ชายคาพระพิรุณ : 27 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604827

วันจันทร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดแถลงข่าวออนไลน์ ถึงความคืบหน้าโครงการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ที่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกภาคส่วน ซึ่งดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลัก ดำเนินการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบของพี่น้องเกษตรกรทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้น ทั้งการจัดซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกร ที่ประสบปัญหาสินค้าล้นตลาดราคาตกต่ำ เพื่อนำไปมอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ภายใต้ “โครงการแบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัยโควิด-19” ซึ่งดำเนินการแล้ว 264 ครั้ง 46 จังหวัด รวมเป็นมูลค่าสินค้าทั้งสิ้น 1.2 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่มเกษตรกร รวมถึงการช่วยกระจายผลผลิตให้กับเกษตรกรชาวสวนผลไม้ในแคมเปญ “เกษตรกรแฮปปี้” จำนวน 2 เฟส สามารถช่วยระบาย มังคุด เงาะ ลองกอง ลำไย ได้จำนวนมาก ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพี่น้องประชาชน ทำให้ราคาผลไม้ปรับตัวสูงขึ้นเป็นที่น่าพอใจ และได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการขนส่งและเป็นจุดกระจายสินค้า สำหรับระยะยาว กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินงานโครงการสำคัญหลายโครงการ ภายใต้โครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมีโครงการสำคัญหลายโครงการ ได้แก่ โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ซึ่งมีหลายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมดำเนินการ และโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) เป็นต้น

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการ แบ่งตามแหล่งที่มาของงบประมาณ ประกอบด้วย 1.เงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 จำนวน 12 โครงการ เช่น โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) และโครงการที่หน่วยงานระดับจังหวัดเสนอขอดำเนินการ เช่น โครงการส่งเสริมการปลูกพืชเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตร (สมุทรสงคราม) โครงการส่งเสริมการปลูกผักปลอดภัยเชิงการค้าในกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ (จังหวัดสตูล) เป็นต้น ผลการดำเนินงานโดยภาพรวม มีการเบิกจ่ายไปแล้วประมาณ 3,029 ล้านบาท คิดเป็น 56.92% ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร โดยมีหลายโครงการที่ดำเนินการเบิกจ่ายเสร็จสิ้นแล้ว และ 2.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการส่งเสริมการปลูกพืชเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตร (จังหวัดสมุทรสงคราม) และโครงการโรงเรือนเพาะเห็ดอัจฉริยะ (จังหวัดสระบุรี) ขณะนี้ดำเนินการเบิกจ่ายไปแล้วประมาณ 1.14 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 83.37 ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับ

ขุนเกษตรา

‘เฉลิมชัย’นำทีมผู้บริหาร กษ.ตามติดนายกฯ ลงพื้นที่สุโขทัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604852

'เฉลิมชัย'นำทีมผู้บริหาร กษ.ตามติดนายกฯ ลงพื้นที่สุโขทัย

วันอาทิตย์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2564, 21.42 น.

“เฉลิมชัย”นำทีมผู้บริหาร กษ.ตามติดนายกฯ ลงพื้นที่สุโขทัย ให้กำลังใจและมอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2564 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด ลงพื้นที่ติดตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจและมอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย อำเภอศรีสำโรง จำนวน 2 จุด ได้แก่ บ้านคลองชัด หมู่ที่ 8 ต.วังใหญ่ และวัดดอนจันทร์ หมู่ที่ 4 ต.บ้านไร่ จากนั้นได้เดินทางไปติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการดูแลประชาชน ณ วัดบ้านซ่าน ต.บ้านซ่าน อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย

โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความช่วยเหลือในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ก.ย.64) ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว จำนวน 7 เครื่อง / เครื่องผลักดันน้ำ 5 เครื่อง / รถแบคโฮ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ บริเวณลำน้ำแม่มอก และสนับสนุนเรือตรวจการ 1 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่ 5 ราย รวมถึงแจกจ่ายหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน 10,000 กก. ถุงยังชีพ 60 ชุด สร้างเสริมสุขสัตว์ 60 ชุด และในวันนี้ (วันที่ 26 ก.ย. 64) กระทรวงเกษตรฯ ได้สนับสนุนเกษตรกร ได้แก่ หญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน 10 ตัน / อาหาร TMR 2 ตัน / แร่ธาตุ 250 ก้อน (500 กิโลกรัม) / ถุงยังชีพสัตว์ 200 ชุด เชื้อราไตรโคเดอร์มา หัวเชื้อพร้อมใช้ 1,000 กิโลกรัม หัวเชื้อชั้นขยาย 1,000 ขวด (สามารถไปขยายเป็นหัวเชื้อพร้อมใช้ได้ 25,000 กก.) และเมล็ดพันธุ์ผัก 2,000 ซอง (ถั่วฟักยาว กระเจี๊ยบเขียน พริกจินดา ผักบุ้งจีน)

นอกจากนี้ ยังเตรียมให้การสนับสนุนปัจจัยต่างๆ ในระยะต่อไป ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ข้าว 4,551.70 ตัน เมล็ดพันธุ์ผัก 9,960 ซอง ต้นพันธุ์พืชผัก/พืชอาหาร 4,410,000 ต้น (อาทิ กระเพรา โหระพา พริก มะเขือ ผักหวาน ไพล) ต้นพันธุ์ไม้ผล/ไม้เศรษฐกิจ 176,000 ต้น (อาทิ กล้วย ขนุน มะนาว มะละกอ หม่อน) เชื้อราไตรโคเดอร์มา ที่สามารถไปขยายเป็นหัวเชื้อพร้อมใช้ได้ไม่น้อยกว่า 75,000 กิโลกรัม/รอบการผลิต (4 วัน) และเตรียมพันธุ์สัตว์น้ำปล่อยตามแหล่งธรรมชาติเพื่อเป็นแหล่งอาหารในชุมชน

ขณะเดียวกันยังเร่งรัดสำรวจความเสียหายเบื้องต้นในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ก.ย. 64) แบ่งเป็น ด้านพืช เกษตรกร 14,464 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 169,297 ไร่ ข้าว 150,774 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 16,761 ไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้น 1,762 ไร่ โดยในพื้นที่ อ.ศรีสำโรง เกษตรกร 4,593 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 69,703 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 67,082 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 2,224 ไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้นและอื่น ๆ 397 ไร่ ด้านประมง เกษตรกร 2,504 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ (บ่อปลา) 3,087 ไร่ ในพื้นที่ อ.ศรีสำโรง เกษตรกร 300 ราย พื้นที่เพาะเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ (บ่อปลา) 350 ไร่ ด้านปศุสัตว์ เกษตรกร 6,336 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 233,325 ตัว โค-กระบือ 26,036 ตัว สุกร 6,479 ตัว แพะ-แกะ 1,040 ตัว สัตว์ปีก 199,770 ตัว แปลงหญ้า 431 ไร่ ในพื้นที่ อ.ศรีสำโรง เกษตรกร 2,412 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 101,052 ตัว

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมมาตราการช่วยเหลือช่วยเกลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ และมาตรการอื่น ๆ กรณีเสียหายสิ้นเชิง โดยสามารถติดต่อขอรับสิทธิ์การช่วยเหลือได้ที่สำนักงานเกษตร/ประมง/ปศุสัตว์อำเภอ หรือเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ใกล้บ้านท่าน ทั้งนี้ หลักเกณฑ์/คุณสมบัติเกษตรกรที่ได้รับการช่วยเหลือ จะต้องเป็นเกษตรกรที่มีพื้นที่การผลิตเสียหายสิ้นเชิงอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตฯ และขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนเกิดภัย

รมช.มนัญญา Kick off โครงการส่งเสริมผลิตฟ้าทะลายโจร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604274

รมช.มนัญญา Kick off โครงการส่งเสริมผลิตฟ้าทะลายโจร

วันศุกร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Kick offโครงการส่งเสริมการผลิตฟ้าทะลายโจร ในสถาบันเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบาย จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร(ฟ้าทะลายโจร) สู้ภัยโควิด-19 ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายการขยายพื้นที่ปลูกฟ้าทะลายโจรเพื่อป้อนเป็นวัตถุดิบในกระบวนการแปรรูปเข้าสู่ตลาดสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและสมาชิกของสหกรณ์ อย่างไรก็ตามยังเป็นโอกาสให้กับสหกรณ์ในการต่อยอด ขยายการส่งเสริมและเพิ่มพื้นที่ปลูกให้กับสมาชิกสหกรณ์รายอื่นๆ รวมทั้งเป็นการรักษาเสถียรภาพด้านปริมาณ และราคาให้เกิดความสมดุล ส่งเสริมให้ประชาชนใช้พืชสมุนไพรไทยเป็นทางเลือกในการบำบัด ควบคุม และรักษาโรคเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกฟ้าทะลายโจรในสถาบันเกษตรกร ซึ่งกรมวิชาการเกษตร จะสนับสนุนกล้าพันธุ์ที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์สูงให้กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และอนาคตอาจจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ต่อไป สำหรับการจัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกฟ้าทะลายโจรในสถาบันเกษตรกรในครั้งนี้ มีเป้าหมายคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมจำนวน 498 ไร่ เป้าหมายในปี 2564 จำนวน 98 ไร่ และปี 2565 จำนวน 400 ไร่ ในพื้นที่ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ สำหรับจังหวัดขอนแก่น มีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านดงกลาง สังกัดสหกรณ์การเกษตรพระยืน จำกัด ได้ดำเนินการผลิตและแปรรูปฟ้าทะลายโจร โดยมีสมาชิกปลูกฟ้าทะลายโจร จำนวน 26 ราย การดำเนินโครงการในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนกล้าพันธุ์ฟ้าทะลายโจรจากกรมวิชาการเกษตร รวมจำนวน 40,000 ต้นโดยมีเป้าหมายให้เป็นการปลูกแบบอินทรีย์ทั้งหมด และยังมีการอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรในการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยว การแปรรูป เพื่อให้ได้ผลผลิตฟ้าทะลายโจรที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางยามากที่สุด โดยในส่วนของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านดงกลาง สังกัดสหกรณ์การเกษตรพระยืน จำกัด ขณะนี้ได้มีโรงงานผลิตและแปรรูปสมุนไพรหลากหลายชนิด ทั้งด้านกระบวนการแปรรูปสมุนไพร การบด การบรรจุการแพ็กผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมุนไพรฟ้าทะลายโจร แบบแคปซูล และชาฟ้าทะลายโจรผลิตภัณฑ์สมุนไพรแปรรูป ชาใบหม่อน ชารางจืด ชาว่านชัดมดลูก ลูกประคบสมุนไพร ที่นับว่าเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคนิยมซื้อกันมากในขณะนี้ จึงนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างมาตรฐานการผลิตที่สามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้กับกลุ่มเกษตรกรอื่นๆ ได้ศึกษาดูงาน เพื่อสร้างมาตรฐานที่จะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้มาตรฐาน สร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค และจะสร้างโอกาสในการทำตลาดทั้งในและต่างประเทศต่อไป

กยท.เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งให้ยางไทย ฝ่าโควิด-19ผลักดันเกษตรกรก้าวสู่ภาคธุรกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604275

วันศุกร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ในช่วงปีงบประมาณ 2564 สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่รุนแรง ได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของยางพาราของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่ง กยท.ได้มีการปรับรูปแบบการทำงานใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์นำระบบไอทีเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการมากขึ้น พร้อมออกมาตรการต่างๆ ช่วยเหลือเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง โครงการขยายเวลาการชำระหนี้เงินกู้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการยาง เป็นต้น ซึ่งสามารถช่วยเหลือผลกระทบและรักษาเสถียรภาพราคายางในห้วงเวลาวิกฤตโรคระบาดได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญช่วยรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้ชาวสวนยางไม่ให้หยุดชะงัก ขณะเดียวกันยังได้มีการส่งเสริมการใช้ยางเพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศอีกด้วย ทำให้สถานการณ์ราคายางวันนี้ยังอยู่ในแนวโน้มที่ดีคือยางแผ่นรมควันราคามากกว่า 50 บาทต่อกิโลกรัม และราคายางก้อนราคาไม่ต่ำกว่า 46 บาทต่อกิโลกรัม

นอกจากนี้ กยท.ได้วางเป้าหมายสำคัญเพื่อต่อยอดความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมยางพาราไทย โดยได้ส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ มุ่งหวังพัฒนาเกษตรกรชาวสวนยางสู่การเป็น Smart Farmer ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 5 ด้าน ได้แก่ การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ การตลาด การบริหารจัดการ โดยการบูรณาการร่วมกันทั้งในส่วนของเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางหน่วยราชการ และภาคเอกชน ทั้งนี้ มีการกำหนดเป้าหมายให้มีโรงงานแปรรูปยางพาราครอบคลุมพื้นที่ทุกเขตของ กยท. ทั้ง 7 เขต เช่น โรงงานแปรรูปน้ำยางข้นของสหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด โรงงานแปรรูปน้ำยางข้นที่ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นต้น ทำให้สามารถรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง ลดค่าใช้จ่ายเรื่องขนส่ง สามารถควบคุมคุณภาพผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีราคารับซื้อเป็นธรรม มีตลาดรองรับแน่นอน มีพื้นที่จัดเก็บสินค้า สิ่งเหล่านี้เป็นกลไกที่ช่วยรักษาเสถียรภาพราคายางได้เป็นอย่างดี

“กยท.ได้เริ่มดำเนินการผลักดันเกษตรกรเข้าสู่โหมดธุรกิจให้เป็นผู้ประกอบการได้ ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่าง กยท.กับสถาบันเกษตรกรและโรงงานแปรรูปของภาคเอกชน เปิดโอกาสให้สถาบันเกษตรกรรวบรวมผลผลิตส่งให้โรงงานเอกชนแปรรูป พร้อมทั้งร่วมมือกันทำการตลาด เพื่อให้เกิดการเรียนรู้วิธีทำธุรกิจ โดย กยท.จะสนับสนุนเงินลงทุนเสริมสภาพคล่อง สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อดึงเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เข้าสู่ธุรกิจการทำตลาดนอกเหนือจากการขายผลผลิตที่ต้นน้ำให้มากขึ้น เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรได้ดีอีกช่องทางหนึ่ง รวมทั้งยังเป็นช่วยพัฒนาและสร้างความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมยางพาราไทยอีกด้วย” ผู้ว่าการกยท.กล่าว

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวด้วยว่า กยท. ยังได้ทำการศึกษาความเหมาะสมเพื่อจัดสร้างศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมยางพาราไทยแบบครบวงจร (Rubber Innovation Hub) ภายใต้เนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ใน จ.นครศรีธรรมราช รูปแบบภายในศูนย์เรียนรู้ฯ จะคล้ายๆ เป็นนิคมอุตสาหกรรมยางพาราครบวงจร ประกอบด้วยเรื่องของยางพาราไทยครอบคลุมทุกด้าน ตั้งแต่เริ่มต้นปลูกยางไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ยางพาราไทย เทคนิคการปรับปรุงพันธุ์ แปลงปลูกสาธิต เทคนิคกรีดยาง โรงงานแปรรูป งานทดลองศึกษาค้นคว้าวิจัยยางพาราต่างๆ เป็นต้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปยืนอยู่ในแถวหน้าของอุตสาหกรรมยางพาราได้อย่างมั่นคง และเป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยางพาราของโลกได้

ส่วนแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2565 จะดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างความเข้มเข็มให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางต่อเนื่องจากปี 2564 ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมยางพาราไทยแบบครบวงจร จะขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น พร้อมทั้งจะจัดตั้งบริษัทลูกในเครือของ กยท. เพื่อดำเนินการด้านการตลาด นอกจากนี้จะดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นมาตรการทางอ้อมในให้ความช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้สม่ำเสมอในภาวะวิกฤตจากการระบาดโควิด-19 ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประธาน ได้พิจารณาเห็นชอบให้ดำเนินการแล้ว

สศท.จัดประกวดงานหัตถกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604272

วันศุกร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ สศท. ได้จัดการประกวดผลงานศิลปหัตถกรรมเชิงสร้างสรรค์ SACIT Award 2021 ภายใต้หัวข้อ “ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen” โดยมีวัตถุประสงค์ในการเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความสามารถด้านการออกแบบแฟชั่น และเครื่องแต่งกาย ได้นำเสนอแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงาน
การออกแบบแฟชั่น และเครื่องแต่งกายผ้าไทยให้มีความร่วมสมัยใส่ได้จริง เข้ากับวิถีชีวิตคนในยุคปัจจุบันมากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ และส่งเสริมให้ผ้าไทยเป็นที่รู้จัก จนเกิดเป็นค่านิยมให้คนทั่วไปหันมาสวมใส่ผ้าไทยมากขึ้น เพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้แก่ผ้าไทยนำไปสู่การต่อยอดผลงานเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดย การประกวดในปีนี้มี แบ่งเวทีออกเป็น 4 ภูมิภาค ได้แก่ เหนือ กลาง ใต้ ตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อกระจายฐานความสนใจผ้าไทยไปในทุกภาค

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : จับตาสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604278

วันศุกร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อวาน “บิ๊กป้อม” พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และคณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของการบริหารจัดการน้ำหลากในพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

รองนายกฯ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝนของรัฐบาล พร้อมเตรียมแผนปฏิบัติการรับมืออย่างเคร่งครัด

อย่างไรช่วงนี้ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียง ฝนตกอย่างต่อเนืื่อง หลายคนมีความกังวลว่า เหตุการณ์จะซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 2554 หรือไม่?

ฟันธงได้เลยว่า…ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างไม่เกิดมหาอุทกภัยอย่างแน่นอน!!

เพราะสถานการณ์น้ำเหนือที่จะไหลหลากลงมานั้นสามารถควบคุมได้ 4 เขื่อนหลักที่มีผลต่อลุ่มเจ้าพระยาคือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาณน้ำยังน้อย ล่าสุดมีปริมาณรวมกันอยู่ที่ 10,572 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็น 43% ของปริมาณความจุ ยังไม่ถึงครึ่งความจุของเขื่อนเลย ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกมากกว่า 14,000 ล้านลบ.ม. ในขณะที่ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนทั้ง 4 แห่งรวมอยู่ที่ประมาณวันละ 100 ล้านลบ.ม.เท่านั้น และมีแนวโน้มที่ลดลง ต่างจากปี 2554 ที่มีปริมาณน้ำรวมกันมากกว่า 22,000 ล้าน ลบ.ม. เกือบเต็มเขื่อนทั้ง 4 แห่ง

มวลน้ำเหนือที่น่ากังวล จะมีเฉพาะที่ไหลมาจากลุ่มน้ำยมเนื่องจากไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ และฝนที่ตกท้ายเขื่อนเท่่านั้น แต่เชื่อว่าวางแผนบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการภายใต้ “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ” ที่วางแผนระบายน้ำผ่านคลองต่างๆ และโครงข่ายน้ำที่มีอยู่ ผนวกกับการใช้พื้นที่ลุ่มต่ำทั้ง 11 แห่งเป็นแก้มลิงเก็บกักตัดยอดน้ำได้ถึง 1,500 ล้านลบ.แล้วน่าจะ “เอาอยู่”

สำหรับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาล่าสุดไหลผ่านในอัตรา 1,481 ลบ.ม./วินาที ยังต่ำกว่าปี 2554 เยอะครับ ในปีนั้นจำได้ว่า ไหลผ่านมากกว่า 3,500 ลบ.ม./วินาที เกินความจุของแม่น้ำเจ้าพระยา

อัตราการไหลผ่านเขื่อน 1,481 ลบ.ม./วินาทีดังกล่าวอาจจะทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณ คลองโผงเผง คลองบางบาล และแม่น้ำน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีประมาณ 602 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมบ้าง แต่เหตุการณ์เช่่นนี้เป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านในพื้นที่ ที่รับรู้ว่าจะเกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงฤดูน้ำหลากอยู่แล้ว

สำหรับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างอย่างยั่งยืนนั้น คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ได้เห็นชอบแผนหลักการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง จำนวน 9 แผนหลัก ระยะเวลาดำเนินการ 13 ปี(2560-72) กรอบวงเงินประมาณ 329,151 ล้านบาท

ขณะนี้ดำเนินการเสร็จแล้วมีเพียงแผนงานเดียวคือ แผนพื้นที่ีรับน้ำนอง ซึ่งใช้พื้นที่ลุ่มต่ำ 11 แห่งดังกล่าว ส่วนที่อยู่ระหว่างการดำเนินมี 6 แผนงาน คือ แผนการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง แผนการปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตก แผนการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา แผนการบริหารจัดการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ แผนขุดคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร และแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน

ที่เหลืออีก 2 แผนงานที่อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม คือ แผนขุดคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย และ แผนขุดคลองระบายน้ำควบคู่ถนนวงแหวนรอบที่ 3

เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จทั้ง 9 แผน จะทำให้การแก้ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาน้ำท่วมหนักอย่างเช่นปี 2554 จะไม่เกิดขึ้นอย่างถาวรแน่นอน

อย่างไรก็ตามสิ่งที่รัฐบาลกังวลในปีนี้ไม่น่าจะเป็นสถานการณ์น้ำท่วม แต่น่าจะเป็นสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2565 มากกว่า โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา
“อู่ข้าวอู่น้ำ” ของประเทศนี่แหละ ปัจจุบัน 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 3,876 ล้านลบ.ม. หรือ 21% ของปริมาณน้ำที่ใช้การได้เท่านั้น

“บิ๊กป้อม” น่าจะมองข้ามช็อตสถานการณ์น้ำท่วมไปถึงฤดูแล้งปีหน้าแล้ว จะเห็นได้จากการสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในทุกภูมิภาค พร้อมทั้งวางแผนเก็บน้ําสํารองจากทุกแหล่ง ทั้งผิวดินและใต้ดิน ไว้รองรับในช่วงฤดูแล้งหน้า


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สกู๊ปพิเศษ : ‘ชาวนา’ยิ้มได้ฝนตกช่วยทันเวลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604273

สกู๊ปพิเศษ : ‘ชาวนา’ยิ้มได้ฝนตกช่วยทันเวลา

วันศุกร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การทำนาปีในปีนี้ บางพื้นที่อาจล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากปัญหาฝนทิ้งช่วงนานต่อเนื่อง ทำให้ที่หว่านไว้บางส่วนแห้งตาย แต่เมื่อได้ฝนในช่วงท้ายๆ ฤดูกาล ข้าวเริ่มฟื้นตัว และคาดว่าจะสามารถเติบโต ได้ทันในระยะเวลาที่เหลือนับจากนี้ อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำฝนที่ตกดังกล่าว อาจไม่เพียงพอต่อการทำนาปรังปี’65 เพราะส่วนใหญ่เป็นการตกท้ายเขื่อน 

นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คาดว่าปีนี้จะมีพายุ เข้ามาประเทศไทยอย่างน้อย 2 ลูกนั้น ปริมาณน้ำจะมีมาก กระทรวงเกษตรฯจึงวางแผนเพาะปลูกเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อให้ชาวบางระกำทำนาปีก่อนใคร ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2564  และมีแผนทยอยทำนาใน 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยาตามลำดับเพื่อให้เก็บเกี่ยวก่อนฤดูน้ำหลากที่จะเกิดขึ้นในเดือน ส.ค.-ต.ค. ทุกปีเป็นแก้มลิงที่ประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำที่ขังอยู่นี้ทำอาชีพประมงได้ด้วย   

อย่างไรก็ตามแผนการเพาะปลูกดังกล่าว สามารถระบายน้ำเพื่อปลูกข้าวในพื้นที่บางระกำเท่านั้นประมาณ 2.65 แสนไร่ น้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมาที่เคยส่งน้ำให้ได้มากที่สุดถึง 3.8 แสนไร่ ในขณะที่อีก 12 ทุ่งเจ้าพระยา ไม่สามารถส่งน้ำได้เลย เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่คาดว่าจะได้จากพายุ ไม่มีตามที่คาดเอาไว้  ฝนที่ตกในช่วงนี้เกิดจากร่องมรสุมทั้งสิ้น และเป็นฝนที่ตกตามฤดูกาลปกติ อีกทั้งฝนที่ตกดังกล่าว ยังตกท้ายเขื่อน ไม่สามารถกักเก็บได้ ทั้ง 4 เขื่อนหลักปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างไม่ถึง 50% ดังนั้นกรมชลประทานจึงเข้มงวดบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนให้มากที่สุดในฤดูแล้งปี 2564/65 ในขณะที่ต้องขอความร่วมมือการทำนาปรังในพื้นที่ที่เหมาะสมเท่านั้น 

“ข้าวนาปี ส่วนใหญ่จะอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก เกษตรกรจะหว่านก่อนแล้วรอรับน้ำฝน เมื่อฝนทิ้งช่วงนาน ข้าวก็จะเสียหาย ในปีนี้ฝนทิ้งช่วงนานกว่า 3 เดือน ถือว่าเสี่ยงมาก แต่พอฝนตกแล้งช่วงท้ายๆ ฤดู ข้าวก็ฟื้นตัว ซึ่งได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตาม แก้ไขปัญหาพร้อมให้คำแนะนำเพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวที่ดีที่สุด”    

สำหรับน้ำที่เข้าท่วมในบางพื้นที่ตั้งแต่ จ.พระนครศรีอยุธยาลงมานั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันช่วยเหลือโดยใช้การบริหารเชิงระบบคลองต่างๆ เพื่อไล่น้ำลงลำน้ำเจ้าพระยา และใช้เขื่อนเจ้าพระยาที่ จ.ชัยนาท เป็นเครื่องมือทดน้ำ ซึ่งจากการเฝ้าระวังปริมาณน้ำที่ไหลลงมาปริมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาทีนี้ คาดว่าตัวเขื่อนจะสามารถรับมือได้   

“หลังจากนี้ปริมาณฝนจะลดลงและหันหน้าลงทิศใต้กันหมดแล้ว  ฝนในปีนี้จึงถือว่าน้อยมาก ต่อไปต้องจับตาดูการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ที่ต้องเข้มงวดให้เป็นไปตามแผนน้ำที่มีอยู่ใน 4 เขื่อนหลักต้องให้ความสำคัญกับการอุปโภค-บริโภค การรักษาระบบนิเวศ ก่อนจากนั้นจึงจะใช้เพื่อรักษาพืชยืนต้น ส่วนข้าวจะเป็นเรื่องหลังๆ เพราะใช้น้ำมาก” 

สำหรับผลกระทบจากร่องมรสุม ต่อภาคการเกษตรตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2564-ปัจจุบัน พบว่า ด้านพืช ได้รับผลกระทบ 16 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงใหม่ ตาก น่าน แพร่ พิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน สุโขทัย นครราชสีมา เลย ปราจีนบุรี และจังหวัดระยอง เกษตรกร 17,194 ราย พื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบ 135,113 ไร่ แบ่งเป็นข้าว 116,135 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 15,072 ไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้นและอื่นๆ 3,906 ไร่ อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย ด้านประมง ได้รับผลกระทบ9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร แพร่ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน นครราชสีมา เลย และจังหวัดกรุงเทพฯ เกษตรกร 2,626 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ (บ่อปลา) 2,508 ไร่ กระชัง 284 ตร.ม.อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย 

ด้านปศุสัตว์ ได้รับผลกระทบ 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดพิษณุโลก เกษตรกร 5,001 รายสัตว์ได้รับผลกระทบ 89,200 ตัว แบ่งเป็น โค-กระบือ 1,446 ตัว สุกร 802 ตัว แพะ-แกะ 561 ตัว สัตว์ปีก 86,391 ตัว แปลงหญ้า 10 ไร่ อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย เพื่อเยียวยาตามระเบียบราชการต่อไป 

ส่วนสภาพน้ำใน 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณรวม 1.02 หมื่นล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 41% ของความจุ เป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 3.5 พันล้านลบ.ม. หรือ 19% ของปริมาตรน้ำในอ่างฯ แยกเป็นเขื่อนภูมิพล มีปริมาตรน้ำ 5.3 พันล้าน ลบ.ม. หรือ 40% ของความจุอ่างฯ ปริมาตรที่ใช้การได้1.56 พันล้าน ลบ.ม. หรือ 16% ของปริมาตรน้ำในอ่างฯ เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาตร 3.9 พันล้านลบ.ม. หรือ 41% ของความจุ ปริมาตรที่ใช้การได้ 1 พันล้าน ลบ.ม. หรือ 16% ของปริมาตรน้ำในอ่างฯ 

เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาตร 604 ล้าน หรือ 64%ของความจุ เป็นน้ำใช้การได้ 561 ล้าน ลบ.ม. หรือ 63% ของปริมาตรน้ำในอ่าง และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาตร 327 ล้านลบ.ม. หรือ 34% ของความจุ เป็นน้ำใช้การได้ 324 ล้าน ลบ.ม. หรือ 34% ของปริมาตรน้ำในอ่าง 

รายงานพิเศษ : พระราชดำริ ‘อ่างพวง’ สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำชีตอนบน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604015

รายงานพิเศษ : พระราชดำริ ‘อ่างพวง’  สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำชีตอนบน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริดำเนินโครงการ “โครงข่ายอ่างเก็บน้ำ” หรือ “อ่างพวง”ในพื้นที่อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และอ.หัวหินจ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2532 และแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2549 ทำให้สามารถผันน้ำจาก อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากมาช่วยเหลืออ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด และก่อให้เกิดความมั่นคงในเรื่องน้ำในพื้นที่

กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริ “อ่างพวง” ดังกล่าว และพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้เกิดสัมฤทธิผลสู่พสกนิกรทั่วทั้งแผ่นดิน มาขับเคลื่อนมาใช้แก้ปัญหาน้ำในพื้นที่ต่างๆ อาทิ

พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งมีปัญหาขาดแคลนน้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการน้อมนำแนวพระราชดำริ “อ่างพวง” มาต่อยอด ขยายผลสร้างความมั่นคงด้านน้ำด้วย “โครงข่ายน้ำภาคตะวันออก”โดยสร้างระบบผันน้ำด้วยท่อส่งน้ำ คลองส่งน้ำและลำน้ำธรรมชาติ เชื่อมโยงระหว่างอ่างเก็บน้ำที่สำคัญๆ เข้าด้วยกันเป็นโครงข่ายในลักษณะอ่างพวง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองค้อ และอ่างเก็บน้ำบางพระโดยมีอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง เป็นศูนย์กลาง พร้อมทั้งยังสร้างระบบโครงข่ายผันน้ำจากลุ่มน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี มายังอ่างเก็บน้ำประแสร์ โครงข่ายผันน้ำคลองโพล้-อ่างเก็บน้ำประแสร์ และระบบสูบน้ำกลับคลองสะพาน-อ่างประแสร์

นอกจากนี้ยังสร้างระบบโครงข่ายผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยยานุชิต และจากแม่น้ำบางปะกงมาเติมอ่างเก็บน้ำบางพระ ซึ่งล่าสุดโครงข่ายผันน้ำนี้ ยังช่วยสูบผันน้ำบรรเทาภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในจ.สมุทรปราการอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้พื้นที่ EEC และภาคการเกษตรมีน้ำสมบูรณ์เพียงพอตลอดทั้งปี

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานยังได้น้อมนำแนวพระราชดำริ “อ่างพวง” และพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา และต่อยอด”
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้วางแผนดำเนินโครงการอ่างพ่วงในลุ่มน้ำชีตอนบน

“กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องอ่างพวงมาวางโครงการเพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนบนและเป็นการดำเนินการตามพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่ ที่ต้องการให้ช่วยเหลือราษฎรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการใช้ประโยชน์ในทุกมิติอย่างแท้จริง ซึ่งการทำอ่างพวงถือเป็นแนวทางในการบริหารน้ำที่แต่ละอ่างจะสามารถเติมเต็มปริมาณน้ำระหว่างกัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เต็มประสิทธิภาพ”นายประพิศกล่าว

สำหรับ “อ่่างพวง” ในพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนบนนั้น จะเป็นการสร้างโครงข่ายอ่างเก็บน้ำจำนวน 5 แห่งด้วยกัน ประกอบด้วย

อ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ มีความจุ 70.21 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนสถานีสูบน้ำตามลำน้ำชีมีพื้นที่ทั้ง 2 ฝั่งได้รับประโยชน์ฤดูฝน 75,000 ไร่และในฤดูแล้ง 30,000 ไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์27 หมู่บ้าน กว่า 22,000 คนในพื้นที่ อ.หนองบัวระเหวอ.บ้านเขว้า และ อ.เมืองชัยภูมิ อีกทั้งสนับสนุนการใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคอย่างเพียงพอตลอดทั้งปี และสนับสนุนแหล่งน้ำเพื่อการทำประมง รวมทั้งช่วยชะลอน้ำ บรรเทาอุทกภัยบริเวณพื้นที่ท้ายอ่างเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567

อ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ มีความจุ46.90 ล้านลบ.ม. เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในฤดูฝน 40,000 ไร่ ฤดูแล้ง 28,000 ไร่ และน้ำสำหรับการอุปโภค-บริโภคของชาวบ้านในเขตเทศบาลหนองบัวแดง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ และพื้นที่ใกล้เคียงพร้อมกับไม่น้อยกว่า 2.16 ล้านลบ.ม.ต่อปี นอกจากนี้ยังสามารถส่งน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนได้อีกด้วย คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2567

อ่างเก็บน้ำลำเจียงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ภักดีชุมพล และ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ มีความจุ 45.17 ล้านลบ.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างเช่นกัน เมื่อแล้วเสร็จจะมีพื้นที่รับประโยชน์ 30,000 ไร่ มีน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคในพื้นที่อย่างพอเพียง เป็นแหล่งน้ำประมงน้ำจืดในพื้นที่และแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหญ่ของทั้ง 2 อำเภอดังกล่าวคาดว่าจะแล้งเสร็จในปี 2567

อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ(ลำกระจวน) อ.ซับใหญ่ จ.ชัยภูมิ มีความจุ 33.44 ล้านลบ.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เมื่อเสร็จแล้วจะมีพื้นที่รับประโยชน์ 15,000 ไร่ มีน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคในพื้นที่อย่างพอเพียงและเป็นแหล่งท่องเที่ยวของอ.ซับใหญ่ คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2566

และอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร เป็นโครงการเดียวที่ขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยสร้างปิดกั้นลำเชียงทาสาขาของแม่น้ำชี ที่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิมีความจุ 43.70 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์12,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ด้านเหนืออ่างเก็บน้ำ2,500 ไร่ ในเขตต.โป่งนก อ.เทพสถิต พื้นที่ด้านท้ายอ่างเก็บน้ำ 5,400 ไร่ ในเขตต.โคกสะอาด อ.หนองบัวระเหว และพื้นที่รับประโยชน์จากฝายพระอาจารย์จื่อ 4,100 ไร่ในเขต ต.โคกสะอาด และต.หนองบัวระเหว อ.หนองบัวระเหว สามารถส่งน้ำสนับสนุนช่วยเหลือพื้นที่โครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ในฤดูฝนให้สามารถทำการเพาะปลูกได้อย่างเต็มพื้นที่ประมาณ 100,000 ไร่ และในฤดูแล้ง 2,500 ไร่ นอกจากนี้ยังจะเป็นแหล่งทำการประมง แหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคของราษฎรในพื้นที่ ช่วยบรรเทาอุทกภัยทางด้านท้ายน้ำ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันราษฎรเห็นคุณค่าของแหล่งน้ำ ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาและการบริหารจัดการน้ำมากยิ่งขึ้น การพัฒนาแหล่งน้ำต้นในลุ่มน้ำชีตอนบน และการเชื่อมโยงโครงการอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 3 แห่ง ร่วมกับอ่างเก็บน้ำที่กรมชลประทานดำเนินก่อสร้างอีก 2 แห่งดังกล่าว จะทำให้ลุ่มน้ำชีตอนบนมีแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนขนาดใหญ่มีปริมาณรวมกันถึง 239.43 ล้านลบ.ม. และมีพื้นที่รับประโยชน์มากกว่า 223,000 ไร่ ซึ่งจะสร้างมั่นคงเรื่องน้ำให้กับลุ่มน้ำชี และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็ม ต่อยอดคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี และยังเป็นการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำตลอดทั้งลำน้ำชีเกิดผลประโยชน์คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย

อีกปัญหาหนึ่งที่พื้นที่ลุ่มชีตอนบนประสบก็คือ ปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะตัวเมืองชัยภูมิ ฤดูน้ำหลากจะประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ กรมชลประทานจึงได้ดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) ประกอบด้วยงานสำคัญๆคือ การขุดคลองผันน้ำจากลำปะทาวทางฝั่งตะวันออก ตั้งแต่บริเวณหน้าประตูระบายน้ำ(ปตร.)โนนทันให้มาลงที่สระเทวดาด้านท้ายเมือง (ก่อนลงลำน้ำชี) ความยาว 8.4 กิโลเมตร ผันน้ำได้ปริมาณ 150 ลบ.ม.ต่อวินาที การขุดคลองห้วยดินแดงซึ่งเป็นคลองธรรมชาติที่มีอยู่แล้วให้เชื่อมกับลำปะทาว ความยาว 1.33 กิโลเมตร จากสภาพคลองเดิมที่ยังไม่ได้เชื่อมต่อกัน พร้อมทั้งสร้าง ปตร.กุดสวง กับ ปตร.ห้วยเสียว เพื่อใช้เป็นอาคารบังคับน้ำทำหน้าที่ผันน้ำเข้าในคลองห้วยดินแดงไปเชื่อมต่อกับลำปะทาว ซึ่งจะสามารถผันน้ำได้ประมาณ 50 ลบ.ม.ต่อวินาที

นอกจากนี้ยังจะดำเนินการการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำอีก 7 แห่ง พร้อมพัฒนาแหล่งเก็บน้ำบริเวณสระเทวดาเพื่อชะลอน้ำไว้ใช้ส่งให้พื้นที่เพาะปลูกในอีก 5 ตำบล 17 หมู่บ้าน 18,610 ไร่มีราษฎรได้รับประโยชน์ 11,824 ครัวเรือน หากโครงการนี้แล้วเสร็จ จะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองชัยภูมิที่ได้เกิดขึ้นเป็นระยะเวลาตลอด 25 ปีที่ผ่านมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่า โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) จะแล้วเสร็จภายในปี 2567

เมื่อทุกโครงการแล้วเสร็จสมบูรณ์ ลุ่มน้ำชีตอนบนเป็นลุ่มน้ำที่มีความมั่นคงในเรื่องน้ำ ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริภาคน้ำเพื่อการเกษตร น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และการป้องกันน้ำท่วมอย่างยั่งยืนแน่นอน….

ซอกแซกอาเซียน : 23 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604013

ซอกแซกอาเซียน  : 23 กันยายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ทีมงานแอปเตอร์ก็ได้มีโอกาสจัดประชุมทางไกล เพื่อเป็นตัวกลางการเจรจาต่อสัญญาการซื้อขายข้าวเทียร์ 1 ระหว่างประเทศญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 2 โดยมีการนัดหมายไว้แล้วตั้งแต่ในคราวประชุมครั้งที่ 1 ผมต้องชมผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้แทนเจรจาของทั้งสองฝ่ายด้วยใจจริง เพราะท่านที่มาเจรจาเป็นท่านเดิมไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่อครั้งที่ 1 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางฝ่ายฟิลิปปินส์ ก็คือ คุณจูดี้ บอสใหญ่สุดของ National Food authority หรือเอ็นเอฟเอ มาเอง (ส่วนมากที่ผ่านมาแกก็เล่นเองโดยไม่เคยขาดสักครั้งเดียว) ขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นก็คือท่าน ผอ.กอง คุณฮากิวาราซึ่งก็คือ คนที่มานั่งประชุมคราวที่แล้ว ลักษณะการส่งผู้เข้าประชุมต่อเนื่องโดยคนคนเดิมที่เข้าประจำแบบที่ว่านี้ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีมาก มีข้อดีและประสิทธิผลดังที่ทุกคนย่อมทราบกันดีอยู่แล้ว ทว่าเท่าที่เห็นในการประชุมต่างๆ ของหน่วยราชการไทยเรา มักทำไม่ค่อยได้ หรือทำได้น้อยมาก ข้อเท็จจริงของเรา คือ ในการประชุมครั้งแรก อาจมีผู้หลักผู้ใหญ่มาเองอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้นในครั้งที่สองหรือสาม ก็จะให้ระดับรองๆ ลงมาเป็นตัวแทนเข้าประชุม และยิ่งการประชุมมีหลายครั้งมากเข้า ผู้ได้รับมอบหมายมาเข้าประชุมก็ยิ่งมีตำแหน่งเล็กลงเรื่อยๆ เรียกว่าผู้มาเข้าประชุมแทบจะไม่เคยซ้ำหน้า ทำความลำบากใจให้กับฝ่ายเลขานุการผู้จัดการประชุมอย่างมากที่ต้องคาดเดาว่าคนหน้าใหม่ๆ นั้นมาจากหน่วยงานใด ตัวจริงหรือตัวแทน จะให้เซ็นชื่อตรงไหน เวลาประธานในที่ประชุมสอบถามว่าที่ประชุมพร้อมหรือยัง ฝ่ายเลขาฯก็ลำบากที่จะตอบ เนื่องจากไม่คุ้นหน้าผู้มาใหม่ ปัญหาคนเข้าประชุมซ้ำหน้านี้ มีคำอธิบายว่าเพราะเหตุที่ผู้หลักผู้ใหญ่มีงานมากเสียเหลือเกิน เดี๋ยวต้องไปเข้าประชุมรายการโน้น รายการนี้ เดี๋ยวถูกเรียกตัวให้ไปรายงานจากเจ้านายชั้นใหญ่ขึ้นไป เดี๋ยวถูกเชิญไปเปิดงาน บรรยาย หรือให้นโยบายแก่เจ้าหน้าที่ในสังกัด เลยไม่มีเวลาเพียงพอ ช่างน่าเห็นใจจริงๆ ที่ข้าราชการเมืองไทยมีงานหนักอึ้ง ขณะที่เงินเดือนกลับน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับข้าราชการมาเลเซีย สิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น แต่เท่าที่สังเกตดูจากประสบการณ์การทำงานกับผู้หลักผู้ใหญ่ประเทศอื่น เขากลับมีเวลาเข้ามาประชุมกับแอปเตอร์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย น่าคิดนะครับเรื่องนี้

ก็พูดไปไกล เรื่องผู้ใหญ่เข้าประชุม ขอกลับมาเรื่องการต่อสัญญาข้าวเทียร์ 1ล่าสุด ตกลงทางฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ได้เสนอยกร่างสัญญาที่ปรับแก้ไขให้ทั้งสองฝ่ายดู ซึ่งเขาคงต้องเอาไปให้ฝ่ายกฎหมายดูอีกที แต่สิ่งหนึ่งที่ทางญี่ปุ่นกังวล คือ ผู้ลงนามว่าควรจะเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ในระดับเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน เกรงว่าทางฝ่ายฟิลิปปินส์จะไปเอาระดับรัฐมนตรีมาลงนาม เพราะจะทำให้อีกฝ่ายยุ่งยากในการไปเชื้อเชิญผู้ใหญ่ระดับนั้นมา ซึ่งไม่เหมือนตอนที่ลงนามครั้งแรกที่ประเทศเวียดนามเมื่อ 3 ปีก่อน ที่ทั้งสองฝ่ายก็ใช้ระดับอธิบดีกับรองปลัดกระทรวงก็น่าจะพอเพียงแล้วซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายเลขานุการก็รับปากว่าจะพยายามล็อบบี้ทางฟิลิปปินส์ให้เป็นไปใกล้เคียงกับแนวเดิม ก็เป็นอันว่าการเจรจาครั้งที่ 2 นี้มีความคืบหน้าที่จะมีการต่อสัญญาเทียร์ 1 แต่กระนั้นที่ยุ่งยากน่าจะเป็นฝ่ายฟิลิปปินส์เสียมากกว่า เนื่องจากระเบียบภายในค่อนข้างซับซ้อน เพราะเอ็นเอฟเอ ปัจจุบันถูกโอนไปอยู่ภายใต้กระทรวงเกษตร แตกต่างจากเดิมที่อยู่ภายใต้สำนักประธานาธิบดี รวมทั้งบทบาทของเอ็นเอฟเอ ปัจจุบันได้มีการปรับโครงสร้างมิให้ทำหน้าที่นำข้าวเข้าประเทศเหมือนเดิม โดยหน้าที่การนำเข้าข้าวถูกโอนไปอยู่กับกระทรวงพาณิชย์ ความชัดเจนในบทบาทจึงยังคงคลุมเครืออยู่พอสมควร

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร เห็นชอบ 4 ร่างมาตรฐานด้านพืช #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603858

คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร เห็นชอบ 4 ร่างมาตรฐานด้านพืช

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.48 น.

คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร เห็นชอบ 4 ร่างมาตรฐานด้านพืช สอดรับมาตรฐาน ASEAN GAP พร้อมเดินหน้าพัฒนาการผลิตสตรอว์เบอร์รี เน้นคุณภาพและความปลอดภัยสู่ผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 4/2564 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ปัจจุบันการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐาน และความปลอดภัยที่จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ซึ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้น ดังนั้น ที่ประชุมได้เห็นชอบให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดทำมาตรฐานเพิ่มเติมตามที่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการ หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเสนอขอมา จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ 1.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่รุ่น และ 2.การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุทุเรียน พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการเพื่อจัดทำร่างมาตรฐานดังกล่าว จำนวน 2 คณะ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 4 เรื่อง ได้แก่ 1.เกษตรอินทรีย์ : การผลิต การแปรรูป การแสดงฉลาก และการจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์อินทรีย์ 2.สตอรว์เบอร์รี 3.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร และ4.แนวปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร ทั้งนี้ เพื่อดำเนินการประกาศ เป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศต่อไป

ด้าน นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช.กล่าวว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างมาตรฐาน 4 เรื่อง คือ 1.เกษตรอินทรีย์ : การผลิต การแปรรูป การแสดงฉลาก และการจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์อินทรีย์ ซึ่งได้มีการรวมมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มกษ. 9000 เล่ม 1 ถึงเล่ม 6 มาไว้เป็นมาตรฐานฉบับเดียว จากที่เคยประกาศแยกเป็นรายกลุ่มสินค้า ได้แก่ พืชอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์ ปลาสลิดอินทรีย์ อาหารสัตว์น้ำอินทรีย์ การเลี้ยงกุ้งทะเลระบบอินทรีย์ ปศุสัตว์อินทรีย์ และผึ้งอินทรีย์ พร้อมขยายขอบข่ายให้ครอบคลุม อาหารสัตว์ ส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์และแมลงที่บริโภคได้ โดยเพิ่มความชัดเจนในบ้างข้อกำหนดและวัตถุประสงค์ให้เป็นไปตามมาตรฐานอาเซียน โดยเฉพาะในส่วนของการผลิตพืช  2.สตอรว์เบอร์รี ซึ่งการจัดทำมาตรฐานสตรอว์เบอร์รี เพื่อพัฒนาคุณภาพ ส่งเสริมการผลิตที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการค้าในประเทศและระหว่างประเทศเพื่อความเป็นธรรมทางการค้า โดยมีข้อกำหนดด้านคุณภาพและความปลอดภัยกับสตรอว์เบอร์รี ที่มีการจัดเตรียมและบรรจุหีบห่อ ใช้กับผลสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ที่ผลิตเป็นการค้า เพื่อจำหน่ายในรูปผลิตผลสดแก่ผู้บริโภค แต่ไม่รวมสตรอว์เบอร์รีที่ใช้แปรรูปในอุตสาหกรรม ได้แก่ พันธุ์พระราชทาน 80 , พันธุ์พระราชทาน 88 , พันธุ์ 329 , พันธุ์อากิฮิเมะ (Akihime) , พันธุ์แมฮยัง (Maehyang) และพันธุ์ลองเสตม (Long-stem)

นายพิศาล กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนรายละเอียดร่างมาตรฐานเรื่องที่ 3.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร และ4.แนวปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร ซึ่งทั้ง 2 ร่างนี้ มาตรฐานฯ นี้ ครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตพืชเพื่อใช้เป็นอาหาร เช่น พืชผัก ไม้ผล พืชไร่ พืชเครื่องเทศ พืชสมุนไพร ทุกขั้นตอนของการผลิตและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวในระดับฟาร์มเพื่อจำหน่าย เพื่อให้ได้ผลิตผลที่ปลอดภัย มีคุณภาพเหมาะสมในการบริโภค โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพ ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของปฏิบัติงาน พร้อมทั้งมีการปรับแก้ไขข้อกำหนดให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ASEAN GAP เช่น การไม่เก็บสารเคมีชนิดเหลวอยู่บนชั้นที่เหนือกว่าสารเคมีชนิดผง ให้มีมาตรการเพื่อลดผลกระทบหากวิธีเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังเก็บเกี่ยวเกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ควัน ฝุ่น และเสียงรบกวน และปรับแก้ไขข้อกำหนดให้มีความชัดเจนมากขึ้น เช่น ให้เก็บตัวอย่างน้ำหรือดินเพื่อวิเคราะห์การปนเปื้อน เมื่อมีการประเมินความเสี่ยงแล้วพบว่าเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค