให้เกษตรกรและตัวแทนและถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ โดยมีการบริหารงานแบ่งเป็น 1 ฝ่าย และ 4 กลุ่ม นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบนาแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยมีกำหนดเป้าหมายการผลิต การถ่ายทอดเทคโนโลยี การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทุกขั้นตอน มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองของเกษตรกร ตลอดกระบวนการผลิต ช่วยพัฒนาเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับเกษตรนาแปลงใหญ่ข้าวของศูนย์ฯ กรมการข้าว ได้มอบหมายให้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน มีแปลงใหญ่ข้าวทั้งสิ้น 255 แปลง มีเกษตรกรร่วมโครงการแปลงใหญ่ 18,055 ราย พื้นที่ทั้งสิ้น 169,600 ไร่ ปัจจุบันศูนย์ฯ ดูแลแปลงใหญ่ข้าว 129 แปลง เกษตรกรทั้งหมด 6,366 ราย พื้นที่แปลงใหญ่ที่ร่วมโครงการในปีนี้เกือบ 70,000 ไร่ มีการมอบหมายให้นักวิชาการไปถ่ายทอดเทคโนโลยีเรื่องการผลิตข้าวให้ได้คุณภาพ การผลิตข้าวอินทรีย์ และข้าว GAP ทั้งในด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูง ถ่ายทอดความรู้ตั้งแต่การเตรียมเมล็ดพันธุ์ การเตรียมดิน การใส่ปุ๋ย การดูแลรักษาโรคแมลง และหัวใจสำคัญคือเรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์คือถ่ายทอดความรู้ด้านตรวจตัดพันธุ์ปนในแปลง เพื่อให้มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีไว้ใช้ในชุมชน

‘ประภัตร’นำทีมลุยเหนือ ดันท่าเรือเชียงแสนศูนย์กระจายสินค้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612076

วันศุกร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมทีมงานลงพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมตรวจเยี่ยมท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย และเป็นประธานการประชุมหารือร่วมกันระหว่างองค์การสะพานปลา และการท่าเรือแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ถึงแนวทางการพัฒนา ในการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าสัตว์น้ำ และสินค้าทางการการเกษตร (ท่าบก) โดยมีนายปรีดา ยังสุขสถาพร ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา เรือโทชำนาญ ไชยฤทธิ์ รอง ผอ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย ฝ่ายบริหารสินทรัพย์และพัฒนาธุรกิจ รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

นายประภัตร เปิดเผยว่า ภายใต้การดูแลภาคเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ มีสินค้าเกษตรทุกรูปแบบเป็นจำนวนมากในประเทศ แต่ยังมีตลาดกระจายสินค้า ค่อนข้างน้อย ในฐานะที่ตนกำกับดูแลองค์การสะพานปลาจึงได้มอบนโยบายให้องค์การสะพานปลาเข้ามามีบทบาท ในการหาตลาดให้กับเกษตรกรโดยเฉพาะสินค้าของกลุ่มผู้ที่ประกอบอาชีพทำประมงที่อยู่ในความเชื่อมโยงขององค์การสะพานปลา โดยจะส่งเสริมการตลาดในสินค้าเกษตรทุกประเภท ไม่ใช่เฉพาะสัตว์น้ำที่เราสามารถผลิตได้ในประเทศ เพื่อจะเป็นอีกช่องทางการส่งออกโดยการขนส่งทางเรือที่เข้ามาเทียบท่าในท่าเรือไทย โดยใช้กลยุทธ์ เมื่อเรือสินค้านำสินค้าเข้ามาส่ง เราจะไม่ให้กลับไปเป็นเรือเปล่า ต้องให้นำสินค้าของประเทศไทยกลับไปด้วย

