สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ราคายางไตรมาสสุดท้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602685

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ราคายางไตรมาสสุดท้าย

วันศุกร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์ยางพารากำลังเดินเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 ราคา ณ วันที่ 13 กันยายน 2564 ณ ตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา ราคายางแผ่นดิบ อยู่ที่ 51.89 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 50.22 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาน้ำยางสดหน้าโรงงานอยู่ที่ 47.00 บาทต่อกิโลกรัม

ทิศทางราคายางในไตรมาสสุดท้ายจะเป็นอย่างไร?

วันก่อนได้มีโอกาสนั่งสนทนากับผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) “นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท”

ผู้ว่าฯกยท.เล่าว่า ในช่วงเดือนกันยายนของทุกๆ ปีผลผลิตออกค่อนข้างเยอะ แต่ปีนี้มีสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แม้จะมีแนวโน้มการระบาดจะลดลงแต่ก็ยังอยู่ในอัตราที่สูง ทำให้ทิศทางราคายางยังไม่แน่นอน สวิงตัวในลักษณะที่เป็น side way

“ตลาดระหว่างผู้ใช้กับผู้ผลิตยางยังมีความกังวลในสถานการณ์ขณะนี้ แต่ถ้ามองในระยะยาวแล้วจะมีทิศทางที่ดี” ผู้ว่าฯณกรณ์กล่าวด้วยความมั่นใจ

ขณะนี้ผลผลิตยางเริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น ในขณะที่โรงงานที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบก็ยังเดินเครื่องไม่เต็มกำลังการผลิต ราคาจึงยังทรงๆตัว ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากการระบาดของโควิด-19 แต่ถ้าหากสถานการณ์การระบาดคลี่คลายลงราคายางจะพุ่งขึ้นอย่างแน่นอน เพราะโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะโรงงานผลิตยางล้อยานยนต์ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของยางพารา จะต้องเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อมาชดเชยในส่วนที่ขาดหายไปในช่วงการระบาดของโควิด-19

อย่างไรก็ตามถ้าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย ราคาก็ไม่น่าจะลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ราคาจะทรงตัว เพราะไม่มีปัจจัยอื่นๆมากดดัน การระบายยางในสต๊อกของ กยท. ดำเนินการสิ้นสุดไปแล้วไม่มีผลใดๆกระทบต่อราคาในตลาดเลย

ส่วนตลาดอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ โดยเฉพาะถุงมือยาง แม้การระบาดของโควิด-19 ทำให้ตลาดเติบโตขึ้นก็ตาม แต่ถ้าเทียบปริมาณยางที่ใช้ผลิตถุงมือยางแล้วจะมีปริมาณไม่มากเท่่ากับการผลิตยางล้อยานยนต์ และตลาดถุงมือยางส่วนหนึ่งก็ถูกยางสังเคราะห์แชร์ส่วนแบ่งทางการตลาดได้ด้วย

ดังนั้น ตลาดใหญ่ของยางมากกว่า 60% ก็ยังเป็นอุตสาหกรรมยางล้อยานยนต์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของราคายาง แต่เเชื่อว่าในอนาคตสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะต้องคลี่คลายลงอย่างแน่นอน เพราะมีการฉีดวัคซีนในสัดส่วนมากกว่า 70% ของจำนวนประชากร

เมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ความต้องการใช้รถยนต์น่าจะเพิ่มขึ้น เพราะการระบายของโควิด-19 ทำให้คนหันมาใช้รถยนต์ส่วนตัวเพิ่มขึ้น เพื่อเว้นระยะห่าง ซึ่งจะส่งต่อความต้องการของยางล้อก็จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ส่วนมาตรการที่จะช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19นั้นผู้ว่าฯณกรณ์ บอกว่า ดร.เฉลิมชัยศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมที่จะดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 3หลังจากประสบผลสำเร็จในการดำเนินโครงการในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 โดยจะเริ่มตั้งแต่ ตุลาคม 2564-มีนาคม 2565

อย่างไรก็ตามจะต้องนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติก่อนที่จะดำเนินการ ซึ่งจะมียาง 3 ชนิดที่จะประกันรายได้ คือ ยางแผ่นดิบคุณภาพดีราคา 60 บาท/กก. น้ำยางสด(DRC 100%) ราคา 57 บาท /กก. และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ราคา 23 บาทต่อกิโลกรัม โดยกำหนดปริมาณผลผลิตยางที่จะประกันรายได้ คือ ผลผลิตยางแห้ง (DRC 100%) จำนวนไม่เกิน 20 กิโลกรัม/ไร่/เดือน และผลผลิตยางก้อนถ้วย (DRC 50%) จำนวนไม่เกิน 40 กิโลกรัม/ไร่/เดือน

นอกจากนี้ กยท. เตรียมจัดสรรงบประมาณสนับสนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรชาวสวนยางทำการเกษตรผสมผสานแบบใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวคือยางพาราอย่างเดียว และยังจะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งจะสร้างความมั่นคงในการทำสวนยางอย่างยั่งยืน

ถ้าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย ความต้องการใช้ยางจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผนวกกับโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 3 และมาตรการสนับสนุนการทำสวนยางแบบผสมผสาน…ราคายางในอนาคตน่าจะสดใสมีเสถียรภาพแน่นอน….

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

มกอช.รุก’เกษตรอินทรีย์’ ติวเข้มคนเมือง สร้างความตระหนักรู้ช่วงโควิดผลิตอาหารปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602648

มกอช.รุก'เกษตรอินทรีย์' ติวเข้มคนเมือง สร้างความตระหนักรู้ช่วงโควิดผลิตอาหารปลอดภัย

มกอช.รุก’เกษตรอินทรีย์’ ติวเข้มคนเมือง สร้างความตระหนักรู้ช่วงโควิดผลิตอาหารปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564, 17.43 น.

มกอช.รุก”เกษตรอินทรีย์” ติวเข้มคนเมือง สร้างความตระหนักรู้การทำเกษตรอินทรีย์ ช่วงโควิดผลิตอาหารปลอดภัย ผ่านกูรูมากประสบการณ์

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2564 นายครรชิต สุขเสถียร รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในปัจจุบัน ส่งผลให้กระแสความนิยมการทำเกษตรกรรมในเมืองเกิดขึ้น และกระจายตัวอยู่ในพื้นที่เมืองทั่วไป โดยเริ่มตั้งแต่การปลูกผักในสวนกระถางตามคอนโดมิเนียม สวนผักหลังบ้าน สวนผักของหมู่บ้านหรือชุมชน สวนผักตามโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย สวนผักตามหน่วยงานราชการหรือบริษัทเอกชน สวนผักตามร้านอาหาร โรงแรม หรือ ศูนย์การค้า เป็นต้น โดยผู้ที่สนใจทำเกษตรกรรมในเมือง เนื่องจากห่วงสุขภาพตนเอง จึงแสวงหาการปลูกผักด้วยตนเองเพื่อลดการบริโภคผัก และผลไม้ในท้องตลาด ซึ่งอาจมีความเสี่ยงจากสารเคมีปนเปื้อน และเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 อีกด้วย ดังนั้น การเกษตรกรรมในเมืองจึงมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผนวกกับการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ในการผลิตเกษตรอินทรีย์ สอดคล้องกับบริบทของชุมชนเมือง ภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีภูมิคุ้มกัน เกิดความเข้มแข็ง ต้นทุนการผลิตลดลง มีแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ สินค้ามีคุณภาพตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มีตลาดและช่องทางในการจำหน่ายผลผลิตมากขึ้น และสามารถบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตรอย่างสมดุลและยั่งยืน

มกอช.โดยกองส่งเสริมมาตรฐาน (กสม.) เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้ และทักษะในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน จะทำให้มีอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ดูแลสุขภาพของเกษตรกรผู้ผลิต รักษาสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดสัมมนา “เกษตรอินทรีย์วิถีคนเมือง”ภายใต้โครงการการสัมมนาเกษตรกรรมยั่งยืนภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ขึ้น ในรูปแบบการบรรยายออนไลน์ โดยหัวข้อการสัมมนา ได้แก่ 1.เกษตรอินทรีย์และเกษตรกรรมยั่งยืน โดยวิทยากรคือ นายนคร ลิมปคุปตถาวร หรือเจ้าชายผัก 2.เกษตรวิถีในเมืองยุค New Normal โดยนางสาวเพ็ญศรี โตสะอาด จากสำนักงานเขตหลักสี่ และ 3.สมุนไพรเพื่อคนไทยที่ใส่ใจสุขภาพ โดย ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร จากมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ

“การจัดสัมมนาครั้งนี้ เพื่อให้คนปลูกผักในเมืองมีความรู้ ความเข้าใจ และเห็นถึงความสำคัญของเกษตรอินทรีย์ในเมืองที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารภายใต้สถานการณ์ COVID-19 รวมถึงส่งเสริมความรู้ เทคนิคและวิธีการ การทำเกษตรอินทรีย์ในเมือง หรือมีพื้นที่จำกัดไว้บริโภคในครัวเรือนให้มีอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ” รองเลขาธิการ มกอช.กล่าว

– 006

ลุยเกษตรสุดเขตไทย : สินค้าเกษตรหลังโควิดระบาด ตลาดจีนยังเป็นที่พึ่งของไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602160

ลุยเกษตรสุดเขตไทย : สินค้าเกษตรหลังโควิดระบาด ตลาดจีนยังเป็นที่พึ่งของไทย

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อาทิตย์ที่แล้ว “หนุ่มยูโร” มีโอกาสได้ต้อนรับ นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายกอบจ.นราธิวาส นายสาราหุดิน อาบู ประธานสภาอบจ.นราธิวาส นายมูหามัดรอซากี รองนายกสมาคมผู้ส่งออกผลไม้ภาคใต้ และทีมงาน ที่เดินทางมาเยี่ยมบูธ Queen Frozen Fruit ในห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ซึ่งเป็นบริษัทที่รับซื้อทุเรียนจากชาวสวนในจังหวัดนราธิวาส และผลไม้จากภาคใต้ มาจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ในกรุงเทพฯ

นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายกอบจ.นราธิวาส เล่าว่า จังหวัดนราธิวาสเป็นจังหวัดที่มีภูมิประเทศ ที่เป็นทั้งภูเขาและทะเล ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่มีรสชาติที่ดีเพราะได้รับอากาศเย็น
ทั้งปีสำหรับทุเรียนบางนรา เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่ปลูกอยู่ในเส้นแม่น้ำ ที่มีน้ำแร่ทองธรรมชาติไหลผ่านมาจากภูเขาทอง ทำให้เกิดแม่น้ำสองสาย นั่นคือแม่น้ำสายบุรีและแม่น้ำสุไหงโก-ลก เกษตรกรจึงสามารถใช้ประโยชน์จากแม่น้ำ 2 สายนี้ ในการทำไร่ทำสวน ทำให้รสชาติของผลไม้ที่เกิดขึ้นในพื้นที่มีรสชาติที่ดีและสิ่งที่สำคัญเกษตรกรในพื้นที่จะไม่ใช้สารเคมีในการฉีดพ่นทุเรียน ทำให้ทุเรียนของเรายังคงความเป็น organic ได้เกือบ 100%

ลักษณะสายพันธุ์และจุดเด่นของทุเรียนบางนรา มีหนามเรียงสวยงาม เนื้อหนาสีเหลืองทอง เนื้อละเอียดเส้นใยน้อย เม็ดลีบรสชาติหอมหวาน มีกลิ่นอ่อนๆคล้ายกระดังงา“ทุเรียนบางนราจึงได้รับฉายาว่า Gold durian ทุเรียนสายแร่ทอง” หรือชื่อทางการตลาดว่า “ทุเรียนทองคำ” อัตลักษณ์ที่จะจดจำของผู้บริโภค ส่งมาอร่อยถึงเมืองกรุงทุเรียนหมอนทองบางนรา หรือ“ทุเรียนทองคำ” ยังละมุนลิ้นเสมอมา

ผลไม้ของไทยโดยเฉพาะทุเรียน ส่งไปประเทศจีนมากที่สุด และด่านที่ผ่านแดนข้ามไปจีน คือ ด่านจังหวัดมุกดาหาร เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาก็เชียงของ จ.เชียงราย หนองคาย และนครพนม

“หนุ่มยูโร” เชื่อว่าหลังโควิดจบลง การค้าขายไทยจีนจะเพิ่มสูงขึ้นอีกไม่นานรถไฟความเร็วสูงของจีนจากคุนหมิงมาถึงเวียงจันทน์ใกล้แล้วเสร็จและจะเปิดเที่ยวปฐมฤกษ์ในวันชาติลาว
2 ธันวาคม 2564 รถไฟเหล่านี้จะพาคนจีนมาสู่อินโดจีน สู่อาเซียน สู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา ซึ่งปัจจุบันคนจีนไม่ได้มาตัวเปล่าแล้ว ไม่เหมือนในอดีตเสื่อผืนหมอนใบ เจ้าสัวจีนยุคนี่มาพร้อมเงินหยวน ด้วยกระเป๋าที่มีสตางค์ เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ มาแสวงหาโอกาสใหม่ๆ มาลงทุน ส่วนหนึ่งมาท่องเที่ยวก็ต้องเอาเงินมาใช้จ่าย พักผ่อน เราเปิดประเทศเมื่อไหร่ คนจีนจะมาเพิ่มอีกหลายเท่าตัว ด้วยการคมนาคมที่สะดวกขึ้น

เราหวังว่ารถไฟความเร็วสูงจากคุนหมิงมาถึงเวียงจันทน์ และจากเวียงจันทน์มาถึงกรุงเทพฯ จะส่งผลให้เศรษฐกิจ การค้าขาย การท่องเที่ยวของเราจะดีขึ้น เราต้องทำตลาดอย่างจริงจังว่า ประชากรจีนต้องการบริโภคสินค้าอะไรจากไทยบ้าง เรามีสินค้าอะไรบ้างที่จะส่งไปขายให้จีน ตัวเด่นๆ ก็มี ทุเรียน ลำไย เงาะ มังคุด มะพร้าวและยางพารา

ทุเรียนเปิดขายราคาส่งไม่ต่ำกว่า 100 บาททุกปี ปีต่อไปเชื่อว่าราคายิ่งร้อนแรง เพราะทุเรียนไทยไปทั่วทุกภาคของจีนนอกจากนี้สินค้าทางการเกษตรเกือบทุกตัว ก็เป็นที่ต้องการของตลาดจีนทั้งกล้วย มังคุด ไก่ เนื้อ หมู ออเดอร์หมด แต่ต้องมีกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ มีใบอนุญาตตามหลัก คนจีนติดใจข้าวหอมมะลิของไทยมากๆโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิจากทุ่งกุลาร้องไห้ เราต้องพัฒนาพันธุ์ข้าวของเราเรื่อยๆเพื่อให้กลับมาเป็นเบอร์ 1 ของโลก

สินค้าเกษตรไม่ต้องส่งไปไกลหรอกครับ แค่ตลาดจีนตลาดเดียวเราก็ยืนอยู่ได้แล้ว สายสัมพันธ์ความเป็นบ้านพี่เมืองน้องจะยืนนาน ขอให้เราผลิตสินค้าที่มีคุณภาพก็พอครับ

‘หนุ่มยูโร’

รายงานพิเศษ : ปักหมุดพัฒนาจุดท่องเที่ยว‘ป่าแก่งกระจาน’แหล่งมรดกโลก ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต-ต่อยอดรายได้ให้ชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/602165

รายงานพิเศษ : ปักหมุดพัฒนาจุดท่องเที่ยว‘ป่าแก่งกระจาน’แหล่งมรดกโลก ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต-ต่อยอดรายได้ให้ชุมชน

รายงานพิเศษ : ปักหมุดพัฒนาจุดท่องเที่ยว‘ป่าแก่งกระจาน’แหล่งมรดกโลก ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต-ต่อยอดรายได้ให้ชุมชน

วันพุธ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช เดินหน้าที่พัฒนาจุดท่องเที่ยว กลุ่มป่าแก่งกระจาน แหล่งมรดกโลก เน้น 2 กิจกรรมส่งเสริม กับ 6 แนวทางพัฒนาเบื้องต้น มุ่งเป้าพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างรายได้เสริมให้ชุมชน

นายคมกริช เศรษบุบผา นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ สำนักอุทยานแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญครั้งที่ 44เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ผ่านระบบทางไกล โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพ ได้มีมติขึ้นทะเบียนกลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก ภายใต้เกณฑ์ข้อที่ 10 ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับกลุ่มป่าแก่งกระจาน เป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาตะนาวศรีมีพื้นที่ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ จังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และ ประจวบคีรีขันธ์ ประกอบด้วยพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 3 แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 1 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี มีเนื้อที่ประมาณ 2.5 ล้านไร่ หรือ 4,089 ตารางกิโลเมตร มีความยาวตั้งแต่เหนือสุดถึงใต้สุดของพื้นที่มากกว่า 200 กิโลเมตร

จากตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในเขตนิเวศอินโดมาลายันซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างภูมิศาสตร์ย่อยของพืชพันธุ์สัตว์ป่าหลายเขตมาประจบกัน อีกทั้งยังเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่องไปกับเทือกเขาตะนาวศรี ทำให้กลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย และยังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์ ที่ใกล้สูญพันธุ์ และมีคุณค่า
โดดเด่นระดับโลก

“สำหรับแผนพัฒนาการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม จะเน้นรูปแบบท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เกี่ยวกับระบบนิเวศ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยต่อยอดการเสริมรายได้ให้เพิ่มมากขึ้นจากของเดิมที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ ก็ได้รับความร่วมมือสนับสนุนเป็นอย่างดี ทั้งจากประชาชน ชุมชน องค์กรภาคีต่างๆ โดยในช่วงรับฤดูการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีนี้ จะเน้นดำเนินการใน 2 กิจกรรมสำคัญ คือ1) พัฒนาพื้นที่กางเต็นท์ กิจกรรมล่องแพ และปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ กจ.10 (ห้วยแม่สะเรียง) มีสำนักอุทยานแห่งชาติ รับผิดชอบดำเนินการ และ2) ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ของชุมชนชาวบ้านบางกลอยล่าง โดยจะมีสถาบันที่มีการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นผู้ดำเนินการ”ทั้งนี้เพื่อให้มีแผนการดำเนินการซึ่งจะส่งผลต่อความยั่งยืนในระยะยาว

นายคมกริชกล่าวต่อไปว่า “สำหรับแนวทางดำเนินการนั้น สำนักอุทยานแห่งชาติ โดยส่วนจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ และส่วนพัฒนาอุทยานแห่งชาติ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ขับเคลื่อนแผนงาน ได้มีการลงพื้นที่หมู่บ้านบางกลอยล่าง เป็นที่เรียบร้อย พร้อมสรุปผลรายงานเบื้องต้น ใน 6 แนวทางดำเนินการสู่การพัฒนาตามแผน ประกอบด้วย 1) กำหนดแผนงานโครงการ โดยการกำหนดกิจกรรม ระยะเวลา พร้อมงบประมาณ ผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดกรอบและภาพรวมดำเนินงาน 2) การหาแนวร่วม ภาคีเครือข่าย เตรียมความพร้อมของชุมชนในการพัฒนาการกิจกรรมการท่องเที่ยว เช่น การฝึกฝีมือและอาชีพต่างๆ การให้บริการการท่องเที่ยว การส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยว เป็นต้น”

แนวทางที่ 3) การประกอบกิจกรรมล่องแพซึ่งต้องประสานกับชุมชน รวมถึงมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มผู้ให้บริการ เพื่อกระจายรายได้และผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม 4) การให้บริการพื้นที่ลานกางเต็นท์ จะต้องมีการสร้างห้องน้ำเพิ่มเติม หรือปรับปรุงอาคารอเนกประสงค์ที่มีอยู่ให้สามารถอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวได้ตามความเหมาะสม ซึ่งในส่วนพัฒนาอุทยานแห่งชาติได้ลงพื้นที่สำรวจ และวางแผนในการออกแบบก่อสร้างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว5) จัดระบบป้ายสื่อความหมาย ซึ่งส่วนจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ กำลังดำเนินการกำหนดและออกแบบป้ายสื่อความหมายทั้งในส่วนของการติดตั้งบริเวณพื้นที่ลานกางเต็นท์ และบริเวณหมู่บ้าน และ 6) ก่อนที่เริ่มกิจกรรมการท่องเที่ยว จำเป็นต้องจัดประชุมชาวบ้านเพื่อสร้างความเข้าใจและหาแนวร่วม ในการประกอบกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมการล่องแพ การนำเที่ยวชมหมู่บ้านดูงานจักสาน ดูงานเกษตรตามแนวพระราชดำริ เยี่ยมสวนผลไม้ เป็นต้น

“จากเป้าหมายสำคัญ คือ ความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ดังนั้น สำนักอุทยานแห่งชาติ จึงเน้นยึดหลัก การคัดสรร “ของเดิมที่มีอยู่”แล้วสื่อสารกับชาวบ้าน ชุมชน ให้พยายามคิดค้น สร้างสรรค์ สินค้าและบริการเพื่อปูทางสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเชิงนิเวศที่มาช่วยเพิ่มรายได้ และนำผลตอบแทนนั้นมาบำรุงรักษาและจัดการแหล่งท่องเที่ยว ภายใต้ความร่วมมือ ความรัก หวงแหนและเป็นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยว” นายคมกริช กล่าวในที่สุด

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’คว้ารางวัลเลิศรัฐ ผลงานโครงการวิสาหกิจชุมชนร่วมใจแก้จน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601919

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’คว้ารางวัลเลิศรัฐ  ผลงานโครงการวิสาหกิจชุมชนร่วมใจแก้จน

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’คว้ารางวัลเลิศรัฐ ผลงานโครงการวิสาหกิจชุมชนร่วมใจแก้จน

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง

กสก. คว้ารางวัลเลิศรัฐ ผลงานโครงการวิสาหกิจชุมชน ภายใต้แปลงใหญ่ ร่วมใจแก้จนชุมชนผู้ปลูกกาแฟน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า คณะทำงานตรวจประเมินรางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทร่วมใจแก้จน จากสำนักงาน ป.ย.ป ได้มีมติมอบรางวัลเลิศรัฐฯบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทรางวัล ร่วมใจแก้จน ประจำปี พ.ศ.2564 ระดับดีเด่น ให้กับกรมส่งเสริมการเกษตร จากผลงานโครงการวิสาหกิจชุมชนภายใต้แปลงใหญ่ ร่วมใจแก้จน ชุมชนผู้ปลูกกาแฟน้ำหนาว อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นโครงการที่มีความครบถ้วนในด้านการมีส่วนร่วม ได้แก่ การร่วมพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมพัฒนากระบวนการคิดของกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน อำเภอน้ำหนาว จำนวน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนป่าอุ่นคนอิ่ม กลุ่มวิสาหกิจชุมชนน้ำหนาวอาราบิก้าและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟน้ำหนาว ซึ่งดำเนินการร่วมกันภายใต้ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา และเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ทำให้โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่มาจากความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สามารถทำให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผลผลิตมีคุณภาพมาตรฐาน มีรายได้เพิ่มขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติโดยรอบดีขึ้น และนำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goals (SDGs)

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับบันไดสู่ความสำเร็จของโครงการวิสาหกิจชุมชนภายใต้แปลงใหญ่ ร่วมใจแก้จน ชุมชนผู้ปลูกกาแฟน้ำหนาว อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ได้เข้าไปส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมผ่านการจัดเวทีชุมชน ตามแนวทางส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ เพื่อให้เกิดการนำศักยภาพของชุมชนมาใช้จัดการกับปัญหาจริงที่ชุมชนกำลังประสบ เช่น การพังทลายของหน้าดินจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปัญหาการต่อรองราคาผลผลิต เป็นต้น ทำให้เกษตรกรในชุมชนมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา วางกระบวนการ และกำหนดเป้าหมายตามความต้องการที่แท้จริงของชุมชนร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังได้ถ่ายทอดความรู้ กระบวนการ และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ให้กับกลุ่มเกษตรกร ได้แก่ การบริหารจัดการในรูปแบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ การ
ส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นผสมผสานกับการปลูกกาแฟ การส่งเสริมการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน การแปรรูปสินค้าเกษตร และการสร้างแบรนด์สินค้าเกษตร ตลอดจนการพัฒนาเกษตรกรสู่การเป็นผู้จัดการแปลงที่มีศักยภาพ เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) และเกษตรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) สามารถจัดตั้งกลุ่มและเครือข่ายที่เข้มแข็ง เกิดอำนาจในการต่อรองราคาผลผลิตของกลุ่ม ขจัดปัญหาการถูกกดราคาผลผลิตจากพ่อค้าคนกลางและปัญหาการเกษตรต่าง ๆ ของชุมชนได้สำเร็จ และสามารถเป็นต้นแบบให้แก่เกษตรกรหรือชุมชนอื่นต่อไป

ทั้งนี้ รางวัลเลิศรัฐฯ บริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทรางวัล ร่วมใจแก้จน ประจำปี พ.ศ.2564 เป็นรางวัลที่ ก.พ.ร. มอบให้กับหน่วยงานของรัฐที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารราชการบนพื้นฐานความรับผิดชอบและการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ ที่มีศักยภาพมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ และสังเคราะห์ต้นแบบ (Prototype) ในการแก้ไขปัญหาความยากจน สามารถเป็นต้นแบบประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่นได้ รวมทั้งเป็นการยกย่องเชิดชูหน่วยงานที่มุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง โดยใช้การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการทำงาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน

แจงให้เคลียร์!รัฐบาลไขคำตอบเหตุ‘ปุ๋ยแพง’ ชวนปปช.ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ตั้งเป้า1.3ล้านไร่ในปี65 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601934

แจงให้เคลียร์!รัฐบาลไขคำตอบเหตุ‘ปุ๋ยแพง’ ชวนปปช.ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ตั้งเป้า1.3ล้านไร่ในปี65

แจงให้เคลียร์!รัฐบาลไขคำตอบเหตุ‘ปุ๋ยแพง’ ชวนปปช.ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ตั้งเป้า1.3ล้านไร่ในปี65

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 20.24 น.

แจงให้เคลียร์!รัฐบาลไขคำตอบเหตุ‘ปุ๋ยแพง’ ชวนปปช.ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ตั้งเป้า1.3ล้านไร่ในปี65

13 กันยายน 2564 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “แจงให้เคลียร์กับทีมโฆษกรัฐบาล” ถึงการแก้ปัญหาปุ๋ยแพง ว่า ที่ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากแม่ปุ๋ย เช่น ยูเรีย ฟอสเฟต และโพแทสเซียม ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยผู้ผลิตรายใหญ่ คือ ประเทศจีน มีนโยบายที่ส่งออกน้อยลง ขณะที่อินเดียไปประมูลซื้อจากจีนมาจำนวนมาก เมื่อพ่วงกับค่าขนส่งสินค้าทางเรือที่มีค่าระวางสูงขึ้น ทำให้ราคาปุ๋ยในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

น.ส.รัชดา กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการแล้วคือกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมผู้ผลิตปุ๋ย ได้จัดโครงการพาณิชย์ลดราคาปุ๋ยช่วยเกษตรกร ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมและขยายไปจนถึง31สิงหาคมนี้ โดยจำหน่ายผ่านสถาบันเกษตร ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นการตรึงราคาปุ๋ยไม่ให้เป็นภาระกับเกษตรกร คือสหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร ขณะนี้มีปุ๋ยเคมีที่ร่วมโครงการ 84 สูตร ปริมาณ4.5 ล้านกระสอบ โดยผู้สนใจสามารถติดต่อเกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัดได้

“รัฐบาลขอเชิญชวนเกษตรกรเปลี่ยนจากการปลูกพืชที่ใช้ปุ๋ยเคมีมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ โดยร่วมโครงการเกษตรอินทรีย์กับรัฐบาล ที่ตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ปลูกเกษตรอินทรีย์ในปี 2565 ถึง 1.3 ล้านไร่ โดยรัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณในปี 2564 เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกเกษตรอินทรีย์ เพราะดีต่อสุขภาพ และเฉลี่ยทั่วโลกสินค้าเกษตรอินทรีย์โตขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์” น.ส.รัชดา กล่าว

กรมชลฯใช้โครงข่ายเพิ่มความมั่นคงเรื่องน้ำให้EEC ผันจากพื้นที่น้ำหลากเติมอ่างฯบางพระ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601639

กรมชลฯใช้โครงข่ายเพิ่มความมั่นคงเรื่องน้ำให้EEC ผันจากพื้นที่น้ำหลากเติมอ่างฯบางพระ

กรมชลฯใช้โครงข่ายเพิ่มความมั่นคงเรื่องน้ำให้EEC ผันจากพื้นที่น้ำหลากเติมอ่างฯบางพระ

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออกสูบน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิตและแม่น้ำบางปะกง เติมให้อ่างฯบางพระ จ.ชลบุรี ลดปริมาณน้ำหลากในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ผันมาช่วยเสริมความมั่นคงเรื่องน้ำให้พื้นที่ EEC มั่นใจสิ้นฤดูฝนอ่างฯบางพระมีปริมาณสำรองไม่น้อยกว่า 80 ล้านลบ.ม.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า แม้ขณะนี้ในพื้นที่ภาคตะวันออกจะมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง จนทำให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่4 แห่ง คือ อ่างฯขุนด่านปราการชล อ่างฯหนองปลาไหล อ่างฯประแสร์ และอ่างฯนฤบดินทรจินดา มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 70 ของปริมาณการเก็บกักก็ตาม แต่อ่างฯบางพระ จ.ชลบุรี ปริมาณน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ กรมชลประทานจึงใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออกที่มีอยู่ผันน้ำมาเติมน้ำให้กับอ่างฯบางพระ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประชาชนในพื้นที่และเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC)

ทั้งนี้ สภาพฝนตกหนักใน จ.สมุทรปราการ ทำให้มีน้ำปริมาณจำนวนมากหลากลงสู่คลองพระองค์ไชยานุชิต ขณะเดียวยังช่วยเจือจางค่าความเค็มของน้ำให้อยู่ในระดับ 0.4 กรัมต่อลิตร เหมาะสมในการนำไปใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภคได้ นายทินกร เหลือล้นผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 จึงสั่งการให้ใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออก สูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิตในปริมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ต่อวัน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ร่วมกับการสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกงในปริมาณ 200,000 ลบ.ม.ต่อวัน ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2564 มาเติมให้กับอ่างฯ บางพระจนถึงปัจจุบันสามารถนำน้ำเข้าอ่างฯบางพระได้แล้วจำนวนไม่น้อยกว่า 6 ล้านลบ.ม. ผนวกกับน้ำท่าที่เกิดจากฝนตกในพื้นที่ ทำให้ขณะนี้อ่างฯบางพระ มีปริมาณน้ำ 46 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43 ของปริมาณการเก็บกัก

“กรมชลประทานจะดำเนินการสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิต ก่อนน้ำไหลลงทะเลมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 เป็นอย่างน้อย คาดว่าจะสูบน้ำมาเติมให้อ่างฯบางพระ ได้รวมประมาณ40 ล้านลบ.ม. ส่วนการสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกงมาเติมอ่างฯบางพระคาดว่าจะได้ปริมาณ 15 ล้านลบ.ม.” นายทินกรกล่าว

ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 กล่าวต่อว่า เมื่อสิ้นฤดูฝนคาดการณ์จะมีน้ำในอ่างฯบางพระประมาณ 85 ล้านลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 73 ล้านลบ.ม. ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว เพียงพอที่จะจัดสรรให้กับทุกกิจกรรมการใช้น้ำไปจนกว่าจะถึงรอบการสูบผันน้ำใหม่ในเดือนกรกฎาคม 2565 โดยจะจัดสรรให้การประปาชลบุรี 46 ล้านลบ.ม. การอุตสาหกรรม 3.4 ล้านลบ.ม. และจัดเก็บเป็นน้ำสำรองต้นฤดูฝนปี 2565 จำนวน 13 ล้านลบ.ม. โดยคาดว่าจะมีปริมาณที่ระเหยไปประมาณ 10 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้ในอนาคตกรมชลประทานมีแผนการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ซึ่งมีสภาพน้ำสมบูรณ์ มาเติมน้ำให้กับอ่างเก็บน้ำบางพระ ผ่านโครงข่ายน้ำภาคตะวันออก อีกปีละไม่ต่ำกว่า 80 ล้านลบ.ม. ซึ่งเพิ่มความมั่นคงน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และการอุตสาหกรรมให้กับจังหวัดชลบุรีอีกทางหนึ่งด้วย

สำหรับสถานการณ์น้ำในภาพรวมของภาคตะวันออกนั้น ฝนที่ตกในขณะนี้ทำให้มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเกือบทุกแห่งอย่างต่อเนื่อง โดยกรมชลประทานได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำตาม
Rule Curve ที่กำหนดไว้เพื่อเป็นการรับประกันความเสียหายจากภัยทางน้ำให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด พร้อมทั้งได้เตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำมากกว่า 100 หน่วย ไว้รองรับกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินอีกด้วย

เตือนเกษตรกรระวังโรคเน่าในผักตระกูลกะหล่ำ-ผักกาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601637

เตือนเกษตรกรระวังโรคเน่าในผักตระกูลกะหล่ำ-ผักกาด

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงที่มีฝนตกและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกผักตระกูลกะหล่ำ และผักกาด อาทิ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อกโคลี่ ผักกาดขาว และผักกาดหัว ให้เตรียมรับมือการระบาดของโรคเน่าเละ สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของพืชอาการเริ่มแรกจะพบบนใบหรือบริเวณลำต้นมีแผลเป็นจุดฉ่ำน้ำเล็กๆ ต่อมาแผลจะขยายลุกลามเป็นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลเข้ม ส่วนเนื้อเยื่อบริเวณแผลจะยุบตัวลง และจะมีเมือกกลิ่นเหม็นฉุนเยิ้มออกมาภายนอก จากนั้น ต้นพืชจะเน่ายุบตายไปทั้งต้นโรคเน่าเละจะพบการระบาดมากในช่วงฤดูฝน เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคสามารถเข้าทำลายได้ทุกส่วนของพืชทั้งในสภาพแปลงปลูกและในโรงเก็บ

สำหรับแนวทางในการป้องกันและแก้ไข เกษตรกรควรหมั่นสำรวจตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากเริ่มพบอาการของโรคเน่าเละในแปลงปลูก ให้รีบขุดต้นที่เป็นโรคและเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลงนำไปทำลายนอกแปลงปลูกทันที หลีกเลี่ยงการทำให้ส่วนต่างๆ ของพืชเกิดแผลซึ่งแผลจะเป็นช่องทางให้เกิดเชื้อเป็นสาเหตุของโรคเข้าทำลายพืชได้ง่าย รวมถึงควรดูแลไม่ให้พืชขาดธาตุแคลเซียมและโบรอน เพราะจะทำให้พืชเกิดแผลจากอาการปลายใบไหม้และไส้กลวง อีกทั้งเกษตรกรควรล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ทางการเกษตรต่างๆให้สะอาด และผึ่งแดดให้แห้งหลังการใช้งานทุกครั้ง เมื่อได้นำไปใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ในครั้งต่อไป

หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว ก่อนการปลูกพืช เกษตรกรควรไถกลบเศษพืชผักและไถพรวนพลิกหน้าดินให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตร ทิ้งตากแดดไว้นานกว่า 2 สัปดาห์ และไถกลบพลิกหน้าดินอีกครั้ง เพื่อทำลายเชื้อสาเหตุโรคที่ติดอยู่กับเศษซากพืช และป้องกันการสะสมของเชื้อสาเหตุโรคในดิน กรณีที่พื้นที่เคยมีการระบาดของโรค ให้เกษตรกรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน อาทิถั่วเหลือง ถั่วเขียว และข้าวโพด ส่วนในฤดูปลูกถัดไปเกษตรกรควรเลือกพื้นที่ปลูกที่มีการระบายน้ำที่ดี และเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อนหลีกเลี่ยงการปลูกพืชแน่นจนเกินไป เพื่อไม่ให้มีความชื้นสูงสะสม และลดการระบาดของโรค

ชายคาพระพิรุณ : 13 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601638

ชายคาพระพิรุณ : 13 กันยายน 2564

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากการระบาดของโรคโรคลัมปี-สกิน ที่สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือเป็นจำนวนมาก จากข้อมูลล่าสุด (7 กันยายน 2564) พบการระบาดสะสม รวม 65 จังหวัด เกษตรกรได้รับผลกระทบ 268,371 ราย โค-กระบือ ป่วยสะสม 581,747 ตัว รักษาหายแล้ว 441,543 ตัว อยู่ระหว่างการรักษา 90,879 ตัว ป่วยตายสะสม 51,073 ตัว ซึ่งขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดหาวัคซีนและประกาศแผนการกระจายวัคซีน 5 ล้านโดสให้ครอบคลุม 65 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปี- สกิน โดยได้รับการเปิดเผยจาก นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะกำกับดูแลกรมปศุสัตว์ ว่า สถานการณ์ความคืบหน้าการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคลัมปี-สกิน (LSDV) 5 ล้านโดสที่นำเข้ามานั้น วัคซีนลอตแรกกว่า 1 ล้านโดสมาถึงประเทศไทยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2564 และจะทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

โดยขณะนี้กรมปศุสตว์ได้จัดทำแผนการจัดสรรวัคซีนสำหรับกระจายวัคซีน 5 ล้านโดส ให้กับ 65 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปี-สกิน เรียบร้อยแล้ว ดั้งนี้ พื้นที่ปศุสัตว์เขต 1 จังหวัดกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง จังหวัดลพบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดชัยนาท และจังหวัดสระบุรี มีประชากรโค-กระบือ รวม 463,803 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 224,100 โดส พื้นที่ปศุสัตว์เขต 2 จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครนายก และจังหวัดสระแก้ว มีประชากรโค-กระบือ รวม 269,287 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 130,100 โดส พื้นที่ปศุสัตว์เขต 3 จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโสธร จังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดอำนาจเจริญ มีประชากรโค-กระบือ รวม 3,359,880 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 1,623,300 โดส พื้นที่ปศุสัตว์เขต 4 จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม และจังหวัดมุกดาหาร มีประชากรโค-กระบือ รวม 2,334,733 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 1,127,900 โดส

พื้นที่ปศุสัตว์เขต 5 จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำพูน จังหวัดลำปาง จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีประชากรโค-กระบือ รวม 839,412 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 405,600 โดส พื้นที่ปศุสัตว์เขต 6 จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดตาก จังหวัดสุโขทัย จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิจิตร และจังหวัดเพชรบูรณ์ มีประชากรโค-กระบือ รวม 779,635 ตัวได้รับการจัดสรรวัคซีน 376,600 โดส พื้นที่ปศุสตว์ เขต 7 จังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีประชากรโค-กระบือ รวม 1,166,145 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 563,400 โดส พื้นที่ปศุสัตว์ เขต 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร จังหวัดตรัง และจังหวัดพัทลุง มีประชากรโค – กระบือ รวม 706,502 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 341,300 โดส และพื้นที่ปศุสัตว์ เขต 9 จังหวัดสงขลา จังหวัดสตูล จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส มีประชากรโค-กระบือ รวม 429,852 ตัว ได้รับการจัดสรรวัคซีน 207,700 โดส โดยเมื่อได้รับวัคซีนทั่วถึงแล้ว คาดว่าสถานการณ์การระบาดของโรคลัมปี-สกิน จะจบลงภายในสองเดือนนี้

ขุนเกษตรา

สกู๊ปพิเศษ : สสก.3ระยองเดินหน้าพัฒนา นักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601640

สกู๊ปพิเศษ : สสก.3ระยองเดินหน้าพัฒนา นักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ

สกู๊ปพิเศษ : สสก.3ระยองเดินหน้าพัฒนา นักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เดินหน้าพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ ด้วยระบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน นำไปสู่ Smart Officer ถ่ายทอดเกษตรกรสู่ Smart Farmer ภายใต้วิธีการทำงานสู่ความปกติใหม่ (New Normal)

นายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง (สสก. 3) เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการพัฒนาเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ให้เป็น “นักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ” โดยเฉพาะการปรับระบบความคิด และทัศนคติในการทำงานส่งเสริมการเกษตร นักส่งเสริมการเกษตรจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจ และมีความพร้อมในการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ เพื่อขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีความสอดคล้องเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ

สสก.3 จ.ระยอง จึงได้จัดทำ “โครงการพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ ประจำปีงบประมาณ 2564” ขึ้น เพื่อสร้างนักส่งเสริมการเกษตรให้มีความเป็นมืออาชีพ มีศักยภาพในการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ สามารถนำความรู้และทักษะที่ได้รับไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา และมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ และประสบการณ์ในรูปแบบการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นนักส่งเสริมการเกษตร มืออาชีพผ่านระบบ “พี่เลี้ยง” และ “น้องเลี้ยง”

“เพื่อให้นักส่งเสริมการเกษตร มีความรู้ ความสามารถ มีทัศนคติเชิงบวก และทักษะในการปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง
อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นักส่งเสริมการเกษตรเป็นที่ยอมรับ และสามารถปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรให้เกิดผล นำไปสู่การเป็น Smart Officer และนำไปพัฒนาให้แก่เกษตรกร สู่การเป็น Smart Farmer ต่อไป”นายปิยะ สมัครพงศ์ กล่าว

ผอ.สสก. 3 จ.ระยอง เผยเพิ่มเติมด้วยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ที่ต้องปรับวิธีการทำงานสู่ความปกติใหม่ (New Normal) ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มาใช้ในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการทำงาน และการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจในประเด็นต่างๆ สสก.3 จ.ระยอง จึงดำเนินโครงการพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ ประจำปีงบประมาณ 2564 ขึ้นโดยผ่านระบบออนไลน์ มีกระบวนการ 2 ขั้นตอน คือ ครั้งที่ 1 เป็นการจุดไฟการเรียนรู้ เน้นการฝึกอบรมให้ความรู้และเสริมสร้างทักษะเพิ่มเติมให้กับผู้เข้าอบรม ให้เกิดความมั่นใจ พร้อมกระตุ้น ให้เกิดแรงบันดาลใจ และมีความภาคภูมิใจในการเป็นนักส่งเสริมการเกษตร เรียนรู้ถึงการปรับตัว ปรับรูปแบบการทำงาน ให้เข้ากับวิธีการทำงานสู่ความปกติใหม่ หรือ New Normal

ในครั้งที่ 2 จะเป็นการเพิ่มเติมความรู้ในเรื่องแนวทางการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ เทคนิคการเป็นวิทยากรกระบวนการในการจัดเวทีชุมชน และให้ผู้เข้าอบรม ฝึกปฏิบัติโดยการเรียนรู้เป้าหมายเพื่อวิเคราะห์ศักยภาพ สถานการณ์ของพื้นที่นั้น และกำหนดเป้าหมายร่วมของการพัฒนาเพื่อจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรของชุมชนที่เป็นรูปธรรมและเกิดการพัฒนาจริงในพื้นที่ ดำเนินการพื้นที่กลุ่มเกษตรกร 8 จังหวัด ในเขตภาคตะวันออก กลุ่มจังหวัดจันทบุรี ลงพื้นที่กลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียน ตำบลวังโตนด อำเภอนายายอาม

กลุ่มจังหวัดจันทบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา ลงพื้นที่ ศพก.อำเภอพนมสารคาม ตำบลท่าถ่าน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา กลุ่มจังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่กลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตรผู้ปลูกผักปลอดภัย ตำบลเขาซก อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี กลุ่มจังหวัดนครนายก ลงพื้นที่กลุ่มแปลงใหญ่ไม้ดอกไม้ประดับ ตำบลศีรษะกระบือ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก กลุ่มจังหวัดปราจีนบุรี ลงพื้นที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพลูกินหมาก ตำบลวังดาล อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี กลุ่มจังหวัดระยอง ลงพื้นที่กลุ่มแปลงใหญ่ข้าว ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง กลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ ลงพื้นที่กลุ่มผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ ตำบลศีรษะจระเข้ใหญ่ อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ และกลุ่มจังหวัดสระแก้ว ลงพื้นที่กลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพรทับทิมสยาม 05 ตำบลคลองไก่เถื่อน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว

ทั้งนี้เนื่องจากกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานที่มีบุคลากรภาคการเกษตรครอบคลุมอยู่ทุกระดับในทุกพื้นที่ โดยมีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร ครอบครัวเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน การส่งเสริม และพัฒนาเพิ่มศักยภาพการผลิตการแปรรูป การเพิ่มมูลค่าการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ โดยการศึกษา วิจัย พัฒนา กำหนดมาตรการและแนวทางในการส่งเสริมการเกษตร ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร และการให้บริการเพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้น การพัฒนานักวิชาการส่งเสริมการเกษตรให้เป็นนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญในการทำงานร่วมกับเกษตรกรและภาคีเครือข่ายจนเป็นที่ยอมรับให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และเป็นผู้จัดการการเกษตรในพื้นที่ได้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินการ