ถึงเวลาพลิกโฉมเกษตรไทย (2) ‘ปรับตัว’ทั้งรอดวิกฤต-เพิ่มโอกาส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613120

ถึงเวลาพลิกโฉมเกษตรไทย (2)  ‘ปรับตัว’ทั้งรอดวิกฤต-เพิ่มโอกาส

วันพุธ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ยังคงอยู่ที่งานสัมมนาวิชาการ “Disruptive Change : เกษตรไทย ต้องเปลี่ยนโฉม” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งในตอนที่แล้วกล่าวถึงสารพัดความท้าทายของภาคเกษตรไทย ส่วนในตอนนี้ จะมีตัวอย่างของคนภาคเกษตรที่ปรับตัวใช้เทคโนโลยีสร้างมูลค่า แม้กระทั่งสามารถตั้งเป้าหมายรุกตลาดต่างประเทศได้

ผกากาญจน์ ภู่พุดตาล กรรมการ บริษัท ผกากาญจน์ จำกัด เล่าว่า เป็นชาว จ.พระนครศรีอยุธยา เกิดในครอบครัวที่พ่อแม่เป็นชาวนา และได้เห็นกระทั่งรุ่นปู่ย่าตายายเลี้ยงควายที่ผ่านมาสิ่งที่เห็นคือการทำเกษตรโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ปลูกข้าวก็ปลูกเพื่อขายโรงสีอย่างเดียว ไม่มีการรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร ไม่เคยขายระหว่างชุมชน แม้แต่การสีข้าวเก็บไว้รับประทานเองก็ไม่อยู่ในความคิดมาก่อน

“เรามาคิดว่าต่อไปพ่อแม่จะอยู่อย่างไร เพราะภาคเกษตรมีแต่ผู้สูงวัย ก็เลยกลับมาเริ่มต้นทำธุรกิจข้าว มองสิ่งที่อยู่ในบ้านเราก่อนว่าแถวบ้านเราเขาปลูกอะไร แล้วของเราเป็นตัวหลักคือข้าวก็ใช้วิธีตรงนี้ทำการเกษตร แต่ทำเกษตรของเราคือเราเป็นเกษตรกร เป็นคนที่พ่อแม่ส่งมาเรียนแล้วมีความรู้ เราไปที่เว็บไซต์ของกรมการข้าว แล้วเดินเข้าไปในห้างว่าเขาต้องการอะไร เขาต้องการอะไรที่เป็นตัวการันตีเรา” ผกากาญจน์ เล่าถึงจุดเริ่มต้น

เมื่อรู้ว่าการผลิตสินค้าสำหรับจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าจำเป็นต้องได้มาตรฐาน ก็เริ่มดำเนินการปรับปรุงการผลิตเพื่อให้ได้รับการรับรอง เช่น มาตรฐานหลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี(GAP) โดยหาความรู้ผ่านทางสำนักงานเกษตรอำเภอขณะที่อีกด้านหนึ่งก็เริ่มหาความรู้ด้านการตลาดออนไลน์ เช่น การสร้างคุณค่าเชิงเรื่องราว (Story Telling) ซึ่งประเทศญี่ปุ่นและจีนมีองค์ความรู้ด้านนี้ พร้อมไปกับการผลักดันให้พ่อแม่หันมาทำเกษตรอินทรีย์

จากการเริ่มต้นที่บ้าน ผกากาญจน์ เริ่มหาแนวร่วมเป็นเครือข่าย เช่น โรงสีชุมชน กลุ่มเพื่อนเกษตรอัจฉริยะรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) รวบรวมผลผลิตบรรจุและกระจายสินค้าไปทั่วประเทศ “สิ่งสำคัญอยู่ที่การสร้างตัวตนให้น่าเชื่อถือและผู้พบเห็นรู้สึกประทับใจ” อีกทั้งต้องทำให้แบรนด์ติดอยู่บนหน้าแรกของการค้นหาในทุกๆ เว็บไซต์ ซึ่งต้องยอมรับว่าหากย้อนไปเมื่อ 4 ปีก่อน การแข่งขันด้านสินค้าเกษตรบนพื้นที่ออนไลน์ยังไม่สูงมากเท่าปัจจุบัน

“ถามว่าเราจะอยู่อย่างไรในภาวะเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันด้วยการตัดราคาเป็นอันดับหนึ่งเลยในภาคเกษตร เข้ามาถึงคุณถูกตัดราคาเลย อันที่สองเมื่อเราต้องยกระดับผลผลิต เพราะคนที่เข้ามาตัดราคาเราคือคนที่ใช้ผลผลิตทางการเกษตรที่ไม่มีคุณภาพ แล้วอาศัยขายเพื่อยั่วใจกับเกษตรกรหรือผู้บริโภคที่เขาต้องการซื้อแต่ของถูกอย่างเดียว เราก็ยกระดับตัวเราขึ้นมา” ผกากาญจน์ ระบุ

ผลที่ได้จากการปรับตัวต้องบอกว่า “คุ้มค่า” เห็นได้จากวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 แทบไม่มีผลกระทบ ตรงกันข้ามต้องบอกว่า “วิกฤตกลับกลายเป็นโอกาส” เพราะในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระลอกแรก ยอดขายเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้านั้นถึงร้อยละ 30 ซึ่งหลักๆ มาจากช่องทางออนไลน์เพราะคนไม่ค่อยออกจากบ้าน และต่อมาเมื่อเริ่มมีการคลายมาตรการล็อกดาวน์ พบว่าคนเริ่มกลับไปเดินห้างฯ มากขึ้น ผลจากการทำการตลาดออนไลน์ก็ยังช่วยให้ยอดขายสินค้าในห้างฯ เพิ่มขึ้นด้วย

แม้กระทั่งปัญหาจากสภาพอากาศ เช่น ปัจจุบันที่บ้านเจอน้ำท่วมไม่สามารถปลูกข้าวหรือแม้แต่ผักได้ แต่ด้วยความที่เคยไปร่วมสัมมนาหลายงาน ทำให้มีเครือข่ายเกษตรกรอยู่ในหลายจังหวัด จึงใช้วิธีพูดคุยกับเกษตรกรในพื้นที่ที่ไม่ถูกน้ำท่วม เพื่อจัดหาผลผลิตมาขายได้ “เครือข่ายมีความสำคัญเพราะเกษตรกรไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว” ซึ่งเกษตรกรต้องมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ ยกระดับขึ้นมา