อย่างไรก็ดี องค์การสะพานปลา ได้หารือกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการเรื่องดังกล่าวซึ่งจะเริ่มนำร่องสินค้าสัตว์น้ำเป็นประเภทแรก หากเป็นไปตามที่คาดการณ์ จะมีการสร้างคลังสินค้าบริเวณใกล้ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน เป็นที่แรก มีการสร้างห้องเย็นเพื่อเก็บสินค้า เพื่อให้สามารถเก็บสินค้า และขนส่งขึ้นเรือได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว และหากประสบผลสำเร็จก็จะเริ่มขยายไปยังสินค้าเกษตรอื่นๆ และขยายการทำโครงการไปยังท่าเรืออื่นๆ ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน อยู่ในความรับผิดชอบของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นประตูระหว่างประเทศไทยกับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน ส่งเสริมการขนส่ง การค้า ตามข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ เพื่อเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำบ้านช้าง-แม่น้ำโขง โดยมีสินค้าผ่านท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนกว่า 6 ล้านตันต่อปี มีบริการที่ทันสมัยตามมาตรฐานสากล โดยท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน มีท่าเทียบเรือ 4 ท่า ประกอบด้วย 1.ท่าเรือแนวลาดทิศใต้ 2.ท่าเรือแนวดิ่ง 3.ท่าเรือแนวบาดทิศเหนือ และ 4.ท่าเรือขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถรองรับเรือสินค้ามีขนาดบรรทุกได้ถึง 400 ตัน กินน้ำลึกถึง 2 เมตร มีสถิติเรือเข้า-ออก ปี 2564 กว่า 103,971 ลำ มีสินค้านำเข้าที่โดดเด่นคือ ข้าวโพด บุหรี่ เปลือกไม้ สินค้าส่งออกที่โดดเด่นคือ ชิ้นส่วนไก่แช่แข็ง เนื้อกระบือแช่แข็ง น้ำตาลทราย เป็นต้น

นักวิชาการชี้เทคโนโลยีเพิ่มรายได้เกษตรกรได้จริง ห่วง’สูงวัย-การศึกษาน้อย’ปรับตัวไม่ทัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612131

นักวิชาการชี้เทคโนโลยีเพิ่มรายได้เกษตรกรได้จริง ห่วง'สูงวัย-การศึกษาน้อย'ปรับตัวไม่ทัน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 22.07 น.

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2564 รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ “Disruptive Change: เกษตรไทย ต้องเปลี่ยนโฉม” ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) ว่า ภาคเกษตรของไทยต้องเผชิญกับความท้าทาย ด้านหนึ่งคือมีการเติบโตที่ช้าเมื่อเทียบกับหลายประเทศ เช่น เวียดนาม อินเดีย

แต่อีกด้านหนึ่ง ภาวะสังคมสูงวัย ส่งผลกระทบกับภาคเกษตรอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2544 มีเกษตรกรที่อายุ 60 ปีขึ้นไป เพียงร้อยละ 7 แต่ในปี 2564 พบมีถึงร้อยละ 20 ในทางกลับกัน ประชากรวัยหนุ่ม-สาวที่เป็นเกษตรกร ในปี 2544 อยู่ที่น้อยละ 50 แต่ในปี 2564 เหลือเพียงร้อยละ 29 เท่านั้น อีกทั้งยังพบว่า คนในภาคเกษตรมีระดับการศึกษาเฉลี่ยอยู่ที่เพียงประถมศึกษา ซึ่งน้อยกว่านอกภาคเกษตร จึงมีคำถามว่า ในโลกที่เปลี่ยนแปลงซึ่งรวมถึงด้านเทคโนโลยี เกษตรกรที่เป็นผู้สูงวัยจะปรับตัวได้มาก-น้อยเพียงใด

“งานวิจัยพบว่าคนที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมีรายได้ช่วงก่อนโควิดเทียบกับคนที่ไม่ใช้ ประมาณ 165,000 – 190,000 บาทต่อปี นี่คือประโยชน์ของการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี นี่ช่วงก่อนโควิด ช่วงหลังโควิดก็ยังได้ผลตอบแทนที่ดีอยู่ 60,000-80,000 บาทต่อปี และช่วงที่เกิดโควิดขึ้น เชื่อไหม? ผลการทดลองบอกว่าคนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกัน รายได้เขาลดลงน้อยมาก นี่คือผลประโยชน์ของเทคโนโลยีที่เราต้องร่วมส่งเสริม” รศ.ดร.วิษณุ กล่าว

ภายหลังเสร็จสื้นงานสัมมนาดังกล่าว รศ.ดร.วิษณุ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับผู้สื่อข่าวในประเด็นนี้ว่า ภาครัฐอาจต้องช่วยส่งเสริมในมิติด้านองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรนั้นก็มีหลายศักยภาพ อาจต้องจำแนกการส่งผ่านข้อมูลความรู้ เกษตรกรที่มีศักยภาพสูงอาจเรียนรู้ในรูปแบบหนึ่ง ส่วนศักยภาพปานกลางหรือต่ำอาจต้องจัดอีกรูปแบบหนึ่ง ขณะที่เรื่องของต้นทุนในการใช้เทคโนโลยีก็สำคัญ ทำอย่างไรก็เกษตรกรจะเข้าถึงเทคโนโลยีได้ในต้นทุนที่ต่ำและใช้เทคโนโลยีได้ง่าย

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานต้องพร้อม เช่น สัญญาณโทรศัพท์ สัญญาณอินเตอร์เน็ต ที่เข้าถึงได้สะดวก ก็จะช่วยให้เกษตรกรหันมาใช้เทคโนโลยีกันมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การส่งผ่านองค์ความรู้ไปถึงเกษตรกร หน่วยงานภาครัฐไม่ควรทำเพียงลำพัง แต่ต้องประสานกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ให้องค์ความรู้ขยายได้รวดเร็วและเป็นวงกว้าง ซึ่งสถาบันการศึกษาในพื้นที่จะช่วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มาก ในเรื่องการลดข้อจำกัดด้านบุคลากร

“การศึกษาวิจัยชี้ชัด คนที่อายุสูงวัย การเรียนรู้ในเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลจะน้อย การประยุกต์ใช้ก็จะน้อย อีกอย่างประเทศไทยเกษตรกรนอกจากอายุมากแล้วการศึกษาก็ยังน้อย ตรงส่วนนี้มันทำให้ขัดขวางการเรียนรู้เทคโนโลยีได้ แต่ผมมั่นใจว่าถ้าเกิดเรามีการออกแบบกลไกการเรียนรู้ดีๆ คนสูงวัยที่มีการศึกษาน้อยก็มีศักยภาพในการเรียนรู้เช่นกัน สำคัญที่การออกแบบองค์ความรู้” รศ.ดร.วิษณุ กล่าวในท้ายที่สุด

สำหรับงานสัมมนาวิชาการ “Disruptive Change: เกษตรไทย ต้องเปลี่ยนโฉม” นั้นจัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

‘เฉลิมชัย’ย้ำเกษตรกรไทยถึงเวลาต้องเปลี่ยน ฝากขรก.กระทรวงช่วยพลิกโฉมคุณภาพชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612032

‘เฉลิมชัย’ย้ำเกษตรกรไทยถึงเวลาต้องเปลี่ยน ฝากขรก.กระทรวงช่วยพลิกโฉมคุณภาพชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 16.46 น.

วันที่ 28 ตุลาคม 2564 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวปาฐกาหัวข้อ “นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ในงานสัมมนาวิชาการ “Disruptive Change: เกษตรไทย ต้องเปลี่ยนโฉม” ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) ว่า ตนเกิดและเติบโตมาในครอบครัวเกษตรกร ทำให้เข้าใจความรู้สึกของเกษตรกรเป็นอย่างดี 

อาทิ ตนเคยเห็นแม่ต้องไปหลบอยู่หลังบ้านเพราะไม่อยากเจอหน้าพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เนื่องจากไม่มีเงินชำระหนี้ แต่ไม่มีความคิดที่จะโกงหรือเบี้ยวหนี้ ซึ่งตนเชื่อว่าเกษตรกรก็คิดแบบนี้เช่นกัน เพราะเกษตรกรนั้นมีเกียรติและศักดิ์ศรี แต่ความจำเป็นในบางเรื่องทำให้ไม่สามารถทำในสิ่งที่คิดอยากจะทำได้  และนี่คือปัญหาที่สะสมมาในประเทศไทยหลายสิบปี

“ปัญหาในภาคเกษตรกรรมที่ผ่านมา เราจะเห็นกันอยู่ เป็นภาพเก่าๆ ถ้าเห็นเมื่อไวๆ หรือที่ชัดเจนขณะนี้ก็คือุทกภัย น้ำท่วม นับจากนี้อีก 3 เดือนก็จะมีปัญหาเรื่องภัยแล้ง ซึ่ง 2 ส่วนปัญหาตรงนี้เป็นสิ่งที่เป็นภัยซ้ำซากของพี่น้องเกษตรกรไทย กี่สิบปีมาก็เป็นแบบนี้ เสร็จแล้วปัญหาที่สะสมมาก็คือเรื่องของตลาด เรื่องของราคาสินค้า เรื่องของผลผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน เรื่องของผลผลิตที่ไม่ได้ปริมาณที่จะอยู่ในจุดคุ้มทุน” นายเฉลิมชัย กล่าว

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อไปว่า ภาคเกษตรของไทยมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) อยู่ที่ร้อยละ 8 แต่ตนเชื่อว่าในสถานการณ์โควิด-19 GDP ภาคเกษตรน่าจะเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรนั้นมีผู้ที่เกี่ยวข้องถึง 30 ล้านคน เพราะเป็นภาคที่เชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่นๆ แต่ GDP ที่ระบุว่าร้อยละ 8 นั้น น่าจะไม่ได้นับรวมการใช้ประโยชน์จากผลผลิตทางการเกษตร เช่น นำไปแปรรูป ส่งออก ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมกับภาคเกษตร ต้องนำส่วนเหล่านี้มาคิดด้วยเพราะเป็นผลผลิตจากภาคเกษตรทั้งหมด 

ทั้งนี้ การปล่อยให้ภาคที่มีผู้เกี่ยวข้องถึงครึ่งประเทศ มี GDP เพียงร้อยละ 8 ประเทศชาติย่อมไม่สามารถเดินหน้าไปได้ จะต้องทำให้ GDP เพิ่มขึ้นโดยวิธีคิดที่มองความเป็นจริง และดึงภาคธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการเกษตรเข้ามาร่วมด้วย เพราะจะมีผลต่อการจัดสรรงบประมาณ เกษตรกรจะต้องถูกให้ความสำคัญขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เปรียบกับกับคน 10 คน ถ้า 5 คนง่อยเปลี้ยเสียขาก็ไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้ ซึ่ง 5 คนนี้คือเกษตรกร แต่ถ้าทำให้ 5 คนนี้แข็งแรง ก็จะพยุงอีก 5 คนให้พากันเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

ขณะเดียวกัน ผู้เกี่ยวข้องกับการเกษตรก็จะต้องปรับเปลี่ยน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต้องเข้าไปขับเคลื่อนร่วมกัน แต่ต้องบูรณาการอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำงานแบบต่างคนต่างอยู่ตัวใครตัวมัน ตนเชื่อในจุดแข็งของคนไทย จะเห็นว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติครั้งใดคนไทยจะช่วยเหลือกันตามกำลังมากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งมีไม่กี่ประเทศที่เป็นแบบนี้ แต่ก็ต้องทำให้สังคมไทยตระหนักว่าวันนี้ถึงจุดที่ต้องเปลี่ยน หากไม่สามารถเปลี่ยน วันข้างหน้าอาจะเจอวิกฤติที่หนักกว่าปัจจุบัน แม้จะไม่มีโรคระบาดโควิด-19 

“เมื่อมีการพัฒนา สิ่งหนึ่งที่เข้ามาคืองานวิจัย เทคโนโลยี แล้วก็นวัตกรรม วันนี้ภาคเกษตรต้องนำสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด และให้เกษตรกรเรียนรู้และรับรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ด้วย ไม่ใช่เฉพาะทำในส่วนภาครัฐกับภาคเอกชน นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่เราจะสร้างความมั่นคงให้พี่น้องเกษตรกรได้ ในเรื่องของการเพิ่มรายได้ การลดต้นทุน การหาผลิตภัณฑ์แปลกๆ ใหม่ๆ เพื่อที่จะนำเสนอสู่ตลาด การรักษาอัตลักษณ์ของสินค้าท้องถิ่น นี่คือจุดดี จุดขายเราทั้งหมด บวกกับรองรับภาคการท่องเที่ยวและบริการ ที่กำลังจะกลับฟื้นคืนมาอีกครั้งหนึ่ง” รมว.เกษตรและสหกรณ์ ระบุ

นายเฉลิมชัย ย้ำว่า ภาคเกษตรต้องเชื่อมกับทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ นอกจากนี้ ต้องดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยทำให้รู้สึกว่าเกษตรกรเป็นอาชีพที่มีเกียรติในสังคม เป็นกระดูกสันหลังของสังคม ขณะเดียวกันต้องเป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่น้อยหน้าใครในสังคม เพราะต้องยอมรับความจริงว่าแม้จะมีเกียรติ แต่ไม่มีอาหาร ไม่มีเงินทอง ไม่มีกินมีใช้ ก็คงไม่มีใครมาประกอบอาชีพนี้ ดังนั้นอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้ภาพดังกล่าวปรากฎขึ้นได้

อนึ่ง หลายรัฐบาลที่ผ่านมาพยายามเปลี่ยนแปลง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนความเคยชินของเกษตรกรได้ ซึ่งตนเชื่อว่าหากสามารถทำให้ดูและชี้ให้เห็นว่าหากเปลี่ยนแปลงแล้วจะเกิดประโยชน์กับเกษตรกรจริง เกษตรกรมีชีวิตที่ดีขึ้น ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นอย่ามองว่าทำไมได้ หากวันนี้นับหนึ่ง ผ่านไป 2-3 ปีข้างหน้าต้องทำให้สำเร็จ สิ่งไหนทำไม่ได้ก็ถือเป็นความท้าทาย ข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงถือเป็นหัวใจหลัก เป็นกลไกสำคัญที่สุด หากทำงานด้วยหัวใจ ปัญหาและอุปสรรคก็เป็นเรื่องเล็ก แต่หากทำเพียงตามหน้าที่ อีกสิบชาติก็แก้ปัญหาไม่ได้

“ขอฝากพี่น้องข้าราชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วันนี้ถ้าท่านสามารถที่จะพลิกโฉมเกษตรกรของเราได้ ท่านสามารถยกระดับความเป็นอยู่ ความมั่นคงของพี่น้องเกษตรกรได้ ผมว่าท่านจะเป็นคนที่มีคุโณปการกับประเทศชาติมาก และถ้าเราสามารถเปลี่ยนในวันนี้ได้ นั่นคือโอกาสในวิกฤติที่เกิดขึ้นจากภาวะวิกฤติโควิด-19 ในครั้งนี้ ถึงแม้ภาคเกษตรเราจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตินี้น้อยที่สุด แต่มันก็ไม่เพียงพอที่จะเดินต่อไปในอนาคตข้างหน้า ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง” นายเฉลิมชัย กล่าว

สำหรับงานสัมมนาวิชาการ “Disruptive Change: เกษตรไทย ต้องเปลี่ยนโฉม” นั้นจัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

กรมตรวจบัญชีฯชวนใช้‘SmartAuditor’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611830

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์มีการปรับเปลี่ยนให้หลากหลาย เพื่อให้ทันสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและการปรับตัวให้ทัดเทียมกับภาคเอกชน อีกทั้งสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบกับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร จึงมีการปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจโดยนำเทคโนโลยีและระบบข้อมูลสารสนเทศมาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินงานต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงพัฒนางานระบบบัญชีและกลไกที่จะส่งเสริมระบบบัญชีให้มีความทันสมัยมาอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์สอดรับนโยบายของ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ จึงพัฒนาแอปพลิเคชั่น “SmartAuditor” ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาสถาบันเกษตรกรและการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการจัดทำบัญชีแก่เกษตรกร อาทิ สื่อการเรียนรู้รูปแบบดิจิทัล เรื่องบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องการทำบัญชีวิสาหกิจชุมชน ฯลฯ

นายโอภาส กล่าวต่อว่าแอปพลิเคชั่นดังกล่าว ประกอบด้วย เมนูใช้งานที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมฯ และเป็นแหล่งข้อมูลความรู้ที่น่าสนใจให้กับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และประชาชนที่สนใจ อาทิ เมนูการถ่ายทอดสด รองรับการใช้งานในการรับชมการถ่ายทอดสดในรูปแบบวีดีโอสตรีมมิ่ง เมนูห้องเรียนออนไลน์ รองรับการใช้งานการลงทะเบียนเรียนออนไลน์ มีการทดสอบก่อนและหลัง พร้อมแสดงผลใบผ่านการเข้ารับการอบรมในรูปแบบดิจิทัล ฯลฯ โดยสามารถติดตั้งแอปพลิเคชั่นได้บนสมาร์ทโฟนค้นหาว่า SmartAuditor และเข้าระบบในคอมพิวเตอร์ได้ที่ https://smartauditor.cad.go.th

‘เฉลิมชัย’รุดตรวจ โครงการระบายน้ำ แก้อุทกภัยที่สงขลา เก็บกักใช้ในฤดูแล้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611831

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามความก้าวหน้าโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและเก็บกักน้ำคลองไผ่ อ.ระโนด จ.สงขลาซึ่ง อ.ระโนด เกิดอุทกภัยอยู่เป็นประจำ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงคลองธรรมชาติ ได้แก่ คลองกก คลองตะเครียะคลองไผ่ คลองระโนด คลองศาลาธรรม์ และคลองแดน เพื่อเป็นเส้นทางระบายน้ำและใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และยังเป็นหนึ่งในโครงการที่ช่วยเรื่องอุทกภัยและการขาดแคลนน้ำในคาบสมุทรสทิงพระ จ.สงขลา

สำหรับการดำเนินโครงการฯ ทางกรมชลประทาน มีแผนให้แล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2567 โดยขุดขยายคลองระบายน้ำ กว้าง 34 เมตร ลึก 4 เมตร ความยาว 16 กิโลเมตร สามารถระบายน้ำได้ประมาณ 22.582 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที พร้อมก่อสร้างถนนคันคลอง 2 ฝั่ง ก่อสร้างประตูระบายน้ำ 2 แห่ง สะพานรถยนต์ 21 แห่ง ท่อระบายน้ำลอดถนน 4 แห่ง และอาคารรับน้ำ 41 แห่ง หากดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยเรื่องการระบายน้ำ บรรเทาอุทกภัย และช่วยเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งประมาณ 1,917 ไร่

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า สิ่งที่กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการต้องได้รับความเห็นชอบจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ จึงอยากให้ทราบว่าการดำเนินโครงการ เป็นประโยชน์อย่างแน่นอน และยังมีการแก้ปัญหาในส่วนอื่นๆ อาทิ ที่ดินทำกินการพัฒนาที่ดิน ดูแลภาคการเกษตรทั้งระบบ รวมทั้งสนับสนุนช่องทางการตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

รมช.เกษตรฯเยี่ยมสหกรณ์ กาฬสินธุ์ทอผ้าไหมแพรวา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/611829

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรละสหกรณ์ เยี่ยมชมและให้กำลังใจสมาชิกสหกรณ์ศูนย์ศิลปาชีพทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพนกาฬสินธุ์ จำกัด พร้อมชมการทอผ้าไหมแพรวาและการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยมี นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายสมบัติ ตงเต๊า รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เข้าร่วม โดยนางมนัญญา กล่าวว่า การทอผ้าไหมแพรวาของสหกรณ์ศูนย์ศิลปาชีพทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพนกาฬสินธุ์ จำกัด มีความงดงาม ประณีต มีลักษณะเด่นด้วยลวดลาย การทอด้วยการจกไหมหลากสีเข้าด้วยกันทำให้เกิดลวดลายต่างๆ การทอผ้าไหมแพรวาจึงเป็นภูมิปัญญาชั้นสูง ได้รับยกย่องว่าเป็นราชินีแห่งไหม

ทั้งนี้ สหกรณ์ศูนย์ศิลปาชีพทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพนกาฬสินธุ์ จำกัด เป็นสหกรณ์ในพื้นที่โครงการอันเนื่องจากพระราชดำริ ได้จดทะเบียนเป็นสหกรณ์ประเภทบริการ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2551 ปัจจุบันมีสมาชิก 761 คน มีทุนการดำเนินงานมากกว่า 1 ล้านบาท สหกรณ์ฯ ดำเนินธุรกิจ 3 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจการรวบรวมผลิตภัณฑ์ และธุรกิจแปรรูปผลิตภัณฑ์ ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนงบประมาณอุดหนุน จ้างเจ้าหน้าที่ และงบพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการตลาด รวมถึงการดำเนินโครงการตามแผนยกระดับสหกรณ์ ตามแนวพระราชดำริ ขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาสหกรณ์อย่างยั่งยืน