ศูนย์เมล็ดพันธุ์ฯเสริมนาข้าวคุณภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607062

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสิทธิชัย ม่วงงาม ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครสวรรค์ เปิดเผยว่า นอกจากภารกิจด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีแล้ว ยังมีภารกิจส่งเสริมการทำการเกษตรแปลงใหญ่ ใน จ.นครสวรรค์ ซึ่งมีกลุ่มเกษตรกรร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ที่ศูนย์ฯ รับผิดชอบรวม 46 กลุ่ม พื้นที่กว่า 80,000 ไร่ ในปี 2564 มีกลุ่มแปลงใหญ่ ใน จ.นครสวรรค์ ที่ดำเนินกิจกรรมและรับการสนับสนุนตามโครงการจากกรมการข้าว 17 แปลง พื้นที่19,419 ไร่ โดยได้รับสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีจากโครงการ 15 กลุ่ม พื้นที่ 17,692 ไร่ ส่วนอีก 2 กลุ่ม(พื้นที่ 1,727 ไร่) เป็นกลุ่มที่รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวจากกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน

การใช้เมล็ดพันธุ์ดีทำให้เกษตรกรลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากการงอก ความแข็งแรงสูง จึงไม่จำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์ต่อไร่ในอัตราที่สูงโดยศูนย์ฯ ผลิตตรงตามสายพันธุ์ ผ่านการปรับปรุงคุณภาพให้ได้มาตรฐานเมล็ดพันธุ์ของกรมการข้าว จึงมีความต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูตามสายพันธุ์ของข้าวนั้นๆ ช่วยลดต้นทุนการใช้สารเคมีกำจัดโรคและแมลง นอกจากนี้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีจะช่วยให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นมีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน และช่วยทำให้มีกำไรต่อพื้นที่มากกว่า

“ข้าวพันธุ์ดี” โดยทั่วไปจะหมายถึงข้าวที่ปลูกแล้วให้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ แต่สำหรับด้านวิชาการ หมายถึง ข้าวที่มีเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี มีลักษณะดีหลายอย่าง เช่น เป็นพันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูข้าวมีพันธุกรรมที่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตสูง ตอบสนองต่อปุ๋ยดี ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพด้านต่างๆ เช่น ลักษณะรูปร่างเมล็ด ขนาด คุณภาพการสี คุณค่าทางอาหาร เป็นต้น เมื่อกล่าวถึงเมล็ดพันธุ์ดีข้าวคุณภาพดี ต้องมีองค์ประกอบหลายประการ คือมีความดีเด่นทางพันธุกรรม เมล็ดพันธุ์ข้าวตรงตามสายพันธุ์ ไม่มีพันธุ์อื่นปน ไม่มีสิ่งเจือปน มีความชื้นเหมาะสมในการเก็บรักษา

กรมชลฯเตือน 3 จว.รับมือ 10ต.ค.‘เจ้าพระยา’เพิ่มสูง เร่งผันน้ำเหนือเข้า 10 ทุ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606972

กรมชลฯเตือน 3 จว.รับมือ 10ต.ค.‘เจ้าพระยา’เพิ่มสูง เร่งผันน้ำเหนือเข้า 10 ทุ่ง

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 14.12 น.

กรมชลฯเตือน 3 จว.รับมือ 10ต.ค.‘เจ้าพระยา’เพิ่มสูง เร่งผันน้ำเหนือเข้า 10 ทุ่ง

6 ตุลาคม 2564 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้มีพื้นที่ประสบอุทกภัย 15 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย นครราชสีมา ชัยภูมิ ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง อุบลราชธานี พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร ขอนแก่น ชัยนาท สุพรรณบุรี และอุทัยธานี ซึ่งกรมชลประทานเร่งระบายน้ำที่ท่วมขังออกให้เร็วที่สุด พร้อมกันนี้นำผลวิเคราะห์และคาดการณ์สภาพอากาศ รวมทั้งแนวโน้มของอิทธิพลพายุของกรมอุตุนิยมวิทยามาประกอบการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและป่าสักปริมาณน้ำเหนือลดลงแล้ว จะทยอยปรับลดการระบายน้ำสู่พื้นที่ตอนล่างให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนบริเวณรอบทุ่ง

อย่างไรก็ตามวันนี้น้ำแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,749 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ลดลงจากเมื่อวานนี้ซึ่งอยู่ที่ 2,788 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ระบายน้ำ 901 ลบ.ม.ต่อวินาที ลดลงจากเมื่อวานนี้ซึ่งอยู่ที่ 1,000 ลบ.ม.ต่อวินาที จากนั้นควบคุมให้น้ำไหลผ่านเขื่อนพระรามหกสูงสุดในอัตรา 762 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้เช้านี้ (6.00 น.) น้ำไหลรวมกันผ่าน อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา 3,104 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งไม่เกินความจุของลำน้ำที่รับได้ 3,500 ลบ.ม.ต่อวินาที

“ในวันที่ 10 ตุลาคม 2564 จะเกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูงสุด คาดว่าจะส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม 30-50 ซม. บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกแนวคันกั้นน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จ.ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เสริมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบายออกทะเล” นายประพิศ กล่าว

นอกจากนี้ยังใช้ทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อตัดยอดน้ำหลาก โดยลุ่มน้ำยม-น่าน ผันน้ำเข้าทุ่งบางระกำ 400 ล้าน ลบ.ม. ส่วนทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำ 10 ทุ่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา รับน้ำแล้วรวม 978 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 67% จากแผนที่กำหนดไว้ 1,454 ล้าน ลบ.ม. สาเหตุที่ยังไม่ได้รับน้ำเข้าทุ่ง 100% ตามแผนเนื่องจากยังมีนาข้าวที่รอเก็บเกี่ยวอีก 121,000 ไร่หรือ 11.8 % ของที่เพาะปลูกทั้งหมด ซึ่งเมื่อเกษตรกรเก็บเกี่ยวหมดแล้ว จะพิจารณารับน้ำเข้าจนเต็มศักยภาพ ซึ่งเป็นการเตรียมแปลงสำหรับเพาะปลูกพืชน้ำน้อยในช่วงหน้าแล้งได้อีกด้วย

ในส่วนลุ่มน้ำชี–มูล น้ำที่ระบายจาก จ.ชัยภูมิ ลงแม่น้ำชีเคลื่อนตัวมาถึงเขื่อนชนบท อ.ชนบท จ.ขอนแก่น แล้วเอ่อล้นตลิ่ง ประกอบกับระดับน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำมากถึง 85.44% จึงต้องระบายน้ำลงลำน้ำพองและชี ตามลำดับ จึงทำให้น้ำท่วมสูงใน จ. ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด รวมทั้งต้องเฝ้าระวัง จ. มหาสารคาม ยโสธร และศรีสะเกษ ด้วย เนื่องจากน้ำที่ระบายจาก จ.นครราชสีมา ลงแม่น้ำมูลเคลื่อนตัวมาผ่าน จ.ศรีสะเกษ แล้ว แล้วจะไหลไปที่ จ.อุบลราชธานี

ล่าสุด ศูนย์บริหารจัดการอุทกภัยลุ่มน้ำชี-มูล (ส่วนหน้า) รายงานว่า ระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำ M7 อ. เมืองอุบลราชธานี เวลา 06.00 น. อยู่ที่ +112.49 ม.รทก. อัตราการไหล 2,594 ลบ.ม.ต่อวินาที สูงกว่าตลิ่ง 49 เซนติเมตร โดยทรงตัวมา 2 วันแล้ว เนื่องจากเร่งระบายน้ำแม่น้ำมูลลงสู่แม่น้ำโขงได้มากถึง 2,811.23 ลบ.ม.ต่อวินาทีหรือวันละ 242.89 ล้าน ลบ.ม. เพื่อให้ลำน้ำสามารถรับปริมาณน้ำสูงสุดที่จะมาถึงในอีก 10-15 วันได้ โดยเกิดผลกระทบน้อยที่สุด

-005

‘ชัยชนะ’ขอบคุณ’นายกฯ’คืน4กรม ให้’เฉลิมชัย’กลับไปดูแล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606897

'ชัยชนะ'ขอบคุณ'นายกฯ'คืน4กรม ให้'เฉลิมชัย'กลับไปดูแล

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 10.41 น.

‘ชัยชนะ’ ขอบคุณ ‘นายกฯ’ เซ็นคำสั่งคืน 4 กรมกระทรวงเกษตรฯ ให้ ‘เฉลิมชัย’ กลับไปดูแล เผยเป็นไปตามกฎหมายและความเหมาะสม ชี้ล้างครหา’เผด็จการ’ ได้พอควรเพราะฟังคำท้วงติงจากพรรคร่วมรัฐบาล 

นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราชและรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามยกเลิกคำสั่งที่มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ดูแล 4 กรมในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) แทนที่ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ ที่ถูกปลดจากรัฐมนตรีช่วยการกระทรวงเกษตรฯ ว่า ถือว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ลบล้างข้อกล่าวหาที่ถูกปลุกปั่นมาตลอดว่า เป็นเผด็จการ ได้พอสมควร เนื่องจากว่า พอทางพรรคประชาธิปัตย์ ได้ดำเนินการทักท้วงว่า อาจจะไม่มีความเหมาะสมและเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้พิจารณาถึงเหตุผลต่างๆ แล้วจึงตัดสินใจอย่างกล้าหาญโดยการยกเลิกคำสั่งฯ เพื่อคืนอำนาจให้ทาง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการฯ ดำเนินการจัดสรรหรือแบ่งงานให้กับรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ อีก 2 ท่าน ตามความเหมาะสมต่อไป 

ดังนั้น ตนและพรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ดำเนินการตามคำท้วงติงของพรรคถือเป็นความสวยงามที่เกิดขึ้นในการทำงานของรัฐบาลด้วย 

“ผมเห็นว่า การที่ นายกรัฐมนตรี เซ็นคำสั่งยกเลิกในครั้งนี้ ถือเป็นการความเป็นธรรมให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นรัฐมนตรีว่าการมีอำนาจตาม พ.ร.บ.พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 20 วรรค 2 ที่ระบุว่า ในกรณีที่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง การสั่งหรือการปฏิบัติราชการของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมอบหมาย รวมทั้ง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก็ได้ชี้แจงว่า สำหรับงานในหน้าที่ที่เคยเป็นของ ร.อ.ธรรมนัส ต้องกลับคืนสู่รัฐมนตรีว่าการ เพราะอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีช่วยว่าการ เป็นไปตามคำสั่งมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อไม่มีรัฐมนตรีช่วยฯ อำนาจเหล่านั้นก็กลับคืนสู่รัฐมนตรีว่าการ เพราะฉะนั้น การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินการครั้งนี้ ถือเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและคำนึงถึงความเหมาะสม รวมทั้ง เป็นการลบล้างคำครหาที่ว่าเป็นเผด็จการไม่ฟังใครได้พอสมควร ” นายชัยชนะกล่าว

‘วราวุธ’ถกผ่านออนไลน์ ชูลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606837

‘วราวุธ’ถกผ่านออนไลน์  ชูลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวปาฐกถาพิเศษ “ยุทธศาสตร์ไทยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ผ่านการสัมมนาออนไลน์GO GREEN เมกะเทรนด์เพื่อโลกสีเขียว ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้เกิดภัยพิบัติธรรมชาติหลากหลายรูปแบบทั่วโลก จากรายงานพิเศษว่าด้วยภาวะโลกร้อน 1.5°C ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (International Panel on Climate Change : IPCC) ระบุ หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น เพียง 2 องศาเซลเซียส จะทำให้น้ำท่วมขึ้นอีก 170% ประชาชนทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลที่ยกระดับสูงขึ้นใน ค.ศ.2100 ตลอดจนWorld Economic Forum ยังได้จัดให้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความล้มเหลวของโลกในการแก้ไขปัญหา เป็นความเสี่ยงในลำดับต้นๆ ของโลกอีกด้วย

นายวราวุธกล่าวต่อว่า ไทยมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 1% ของทั้งโลก คิดเป็น 354 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในเวทีการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (UNCCC) ที่จัดการประชุม COP26 เพื่อควบคุมการเพิ่มอุณหภูมิของโลกไม่เกิน 2 องศา หรือข้อตกลงปารีส โดยไทยร่วมมือดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมาย จากเดิมตั้งเป้าก่อนปี ค.ศ.2020จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง7-20% ของภาวะปกติ ปรากฏว่าสามารถลดได้ 65 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็น 17% หรือลดลงได้มากกว่าเป้าหมายขั้นต่ำถึงสองเท่ากว่า และเป้าหมายระยะถัดไป คือต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลงให้ได้ 20-25%ภายในปี ค.ศ. 2073

ทั้งนี้ ในที่ประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร ประเทศไทยจะประกาศเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกตามแผนที่ได้วางไว้ ซึ่งในเวที COP26 ท้าทายให้ทุกชาติประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ประเทศใหญ่ๆ ได้พัฒนาแล้ว และทยอยประกาศเป้าหมาย เป็นแรงกดดันต่อทุกประเทศ ที่ต้องใส่ใจ อาทิ การนำเข้าส่งออกสินค้าผ่านประเทศต่างๆ ต้องมีรายงานกำกับด้วยว่ากระบวนการผลิต ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอย่างไร ซึ่งสหภาพยุโรป (EU) บังคับใช้แล้วสำหรับกลุ่มสินค้าซีเมนต์ ปุ๋ย เหล็ก เหล็กกล้า เป็นต้น โดยข้อกำหนดนี้จะถูกนำไปใช้มากขึ้น เพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยกระทรวงฯได้ประสานทุกหน่วยงาน จัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อรองรับการเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ทั้งในสาขาพลังงาน ขนส่ง อุตสาหกรรมการผลิต การเกษตร และป่าไม้ อีกทั้งต้องขอความร่วมมือร่วมใจจากทุกคนในการเรียนรู้ ตื่นตัว และขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อส่งต่อโลกที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ให้ลูกหลาน

กรมฝนหลวงฯเติมน้ำเขื่อนรับฤดูแล้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606838

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางนรีลักษณ์ วรรณสาย รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่าหลายพื้นที่ของประเทศไทยประสบปัญหาน้ำท่วมและน้ำล้นตลิ่งจากอิทธิพลพายุที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวม 31 จังหวัด หลายหน่วยงานกำลังเร่งให้การช่วยเหลือ ในส่วนของกรมฝนหลวงฯ ได้วิเคราะห์และวางแผนช่วยเหลือพื้นที่ซึ่งมีความต้องการน้ำ โดยไม่ให้มีผลกระทบต่อพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมและปรับแผนในการเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง แต่ยังคงตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 5 หน่วยปฏิบัติการ ได้แก่ภาคเหนือ ที่ จ.เชียงใหม่ จ.ตาก จ.พิษณุโลกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนคือ จ.อุดรธานี และ จ.ขอนแก่น โดยมีเป้าหมายหลักในการเติมน้ำให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่ยังคงมีความต้องการน้ำและมีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ซึ่งน้ำในเขื่อนจะเป็นน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภค-บริโภคและเพื่อการเกษตรในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง

สำหรับผลการปฏิบัติการฝนหลวงกรมฝนหลวงฯ ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมน้ำให้กับเขื่อนที่ยังคงมีปริมาณน้ำน้อย ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จ.เชียงใหม่ เขื่อนกิ่วลมจ.ลำปาง เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนสิริกิติ์จ.อุตรดิตถ์ เขื่อนน้ำอูน และอ่างเก็บน้ำห้วยกระเฌอ อ่างเก็บน้ำโคกภูใหม่ จ.สกลนคร โดยวันที่ 3 ตุลาคม สภาพอากาศเข้าเงื่อนไขปฏิบัติการฝนหลวงที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่จึงมีการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง โดยมีเป้าหมายคือพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธาราเขื่อนกิ่วลม เขื่อนกิ่วคอหมา และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ที่มีการขอรับบริการ อย่างไรก็ดี หน่วยปฏิบัติการในพื้นที่อื่นๆ จะติดตามสภาพอากาศก่อนขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมาย โดยระมัดระวังไม่ให้มีผลกระทบพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม

ทส.ย้ำเครือข่ายฯผลักดันนโยบาย สู่คุณภาพชีวิตที่ดีตามแนววิถีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606839

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการส่งเสริมและสนับสนุนเครือข่ายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำความสำคัญของภาคประชาชนและเครือข่ายอาสาสมัครร่วมกันอนุรักษ์ ดูแล ฟื้นฟู ป้องกันทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ มุ่งสู่เป้าหมายประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ตามแนววิถีใหม่ ภายใต้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ปัจจุบัน กระทรวงฯ มีเครือข่ายอาสาสมัครด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ทั่วประเทศกว่า 677,150 คน ทั้งเครือข่าย ทสม.เครือข่ายรสทป.เครือข่ายป่าชุมชน เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานฯ เครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย เครือข่ายผู้ใช้น้ำ และเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล ทั้งหมดถือเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือภาคประชาชนที่มีความสำคัญ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้เครือข่าย ตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อให้คงอยู่ถึงลูกหลานในอนาคต โดยร่วมมือกันดำเนินงานภายใต้นโยบาย “ทส. หนึ่งเดียว”ที่เชื่อมโยงและบูรณาการขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกมิติ รวมทั้งนโยบาย ทส. ยกกำลัง 2 + 4 ที่ต้องยกระดับคุณภาพการทำงานเป็น 2 เท่า เพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงาน เพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมาย การทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ตามแนววิถีใหม่ ภายใต้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

มนัญญามุ่งหน้าพัฒนาสหกรณ์/สร้างประโยชน์-แก้ปัญหาให้สมาชิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606609

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังมอบนโยบายเพื่อพัฒนาสหกรณ์และขับเคลื่อนงานเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ปีที่ 49 โดยมีนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะ ต้อนรับ ผ่านระบบซูม ว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์ สามารถสนองงานเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาลในหลายเรื่องสำคัญๆ และนับเป็นเรื่องที่ดีที่นำสหกรณ์มาเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ และกลไกพัฒนาภาคการเกษตรไทย ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ มุ่งสนับสนุนสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง ส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้และช่วยบรรเทาปัญหาต่างๆ แก่สมาชิก

ทั้งนี้ น.ส.มนัญญา ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินการหลายโครงการ เช่น โครงการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ พัฒนาร้านค้าสหกรณ์จำหน่ายสินค้ากลุ่มเกษตรกร เป็นช่องทางให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้มากขึ้น โครงการส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกปลูกพืช/ผัก สร้างทางเลือกที่มีศักยภาพและตลาดรองรับ สร้างรายได้เสริมอาชีพหลัก รวมถึงโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร สนับสนุนการกลับมาทำเกษตรที่บ้านเกิด โดยมีสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่เป็นพี่เลี้ยง ตลอดจนการจัดหาตลาดรองรับ

นอกจากนี้ อีกโครงการที่เริ่มขับเคลื่อนแล้วตั้งแต่ปีงบประมาณ 2564 คือโครงการส่งเสริมการผลิตฟ้าทะลายโจรให้เป็นพืชเศรษฐกิจ ป้อนเป็นวัตถุดิบในกระบวนการแปรรูปเข้าสู่ตลาด สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ โดยบูรณาการร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ผลักดันและส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรปลูกพืชสมุนไพรเพิ่มขึ้น

“ในปีงบประมาณ 2565 นี้ ขอให้ทุกคนช่วยกันทำงาน เพื่อยกระดับสหกรณ์ให้มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องการทำงานเชิงการพัฒนา การส่งเสริมด้านธุรกิจและกำกับดูแลตรวจการสหกรณ์อย่างใกล้ชิด เน้นย้ำเรื่องการดำเนินงานของสหกรณ์ให้แบ่งปันกำไรคืนสู่สมาชิก” น.ส.มนัญญา กล่าวและว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ถือเป็นหน่วยงานสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ มีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน แนะนำ กำกับ และดูแลระบบสหกรณ์ของประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ “การสหกรณ์มั่นคง สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเข้มแข็ง เศรษฐกิจและสังคมของชุมชนยั่งยืน”

ปัจจุบันประเทศไทย มีสหกรณ์ 7 ประเภท ได้แก่สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน และสหกรณ์ออมทรัพย์ รวม 7,873 แห่งทั่วประเทศ สมาชิกรวม 11.43 ล้านคน แบ่งเป็น สหกรณ์ในภาคเกษตร 4,329 แห่งสมาชิก 6.3 ล้านคน สหกรณ์นอกภาคเกษตร 3,544 แห่ง สมาชิก 5.037 ล้านคน มีปริมาณธุรกิจในระบบสหกรณ์รวมกว่า 2.23 ล้านล้านบาท และมีกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในการกำกับดูแลอีก 4,503 แห่ง สมาชิก 4.2 แสนคนปริมาณธุรกิจกว่า 5,207 ล้านบาท ทั้งนี้ สหกรณ์ถือเป็นหนึ่งในสถาบันเกษตรกรที่มีบทบาทในการช่วยแก้ปัญหาให้สมาชิกอย่างแท้จริง

ทส.ช่วยเมืองปากน้ำแก้ปัญหามลพิษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606610

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปิดเผยว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มอบหมายให้ คพ.สนับสนุน จ.สมุทรปราการแก้ปัญหาน้ำท่วมและปัญหามลพิษให้ทันสถานการณ์ โดยรับทราบความประสงค์จาก อบจ.สมุทรปราการ ที่ขอใช้ท่อรวบรวมระบบน้ำเสียจากโครงการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียในเขตควบคุมมลพิษ จ.สมุทรปราการ มาใช้ในการระบายน้ำออกสู่ทะเล เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม

ทั้งนี้ จ.สมุทรปราการ มีการเจริญเติบโตทั้งอุตสาหกรรม เศรษฐกิจและสังคม ซึ่ง คพ.มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศใน จ.สมุทรปราการ รวม 6 สถานี และยังมีสถานีตรวจและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ความร่วมมือกันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหามลพิษอย่างยั่งยืน

นายวันชัย คงเกษม ผวจ.สมุทรปราการ กล่าวว่า สำหรับบันทึกความร่วมมือมีวัตถุประสงค์ในการร่วมส่งเสริมการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม และการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหาของประชาชนอันเกิดจากมลพิษและภัยพิบัติ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในเชิงรุกได้อย่างถูกต้อง รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ สอดรับกับสภาพปัญหาและบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในการดำเนินการแรกจากการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ คือแนวคิดการนำระบบรวบรวมน้ำเสียของโครงการคลองด่าน มาใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใน จ.สมุทรปราการ

ด้าน น.ส.นันทิดา แก้วบัวสาย นายก อบจ.สมุทรปราการเผยว่า พร้อมให้การสนับสนุนในการแก้ปัญหาน้ำท่วมและปัญหามลพิษในพื้นที่ ซึ่งการใช้ประโยชน์จากท่อระบบรวบรวมน้ำเสียของโครงการคลองด่านที่มีอยู่แล้ว มาใช้แก้ไขปัญหาน้ำท่วมจะทำให้รัฐไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณในการสร้างใหม่

‘มนัญญา’เยี่ยมสำนักวิจัย เน้นศักยภาพเมล็ดพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606333

วันจันทร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 พิษณุโลก โดยรับฟังบรรยายสรุปภารกิจ และเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สารพิษตกค้าง โดยมี นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายสมบัติ ตงเต๊า รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร น.ส.ฉันทนา คงนคร ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 เข้าร่วม ว่ากระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญในการพัฒนาภาคเกษตร ด้านวิจัย พัฒนาการผลิตพืช รวมถึงทดสอบเทคโนโลยีการเกษตร และการแก้ปัญหาของเกษตรกร งานด้านพัฒนาสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP เกษตรอินทรีย์ และเป็นหน่วยรับรองแหล่งผลิต GAP พืช เกษตรอินทรีย์ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน

นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ยังกล่าวถึงคุณสมบัติของเมล็ดพันธุ์ ว่าเป็นปัจจัยสำคัญของการผลิตพืช เป็นต้นน้ำของการผลิตที่ทำให้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพดี จึงได้มอบแนวทางการดำเนินงานโดยให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1-8 แสดงศักยภาพของการผลิตเมล็ดพันธุ์ หรือพันธุ์ที่โดดเด่นตามภูมิภาค เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตโดยกรมวิชาการเกษตร เป็นปัจจัยที่สำคัญเพราะเป็นลูกผสมเปิด สามารถเก็บพันธุ์ไว้ขยายพันธุ์ต่อได้อีก พร้อมทั้งให้ความรู้แก่เกษตรกรในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชด้วย

‘ประภัตร’เซ็นMOU หนุนสินค้าเกษตร ใช้ในตลาดกลาง ก้าวสู่ระดับสากล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606334

วันจันทร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการนำมาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.) ไปใช้สำหรับตลาดกลาง ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และสมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย (TAWMA) โดยมีนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรฯและนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ นายกสมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย เป็นผู้ลงนาม ที่สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรฯ

“การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตและจัดการการค้าสินค้าเกษตรของประเทศ ให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้รับความเชื่อถือ และนำพาประเทศให้ก้าวสู่การเป็นตลาดชั้นนำที่มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล” นายประภัตรกล่าวและว่า มีแผนดำเนินงานระยะ Quick win คือแผนปฏิบัติการระยะเร่งด่วน มีการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานและพัฒนาต้นแบบการจัดการสินค้าเกษตรตามมาตรฐาน นำร่องที่ตลาดไท ตลาดที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งมีความสำคัญต่อห่วงโซ่ของสินค้าเกษตรและอาหาร ระยะที่ 2 เป็นการจัดทำมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยและคุณภาพตลาดกลางสินค้าเกษตร และระยะที่ 3 เป็นการเตรียมความพร้อมระบบการตรวจสอบรับรองมาตรฐานและจัดทำระบบ Supply Chain จากนั้นจะนำต้นแบบตลาดไท ขยายผลไปยังตลาดกลางสินค้าเกษตรแห่งอื่นในปีถัดไป