ด้าน สมิต ทวีเลิศนิธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิธิฟู้ดส์ จำกัด กล่าวว่า นิธิฟู้ดส์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งธุรกิจในรุ่นพ่อแม่นั้นเป็นการทำลำไยอบแห้ง และรับหอมหัวใหญ่จากเกษตรกรในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ มากระจายสู่ตลาด โดยการทำลำไยอบแห้งนั้นเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตในสมัยนั้นเพราะสามารถเก็บได้นานขึ้น แต่ก็สังเกตเห็นว่า ใน 1 ปี จะมีการอบลำไยเพียง 1 เดือนเท่านั้น ส่วนอีก 11 เดือนเตาจะว่าง จึงเริ่มนำสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น กระเทียม พริกไทย มาแปรรูปด้วยการอบแห้งบ้าง ก็พบว่าสามารถขายสินค้าตามความต้องการที่ซับซ้อนสูงขึ้น

จากประสบการณ์ 12 ปีในการเข้ามาช่วยงานในบริษัท พบว่า “นับวันสินค้าเกษตรพื้นฐานจะแข่งขันได้น้อยลงเรื่อยๆ การเพิ่มมูลค่าจึงสำคัญมาก” เช่น เครื่องเทศนำไปทำเครื่องปรุงรสพร้อมใช้ อาทิ ผงปรุงรสรสต้มยำ รสลาบ รสแกงเขียวหวานฯลฯ เริ่มทำแบรนด์เล็กๆ เริ่มมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ในบริษัทก็จะเริ่มมีวิศวกร มีนักวิทยาศาสตร์อาหาร

“ในช่วงค่าแรง 300 บาท เราเริ่มตกใจเลยว่า ถ้าโรงงานเรามีคนแล้วต้องใช้แรงงานเข้มข้น เป็นภาคเกษตรแล้วค่าแรงมันเพิ่มขึ้น ต้นทุนค่าแรงเราสมมุติจาก 15% เป็น 30% เราอาจจะแข่งขันไม่ได้เลย เผอิญเครื่องเทศเป็นสัดส่วนแรงงานต่อสินค้ามันยังไม่เยอะมาก ก็คิดว่ายังพออยู่ได้ แต่เรากลัวว่าถ้าใช้แรงงานเข้มข้นแล้วเจอสภาพนี้อีกเราคงไปไม่ไหว ผมก็พยายามใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมา ได้มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ องค์กรต่างชาติเขาไม่ได้พึ่งพิงแรงงานเข้มข้น เขาใช้ฐานความรู้ ฐานความคิดสร้างสรรค์” สมิต กล่าว

เมื่อองค์กรมีองค์ความรู้และทีมวิจัยมากขึ้น ประกอบกับพบว่า “ปัจจุบันผู้คนมีแนวโน้มสนใจดูแลสุขภาพมากขึ้น หนึ่งในแนวทางเหล่านั้นคือการลดการบริโภคเนื้อสัตว์” ไปจนถึงการไม่บริโภคเนื้อสัตว์ (มังสวิรัติ-Vegan) แต่วิถีมังสวิรัติแบบเดิมนั้นยุ่งยากมาก จึงเกิดคำถามว่า “มังสวิรัติกับความสุขในการรับประทานอาหารจะไปด้วยกันได้หรือไม่?” จนได้รับรู้เรื่องของ “เนื้อสัตว์จากพืช (Plant Base)” ที่กำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศ

ซึ่งเนื้อสัตว์จากพืชนั้นมีรสชาติและหน้าตาเหมือนเนื้อสัตว์จริงๆ จึงชวนทีมวิจัยในบริษัทมาทดลองทำดู ด้วยเชื่อว่าหากผลิตในประเทศไทยได้ ราคาย่อมถูกกว่านำเข้าจากต่างประเทศซึ่งการลดการรับประทานเนื้อสัตว์นอกจากจะดีต่อสุขภาพ โดยมีผลการศึกษาที่พบอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคมะเร็งกับโรคหัวใจ สัมพันธ์กับการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยลดมลพิษในสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับการเลี้ยงปศุสัตว์ด้วย

“ที่ จ.เชียงใหม่ เรามีเรื่องของฝุ่นควัน เดือนธันวาคมถึงมีนาคมทุกปี ประมาณ 8-9 ปีที่ผ่านมา เรามีฝุ่นควัน PM2.5 400 กว่าซึ่งมันเยอะมาก ทุกคนสูดหายใจอากาศเดียวกันที่ จ.เชียงใหม่ เราพบว่าส่วนหนึ่งมันเกิดจากเกษตรกรเผาพื้นที่เพาะปลูกอาหารสัตว์ ส่งผลต่อมลภาวะทางอากาศ แล้วเราก็ยังบอกคนในเมืองว่าเกษตรกรห้ามเผาสิ แต่คนในมืองเราก็ยังบริโภคเนื้อสัตว์เยอะซึ่งก็เป็น Demand (ความต้องการ) ของอาหารสัตว์ เราจะให้เขาเปลี่ยนไปแล้วทางเลือกที่เป็น Demand มันไม่มีก็รู้สึกว่ามันยาก และทาง Demand ก็แพงด้วย ฉะนั้นถ้าเราวิจัยและผลิตได้ด้วยในประเทศไทย ทำสิ่งที่คนไทยอยากกินในราคาไม่แพงมาก จะเกิดอะไรขึ้น” สมิต ระบุ

ปัจจุบัน Plant Base ที่บริษัททำนั้น เป็นการทำเนื้อสัตว์จากพืชที่ผสมโปรตีน ตามกระแสลดคาร์โบไฮเดรตแต่ต้องการโปรตีนเพราะกลัวอ้วน ผลที่ทำได้คือเนื้อสัตว์จากพืชนั้นแคลอรี่และไขมันน้อยกว่าเนื้อหมูบด ในขณะที่โปรตีนมีปริมาณใกล้เคียงกัน ส่วนธาตุเหล็กและแคลเซียมนั้นสูงกว่าเนื้อหมูบด นวัตกรรมทำให้เห็นว่าโปรตีนไม่จำเป็นต้องมาจากเนื้อ นมและไข่เท่านั้น

ส่วนการสร้างแบรนด์นั้นต้องขอบคุณ SPACE F โครงการโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ร่วมกับบริษัทไทยยูเนี่ยน และมหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2562 ส่งเสริมสตาร์ทอัพด้านธุรกิจอาหาร ได้ตั้งแบรนด์เนื้อสัตว์จากพืชที่ผลิตว่า Let’s Plant Meat ซึ่งที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษเพราะอยากเห็นสินค้าไปจำหน่ายทั่วโลก และระยะหลังๆ ก็ผลิตออกมาให้หลากหลายขึ้น เช่น ลูกชิ้น ทงคัตสึ ปัจจุบันส่งออกไปแล้วประมาณ 3-4 ประเทศ

สมิต ทิ้งท้ายถึงคนในภาคเกษตรว่า “ให้ความสำคัญกับการบันทึก” โดยเทียบกับภาคอุตสาหกรรมที่จะมีการทำบันทึกสะสมไว้เมื่อมีการขอตรวจสอบมาตรฐาน ซึ่งมีผลต่อภาพลักษณ์ของเกษตรกรในภาพรวม เพราะการส่งออกผลผลิต การที่มีเกษตรกรบางรายผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ผลเสียก็จะตกอยู่กับเกษตรกรทั้งหมดที่พลอยไม่ได้รับความเชื่อมั่นไปด้วย จึงอยากให้บันทึก เช่น ใช้สารกำจัดศัตรูพืชวันไหน ปริมาณเท่าไร บันทึกการเพาะปลูกเข้า-ออกวันไหน ต้นทุน-กำไรเป็นอย่างไร เป็นต้น

“ผมพูดเรื่องเกษตรบันทึก พืชเรามีเป็นพันอย่าง จะให้เกษตรกรมานั่งบันทึกเองว่าจะต้องกรอกอะไรบ้าง มันเป็นเรื่องยากมาก ถ้าสถาบันการศึกษาสามารถช่วยทำเป็นแบบ PDF ให้ดาวน์โหลด ปรินท์ออกมาแล้วเข้าไปจดเอา เพราะว่าไม่อยากให้ทุกคนต้องไปสร้างล้อกันเองใหม่ ผมว่าเรามีความรู้ความเข้าใจ เพราะจะให้ทุกคนไปนั่ง บอกว่าปลูกกระเจี๊ยบเขียวต้องบันทึกอะไรบ้าง ทำอะไรบ้าง ผมเห็นเรื่องของเกษตรอาสาหลายอย่าง ผมว่าเรื่องนี้สามารถใช้การ Distribute Form (จำหน่ายแบบฟอร์ม) ผ่านออนไลน์ได้เลย แล้วเข้าไปคุยไปทำตรงนี้”สมิต กล่าวในที่สุด

ร.10พระราชทาน เงินช่วยเหลือรร. จัดตั้งรพ.สนาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612876

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธีรับมอบเงินพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ให้แก่สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ที่ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ปรับสถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนาม หรือสถานที่กักตัวหรือศูนย์พักคอย สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยมี นายกฤษ ละมูลมอญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์, ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1-4 ผู้บริหารสถานศึกษา, คณะครู, เจ้าหน้าที่, บุคลากรทางการศึกษา สพม.บุรีรัมย์ และ สพป.บุรีรัมย์ เขต 1-4 ร่วมรับมอบ ที่ห้องประชุมทิวสน โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์                   

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานเงินส่วนพระองค์ เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2564 เพื่อให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ปรับสถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว หรือศูนย์พักคอยให้แก่ผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว เมื่อมีการส่งคืนพื้นที่และอาคารสถานที่ให้แก่สถานศึกษา สถานศึกษาแต่ละแห่งอาจมีภาระต้องชำระค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายซ่อมแซม ปรับปรุงอาคารให้คืนสู่สภาพเดิม เพื่อจัดการเรียนการสอน

โดยในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ มีสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดจำนวน 5 เขตพื้นที่ได้รับการจัดสรรเงินพระราชทาน จำนวน 65 โรงเรียน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,653,720 บาท

‘ศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ’ติวจนท.รองรับเปิดประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612873

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพเป็นประธานเปิดการอบรมและมอบเกียรติบัตรแก่ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรเรื่อง “บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีต่อระบบตรวจสอบตู้สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์” ซึ่งจัดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากรสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ โดย นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ ผอ.ศูนย์เอกซเรย์ฯ นายจรัญวัฒน์ใยนิรัตน์ หน.ฝ่ายฯ 1 น.ส.กรกช เทียนส่องแสงหน.ฝ่ายฯ 2 ร่วมกับส่วนเทคโนโลยีการควบคุมทางศุลกากร ศูนย์ประมวลข้อมูลการข่าวทางศุลกากร โดยนายศักรินทร์บวรรุ่งสิริกุล ผอ.ส่วนเทคโนโลยีฯ

นายประสิทธิ์เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ นายพชรอนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร นายกิตติสุทธิสัมพันธ์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี นายพงศ์เทพ บัวทรัพย์ผู้อำนวยการกองสืบสวนและปราบปราม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการตรวจสอบตู้สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์ เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจหลังรัฐบาลเปิดประเทศอันเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการนำเข้าส่งออก ควบคู่ไปกับการควบคุมทางศุลกากรและการปกป้องสังคมอย่างเต็มประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและประชาชนที่มาใช้บริการ

ถึงเวลาพลิกโฉมเกษตรไทย (1) หลากปัจจัยผลักดันให้ต้องเปลี่ยน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612878

ถึงเวลาพลิกโฉมเกษตรไทย (1)  หลากปัจจัยผลักดันให้ต้องเปลี่ยน

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

(ซ้าย) ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา (ขวา) รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช

สมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงานสัมมนาวิชาการ “Disruptive Change : เกษตรไทย ต้องเปลี่ยนโฉม” ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2564 ที่ผ่านมา

ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ในประเทศไทยมีคนร้อยละ 20 อยู่ในภาคเกษตรกรรม ขณะเดียวกันเมื่อมีวิกฤตเกิดขึ้นสังคมไทยก็มักพึ่งพิงภาคเกษตร แต่ในการคำนวณผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของภาคเกษตรนั้นกลับไม่ได้นับรวมอุตสาหกรรมเกษตรเข้ามาด้วย ทำให้งานในภาคเกษตรอาจดูด้อยค่าลง แม้กระทั่งงบประมาณลงทุนภาคเกษตรก็ไม่ค่อยขยายตัวเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ

“จริงๆ สิ่งที่เราต้องพยายามแก้ไขก็คือ Mindset (วิธีคิด) ของพวกเราเอง เวลาเริ่มพูดเราก็ไปมองว่าเกษตรกรเป็นคนยากไร้ การที่จะพยายามทำให้งานเกษตรกรรมเป็นงานที่เป็นอาชีพอย่างนักบัญชี วิศวกร นักเศรษฐศาสตร์หรืออื่นๆ ให้มันเป็นอาชีพ แต่เบื้องต้นความคิดของเราบอกว่าเกษตรกรเป็นผู้ยากจน อย่างนี้ก็เสร็จตั้งแต่แรกแล้ว มันกลายเป็นว่าแทนที่เราจะไปส่งเสริมให้เกษตรกรรมดีขึ้น เราไปมองภาพของความช่วยเหลือ ฉะนั้นงบประมาณที่เทไปก็จะมุ่งการช่วยเหลือเป็นหลัก ส่วนเรื่องของการสร้างหรือปรับโครงสร้างเป็นเรื่องรอง” ปีติพงศ์ กล่าว

นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรฯ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาภาคเกษตรของไทยจึงเน้นแต่การผลิตสินค้าเกษตรขั้นพื้นฐานซึ่งราคานั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง นอกจากนี้ยังไม่ค่อยสนใจบริบทใหม่ เช่น ในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาถูกคว่ำบาตรสินค้าประมง เนื่องจากประเทศปลายทางมองว่าการทำประมงของไทยมีปัญหาทั้งแรงงานถูกเอารัดเอาเปรียบและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (IUU) ในความเป็นจริงคือมีสัญญาณเตือนมา 9 ปีแล้ว และเชื่อได้ว่าในอนาคตประเทศที่ซื้อสินค้าเกษตรจากไทย จะยังคงยกประเด็นสิ่งแวดล้อมมาเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าต่อไป

อนึ่ง ที่ผ่านมาการแบ่งประเภทเกษตรกรของไทยจะแบ่งตามผลผลิตที่ทำได้ เช่น ปลูกพืช เลี้ยงปศุสัตว์ทำประมง ซึ่งควรแบ่งตามรูปแบบหรือวิถีการประกอบอาชีพ ประกอบด้วย 1.เกษตรอุตสาหกรรม ผลิตเพื่อป้อนโรงงานแปรรูปโดยเฉพาะ เช่น สับปะรด มันสำปะหลัง อ้อย กลุ่มนี้การดึงภาคเอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุนเป็นเรื่องสำคัญ จะทำอย่างไรให้การผลิตมีประสิทธิภาพและมีความเป็นธรรม

2.เกษตรทางเลือก ซึ่งมีหลายรูปแบบ ทั้งเกษตรพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ วนเกษตร กระบวนการส่งเสริมควรเน้นการสร้างเครือข่าย (Networking)และการวางแนวปฏิบัติที่ดี (GoodPractice) และ 3.เกษตรสมัยใหม่ ซึ่งจะมาทดแทนเกษตรกรรุ่นเก่าที่อายุส่วนใหญ่อายุเฉลี่ย 50 ปีขึ้นไป คำถามคือจะมีแพลตฟอร์มแบบใดมาส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่ ทั้งการใช้เทคโนโลยี การจัดการที่ดิน การซื้อ-ขายผลผลิต ไปจนถึงแนวคิดใหม่ๆ เช่น การทำฟาร์มในเมือง หรือการระดมทุนรูปแบบใหม่ๆ อาทิ ฟินเทค (Fintech) คราวด์ฟันดิง (Crowdfunding) เป็นต้น

ปีติพงศ์ ยังกล่าวถึงปัญหาและความท้าทายในด้านเกษตรกรรมไว้อีกหลายประการ 1.ที่ดิน เช่น มีที่ดินราคาสูงจำนวนไม่น้อยที่เจ้าของนำพืชต่างๆ มาปลูกไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีที่ดิน แทนที่จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ ควรเปิดช่องให้รัฐสามารถเข้าไปเช่าที่ดินได้ และรัฐก็นำที่ดินมาให้เกษตรกรที่ตั้งให้เป็นกลุ่มเป้าหมายการพัฒนาเข้ามาใช้ประโยชน์ เหตุที่ต้องให้รัฐเช่าก่อน เพราะเจ้าของที่ดินอาจกลัวกฎหมายเช่านา จึงไม่กล้าให้ประชาชนเช่าเองโดยตรง

2.แหล่งทุน เกษตรกรมักเข้าไม่ถึง จึงเป็นข้อจำกัดในการปรับปรุงหรือพัฒนา 3.ทะเล อุตสาหกรรมประมงจำนวนมากล้มหายตายจากไปด้วยผลกระทบจาก IUU ขณะที่ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในลักษณะทำฟาร์มในทะเล แม้แบ่งพื้นที่แล้วแต่ก็ยังพบเหตุกระทบกระทั่งกัน 4.แหล่งน้ำ ที่ผ่านมามุ่งแต่การจัดหา (Supply) ซึ่งหากทำแต่ด้านนี้ด้านเดียวอย่างไรก็ไปไม่รอด จะทำอย่างไรจึงลดความต้องการใช้น้ำ (Demand) ลงได้บ้าง นอกจากนี้ ชุมชนที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย ควรมีสิทธิเข้าถึงงบประมาณในการพัฒนาแหล่งน้ำของตนเอง

5.หนี้สิน ซึ่งต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนตามโครงการส่งเสริมของรัฐ ดังนั้นรัฐจะช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างไร เหมือนกับที่เคยช่วยเหลือกิจการธนาคารในวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อกว่า 20 ปีก่อน 6.เทคโนโลยีและนวัตกรรม ปัญหาที่พบคือเมื่อพูดถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมแล้วไม่ได้คำนวณความคุ้มทุน โอกาสในการขยายผล การจัดหาวัตถุดิบ ทำให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง

7.การสร้างคน เช่น คณะในมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรมีผู้เรียนลดลง อีกทั้งมีคำถามถึงหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวข้อง (Relevance) กับบริบทของเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือไม่ เพราะปัจจุบันไทยต้องแข่งขันกับชาติมหาอำนาจ เช่น จีน ที่มาตั้งฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่าง สปป.ลาว และ 8.กฎระเบียบ เช่น กฎหมายสหกรณ์ที่กำหนดว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรต้องจัดประชุมใหญ่ อาจไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หรือการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการประชุมออนไลน์มากขึ้น เป็นต้น

ด้าน รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงความท้าทายของภาคเกษตรไทย 1.เกษตรกรกับข้อจำกัดในการพัฒนา ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัย” โดยเฉพาะแรงงานภาคเกษตรนั้นชัดเจนแบบเร่งตัวเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยรวมของทั้งประเทศ นอกจากเรื่อง “อายุ” แล้ว “การศึกษา” ก็เป็นอีกข้อจำกัด โดยมีข้อค้นพบว่า “ครัวเรือนในภาคเกษตรมีระดับการศึกษาต่ำกว่าครัวเรือนที่อยู่นอกภาคเกษตร” และคนในภาคเกษตรมีระดับการศึกษาเฉลี่ยเพียงประถมศึกษาเท่านั้น

“ปัจจุบันนี้ภาคเกษตรไทย 20% ของเกษตรกรมีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ปี 2544 เรามีประมาณ 7% ตอนนี้คนสูงวัยเรามี 20% แล้วคนหนุ่ม-สาว แต่ก่อนอยู่ภาคเกษตร 50% 20 ปีผ่านไปเราหดเหลือ 29% มันหมายถึงอะไร?สังคมสูงวัยไม่ใช่แค่คนสูงวัยอย่างเดียว คนที่เป็นหนุ่ม-สาวก็ออกจากภาคเกษตร โลกแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เทคโนโลยีก็เปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงหมด คนสูงวัยจะปรับตัวได้มาก-น้อยแค่ไหน” อาจารย์วิษณุ ระบุ

2.กำลังคนภาครัฐที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจจริง กำลังคนทั้งที่เป็นข้าราชการและอาสาสมัคร กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีเกษตรกรน้อยหรือในสินค้าเกษตรที่มีน้อย แต่ในพื้นที่ที่มีเกษตรกรมากหรือสินค้าเกษตรที่มีจำนวนมากกลับมีกำลังคนภาครัฐไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังมีหลายสาขาวิชาที่ยังขาดแคลน 3.ความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งเกษตรกรนอกเขตพื้นที่ชลประทานนับเป็นกลุ่มเปราะบาง ขณะที่พืชเศรษฐกิจของไทยสุ่มเสี่ยงได้รับความเสียหาย

และ 4.เกษตรกรไทยยังใช้เทคโนโลยีกันน้อย จากการสำรวจพบเกษตรกรไทยใช้เทคโนโลยีเพียงร้อยละ 26.7 และในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การพยากรณ์อากาศไปจนถึงการทำตลาดทางออนไลน์ แต่จะใช้เป็นบางอย่างเท่านั้น เช่น ผู้ที่ใช้แอปพลิเคชั่นดูสภาพอากาศก็จะใช้เฉพาะด้านนี้ เป็นต้น ทั้งที่หากใช้อย่างครบวงจร ประสิทธิภาพการผลิตจะสูงขึ้นมาก

อาจารย์วิษณุ ให้ข้อเสนอแนะ 1.การใช้จ่ายงบประมาณควรเป็นไปเพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรปรับตัว เช่น ปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ จากเดิมที่เน้นการให้เปล่าไม่มีเงื่อนไข ที่เป็นการฉุดรั้งการปรับตัวเพราะรู้ว่าปลูกอะไรไปเดี๋ยวมีปัญหารัฐก็จ่ายเยียวยาให้ 2.ส่งเสริมให้เครื่องจักรกลการเกษตรเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย ซึ่งปัจจุบันก็มีระบบการเช่าอยู่แล้ว เช่น รถแทรกเตอร์ รัฐจะส่งเสริมอย่างไรให้ทั่วถึงมากขึ้นในราคาค่าบริการที่ไม่แพงเกินไป เพราะนอกจากเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตแล้ว ยังลดปัญหาการเผาในภาคเกษตรซึ่งกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

3.ต้องมีฐานข้อมูลเกษตรกร เพื่อให้สามารถจัดโปรแกรมเพิ่มทักษะได้ตรงกับเป้าหมาย 4.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องทำงานแบบบูรณาการ ซึ่งไม่ใช่แต่เพียงกับหน่วยงานภาครัฐด้วยกัน แต่รวมถึงภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาด้วย 5.สถาบันการศึกษาต้องปรับหลักสูตรโดยให้ความสำคัญกับภาคปฏิบัติมากขึ้น ซึ่งสามารถดึงการมีส่วนร่วมจากผู้ใช้บัณฑิต (เช่น ภาคเอกชน) 6.โครงสร้างกำลังคนภาครัฐต้องกระจายตัว ให้สอดคล้องกับจำนวนเกษตรกรในพื้นที่ และ 7.รัฐต้องให้ความเชื่อมั่น-มีหลักประกันว่าเปลี่ยนแล้วจะดีขึ้น เพื่อให้เกษตรกรกล้าเปลี่ยน

“งานวิจัยพบว่าคนที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมีรายได้ช่วงก่อนโควิดเทียบกับคนที่ไม่ใช้ ประมาณ 165,000-190,000 บาทต่อปี นี่คือประโยชน์ของการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี นี่ช่วงก่อนโควิด ช่วงหลังโควิดก็ยังได้ผลตอบแทนที่ดีอยู่ 60,000-80,000 บาทต่อปี และช่วงที่เกิดโควิดขึ้น เชื่อไหม? ผลการทดลองบอกว่าคนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกัน รายได้เขาลดลงน้อยมาก นี่คือผลประโยชน์ของเทคโนโลยีที่เราต้องร่วมส่งเสริม” อาจารย์วิษณุ กล่าว

ในตอนแรกนี้กล่าวถึงปัญหาของเกษตรกร รวมถึงแนวทางในการปรับเปลี่ยนโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีไปแล้ว ส่วนในตอนหน้า จะเป็นตัวอย่างของ 2 ผู้ประกอบการ ที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ถึงขั้นสร้างแบรนด์พร้อมขยายตลาดสู่ต่างประเทศ..โปรดติดตาม!!!

สกู๊ปพิเศษ : ‘เทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืนเชียงราย 2021’ เฮรับยูเนสโกเลือกเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612877

สกู๊ปพิเศษ : ‘เทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืนเชียงราย 2021’    เฮรับยูเนสโกเลือกเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ฯ

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่บ้านสิงหไคล มูลนิธิมชนะภัย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย ดร.ปรีชา อนุรักษ์ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย นางจุฑา ธาราไชย ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ภาคเหนือ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดเทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืนเชียงราย 2564 โดยกิจกรรมมีการเปิดตัว “เทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืน เชียงราย 2021” ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 22-28 พ.ย.นี้

สำหรับเทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืน เชียงราย 2021 กำหนดให้จัดในหลายสถานที่และหลายกิจกรรม เช่น นิทรรศการนำเสนอผลงาน งานสร้างสรรค์ โดย 3 กลุ่ม คือกลุ่มธุรกิจ กลุ่มนักออกแบบ ศิลปิน นักสร้างสรรค์ กลุ่มองค์กรหน่วยงาน กิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็น กิจกรรมถ่ายทอดความรู้ Workshop กิจกรรมสร้างสรรค์การตลาดที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ได้รับการออกแบบ และกิจกรรมดนตรีและการแสดงบนเวที กิจกรรม Tea and Coffe for future Living โดยสถาบันชาและกาแฟแห่ง มฟล.และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมทั้งภาคเอกชนและเครือข่าย ฯลฯ

โดยนายภาสกรกล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวมีแนวคิดคือ “ความสมดุลของธรรมชาติและวัฒนธรรม” ตรงกับนโยบายเร่งด่วนของจังหวัดเชียงราย โดยจะนำร่องเปิดจังหวัดตั้งแต่ ธ.ค.นี้ เมื่อฉีดวัคซีนได้ผลเต็มที่ สำหรับกิจกรรมนี้เป็นความร่วมมือของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จับมือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ.เชียงราย และเทศบาลนครเชียงราย ททท. ฯลฯ  

“จ.เชียงราย ได้รับการเสนอให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจและทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักเชียงรายมากขึ้น ดังนั้นจึงจะมีการนำการออกแบบไปยังงานกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและเปิดเมืองดังกล่าวซึ่งผู้ไปเยือนจะได้เห็นถึงความแตกต่างจากเดิมอย่างแน่นอน เช่น งานเชียงรายดอกไม้งาม ของเทศบาลนครเชียงราย งานมหกรรมดอกไม้อาเซียน ของทาง อบจ.เชียงราย ก็จะไม่จัดกระจุกเพียงจุดเดียวแต่จะกระจายไปยัง 4 มุมเมือง การออกแบบอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ต่างๆ ฯลฯ โดยตั้งใจจะเปิดเมืองเพื่อการท่องเที่ยวได้อย่างประทับใจหลังจากต้องประสบเหตุจากไวรัสโควิด-19 มาถึง 3 ปี” นายภาสกร กล่าว

ทางด้าน รศ.ดร.ชยาพรกล่าวว่า สำหรับแนวคิดสำคัญในการจัดกิจกรรม คือความสมดุลของธรรมชาติและวัฒนธรรม ซึ่งสถานที่ ที่จะจัดให้สำเร็จมีเพียงแห่งเดียวคือ จ.เชียงราย โดยเฉพาะเมื่อ จ.เชียงราย ได้รับเลือกให้เข้าเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) เป้าหมายคือพยายามให้เชียงรายเข้าไปอยู่ในปฏิทินของ World Design Week ให้ได้ภายใน 3 ปีซึ่งกิจกรรมจึงจะส่งเสริมสนับสนุนนักออกแบบ นักสร้างสรรค์ ธุรกิจอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ฯลฯ รวมทั้งขยายไปยังภาคอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย

นางอทิตาธรกล่าวว่า ประเทศไทยมี 4 จังหวัด ที่ได้รับเลือกให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ สำหรับ จ.เชียงราย ได้รับการส่งเข้ารับเลือกเป็นเมืองสร้างสรรค์ไปยังยูเนสโกในฐานะเมืองออกแบบหรือดีไซน์ซิตี้ ผลปรากฏว่า จ.เชียงราย ได้รับเลือก โดยอีก 1 จังหวัดที่ได้รับเลือกคือ จ.เพชรบุรี แสดงว่า จ.เชียงราย เป็นเมืองที่เหมาะกับการออกแบบ มีศิลปวัฒนธรรม มีความงดงามโดยเฉพาะผู้คนที่มีอัธยาศัยดี ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี รวมทั้งมีงานกิจกรรมต่างๆ จัดขึ้นมารองรับมากมาย ทำให้เดือน ธ.ค.2564 ที่จะมีการเปิดการท่องเที่ยว จ.เชียงราย  

ดร.ปรีชากล่าวว่า เทศบาลนครเชียงราย ได้เตรียมความพร้อมในทุกด้านเพื่อกิจกรรมดังกล่าว โดยมีการเตรียมความสะอาดของเมือง ความปลอดภัยของเมือง การสร้างความเข้าใจแก่ทุกสถานประกอบการเพื่อให้บริการผู้มาเยือนให้ได้รับความประทับใจ ที่สำคัญคือการสร้างเมืองให้มีความสุขเพื่อให้อยากกลับไปเยือนอีกครั้ง ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็มีการเตรียมความพร้อม เช่น สวนตุงและโคมนครเชียงราย เพื่อจัดงานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม ซึ่งจะจัดอย่างยิ่งใหญ่ งดงาม ในระหว่างวันที่ 24 ธ.ค.2564-9 ม.ค.2565 นี้

สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย เผยสถานการณ์ราคาและตลาดปุ๋ยเคมี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612889

สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย เผยสถานการณ์ราคาและตลาดปุ๋ยเคมี 2564

วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 18.28 น.

1 พฤศจิกายน 2564 ณ Victor Club SamyanMitrtown ห้อง 944, ชั้น 7  ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2563 ต่อเนื่องมายังปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทย รวมทั้งประเทศต่างๆ ทั่วโลกประสบกับการแพร่ระบาดของโรคโคโรน่าไวรัส หรือ COVID-19 ในส่วนของภาคการผลิตสินค้าเกษตร ประเทศไทยต้องนำเข้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตรจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์บางชนิด สารอารักขาพืช และ“ปุ๋ยเคมี” ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนในช่วงแรกๆ คือการนำเข้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตรและการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังต่างประเทศ รวมทั้งธุรกิจด้านโลจิสติกส์ได้รับผลกระทบโดยตรง จากการปิดเมืองสำคัญ รวมถึงการปิดประเทศ

ในภาพรวมของธุรกิจภาคการเกษตรได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยการผลิตทางการเกษตร คือ “ปุ๋ยเคมี” ประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศประมาณ 90-95 % มาเพื่อผลิตและจำหน่ายปุ๋ยให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ ในช่วงปลาย ปีพ.ศ.2563 จนถึงปัจจุบัน ราคาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยเคมี มีระดับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอันเนื่องมาจากหลายๆ ปัจจัย จากวิกฤตเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลกจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้หลายๆ ประเทศเริ่มตระหนักถึงความมั่นคงทางอาหาร(Food Security) ซึ่งส่งผลต่อการผลิตพืชอาหาร ดังนั้นปุ๋ยเคมี จึงเป็นปัจจัยการผลิตที่มีความจำเป็นและมีความต้องการมากขึ้น โดยปัจจัยที่ทำให้ปุ๋ยเคมีมีระดับราคาที่สูงขึ้น ประกอบด้วย

1. สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการทำการเกษตร

2. ราคาผลผลิตทางการเกษตรในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น

3. การกำหนดนโยบายความมั่นคงทางด้านอาหารของแต่ละประเทศ

4. นโยบายการชะลอการส่งออกปุ๋ยเคมีของประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2564

5. วิกฤตราคาพลังงานน้ำมัน ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน

6. วิกฤตการขนส่ง (Logistic) ระหว่างประเทศส่งผลให้ค่าขนส่งสินค้าทางเรืออยู่ในระดับราคาสูง

7. ความผันผวนของค่าเงินในตลาดโลก

จากปัจจัยดังกล่าวล้วนส่งผลต่อความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีของประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เช่น ประเทศจีน ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย เป็นต้นการนำเข้าวัตถุดิบปุ๋ยเคมี แบ่งออกเป็นสามชนิด ประกอบด้วย ปุ๋ยไนโตรเจน (Nitrogen) การผลิตปุ๋ยไนโตรเจนจะมีสารตั้งต้นคือสารแอมโมเนียซึ่งมีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจนซึ่งส่วนใหญ่ได้จากก๊าซธรรมชาติในกระบวนการปิโตรเคมี หรือกระบวนการผลิตถ่านหิน สารแอมโมเนียนั้นใช้ในการผลิตปุ๋ยไนโตรเจนต่าง ๆ ได้แก่ ยูเรีย (46-0-0) และแอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) ซึ่งราคาน้ำมัน ถ่านหินจะส่งผลกระทบต่อการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน

วัตถุดิบตัวถัดไป ปุ๋ยฟอสฟอรัส (Phosphorus) ซึ่งทำมาจากหินชนิดหนึ่งเรียกว่า หินฟอสเฟต วิธีการผลิตปุ๋ยฟอสฟอรัสที่นิยมกัน ก็คือนำหินฟอสเฟตมาบดละเอียดและมาทำปฏิกิริยากับกรดกำมะถันก็จะได้กรดฟอสฟอริก กรดฟอสฟอริกนี้ถือเป็นตัวต้นน้ำของปุ๋ยฟอสฟอรัส กรดฟอสฟอริกเป็นของเหลวซึ่งยากต่อการใช้ การเก็บรักษาและการขนส่ง จึงได้นำกรดฟอสฟอริกไปทำปฏิกิริยากับแอมโมเนีย กลายเป็นแม่ปุ๋ย DAP (Diammonium Phosphate) สูตร 18-46-0  แม่ปุ๋ย MAP (Monoammonium Phosphate) สูตร 11-52-0 หรือใช้กระบวนการผลิตเดียวกันนี้ผลิตเป็นปุ๋ย N-P-K สูตรต่าง ๆ สำหรับปุ๋ยฟอสฟอรัสนั้น กรณีที่หินฟอสเฟตแพง ปุ๋ยฟอสฟอรัสก็จะแพงด้วย และถ้ากรดกำมะถัน (sulfuric acid) แพงปุ๋ยฟอสฟอรัสก็จะแพงด้วยเช่นกัน

วัตถุดิบอีกตัวหนึ่งคือ ปุ๋ยโพแทสเซียม (Potassium) เป็นแร่ที่ขุดจากดินได้โดยตรง ที่เรียกกันว่าแร่โพแทช ประเทศไทยมีแหล่งแร่โพแทชขนาดใหญ่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดชัยภูมิและจังหวัดอุดรธานี หากโครงการพัฒนาเหมืองดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ก็จะได้แม่ปุ๋ยโพแทสเซียมใช้ในประเทศ ทดแทนการนำเข้าปีละประมาณ 600,000-800,000 ตันต่อปี

ปัจจุบัน ปัญหาราคาปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อเกษตรกรทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ปัจจุบันมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรระยะสั้นที่ภาครัฐบาลและเอกชนร่วมกันช่วยเหลือเกษตรกรคือการขายปุ๋ยเคมีในราคาพิเศษ ผ่านสหกรณ์การเกษตร และกลุ่มสถาบันเกษตรกร โดยเริ่มตั้งแต่ครั้งแรก ในระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม และมีการขยายเป็นครั้งที่สองจนถึงเดือนตุลาคม 2564โดยทางสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย ช่วยเหลือปุ๋ยเคมีราคาพิเศษกับเกษตรกร 201,106 ตัน หรือ 4,022,120 กระสอบ 

จากมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรระยะสั้นดังกล่าวเป็นมาตรการที่ดีที่ภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ปุ๋ยมีราคาแพง เนื่องจากปุ๋ยเคมีเป็นตัวแปรสำคัญในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและสร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรแต่อย่างไรก็ตาม วิธีการที่ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ ควรทำอย่างระมัดระวัง ผู้กำหนดนโยบายควรเข้าใจธุรกิจและอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีอย่างลึกซึ้ง ควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจออก

นโยบาย มิฉะนั้นอาจส่งผลกระทบต่อทั้งเกษตรกรเองและผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตร และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแทรกแซงกลไกของตลาด โดยทั่วไปแล้วจะทำให้เกิดสิ่งที่ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “การสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ (Deadweight loss)”  ดังนั้นภาครัฐควรประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบก่อนที่จะทำการแทรกแซง มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร ตอบโจทย์การช่วยเหลือเกษตรกรจริงหรือไม่ และที่สำคัญ ได้ผลดีมากกว่าผลเสียหรือเปล่า

จากวิกฤตการแพร่ระบาดของ COVID -19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตรกรของไทย รวมทั้งเศรษฐกิจโลกดังนั้นนโยบายภาคการเกษตรของประเทศไทยจะต้องมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น มีทิศทางและแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงและสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ดีขึ้นหลายปีที่ผ่านมาภาครัฐบาลมีนโยบายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก และเป็นผู้ผลิตอาหารปลอดภัยเป็นที่ยอมรับต่อประเทศต่างๆ  แต่สิ่งที่จะรองรับนโยบายดังกล่าว คือ ผลผลิตทางการเกษตร ที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรเพื่อปรับแต่งพืชผลตามที่ต้องการ เช่น เร่งการเจริญเติบโตของใบและต้น เร่งการออกดอกออกผล เพิ่มขนาดและคุณภาพผลผลิต ซึ่งส่วนนี้ “ปุ๋ยเคมี” ถือว่าเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญรวมทั้งการใช้ปุ๋ยเคมีให้มีประสิทธิภาพก็ควรใส่ปุ๋ยให้ถูกชนิด ถูกสูตร ถูกอัตรา ถูกเวลาและถูกวิธี และต้องมีหน่วยงานที่เชี่ยวชาญให้คำแนะนำอย่างถูกต้องแก่เกษตรกร การวิเคราะห์ดิน-พืช  ซึ่งเป็นมาตราการที่จะต้องนำมาใช้อย่างจริงจัง รวมทั้งการกำหนดมาตรฐานการเพาะปลูกพืช เช่น GAP การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสมสำหรับพืช (Good Agricultural Practice) เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบันและเป็นสิ่งที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล 

-(016)

ศูนย์พันธุ์ข้าวโคราชใช้เทคโนโลยีช่วยชาวนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612641

วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายกฤษฎิน คำตัน ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กล่าวว่า ได้ดูแลโครงการนาแปลงใหญ่ และส่งเสริมเกษตรกร 115 กลุ่ม ครอบคลุมพื้นที่กว่า 58,465 ไร่เศษ เกษตรกรกว่า 4,471 ราย โดยจะเข้าไปส่งเสริมในด้านการบริหารจัดการ ส่งเสริมการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐาน GAP ผลิตข้าวให้มีคุณภาพ เพื่อไปสู่การบริโภคที่มีคุณภาพไปสู่การส่งออกที่ได้มาตรฐาน

ด้านนางอรุณ อ้วนสันเทียะ ประธาน กลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.หลุมข้าว อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า รวมกลุ่มกันได้ประมาณ 5 ปี พันธุ์ข้าวที่ปลูก ได้แก่ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 รองมาก็จะปลูกเป็นข้าว กข43 และข้าวไรซ์เบอร์รี่ ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 100 ราย พื้นที่ 1,250 ไร่ ซึ่งทางกลุ่มได้เข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด เพื่อนำทุนที่ได้มาจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ทางการเกษตร ซึ่งจุดเด่นของกลุ่มคือ สมาชิกและคณะกรรมการเข้มแข็ง ผลผลิตสามารถจำหน่ายออกท้องตลาดได้

ขณะที่ นายนรภัทร ศีรษะนอก นักวิชาการเกษตรชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กล่าวว่า ได้สนับสนุนปัจจัยการผลิต เมล็ดพันธุ์ข้าวหลัก คือข้าวขาวดอกมะลิ 105 เกษตรกรสามารถผลิตข้าวได้มาตรฐาน GAP และกำลังดำเนินการขอมาตรฐานข้าวอินทรีย์ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการสร้างเครือข่ายกลุ่มนาแปลงใหญ่ใน จ.นครราชสีมา และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งขณะนี้การแปรรูปของกลุ่มเกษตรกร จะแปรรูปในรูปแบบของข้าวคุณภาพคือข้าวสารแพ็กสุญญากาศ มีทั้งข้าวสารขาว ข้าวกล้อง ข้าวสีคุณภาพมีช่องทางการจำหน่ายทางออนไลน์ และทางพัฒนาชุมชนของอำเภอ เข้ามาสนับสนุน ทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานด้วยกัน โดยสิ่งที่สะท้อนกลับสู่นาแปลงใหญ่คือความภูมิใจในอาชีพชาวนา ผลิตข้าวได้ราคาดี มีอาชีพการทำนาที่มั่นคงและยั่งยืน

อำนาจเจริญจัด งานปั่นจักรยาน ดันการท่องเที่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612640

วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายธนูสินธ์ ไชยสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการปั่นจักรยานท่องเที่ยวเมือง
3 ธรรม อำนาจเจริญ 7 เส้นทาง 7 อำเภอ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 กิจกรรมส่งเสริมเทศกาลปั่นจักรยาน เพื่อสุขภาพและประชาสัมพันธ์ เส้นทางท่องเที่ยวชมเมืองยักษ์คุชานุมาน โดยมี นางสาวเพ็ญศิริรัตน์ อาจทวีกุล ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอำนาจเจริญ หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดอำนาจเจริญ ระดับอำเภอชานุมาน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และนักปั่นจักรยานในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดใกล้เคียง เข้าร่วมกิจกรรม

โดยนายธนูสินธ์ ไชยสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ได้ร่วมปั่นจักรยานกับคณะนักปั่นจักรยาน  เริ่มต้น
ที่บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลชานุมาน ไปยังแก่งคันสูง เพื่อร่วมกิจกรรม จิตอาสาพัฒนาทำความสะอาดบริเวณแก่งคันสูง ซึ่งแก่งคันสูง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งของจังหวัดอำนาจเจริญ เมื่อถึงฤดูร้อน จะมีนักท่องเที่ยวไปเล่นน้ำคลายร้อนกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีกระแสน้ำพัดไหลตามโขดหิน ริมแม่น้ำโขง สวยงามมากลมพัดเย็นสบาย แถม ยังมีแพริมน้ำทำเป็นร้านอาหารบริการ บรรดานักท่องเที่ยว ให้นั่งดื่มกินอีกต่างหาก ทำเอานักท่องเที่ยวติดใจไปตามๆ กัน จึงต้องมาเที่ยวเป็นประจำ 

สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จังหวัดอำนาจเจริญ โดยสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอำนาจเจริญ ร่วมกับ อำเภอชานุมาน ดำเนินการจัดกิจกรรมส่งเสริมเทศกาลปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพและประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวชมเมืองยักษ์คุขึ้น โดยใช้เส้นทางปั่นไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญภายในพื้นที่อำเภอชานุมาน ได้แก่ แก่งต่างหล่าง และแก่งคันสูง ระยะทาง รวม 20 กิโลเมตร

ชลประทานเดินหน้า โครงการระบายน้ำป่าสักฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612642

วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมปฐมนิเทศ การสำรวจ ออกแบบ โครงการคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทยระยะที่ 1 ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังที่ว่าการ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มักเกิดปัญหาอุทกภัยหลายครั้ง ส่งผลให้พื้นที่การเกษตร ชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหาย กรมชลประทาน จึงได้ดำเนินการศึกษา โครงการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่ปี 2555 เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไปจนถึงทะเลอ่าวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าโครงการคลองระบายน้ำหลากฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นโครงการที่เหมาะสมช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาในภาพรวมของลุ่มน้ำได้ สามารถตัดยอดน้ำหลากที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาได้สูงถึง 1,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที ด้วยการพัฒนาควบคู่ไปกับการปรับปรุงคลองชัยนาท-ป่าสัก ร่วมกับการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากแนวใหม่แม่น้ำป่าสัก-อ่าวไทย

สำหรับการประชุมปฐมนิเทศโครงการฯ ครั้งต่อไป จะสร้างการรับรู้และความเข้าใจแก่ผู้ได้รับประโยชน์และผู้ได้รับผลกระทบถึงวัตถุประสงค์และรูปแบบของโครงการ ซึ่งหลังจากนี้ จะมีการจัดเวทีประชุมเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาดำเนินการออกแบบโครงการฯให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนมากที่สุด

กรมประมงยืนยัน จับมือทุกภาคส่วน เร่งพัฒนาน้ำโขง ให้สมบูรณ์ยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612644

วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า แม่น้ำโขงมีความหลากหลายของชนิดสัตว์น้ำ และปริมาณสัตว์น้ำ มากเป็นอันดับ 3 ของโลก ปัจจุบันประสบปัญหาความแปรปรวนของน้ำที่ลดระดับลงหลายจุด กระทบต่อวิถีความเป็นอยู่ของประชาชน สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ ซึ่งกรมประมงให้ความสำคัญในการแก้ปัญหา จัดทำแผนพัฒนาด้านการประมงพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน 2566-2570 ใน 7 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ใช้ 2 แนวทางพัฒนา คือ 1.พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร และ 2.การบริหารจัดการด้านการประมงและทรัพยากรสัตว์น้ำให้ยั่งยืนและหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้บรรจุแผนงานของแม่น้ำโขงไว้ในแผนปฏิบัติงานด้านที่ 4สนับสนุนและสร้างเสริมการบริหารจัดการด้านการประมงในแหล่งน้ำบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำชายแดน

รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยด้วยว่า มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ และวิถีชีวิตชาวประมงในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงให้เร็วที่สุด และขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านการประชุมคณะกรรมการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแม่น้ำโขงโดยทุกโครงการจะดำเนินงานอย่างโปร่งใส สร้างความสมบูรณ์และคงความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำ