‘ชัยชนะ’เตรียมผลักดันวาระเร่งด่วน ของบฯ4.5พันล้าน แก้ปัญหาน้ำท่วมทุ่งสง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603820

'ชัยชนะ'เตรียมผลักดันวาระเร่งด่วน ของบฯ4.5พันล้าน แก้ปัญหาน้ำท่วมทุ่งสง

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 10.43 น.

‘ชัยชนะ’ เตรียมผลักดันวาระเร่งด่วนในสภา ขอจัดสรรงบฯ 4.5 พันล้าน แก้ปัญหาน้ำท่วมทุ่งสงอย่างเป็นระบบ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชัยชนะ เดชเดโช  ส.ส.นครศรีธรรมราชและรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์   ได้เข้าประชุมเพื่อปรึกษาหารือร่วมกับ นายประกอบ รัตนพันธ์  ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 4 พรรคประชาธิปัตย์  ว่าที่ ร.ต.กิตติภพ รอดดอน (นายอำเภอทุ่งสง  นายจอมไกร สวัสดิวงศ์ (รองนายก อบจ.นครศรีธรรมราช  นายปรีชา พรหมเพศ ส.อบจ.อำเภอทุ่งสง  นายทรงชัย วงษ์วชิรดำรง นายกเทศมนตรีเมืองทุ่งสง  นายพิทักษ์พงษ์ ติ้บแก้ว ผอ.โครงการชลประทานนครศรีธรรมราช
นายธเนศ ดิษฐ์ปัญญา (ผอ.สำนักงานก่อสร้างชลประทานที่ 10 พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่นประชาชน และคณะสื่อมวลชน ณ เทศบาลเมืองทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และลงพื้นที่ คลองท่าโหลน ประตูระบายน้ำควนกรด ต.ควนกรด อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อเตรียมความพร้อมของศูนย์บริหารจัดการน้ำ ในการจัดทำโครงการต่างๆ เพื่อรองรับการระบายน้ำและแผนป้องกันน้ำท่วม ในพื้นที่ อ.ทุ่งสงและพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ 

1)โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เพื่อบรรเทาอุทกภัยบริเวณตัวเมืองทุ่งสง

2)โครงการประตูระบายน้ำควนกรด 

3)โครงการอ่างเก็บน้ำคลองท่าโหลน

นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก มีพี่น้องประชาชนชาวอำเภอทุ่งสงและจังหวัดนครศรีธรรมราชร้องเรียน เกี่ยวกับปัญหาที่ได้รับจากการเกิดอุทกภัยในทุกๆ ปี ในตัวเมืองอำเภอทุ่งสง เนื่องจากพื้นที่ตอนบนเป็นพื้นที่สูงชัน และเป็นต้นน้ำของลำน้ำสายหลัก ได้แก่ คลองท่าเลา คลองตม คลองท่าโหลน คลองเปิกและคลองวังหีบ 

ประกอบกับจังหวัดนครศรีธรรมราช มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 1,985.5 มม. และมีปริมาณน้ำเฉลี่ยต่อปีประมาณ 7,865 ล้าน ลบ.ม. ในขณะเดียวกันสามารถเก็บน้ำได้เพียง 344.72 ลบ.ม. จึงไม่เพียงพอทำให้เมื่อเกิดฝนตกหนักกระแสน้ำไหลแรงและเร็ว ระบายน้ำไม่ทัน และการเจริญเติบโตของชุมเมืองมีมากขึ้น ทำให้มีพื้นที่รับน้ำน้อยลง เป็นอุปสรรคในการระบายน้ำ จึงจัดทำโครงการดังกล่าวขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ

1)ควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลเข้าพื้นที่เมืองทุ่งสง

2)ผันน้ำส่วนเกินไปยังลำน้ำใกล้เคียงที่มีศักยภาพการระบายนำ้สูงกว่า

3)ปรับปรุงประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองธรรมชาติและอาคารตามลำน้ำให้มีความสอดคล้องกันอย่างเป็นระบบทั้งลุ่มน้ำ

4)ปรับปรุงและก่อสร้างอาคารบังคับน้ำเพื่อบริหารจัดการน้ำทั้งในข่วงฤดูน้ำหลากและน้ำแล้ง

5)เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภค-บริโภค และเพื่อการเกษตร

6)เป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนที่อาศัยบริเวณพื้นที่โครงการและใกล้เคียง 

” ผมได้รับทราบถึงปัญหา แนวทางในการจัดทำโครงการดังกล่าว และพร้อมผลักดันเข้าในที่ประชุมสภาเป็นวาระเร่งด่วน เพื่อจัดสรรงบประมาณ จำนวน 4,500 ล้านบาท ดำเนินงานตามโครงการเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวอำเภอทุ่งสง และชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชต่อไป ” นายชัยชนะกล่าว

.

(009)

กสส.คว้า5รางวัลเลิศรัฐของก.พ.ร.สุดยอดผลงานเด่นปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603754

กสส.คว้า5รางวัลเลิศรัฐของก.พ.ร.สุดยอดผลงานเด่นปี’64

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์มีภารกิจหน้าที่หลักในการส่งเสริม กำกับ สนับสนุนและพัฒนาสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งของสมาชิกได้ ทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในกลุ่มของสมาชิก มีหน่วยงานในสังกัดส่วนกลาง 18 หน่วยงาน และส่วนภูมิภาค คือสำนักงานสหกรณ์จังหวัดอีก 76 จังหวัด เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาคราชการและเอกชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของสำนักงาน ก.พ.ร.ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่มุ่งเน้นที่จะพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารราชการของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งในแต่ละปี สำนักงาน ก.พ.ร. ได้จัดให้มีการจัดประกวดรางวัลเลิศรัฐขึ้น ใน 3 สาขา ได้แก่ สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ สาขาบริการภาครัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้หน่วยงานของรัฐ มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการปฏิบัติงานให้เกิดผลสำเร็จ พัฒนาการให้บริการของหน่วยงาน การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง นำไปสู่การค้นพบแนวปฏิบัติ หรือต้นแบบที่ดีเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์เห็นว่าภารกิจงานที่กรมได้ปฏิบัตินั้น เป็นไปตามแนวทางหลักเกณฑ์การสมัครขอเข้ารับรางวัลเลิศรัฐของสำนักงาน ก.พ.ร. จึงมีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัด ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคส่งผลงานเข้ารับการประกวดรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2564 อย่างน้อยหน่วยงานละ 1 เรื่อง พร้อมแต่งตั้งคณะทำงานกำหนดแนวทางการขับเคลื่อน ผลักดันและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนากระบวนการทำงานและยกระดับการบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อคัดเลือกผลงานที่โดดเด่นส่งเข้าประกวดเพื่อรับรางวัลเลิศรัฐกับสำนักงาน ก.พ.ร. โดยในปี 2564 กรมส่งเสริมสหกรณ์ส่งผลงานเสนอขอรับรางวัลจากสำนักงาน ก.พ.ร. จำนวนทั้งสิ้น 18 ผลงานแบ่งเป็นสาขาบริการภาครัฐ 11 ผลงานและสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภท ร่วมใจแก้จน 7 ผลงาน และได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลระดับดีเด่น 2 ผลงานและระดับดี 3 ผลงาน โดยทุกผลงานถือเป็นต้นแบบที่ดี (Best Practice) ที่จะนำไปสู่การขยายผลต่อไป

ทั้งนี้ ผลการประเมินรางวัลเลิศรัฐฯ สาขาบริการภาครัฐและสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประจำปี 2564 ที่ มีหน่วยงานต่างๆ ส่งผลงานเข้าประกวด ในแต่ละสาขาหลายร้อย โดยในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์นั้น สามารถคว้ารางวัลเลิศรัฐทั้งสาขาบริการภาครัฐและสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ทั้งหมด 5 ผลงาน ประกอบด้วยรางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐ ประเภทพัฒนาการบริการ ระดับดีเด่น ได้แก่ โครงการสร้างรายได้ ขายผลผลิต พิชิตหนี้สมาชิกสหกรณ์ ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำปาง รางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทร่วมใจแก้จน ระดับดีเด่น ได้แก่

“โครงการวิถีแก้จนของคนสหกรณ์บ้านหนองบัว” ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุโขทัย รางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทร่วมใจแก้จน ระดับดี จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ “โครงการส่งเสริมเลี้ยงสุกรครบวงจร แก้หนี้แก้จน” ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ “โครงการส้มแขก พืชอัตลักษณ์
สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ชุมชน สหกรณ์การเกษตรสะบ้าย้อย จำกัด”ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสงขลา และ “โครงการร่วมใจแก้จนชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระจำกัด” ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก

“รางวัลเลิศรัฐนับเป็นรางวัลอันทรงเกียรติและความภาคภูมิใจของกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ได้พัฒนาสหกรณ์ต้นแบบ ในการแก้ไขปัญหาความยากจน ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนและสังคม ทำให้สมาชิกสหกรณ์ มีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้เพียงพอกับรายจ่าย จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวอย่างของการแก้จนได้อย่างแท้จริง”อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

กรมชลฯมั่นใจปีนี้อีสานใต้น้ำอุดมสมบูรณ์ สั่งเฝ้าระวังคุมเข้มการบริหารไม่ซ้ำเติมโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603752

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเกรียงไกร ภาคพิเศษ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 กรมชลประทานเปิดเผยว่า ขณะนี้แม้จะเข้าสู่ช่วงปลายฤดูฝน และพายุโซนร้อนโกนเซินจะพัดผ่านไปแล้วก็ตาม แต่ยังมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีน้ำท่าไหลเข้าอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่ 5 แห่งและขนาดกลาง 71 แห่งในพื้นที่ 4 จังหวัดอีสานใต้ลุ่มน้ำมูลตอนบน ได้แก่ จ.นครราชสีมา จ.สุรินทร์ จ.บุรีรัมย์ และจ.ศรีสะเกษ จำนวนมาก ทั้งนี้จากจากวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะสำนักงานชลประทานที่ 8(SWOC) และการติดตามสภาพภูมิอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าหลังจากสิ้นฤดูฝนในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางดังกล่าวจะมีปริมาณน้ำต้นทุนที่จะจัดสรรใช้ในฤดูแล้งประจำปี 2564/65 รวมทั้งสิ้นประมาณ 1,641 ล้านลบ.ม. หรือ 88% ของปริมาณเก็บกัก ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 5 แห่งดังกล่าว คาดว่าจะมีจำนวนถึง 4 แห่งที่มีปริมาณน้ำเต็มหรือเกือบเต็มความจุในระดับการเก็บกัก ซึ่งล้วนแต่เป็นอ่างเก็บน้ำในพื้นที่จ.นครราชสีมาทั้งสิ้น คือ อ่างเก็บน้ำลำตะคอง จะมีปริมาณน้ำ 309 ล้านลบ.ม.คิดเป็น 98% ของปริมาณการเก็บกัก อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง จะมีปริมาณน้ำ 155 ล้านลบ.ม.คิดเป็น 100% ของปริมาณการเก็บกัก อ่างเก็บน้ำลำมูลบน จะมีปริมาณน้ำ 141 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 100% ของปริมาณการเก็บกักเช่นกัน และอ่างเก็บน้ำลำแชะ จะมีปริมาณน้ำ 264 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 96% ของปริมาณการเก็บกัก ส่วนที่เหลืออีก 1 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ จะมีปริมาณน้ำ 102 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 84%ของปริมาณการเก็บกัก ดังนั้นในฤดูแล้งปี 2564/65 ประชาชนในพื้นที่จะมีน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคที่มั่นคง และน้ำเพื่อการเกษตร ตลอดจนน้ำเพื่อกิจกรรมในภาคส่วนอื่นๆ อย่างพอเพียงแน่นอน” นายเกรียงไกรกล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำในปัจจุบันล่าสุด ณ วันที่ 20 กันยายน 2564 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 5 แห่งมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 750 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็น 74.5% ของปริมาณการเก็บกัก ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 257 ล้าน ลบ.ม. ในจำนวนนี้มี 2 แห่งที่กรมชลประทานต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเนื่องจากมีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก คือ อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง มีปริมาณน้ำ 122 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 78.6% ของปริมาณการเก็บกัก และอ่างเก็บน้ำมูลบน มีปริมาณน้ำ 117 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 82.7% ของปริมาณการเก็บกัก

ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่เหลืออีก 3 แห่ง อ่างเก็บน้ำลำตะคอง มีปริมาณน้ำ 230 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 73.1% ของปริมาณการเก็บกัก อ่างเก็บน้ำลำแชะ มีปริมาณน้ำ 203 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 73.9% ของปริมาณการเก็บกัก และอ่างเก็บน้ำลำนางรอง มีปริมาณน้ำ 78 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 64.4% ของปริมาณการเก็บกัก ในขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่จำนวน 71 แห่งขณะนี้มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 584 ล้านลบ.ม. คิดเป็น68.0% ของปริมาณการเก็บกัก ยังสามารถรองรับน้ำอีก 275 ล้านลบ.ม. โดยในจำนวนนี้มีอ่างเก็บน้ำจำนวน9 แห่งที่มีปริมาณการเก็บกักน้ำมากกว่า 100%

ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 กล่าวต่อว่า กรมชลประทานได้ดำเนินการบริหารจัดการน้ำตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝนของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งได้จัดเตรียมเครื่องมือ เครื่องจักรกล กระจายเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อให้สามารถเข้าช่วยบรรเทาภัยทางน้ำได้ทันต่อสถานการณ์ และยังได้มีการตรวจสอบอาคารชลประทานต่างๆ ในพื้นที่กว่า 167 แห่งให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน จึงมั่นใจได้ว่า จะสามารถรับมือกับสถานการณ์น้ำตลอดช่วงฤดูฝนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูฝนในพื้นที่ 4 จังหวัดดังกล่าว ขณะนี้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยตามแผนจะจัดสรรน้ำไปจนถึงสิ้นฤดูฝนในวันที่ 31 ตุลาคม 2564 รวมทั้งสิ้น 1,098 ล้านลบ.ม. ณ ปัจจุบันจัดสรรไปแล้วประมาณ 964 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 88% ของแผน ในขณะที่การเพาะปลูกพืชฤดูฝนก็เป็นไปตามแผนเช่นกัน โดยเกษตรกรได้ทำการเพาะปลูกนาปี พืชไร่พืชสวนไปแล้ว 1.17 ล้านไร่ จากแผนปลูก 1.29 ล้านไร่คิดเป็น 90.17% ของแผน

“กรมชลประทานดำเนินการบริหารจัดการน้ำตามแผนอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันบรรเทาภัยจากน้ำท่วมและภัยแล้งให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด โดยเฉพาะการดูแลน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดเป็นปัญหาซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดโควิด-19 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้”ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 กล่าวในตอนท้าย

ลุยเกษตร สุดเขตไทย : สินค้าไทยได้ประโยชน์ เปิดเส้นทางรถไฟจีน-ลาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603756

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากผ่านพ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยผลคะแนนนำโด่ง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ขยันขันแข็ง ออกลุยงานฝ่าวิกฤตโควิดหามรุ่งหามค่ำ พรรคใหญ่อย่างพลังประชารัฐกำลังจัดระเบียบลูกพรรคกันอยู่ แต่ประชาธิปัตย์เดินหน้าต่อ ประสานกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯ หาช่องทางการตลาดให้เกษตรกรเพิ่มมากขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล ที่เข้ามาบริหารประเทศเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2562

รัฐบาลแถลงนโยบายประกันรายได้ราคาพืชผลการเกษตร 5 ชนิด คือ ปาล์มน้ำมัน ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และยางพารา สินค้า 5 ชนิด ที่รัฐบาลดำเนินโครงการประกันรายได้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับการประกันว่าจะมีการรายได้ขั้นต่ำที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เพราะพี่น้องคนไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ถ้าเกษตรกรมีความเข้มแข็งประเทศชาติก็มีความเข้มแข็งด้วย ถ้ามีรายได้ที่มั่นคงประเทศชาติก็จะมั่นคงด้วย

รมว.เฉลิมชัยเชื่อว่า วันที่รัฐบาลชุดนี้ประกาศนโยบายประกันรายได้ เกษตรกรมีความสุขและยิ้มทั้งประเทศ เป็นครั้งเดียวที่ได้มีโอกาสได้รับการดูแลภาคการเกษตรจากรัฐบาลอย่างจริงจัง เราทำทุกวิถีทางเพราะเราเข้าใจว่าเกษตรกรไทยคือหัวใจของชาติ เช่น ราคายางพารารัฐบาลไม่ต้องจ่ายชดเชยส่วนต่างจนเรามาประสบวิกฤตโควิดซึ่งภาวะวิกฤตนี้มีผลกระทบไปทั่วโลก ทุกประเทศ ทุกสาขาอาชีพ ภาคการเกษตรก็ไม่เว้น แต่เรามีการบูรณาการการทำงานในทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงต่างประเทศ

“หนุ่มยูโร” มองว่าเราควรเน้นการส่งออกสินค้าให้ไปแข่งขันกับชาติอื่นให้มากที่สุด โดยเฉพาะตลาดจีนทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญ เป็นตลาดใหญ่ ใกล้กว่ายุโรปและอเมริกา

ครั้งที่แล้ว “หนุ่มยูโร” พูดถึงเรื่องการส่งสินค้าไปขายที่จีนผ่านชายแดนเพื่อนบ้าน เมียนมา ลาว เวียดนามและมีข่าวดีที่รถไฟความเร็วสูงสายคุนหมิน-เวียงจันทน์จะเปิดปฐมฤกษ์ในวันที่ 2 ธันวาคม 2564 ซึ่งเป็นวันชาติของลาว นั้นหมายความว่าสินค้าไทย ไม่ว่าจะเป็นเม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์ หรือด้านการเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ และทุเรียน ผลไม้ที่ชาวจีนชื่นชอบก็มีช่องทางการขนส่งทางรถไฟ เพิ่มขึ้นอีกช่องทาง นอกจากรถยนต์และทางเรือที่เราใช้กันมานานแล้ว

นับเป็นโอกาสดีที่จีนได้ร่วมลงทุนกับลาว ในโครงการก่อสร้างรถไฟจีน-ลาว และเริ่มก่อสร้างรถไฟสายนี้มาตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2560 โดยเริ่มจากเมืองชายแดนตรงข้ามจีนที่ด่านบ่อเต็น ผ่านเมืองหลวงพระบางเมืองวังเวียง มาจนถึงเมืองหลวงเวียงจันทน์ ระยะทางประมาณ 414.3 กิโลเมตร โดยมีขนาดรางกว้าง 1.435 เมตร รองรับรถไฟความเร็งปานกลางที่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีมูลค่าการก่อสร้างประมาณ 5,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2564 เสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดใช้

ในส่วนของไทย-ลาว แม้ว่าเราจะมีเส้นทางรถไฟเปิดใช้นานแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 แต่มีระยะทางเพียง 3.5กิโลเมตร นับจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่หนึ่งถึงสถานีท่านาแล้ง โดยทางรัฐบาลไทยให้การช่วยเหลือลาวก่อสร้างรถไฟสายหนองคาย-ท่านาแล้ง เป็นจำนวนเงิน 197 ล้านบาท แต่เส้นทางรถไฟสายนี้มีระยะสั้นมากและไม่เชื่อมโยงไปถึงนครเวียงจันทน์ จึงไม่ได้รับความนิยมขึ้นจากนักท่องเที่ยวมากนัก

ภายใต้โครงการ BRI หรือ Bell and Road initiativeจึงมีโครงการสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ เป็นโครงการรถไฟไทย-จีน กรุงเทพฯ-หนองคาย

ทุกฝ่ายหวังว่าเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายนี้จะสร้างมูลค่าการส่งออกมหาศาลของสินค้าไทยไปถึงมือชาวจีนเร็วขึ้น อนาคตเราต้องลุกตลาดจีนให้มากกว่าเดิม

อย่าให้เวียดนามและมาเลเซีย แซงหน้าเรา มีมูลค่าการค้าขายกับจีนมากกว่าเราเหมือนเช่นปัจจุบัน นะครับ

หนุ่มยูโร

บทความพิเศษ : ภาคเกษตรยังมีความหวัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603502

บทความพิเศษ : ภาคเกษตรยังมีความหวัง

วันอังคาร ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม 2564 และลงมติวันที่ 4 กันยายน 2564 ไม่เกินความคาดหมายของทุกฝ่าย คือ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก 5 ท่านทุกท่านได้รับความไว้วางใจ คะแนนมากบ้างน้อยบ้าง ต่างกันไม่กี่คะแนน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับคะแนนไว้วางใจมากที่สุด 270 คะแนน พวกเราที่อยู่ในแวดวงการเกษตรและพี่น้องเกษตรกรก็ขอแสดงความยินดีกับท่านด้วย

แต่ถ้าพิจารณาถึงผลงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วงที่ผ่านมาพบว่าปัญหาของเกษตรกรมากมายหลายประการที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขโดยเฉพาะปัญหาปัจจัยการผลิตที่มีราคาสูง ราคาผลผลิตเกือบทุกชนิดตกต่ำ รวมทั้งปัญหาภัยธรรมชาติโดยเฉพาะน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรในบริเวณภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกหลายจังหวัด

ปัญหาปัจจัยการผลิตที่มีราคาสูงโดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นทุกชนิดประมาณ 30% ถึงแม้กระทรวงพาณิชย์พยายามออกมาตรการขอความร่วมมือ สมาคมที่เกี่ยวข้องกับปุ๋ยเคมีให้สมาชิกของสมาคมนำปุ๋ยเคมีสูตรที่ได้รับความนิยมจากเกษตรกรมาจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาด โดยจำหน่ายผ่านกลุ่มสหกรณ์ หรือสถาบันเกษตรกร ซึ่งกลุ่มสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรที่จะร่วมโครงการต้องติดต่อผ่านหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ คือ กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นมาตรการที่ดูเหมือนจะช่วยเกษตรกรโดยตรง แต่เกษตรกรที่เข้าถึงปุ๋ยราคาดังกล่าวมีจำนวนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนเกษตรกรทั้งประเทศเพราะมีจำนวนปุ๋ยที่อยู่ในมาตรการดังกล่าวเพียง 4.5 ล้านกระสอบเท่านั้น

ไม่เพียงแต่ปุ๋ยเคมีปัจจัยการผลิตอื่นๆ เช่น เมล็ดพันธุ์ วัสดุเพาะกล้า เช่น พีทมอส อุปกรณ์เพื่อการเกษตร เช่น ถาดหลุม ถุงพลาสติก กระถาง รวมไปถึงพลาสติกสร้างโรงเรือน พลาสติกปูแปลงและเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างโรงเรือน ล้วนแต่พากันปรับราคาสูงขึ้นจนเกษตรกรไม่ทันตั้งตัว

ที่สำคัญคือ สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และวัชพืชโดยเฉพาะสารกำจัดวัชพืชที่ห้ามใช้ อย่างพาราควอต ยังมีการลักลอบขายด้วยราคาที่สูงกว่าเดิมเกือบ 2 เท่า ที่พาราควอตยังแอบขายได้แม้ราคาสูงขึ้น เพราะเป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชที่มีประสิทธิภาพ และไม่ได้เป็นอันตรายอย่างที่กล่าวหากัน ผิดกับ กลูโฟซิเนต ที่ประกาศว่าเป็นสารทดแทน ทั้งจำหน่ายในราคาที่สูง และไม่มีประสิทธิภาพในการกำจัดวัชพืชตามที่เกษตรกรต้องการ และมีข่าวว่าได้มีบริษัทกำลังขอขึ้นทะเบียนสารกำจัดวัชพืชตัวใหม่ที่มีชื่อการค้าว่า“ไดควอต”ซึ่งนักวิชาการหรือผู้มีความรู้เกี่ยวกับสารกำจัดวัชพืชได้บอกว่าเป็นสารชนิดเดียวกันกับพาราควอต หากกรมวิชาการเกษตรอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนได้จะเป็นเรื่องใหญ่ที่อาจมีผลตามมาอย่างที่คาดไม่ถึง

การที่ปัจจัยการผลิตปุ๋ยเคมี สารเคมีป้องกันกำจัดโรงแมลงศัตรูพืช เมล็ดพันธุ์ วัสดุปลูก อุปกรณ์ในการเกษตรทุกชนิดที่มีราคาสูงขึ้น บริษัทผู้ลิต นำเข้า และจำหน่ายปัจจัยการผลิตเหล่านี้ไม่เดือดร้อน เพราะสามารถโยนภาระให้กับเกษตรกรได้ ส่วนเกษตรกรจะโยนภาระให้ผู้บริโภคด้วยการขึ้นราคาผลผลิตก็คงทำได้ยากในสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างปัจจุบัน ซึ่งอย่าว่าแต่ขึ้นราคาเลย แค่ขายให้ได้ราคาเดิมก็ยากแล้ว

นำมาซึ่งอีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญ คือ ราคาผลผลิตตกต่ำทั้งยางพารา พืชผัก ผลไม้หลายชนิด ที่เกษตรกรพยายามช่วยเหลือตัวเองด้านการตลาด ด้วยการขายออนไลน์บ้าง แปรรูปบ้าง แต่ก็ทำได้ในระดับหนึ่ง เพราะกลไกตลาดได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่รุนแรง ทั้งตลาดชุมชน ตลาดนัด ร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม ซึ่งเป็นแหล่งระบายผลผลิตของเกษตรกรยามปกติถูกปิดไปเป็นจำนวนมากทุกพื้นที่

ในสถานการณ์ความรุนแรงของโรคติดเชื้อโควิด–19 เกษตรกรไม่ตกงานเพราะทำงานในเรือกสวนไร่นาของตนเองได้ตามปกติ แต่ต้องลงทุนสูงขึ้น เพราะปัจจัยการผลิตแทบทุกตัวขึ้นราคา มิหนำซ้ำผลผลิตที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงกลับขายไม่ได้ราคา….ภาพเกษตรกรชาวสวนลำไยโค่นลำไยทิ้ง เพราะราคาตกต่ำ และสู้ค่าแรงงานเก็บลำไยไม่ไหว กระทรวงเกษตรฯ เห็นภาพนี้แล้วรู้สึกอย่างไรไม่รู้ แต่สำหรับผมซึ่งเคยรับราชการอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้ผันตัวมาเป็นเกษตรกรในปัจจุบัน ได้รับประสบการณ์ตรงเผชิญกับปัญหาร่วมกับพี่น้องเกษตรกรรู้สึกหดหู่และสิ้นหวังกับภาคเกษตรไทย

การแก้ปัญหาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่มีราคาสูงขึ้น โดยขอความร่วมมือกับบริษัทค้าปุ๋ยที่ได้กล่าวมาแล้ว และยังมีนโยบายให้เกษตรกรทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้ทดแทน และมีเป้าหมายว่าในปี 2565 จะมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น 1.3 ล้านไร่ (จากพื้นที่การเกษตรทั้งประเทศ 149 ล้านไร่) แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าการทำปุ๋ยอินทรีย์มีองค์ประกอบที่สำคัญคือปุ๋ยคอก เช่น มูลวัว, มูลไก่, มูลสุกร,แกลบดำ, แกลบดิบ, ขุยมะพร้าว ฯลฯ ซึ่งองค์ประกอบที่สำคัญเหล่านี้ล้วนมีราคาสูงขึ้นประมาณ 10-20%เกือบทุกชนิด เพราะผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ทำปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้ปลูกผักอินทรีย์ตามระบบเกษตรอินทรีย์ และใช้รวมกับปุ๋ยเคมีตามระบบ GAP

นอกเหนือจากปัญหาปัจจัยการผลิตที่มีราคาสูงขึ้นเกือบทุกชนิดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ราคาผลผลิตตกต่ำ ภัยธรรมชาติอันเกิดจากน้ำท่วม ที่พี่น้องเกษตรกรประสบอยู่ในขณะนี้ ยังมีปัจจัยการผลิตอีกอย่างหนึ่งที่เกษตรกรต้องใช้สำหรับขับเคลื่อนเครื่องจักรกลการเกษตรคือน้ำมันดีเซลซึ่งปัจจุบันราคาลิตรละ 29 บาทเศษ ติดต่อกันมานานแล้วเกือบแตะเพดานราคาควบคุมที่รัฐบาลกำหนดไว้ลิตรละ 30 บาท

ปัญหาเหล่านี้พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งรับผิดชอบนโยบายทั้งด้านการผลิตและการตลาด โดยมีเจ้ากระทรวงทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ อยู่ในพรรคเดียวกันน่าจะเป็นโอกาสดีที่ทำให้ปัญหาการผลิต และการตลาดของผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งสั่งสมมานานได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ช่วยเหลือเกษตรกร และเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน

ว่างๆ ท่านลองจับมือกันลงพื้นที่ ค้นหาปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอให้ใครรายงาน..จริงใจและจริงจังในการบูรณาการนโยบายของทั้ง 2 กระทรวงเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงประเด็น ซึ่งอาจจะจุดประกายความหวังให้เกษตรกรไทยได้บ้าง “ภาคเกษตรยังมีความหวัง”

อนันต์ ดาโลดม

นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

กยท.จับมือจีนผสานเทคโนโลยีกับยางพันธุ์ดี มุ่งหวังเพิ่มผลผลิตลดต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603503

กยท.จับมือจีนผสานเทคโนโลยีกับยางพันธุ์ดี  มุ่งหวังเพิ่มผลผลิตลดต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม

วันอังคาร ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กยท.ร่วมมือกับสถาบันวิจัยยางฯ ของจีน ลงนาม MOU พัฒนาเทคโนโลยีคิดค้นใหม่เพิ่มปริมาณน้ำยาง เทคนิคแก้ปัญหาตรวจหาเนื้อยางแห้ง เทคนิคกรีดยางถ่ายทอดให้เกษตรกรชาวสวนยาง มั่นใจช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ และส่งเสริมอุตสาหกรรมยางของทั้ง 2 ประเทศ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กยท.ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU)กับสถาบันวิจัยยางของสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตรเขตร้อนของจีน (CATAS) ภายใต้ การสนับสนุนของรัฐบาลจีนเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีคิดค้นใหม่ด้านสวนยางพารา ประกอบด้วย การติดตาด้วยต้นเล็ก การกรีดที่กระตุ้นด้วยสาร Ethlin (สารกระตุ้นที่มีประสิทธิภาพสูง) การควบคุมหน้ากรีดยางแห้ง (TPD) ด้วยสาร Sipikang(การรักษา TPD) การกรีดยางด้วยมีดกรีดแบบใช้มอเตอร์ และการตรวจหาปริมาณเนื้อยางแห้ง (DRC) ด้วยอุปกรณ์ทดสอบ DRC ที่มีความเที่ยงตรงสูง

ทั้งนี้ภายหลังการลงนาม CATAS จะได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญ ผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต้องใช้ในแปลงสาธิต และหลัก สูตรฝึกอบรมเกี่ยวกับแนวปฏิบัติทางการเพาะปลูกและเทคโนโลยียางให้กับเจ้าหน้าที่ของ กยท. เกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ และนักวิชาการของไทย ในส่วนของ กยท.จะสนับสนุนพื้นที่ จัดหาต้นยางและแปลงสาธิตที่ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทราและศูนย์วิจัยยางหนองคาย เป็นพื้นที่รวมประมาณ 12.5 ไร่  โดยโดยมีระยะเวลาทำงานร่วมกัน 2 ปี

“ประเทศไทยมีลักษณะภูมิประเทศที่เหมาะสมในการปลูกยางพาราคา รวมทั้งสถาบันวิจัยยางของ กยท. ก็มีจุดแข็งในด้านพันธฺุ์ยางที่ดีอีกด้วย ในขณะที่ประเทศจีนมีเทคโนโลยีที่ดีทันสมัย ดังนั้น หากมาร่วมกันพัฒนาจะได้ผลงานออกมาที่เป็นรูปธรรมแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มปริมาณน้ำยางได้ในระยะการกรีดเท่าเดิม การยืดอายุการโค่นต้นยาง เทคนิคการกรีดยางด้วยมีดกรีดแบบใช้มอเตอร์ไฟฟ้าที่จะเข้าช่วยแก้ปัญหาเรื่องแรงงาน อีกทั้งช่วยลดปัญหาความไม่เป็นธรรมในการตรวจค่า DRC ให้เกษตรกร ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าบันทึก MOUครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยที่จะได้พัฒนาเทคโนโลยี
เกี่ยวกับยางพาราของไทย ในขณะที่ประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกยางที่สำคัญของไทย ก็จะยางที่มีคุณภาพและมีปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการ นอกจากนี้ยังถือเป็นการสนับสนุนกิจกรรมวิจัยข้ามพรมแดน รวมทั้งกระชับความสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัยของทั้งสองประเทศอีกด้วย” นายณกรณ์กล่าว

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของ กยท.ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวนตลอดเวลา นอกจากจะช่วยพัฒนาเทคโนโลยีส่งเสริมประสิทธิภาพการปลูกยางแล้ว ยังมีจุดมุ่งหมายช่วยสร้างพื้นฐานความมั่นคงให้กับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางให้เกิดการเรียนรู้จากองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน แม้สถานการณ์ต่างๆจะเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ รวมไปถึงความมั่นคงของอุตสาหกรรมการส่งออกยางของประเทศไทยในอนาคต ในด้านการให้ผลิตผลคุณภาพดีมีความสม่ำเสมอด้วย

“การลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว เป็นการดำเนินงานภายใต้โครงการความร่วมมือ แม่โขง-ล้านช้าง ด้านเทคโนโลยีการปลูกยาง เพื่อการวิจัยเทคนิคการปลูกและพัฒนายางเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ต่ออุตสาหกรรมยางธรรมชาติของทั้งสองประเทศ ตรงจุดนี้นับเป็นโอกาสดีที่จะเกิดความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านการแบ่งปันความรู้งานวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีปลูกสวนยาง หรือกระทั่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันเพื่อการซื้อขายยางพาราจะได้เริ่มต้นขยายไปตามประเทศต่างๆ แถบลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ กัมพูชา จีน ลาว เมียนมาเวียดนาม และประเทศไทย ซึ่งจะสร้างประโยชน์และโอกาสเติบโตให้อุตสาหกรรมสวนยาง เกษตรกรผู้ปลูกยางทั้งรายใหญ่และรายย่อย” ผู้ว่าการ กยท.กล่าวในตอนท้าย

รายงานพิเศษ : กรมชลประทาน…ได้รับคะแนนคุณธรรมและโปร่งใส ระดับ ‘A’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603246

รายงานพิเศษ : กรมชลประทาน...ได้รับคะแนนคุณธรรมและโปร่งใส ระดับ ‘A’

วันจันทร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 เห็นชอบให้ หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือและเข้าร่วมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561-2564

การประเมิน ITA เป็นเครื่องมือในเชิงบวกที่มุ่งพัฒนาระบบราชการไทยในเชิงสร้างสรรค์มากกว่ามุ่งจับผิด เป็นการประเมินที่มีจุดมุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดการปรับปรุงพัฒนาด้านคุณธรรมและความโปร่งใส ในหน่วยงานภาครัฐ ถือเป็นการประเมินที่ครอบคลุมหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ สำนักงาน ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานในการกำหนดแนวทางและเครื่องมือการประเมิน

กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานหลักด้านน้ำของประเทศ เป็นหน่วยงานรัฐอีกหน่วยงานหนึ่งที่เข้าร่วมประเมิน ITA ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายกรมชลประทาน และแนวทางการขับเคลื่อนงานชลประทานภายใต้แนวคิด RID TEAM “เราจะก้าวไปด้วยกัน”

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ได้มอบนโยบายให้ผู้บริหารและข้าราชการของกรมชลประทาน ยึดหลักการ
“มุ่งมั่นทำงาน สืบสานพันธกิจ สุจริตโปร่งใส” พร้อมตั้งเจตจำนงบริหารราชการและปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยจะยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรม มีความโปร่งใส มีความพร้อมรับผิดชอบ ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

นอกจากนี้ การขับเคลื่อนงานชลประทานภายใต้แนวคิด RID TEAM ซึ่งเป็นแนวคิดที่จะความมุ่งมั่นร่วมกันพัฒนากรมชลประทานให้เป็นองค์กรที่ดีไปด้วยกัน ยังได้กำหนดนโยบายการดำเนินงานไว้ 4ด้าน โดยเฉพาะในด้านที่ 3 คือ นโยบายด้านองค์การ ได้กำหนดที่จะยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มีเป้าหมายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวผ่านการวางกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งส่งเสริมการดำเนินงานตามหลัก ธรรมาภิบาล สร้างจิตสำนึกให้บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอีกด้วย

นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมประเมิน ITA นั้น เพื่อต้องการทราบถึงสถานะและปัญหาการดำเนินงาน ด้านคุณธรรมและความโปร่งใสขององค์กร สามารถนำมาใช้ปรับปรุงพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการปฏิบัติงาน การให้บริการ และการอำนวยความสะดวกต่อประชาชน อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในการจัดการแนวทางการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในปีงบประมาณต่อๆไป

นอกจากนี้ การประเมิน ITA ยังถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานภาครัฐตามตัวชี้วัดที่กําหนดไว้ในแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี ในประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบอีกด้วย

สำหรับการประเมิน ITA ในปีงบประมาณ 2564 นั้น มีหน่วยงานของรัฐเข้าร่วมประเมินจากทั่วประเทศ 8,300 หน่วยงาน แบ่งเป็นกลุ่มได้ 8 ประเภทประกอบด้วย 1.หน่วยงานธุรการขององค์กรศาล องค์กรอัยการองค์กรอิสระ และหน่วยในสังกัดรัฐสภา 2.ส่วนราชการระดับกรม 3.รัฐวิสาหกิจ 4.องค์การมหาชน 5.กองทุนและหน่วยงานของรัฐอ่ืนๆ 6.สถาบันอุดมศึกษา 7.จังหวัดเฉพาะส่วนราชการส่วนภูมิภาค และ8.องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน โดยทำการประเมินตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 กรกฎาคม 2564

สำนักงาน ป.ป.ช. ได้แจ้งผลการประเมิน ITA ปี 2564ในภาพรวมระดับประเทศพบว่ามีผลคะแนนเฉล่ีย 81.25 คะแนน ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา 13.35 คะแนน เป้าหมายแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปี ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้กำหนดเป้าหมายในปี 2564 ไว้ที่ 85 คะแนนขึ้นไปเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด หรือประมาณ 5,395 แห่ง แต่ปรากฏว่ามีหน่วยงานภาครัฐที่มีคะแนนบรรลุเป้าหมายจำนวน 4,146 แห่ง หรือคิดเป็น 49.95%

“กรมชลประทาน ซึ่งอยู่ในประเภทส่วนราชการระดับกรมผลการประเมิน ITA ปี 2564 ได้คะแนนอยู่ที่ 93.11 คะแนน อยู่ในเกณฑ์ระดับผลประเมิน A สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยคือ 81.25 คะแนน และยังสูงกว่าคะแนนเป้าหมายในปี 2564 ของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปี ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่กำหนดไว้ที่ 85 คะแนนอีกด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้หากพิจารณาผลการประเมิน ITA ปี 2564 เฉพาะในประเภทที่ 2 คือ ส่วนราชการระดับกรม ซึ่งจากการประเมินผลของ สำนักงาน ป.ป.ช. พบว่า มีคะแนนเฉล่ียอยู่ที่ 92.07 คะแนน แต่กรมชลประทานก็ได้คะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าว

สำหรับคะแนนผลการประเมิน ITA ที่กรมชลประทานได้ 93.11 คะแนน ระดับผลประเมิน “A” นั้น มาจากคะแนนประเมินผลในด้านต่างๆดังนี้ การป้องกันการทุจริตได้ 93.75 คะแนน การเปิดเผยข้อมูลได้ 100 คะแนน การปรับปรุงการทำงานได้ 95.40 คะแนน ประสิทธิภาพการสื่อสารได้ 97.61 คะแนน คุณภาพการดำเนินงานได้ 97.03 คะแนน การแก้ปัญหาการทุจริตได้ 82.48 คะแนน การใช้ทรัพย์สินของราชการได้ 81.42 คะแนน การใช้อำนาจหน้าที่ได้ 85.68 คะแนน การใช้งบประมาณได้ 84.11 คะแนน และการปฏิบัติหน้าที่ได้ 88.80 คะแนน

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า แม้กรมชลประทานจะได้รับผลการประเมิน ITA ในระดับ “A” แต่ยังจะมุ่งมั่นปรับปรุงพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพ ในทุกด้านๆ จะเห็นได้จากในช่วงที่ผ่านมากรมชลประทานได้รับรางวัลต่างๆมากมาย อาทิ ในปี 2563 ที่ผ่านมา กรมชลประทานได้รับรางวัลเลิศรัฐ จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ถึง 3 รางวัล คือ

1.รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดีเด่น ประเภทรางวัลเลื่องลือขยายผลได้แก่ ผลงานการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน : ณ ฝายแม่ลาวฝั่งขวาจังหวัดเชียงราย (ต้นแบบดอยงู) ซึ่งเป็นผลงานที่ดำเนินงานจากการพัฒนาต่อยอดจากผลงานการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำดอยงู จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นต้นแบบที่เคยได้รับรางวัล และนำไปขยายผลต่อยอดจนประสบความสำเร็จ

2.รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม ได้แก่ ผลงานการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมของสถานีสูบน้ำแก่งคอย-บ้านหมอ

และ3.รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทรางวัลผู้นำหุ้นส่วนความร่วมมือ โดยคณะกรรมการจัดการน้ำชลประทานแก่งคอย-บ้านหมอ (JMC) ผลงานการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมของสถานีสูบน้ำแก่งคอย-บ้านหมอ ที่ล้วนเป็นผลจากการดำเนินการบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานระดับท้องถิ่น และเกษตรกรในพื้นที่ ด้วยการจัดตั้งกลุ่ม JMC ทั้งในระดับโครงการ และระดับฝ่าย เพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อย่างทั่วถึง สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงานราชการกับประชาชน

ก่อนหน้านั้น ในปี 2562 กรมชลประทานก็ได้รับรางวัลเลิศรัฐ จาก ก.พ.ร. 3 รางวัล เช่นกัน เป็นรางวัลระดับดีเด่น 2 รางวัลในสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม คือ ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม จากผลงานการบริหารจัดการน้ำ
แบบมีส่วนร่วมในระบบนิเวศ 3 น้ำ แพรกหนามแดงโครงการชลประทานสมุทรสงคราม และประเภทรางวัลผู้นำหุ้นส่วนความร่วมมือ (EngagedCitizen) ผลงานจากกลุ่มบริหารจัดการน้ำชลประทานรวมใจการพัฒนาเมืองสามน้ำ แพรกหนามแดง

ส่วนอีก 1 รางวัล เป็นรางวัลระดับดีเป็นรางวัลในสาขาบริการภาครัฐ ประเภทพัฒนาการบริการ จากสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะกรมชลประทาน

ผลงานของกรมชลประทานในที่ผ่านมาการขับเคลื่อนงานชลประทานภายใต้แนวคิด RID TEAM และรางวัลต่างๆ ที่ได้รับ ผนวกกับคุณธรรมและความโปร่งใส ที่มีผลการประเมิน ITA ระดับ “A” เป้าหมายที่จะขับเคลื่อนก้าวสู่ การเป็น องค์กรอัจฉริยะด้านน้ำในปี 2580….ไม่ไกลเกินฝัน

ชายคาพระพิรุณ : 20 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603243

วันจันทร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อขยายด่านนำเข้า-ส่งออก ผ่านประเทศที่สาม รวม 16 ด่าน เปิดโอกาสผลไม้ไทย สู่แดนมังกรมากขึ้น ซึ่ง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการลงนามฯ ว่าที่ผ่านมา ไทยและจีนได้มีการลงนามพิธีสารเกี่ยวการส่งออกและนำเข้าผลไม้ทางบก ผ่านประเทศที่สามทั้งหมด 2 ฉบับ ได้แก่ เส้นทาง R9 ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552  และเส้นทาง R3A ลงนามเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2554 ทั้งนี้ พิธีสารทั้ง 2 ฉบับ ครอบคลุม ผลไม้จากไทย 22 ชนิด แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเส้นทาง R9 และ R3A ได้ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเกิดปัญหาการจราจรติดขัด บริเวณหน้าด่านนำเข้าของจีน โดยเฉพาะด่านโหย่วอี้กว่าน ซึ่งส่งผลให้รถขนส่งสินค้าติดอยู่ที่ชายแดนจีนเป็นเวลานาน ทำให้สินค้าผลไม้สด โดยเฉพาะทุเรียนไทยที่ส่งไปจีนนั้นเสียหาย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือแนวทางการแก้ไขปัญหากับจีน เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2562 และได้เห็นชอบร่วมกันในหลักการจัดทำพิธีสารฉบับใหม่ เพื่อเปิดด่านนำเข้าผลไม้จากไทยไปจีนเพิ่มเติมและต่อมาต้นปี 2563 ได้มอบหมายสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และกรมวิชาการเกษตร หารือกับฝ่ายจีนเพื่อจัดทำร่างพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามจนสำเร็จลุล่วง จึงได้มีการลงนามร่วมกัน ส่งผลให้มีด่านนำเข้า – ส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น รวมจำนวนทั้งสิ้น 16 ด่าน โดยเป็นด่านของไทย 6 ด่าน (เชียงของ มุกดาหาร นครพนม บ้านผักกาด บึงกาฬ หนองคาย) และด่านของจีน 10 ด่าน (โหย่วอี้กว่าน โม่ฮาน ตงซิง ด่านรถไฟผิงเสียง ด่านรถไฟโม่ฮานเหอโข่ว ด่านรถไฟเหอโข่ว หลงปัง เทียนเป่า และสุยโข่ว) หลังจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก ด้านการตรวจสอบกักกันพืช และออกใบรับรองสุขอนามัยพืช จะดำเนินการแจ้งเวียนรายชื่อด่าน ที่จีนและไทยอนุญาตให้นำเข้าและส่งออกผลไม้ ตามพิธีสารฯ ให้กับด่านตรวจพืชต่าง ๆ และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง พร้อมประกาศรายชื่อด่านดังกล่าวลงในเว็บไซต์ของกรม และจะดำเนินการประสานกับฝ่ายจีน เพื่อกำหนดแนวทางการแลกเปลี่ยนใบรับรองสุขอนามัยพืช ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างด่านนำเข้า-ส่งออก ต่อไป

ด้านนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับแชมป์ผลไม้ส่งออกของไทย 3 อันดับแรก ยังคงเป็นทุเรียน มังคุด และ ลำไย ซึ่งจากข้อมูลการส่งออกผลไม้ไทยไปจีน เฉพาะที่มีใบรับรองสุขอนามัยพืช โดยผ่านเส้นทาง เส้นทาง R9 (มุกดาหาร, นครพนม – โหย่วอี้กวน) และ R3A (เชียงของ-โม่ฮาน) พบว่า ไทยมีปริมาณการส่งออกและมูลค่าเติบโตต่อเนื่อง จะเห็นได้จาก 3 ปีที่ผ่านมา มีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 13 ต่อปี และมูลค่าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงร้อยละ 50 ต่อปี โดยปี 2561 ส่งออกผลไม้ผ่าน R9 และ R3A รวมปริมาณ 421,657 ตัน มูลค่า 17,857 ล้านบาท และในปี 2564 ระยะเวลา 8 เดือน (มกราคม – 7 กันยายน 2564) ส่งออก 691,653 ตัน มูลค่า 66,370 ล้านบาท ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการลงนามพิธีสาร นอกจากจะทำให้มีด่านส่งออกและนำเข้าทั้งจากไทยและจีนมากขึ้นแล้ว ผู้ประกอบการไทยยังมีทางเลือกในการใช้เส้นทางขนส่งเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ขุนเกษตรา

ฝนหลวงนครสวรรค์ เร่งขึ้นบินทำฝน ช่วยเหลือพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602943

ฝนหลวงนครสวรรค์ เร่งขึ้นบินทำฝน ช่วยเหลือพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ

ฝนหลวงนครสวรรค์ เร่งขึ้นบินทำฝน ช่วยเหลือพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 22.02 น.

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2564 ​นายภักดี จันทร์เกษ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการฝนหลวง เปิดเผยว่า แม้ว่าจะมีฝนตกในหลายพื้นที่ แต่ในบางพื้นที่พบว่ายังคงมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการใช้การ ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรบังคง ร่วมกับกองทัพอากาศและกองทัพบก โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 13 หน่วยปฏิบัติการ ทั่วประเทศ ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่ยังคงมีปริมาณน้ำต้นทุนน้อย ร่วมไปถึงการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ยังคงมีความต้องการน้ำสำหรับพืช โดยเฉพาะในพื้นที่ปลูกข้าว และพื้นที่การเกษตรอื่นๆ

ซึ่งวานนี้ (16 ก.ย.) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ลพบุรี ได้วางแผนขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.นครสวรรค์ เป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ ที่กำลังอยู่ในช่วงระยะตั้งท้องออกรวง ทำให้มีฝนตกในพื้นที่การเกษตรของ อ.ท่าตะโก ไพศาลี หนองบัว ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ซึ่งมีปริมาณน้ำฝน 0.1 – 35.0 มิลลิเมตร ที่พื้นที่ดังกล่าวยังคงมีความต้องการน้ำจนถึงเดือนตุลาคม และทางหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ลพบุรี จะยังคงติดตามสถานการณ์และวางแผนช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในส่วนผลการปฏิบัติการฝนหลวงวานนี้ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 7 หน่วยได้ปฏิบัติการฝนหลวง ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตรบางส่วนของ จ.สระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี ขอนแก่น ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี พัทลุง ทำให้สามารถเพิ่มปริมาณน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำมวกเหล็ก อ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่ อ่างเก็บน้ำกระเสียว และบึงบอระเพ็ด

ทั้งนี้ ในของส่วนการติดตามสภาพอากาศเพื่อวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงในช่วงเช้าวันนี้ จากผลการตรวจสภาพอากาศจากสถานีเรดาห์ฝนหลวงทั่วประเทศ พบว่า ยังไม่เข้าเงื่อนไขการปฏิบัติการฝนหลวง ในช่วงเช้านี้ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 13 หน่วยปฏิบัติการทั่วประเทศ จึงยังคงติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง หากมีการเปลี่ยนแปลงเข้าเงื่อนไขจะขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายทันที โดยจะหลีกเลี่ยงการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังหรือพื้นที่ที่ไม่มีความต้องการน้ำเพิ่มเติมแล้ว – 006

ปลัดเกษตรฯย้ำเดินหน้า‘1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’ #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602687

ปลัดเกษตรฯย้ำเดินหน้า‘1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’

ปลัดเกษตรฯย้ำเดินหน้า‘1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่’

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ เผยความคืบหน้าการขับเคลื่อนโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลัดเกษตร เน้นย้ำ ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการอย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมชี้แจงเกษตรกร รอปรับสภาพน้ำก่อนปล่อยพันธุ์ปลา

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ครั้งที่ 4/2564 ผ่านระบบประชุมทางไกลออนไลน์ Application Zoom ว่า โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่นั้น มีเกษตรกรเข้าร่วมทั้งสิ้น 28,224 ราย แบ่งเป็น เกษตรกรทั่วไป 27,026 ราย เกษตรกรจากโครงการ 5 ประสาน 1,198 รายจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล 13,649 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 9 กันยายน 2564)

สำหรับการขับเคลื่อนโครงการฯนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการจัดอบรมเกษตรกร ในส่วนของการจัดอบรมกระบวนการเรียนรู้ ครั้งที่ 1 ได้ดำเนินการจัดอบรมแล้วทั้ง 70 จังหวัด การจัดอบรมกระบวนการเรียนรู้ ครั้งที่ 2 อบรมแล้วเสร็จ 30 จังหวัด อยู่ระหว่างดำเนินการ 40 จังหวัด การจัดอบรมกระบวนการเรียนรู้ครั้งที่ 3 อบรมแล้วเสร็จ 26 จังหวัดอยู่ระหว่างการดำเนินการ 44 จังหวัด การจัดอบรมกระบวนการเรียนรู้ ครั้งที่ 4 อบรมแล้วเสร็จ 16 จังหวัด อยู่ระหว่างการดำเนินการ 54 จังหวัด การอบรมแต่ละกระบวนการนั้น มีการอบรมเกษตรกรในรูปแบบปกติ โดยยึดตามหลักมาตรการป้องกันการระบาดของโคโรนาไวรัสอย่างเคร่งครัด และในรูปแบบออนไลน์ ทั้งนี้ คาดว่าการอบรมเกษตรกรในทุกกระบวนการเรียนรู้ จะแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2564

ในส่วนของการขุดสระกักเก็บน้ำให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องดำเนินการทั้งหมด 28,011 ราย ขณะนี้ดำเนินการขุดเสร็จแล้ว 23,720 ราย อยู่ระหว่างการดำเนินการ 4,291 ราย กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการขุดสระกักเก็บน้ำนั้น คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2564 ทั้งนี้ มีปัจจัยหลายด้านที่ทำให้การขุดสระไม่เป็นไปตามแผนที่คาดการณ์ไว้ อาทิ ปัญหาน้ำท่วมขัง แปลงเกษตรกรรมมีการเพาะปลูกไปแล้ว และปริมาณของฝนที่ตกในพื้นที่ (ข้อมูล ณ วันที่ 8 กันยายน 2564)

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีการรายงานความก้าวหน้าการสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการสนับสนุนวัสดุบำรุงดินให้แก่เกษตรกรแล้ว 67 จังหวัด กรมส่งเสริมการเกษตร อยู่ระหว่างการจัดซื้อจัดจ้างและมอบปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร กรมประมง ดำเนินการสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรไปแล้ว 2 รอบ เกษตรกรจำนวน 3,286 ราย แบ่งเป็น พันธุ์ปลานิล 2,300,200 ตัว และอาหารสัตว์น้ำ 3,286 กระสอบ ในพื้นที่ 26 จังหวัด และกรมปศุสัตว์ อยู่ระหว่างดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และมอบปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรแล้ว จำนวน 1,195 ราย

“จากรายงานของกรมประมง พบว่าเกิดกรณีปลาตายหลังจากที่เกษตรกรบางรายได้ซื้อพันธุ์ปลามาปล่อยลงบ่อเอง โดยที่สภาพความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำในบ่อยังไม่เหมาะสมกับการเลี้ยงปลา ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว ต้องชี้แจงกับเกษตรกรว่า เนื่องจากบ่อที่เพิ่งขุดจะต้องมีการปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างให้เหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์น้ำ โดย ต้องมีค่า pH อยู่ที่ 6.5-9.0 ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของกรมประมงในพื้นที่จะเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำ และปรับค่าให้เหมาะสมก่อนที่จะปล่อยพันธุ์ปลาให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯในบางพื้นที่อาจต้องใช้เวลาในการปรับสภาพ ดังนั้น ต้องขอให้พี่น้องเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ รอให้กรมประมงเข้าดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น”ดร.ทองเปลว กล่าว