‘กรมปศุสัตว์’มอบหญ้าพระราชทานแก่เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหล่มสัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601601

'กรมปศุสัตว์'มอบหญ้าพระราชทานแก่เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหล่มสัก

‘กรมปศุสัตว์’มอบหญ้าพระราชทานแก่เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหล่มสัก

วันอาทิตย์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.51 น.

“กรมปศุสัตว์”มอบหญ้าพระราชทานแก่เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์

เมื่อวันที่​ 12 กันยายน 2564​ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มอบหมาย นายวิวัฒน์​ ไชยชะอุ่ม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ เป็นผู้แทนในนามศูนย์อำนวยการป้องกันและ แก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสุนทร นาดี หัวหน้ากลุ่มโครงการพิเศษและป้องกันภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ มอบหญ้าพระราชทานให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมี นายฉัตรพล พรหมเศรณี หน.กลุ่มยุทธศาสตร์ฯ ผู้แทนปศุสัตว์จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วย นายภูดิท คงจำนงค์ และนายนพดล ไชยวงศา ปศุสัตว์อำเภอหล่มสัก นายคำนวณ อุ่นจันทึก ผู้แทนศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบูรณ์ ปลัดอำเภอหล่มสัก ฝ่ายความมั่นคง พร้อมเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ณ บริเวณลานหน้าสำนักงานปศุสัตว์อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์

ทั้งนี้ ได้มอบหญ้าหญ้าแห้งพระราชทาน จำนวน 5,000 กิโลกรัม พร้อมด้วยวิตามิน และเวชภัณฑ์ปศุสัตว์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม มอบหมายให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ และเตรียมความพร้อมให้การช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ในโซนใต้ตลอดแนวลุ่มน้ำป่าสัก จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย – 006

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : อาสาสมัครขับเคลื่อนงานชลประทาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601068

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : อาสาสมัครขับเคลื่อนงานชลประทาน

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานได้กำหนดการขับเคลื่อนงานภายใต้แนวคิด RID TEAM หรือ “เราจะก้าวไปด้วยกัน” ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีความมุ่งมั่นร่วมกันพัฒนากรมชลประทานให้เป็นองค์กรที่ดี สืบสาน พัฒนา ต่อยอด จากแนวคิด RID No.1 Express ที่ดำเนินการมาก่อน โดยได้กำหนดเป้าหมายในการขับเคลื่อนงานไว้ 3 ประเด็นหลัก

โดยเฉพาะประเด็นที่ 3 คือ เพิ่มคุณค่าการบริการ ซึ่งได้กำหนดกลยุทธ์ที่จะเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน

อย่างไรก็ตามเมื่อกำหนดแนวคิดการทำงานแล้ว จำเป็นจะต้องขับเคลื่อนให้เป็นจริง กรมชลประทานจึงได้ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าวขึ้นมา โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธาน

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การขับเคลื่อนการดำเนินงาน ภายใต้แนวคิด RID TEAM ในประเด็นที่ 3ดังกล่าวนั้น คณะทำงานฯ ได้เร่งรัดการจัดตั้งคณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) กลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน และอาสาสมัครชลประทาน

คณะกรรมการ JMC และกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน กรมชลประทานจะจัดตั้งให้เต็มพื้นที่ชลประทาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้น้ำที่มีศักยภาพ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ กรมชลประทานได้แนะนำให้จดทะเบียนเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำตามกฎกระทรวง ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ 2561 เพื่อจะได้มีสิทธิ์ที่จะได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการลุ่มน้ำเพื่อบริหารจัดการน้ำในระดับลุ่มน้ำ รวมทั้งมีสิทธิ์ที่จะได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) เพื่อบริหารจัดการน้ำระดับชาติ

ส่วนอาสาสมัครชลประทาน กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญเช่นกัน เนื่องจากเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานชลประทานในพื้นที่

อาสาสมัครชลประทาน มาจากเกษตรกรหรือบุคคลที่ีจิตอาสา มีความเสียสละ ไม่จำกัดเพศ อายุ และได้รับการคัดเลือกจากกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ชลประทานในการประสานงานกับกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานในการส่งน้ำและบำรุงรักษาแบบมีส่วนร่วมทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการส่งน้ำ

จุดเริ่มต้นของอาสาสมัครชลประทาน มีมาตั้งแต่ปี 2552 หรือเมื่อ 12 ที่ผ่านมา โดยกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน ได้จัดงาน “ชลประทานอาสา ประชาร่วมใจ” เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2552 ณ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถือเป็นวันแรกของการจัดตั้งอาสาสมัครชลประทาน กลุ่มแรกจำนวน 70 คน

ล่าสุดคณะทำงานฯ ยังได้กำหนดให้วันที่ 25 เมษายน ของทุกปี เป็นวันอาสาสมัครชลประทาน เพื่อเป็นการรำลึกถึงวันแรกที่มีการจัดตั้งอาสาสมัครชลประทาน ต้องการให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของการมีจิตอาสาในการร่วมพัฒนางานชลประทาน ตลอดจนสร้างขวัญกำลังใจให้อาสาสมัครชลประทาน และยังเป็นการประชาสัมพันธ์การจัดโครงการหรือกิจกรรมต่างๆของกรมชลประทานอีกด้วย

จากวันนั้นถึงวันนี้อาสาสมัครชลประทานได้เติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกรมชลประทานมีอาสาสมัครชลประทานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชลประทานที่มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานแล้ว จำนวน 4,300 คน

“กรมชลประทานมีเป้าหมายจะต้องจัดตั้งอาสาสมัครชลประทานใหม่เพิ่มขึ้นให้เต็มพื้นที่ชลประทาน ให้ได้จำนวนทั้งสิ้น 9,400 คน เพื่อเป็นการเพิ่มคุณค่าการบริการ อันจะเป็นการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนตามนโยบาย RID TEAM” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นี่แหละคือ ส่วนหนึ่งของ RID TEAM ที่จะนำกรมชลประทานสู่เป้าหมายการเป็น “องค์กรสู่ความอัจฉริยะด้านน้ำ”ภายในปี 2580


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

รายงานพิเศษ : โครงการ‘ร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด’ ชิงรางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601070

รายงานพิเศษ : โครงการ‘ร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด’ ชิงรางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม

รายงานพิเศษ : โครงการ‘ร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด’ ชิงรางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โครงการร่วมใจแก้จนชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด จังหวัดตาก 1 ใน 4 ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารับรางวัลเลิศรัฐ ระดับดีส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาว ทำเกษตรแบบปลอดภัยมาตรฐาน GAP ลดใช้สารเคมี ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม ลดหนี้สิน บริหารจัดการคนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเกื้อกูล และเป็นต้นแบบขยายผลไปยังพื้นที่ใกล้เคียง

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า การส่งผลงานเข้าประกวดเพื่อขอรับรางวัลเลิศรัฐ ถือเป็นช่องทางหนึ่งที่จะสร้างหรือกระตุ้นให้หน่วยงาน
เกิดการพัฒนาการให้บริการ การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งกรมฯ มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัด คัดเลือกผลงานที่ปฏิบัติและมีความโดดเด่น มีผลสำเร็จ
ของงานที่เป็นรูปธรรม เข้าประกวด อย่างน้อยหน่วยงานละ 1 เรื่อง

สำหรับ “โครงการร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด” ที่กรมฯ ส่งเข้าประกวด มีจุดต้นเริ่มจากปัญหาของชุมชนชาติพันธุ์ซึ่งใช้วิถีชีวิตแบบชนเผ่า มีความเกี่ยวพันกับยาเสพติด เกิดปัญหาเชื่อมโยงต่อความมั่นคงชายแดน และทำกินด้วยการบุกรุกป่า ทำไร่เลื่อนลอย ทำการเกษตรแบบใช้สารเคมีและปลูกพืชเชิงเดี่ยว แม้ต่อมาจะมีการปลูกพืชแบบเกษตรพันธสัญญา แต่ต้นทุนก็ยังสูง ถูกกดราคา และผูกขาดจากนายทุน เกษตรกรไม่มีทางเลือกมากนัก ทำให้รายได้ไม่เพียงพอ เกิดหนี้สินพอกพูน สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก ได้เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงผลักดันให้ชุมชนร่วมกันวิเคราะห์ถึงปัญหา เพื่อหาทางออก โดยรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ พร้อมกับนำแนวคิดการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตากเป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุน ประสานและอำนวยความสะดวก สนับสนุนองค์ความรู้ งบประมาณและบุคลากรในการขับเคลื่อนโครงการฯ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จนทำให้สมาชิกปรับเปลี่ยนแนวความคิดการทำการเกษตรเชิงเดี่ยว เรียนรู้การทำการเกษตรที่ถูกวิธีจัดหาตลาดรองรับที่แน่นอน ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้ ทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“โครงการร่วมใจแก้จน ชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด ถูกยกให้เป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาความยากจน พร้อมทั้งขยายผลไปสู่ชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องด้วยมีการนำศักยภาพในชุมชนมาสร้างรายได้ผ่านสหกรณ์อย่างยั่งยืน โดยยังคงไว้ซึ่งสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น การรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้าน ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับการทำเกษตรผสมผสานและเกษตรอินทรีย์ เป็นการทำเกษตรแบบยั่งยืนส่งผลต่อรายได้ที่มั่นคงของเกษตรกร ปลดวงจรหนี้ และยกระดับคุณภาพชีวิต ควบคู่กับการดำรงอยู่ตามวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงถือเป็นสหกรณ์ต้นแบบในการแก้ไขปัญหาความยากจนผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนและสังคม จนอาจกล่าวได้ว่า แก้จนได้อย่างแท้จริง” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นายนิรันดร์ มูลธิดา สหกรณ์จังหวัดตาก เปิดเผยว่า ในพื้นที่ดังกล่าว ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ 4 ชนเผ่า คือ จีนฮ่อ ม้ง ลีซอ และกะเหรี่ยง มีการทำเกษตรในรูปแบบที่ค่อนข้างผิดวิธี ไม่มีการรวมกลุ่มกัน ต่างคนต่างทำ ทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองราคากับพ่อค้าได้ ทำให้ปัญหาความยากจนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ในปี พ.ศ. 2558 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก จึงได้ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทั่งเกิดการจัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ปลูกเฮมพ์พบพระ จำกัดส่งเสริมและพัฒนาพืชเศรษฐกิจที่มีบทบาทต่อการดำรงชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนอย่างกัญชงหรือเฮมพ์ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า ต่อมาจึงได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกพืชชนิดต่างๆ และต่อมาในปี พ.ศ.2561 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด

ด้านนางสินีนาถ อ่อนนวลผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก ทำหน้าที่เชื่อมประสานทั้งภาครัฐ เอกชนและชุมชน โดยเฉพาะสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ทำงานอย่างมีกระบวนการที่ชัดเจนเป็นขั้นตอน โดยเริ่มจากให้ปรับเปลี่ยนวิธีทำเกษตรกรรม เลือกปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่ ปลูกพืชแบบทำน้อยได้มาก เลี้ยงสัตว์เพื่อสร้างรายได้และบริโภคในครัวเรือน จากนั้นให้ชาวชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และเข้ามาร่วมทำกิจกรรมกับสหกรณ์ เช่น การเพิ่มพื้นที่ป่าในชุมชน เน้นการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ จนเกิดเป็นการทำงานในลักษณะของภาคีเครือข่าย

นายทรงพล อาชาวัฒนกุล ประธานกรรมการสหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด เปิดเผยว่า ระบบสหกรณ์ทำให้ทุกคนในชุมชนได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆโดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงช่วยวางแผนการดำเนินงานในรูปแบบสหกรณ์ ช่วยวางแผนการผลิตสินค้าและการตลาด ซึ่งเป็นสินค้าอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมี ทำให้สหกรณ์ฯ สามารถไปต่อรองราคากับพ่อค้าให้มีราคาสูงขึ้นกว่าราคาตลาดทั่วไปได้

ณ วันนี้ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระ จำกัด เป็นเสมือนศูนย์กลางของชุมชนในตำบลคีรีราษฎร์และตำบลรวมไทยพัฒนา เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจน ควบคู่ไปกับวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับผืนป่าอย่างยั่งยืนวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์วิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์นิรันดร์ มูลธิดานิรันดร์ มูลธิดาสินีนาถ อ่อนนวลสินีนาถ อ่อนนวลทรงพล อาชาวัฒนกุลทรงพล อาชาวัฒนกุล

ซอกแซกอาเซียน : 9 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600811

ซอกแซกอาเซียน  : 9 กันยายน 2564

ซอกแซกอาเซียน : 9 กันยายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฉบับก่อนพูดถึงว่า หลายคนวิจารณ์ว่า ข้าว earmarked ของแอปเตอร์จำนวน 787,000 ตัน ประชาชนอาเซียนบวกสามกินกันเพียงวันสองวันก็หมดแล้ว มีคำถามว่าแล้วจะพอหรือ หากเกิดปัญหาข้าวขาดแคลนจริง ประเด็นนี้ในความเห็นผมเองก็ว่าน่าคิดคำนึงอยู่ แต่ทว่าเหตุการณ์ Worst Case แบบที่ว่าทุกประเทศขาดแคลนหมด ไม่มีข้าวกินเลย เข้าใจว่าคงจะไม่เกิดขึ้นง่ายๆ เป็นแน่ หรือหากแม้จะเกิดขึ้นจริง ผมว่าทุกอย่างก็คงจะล่มสลายไปก่อนที่ทุกประเทศจะหันมาพึ่งพิงระบบแอปเตอร์มากกว่า ดังนั้นแนวคิดหรือระบบของแอปเตอร์จึงเป็นจินตนาการของการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่มีอะไรที่เลวร้ายไปจนขนาดแบบสุดโต่งอย่างที่ว่าแน่นอน ด้วยเหตุผลนี้ ระบบของแอปเตอร์จึงเป็นหลักประกันในยามปกติว่า แม้ประเทศใดที่เผอิญประสบภัยพิบัติจนผู้คนอดอยาก ก็ยังมีที่พึ่งแหล่งสุดท้ายที่สามารถนำมาเจือจุนเยียวยาความอยู่รอดของประชาชนผู้หิวโหยได้ อีกทั้งในการช่วยเหลือ เราก็คงจะดูว่าใครหนักกว่าใคร และแน่นอนว่าเราควรจะต้องช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาที่หนักกว่าก่อนคนอื่น ทั้งนี้เนื่องจากเรามีระบบการประเมินที่ชัดเจน โดยคนตัดสินใจสุดท้ายก็คือผู้แทนสมาชิกทุกประเทศที่ประกอบเป็นมนตรีแอปเตอร์ หรือ Council นั่นแหละครับ

อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่า รูปแบบการดำเนินงานของแอปเตอร์ได้ถูกศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและออกแบบอย่างดีโดยผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและองค์การระหว่างรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี อาศัยประสบการณ์ที่เคยจัดตั้ง ASEAN Emergency Rice Reserve หรือ AERR ที่เคยมีการลงนามก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1979 หรือ 42 ปีมาแล้ว และได้วิวัฒนาการมาบวกรวมประเทศเอเชียตะวันออก คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เข้ามาและเปลี่ยนเป็น EAERR หรือ East Asia Emergency Rice Reserveการดำเนินงานก็ได้มีการพัฒนาเพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างได้ชัด จนในที่สุด ทั้ง 13 ประเทศ ก็ได้มีฉันทานุมัติให้จัดตั้งเป็นองค์การระหว่างชาติถาวรภายใต้ชื่อ ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve หรือ APTERR ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผมกล่าวเรื่องนี้มาหลายครั้ง เพราะต้องการจะเล่าต่อไปว่า ด้วยชื่อเสียงและสิทธิประโยชน์ที่บรรดาสมาชิกแอปเตอร์ได้รับในห้วงระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาทำให้ประเทศทั่วโลกได้ให้ความสนใจในรูปแบบและการทำงานของแอปเตอร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศที่ยากจนและขาดแคลนอาหารบริโภคในแถบทวีปแอฟริกา ซึ่งต่างสนใจที่จะดำเนินการจัดตั้งองค์กรแบบนี้บ้างในกลุ่มประเทศเหล่านั้น

แต่ในที่สุดก็ยังจัดตั้งไม่ได้ เพราะอะไรผมเองก็ไม่ทราบเหตุผลชัดๆ ประการหนึ่งที่ผมวิเคราะห์เอาเอง ก็คือ ในบรรดาสมาชิกที่จะประกอบขึ้นเป็นองค์กรแอปเตอร์นี้ ส่วนหนึ่งต้องเป็นประเทศที่สามารถผลิตพืชอาหารได้อยู่บ้าง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งอาจผลิตไม่ได้ทว่าก็ยังเป็นประเทศที่มีรายได้จากทางอื่นได้ตามสมควร เสมือนหนึ่งว่ามีความสมดุลในด้านศักยภาพเพื่อการแสวงหาอาหารอยู่บ้าง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในส่วนของประเทศอาเซียน คือ เรามีกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตข้าวอยู่ 3-4 ประเทศขณะเดียวกันเราก็มีประเทศผู้ขาดแคลนข้าว แต่มีรายได้จากด้านอื่น ในทางตรงกันข้ามหากกลุ่มประเทศที่จะมารวมเป็นองค์กรแบบนี้ ถ้าทุกประเทศไม่มีศักยภาพการผลิตพืชอาหาร หรือไม่มีพื้นที่เพาะปลูกพืชดังกล่าวเลย ก็เป็นการยากยิ่งที่ความร่วมมือรูปแบบนี้จะถูกผลักดันให้เกิดขึ้นได้ นับว่าเป็นความโชคดีของประเทศสมาชิกอาเซียน นอกจากเราจะมีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วนแล้ว เรายังมีประเทศบวกสามที่ร่ำรวยๆ มาช่วยค้ำจุนอีก

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

สวนนงนุชพัทยาเปิดบริการพร้อมโปรพิเศษสำหรับผู้ฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600804

สวนนงนุชพัทยาเปิดบริการพร้อมโปรพิเศษสำหรับผู้ฉีดวัคซีน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามคำสั่งจังหวัดชลบุรีให้สถานที่ท่องเที่ยวทั้งราชการและเอกชนทุกแห่งให้เปิดบริการ มีผลตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย.2564 เป็นต้นไป สวนนงนุชพัทยาพร้อมเปิดให้บริการควบคู่ไปกับมาตรการความปลอดภัยด้านสุขอนามัยตามมาตรฐาน SHA และ Safe travels ซึ่งได้รับการรับรองจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา กล่าวว่าทางสวนนงนุชพัทยาได้ปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวข้างต้นพร้อมเปิดให้บริการ ที่ผ่านมาสวนนงนุชเตรียมความพร้อมในการเปิดทุกวันและเพิ่มโซนต่างๆ อาทิ เนิร์สเซอรี่ไม้ภายใน,เนิร์สเซอรี่ตะบองเพชร และพิพิธภัณฑ์หัวโขน ในการเปิดให้บริการครั้งนี้ทางสวนนงนุชพัทยา ยินดีมอบสิทธิพิเศษให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม สามารถเข้าชมสวนนงนุชฟรีเพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ สนับสนุนการท่องเที่ยวแบบไทยเที่ยวไทย

ทั้งนี้เพียงท่านแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนให้กับเจ้าหน้าที่บริเวณชานชาลาประตูทางเข้าท่านจะได้รับสิทธิพิเศษเข้าชมสวนสวยมากกว่า 40 สวนฟรี ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. ถึง 30 ก.ย. 2564

กรมส่งเสริมการเกษตรผ่านประเมินหน่วยงานระดับAได้คะแนน90.60 ผลสำเร็จจากแผนบริหารจัดการองค์กรด้วย‘คุณธรรม-ความโปร่งใส’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600808

กรมส่งเสริมการเกษตรผ่านประเมินหน่วยงานระดับAได้คะแนน90.60  ผลสำเร็จจากแผนบริหารจัดการองค์กรด้วย‘คุณธรรม-ความโปร่งใส’

กรมส่งเสริมการเกษตรผ่านประเมินหน่วยงานระดับAได้คะแนน90.60 ผลสำเร็จจากแผนบริหารจัดการองค์กรด้วย‘คุณธรรม-ความโปร่งใส’

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เผยผลสำเร็จบริหารองค์กรด้วย “คุณธรรมและความโปร่งใส” ประจำปี 2564 คะแนนทะลุ 90 ได้ระดับ A

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการหน่วยงานด้วยความโปร่งใสและมีคุณธรรม โดยได้คะแนน 90.60 จัดอยู่ในหน่วยงานระดับ A จากการประเมินโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ที่ได้ประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ 2564 ได้คะแนนเต็ม 100 คะแนนในด้านการเปิดเผยข้อมูล และด้านการป้องกันการทุจริตซึ่งการประเมินดังกล่าวกำหนดไว้ตามแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยในปีนี้มีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมการประเมิน ITA 8,300 หน่วยงาน มีประชาชนเข้ามาร่วมตอบแบบสอบถามจำนวน 1,331,588 ราย แบ่งเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ 471,794 ราย และผู้รับบริการภาครัฐ 859,794 ราย ซึ่งเป็นการประเมินที่มีคนเข้าร่วมมากที่สุดในประเทศไทย

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินงานสนองนโยบายของรัฐและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยยึด 5 กลยุทธ์สำคัญ คือ 1) สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเพื่อให้เกิดอำนาจในการต่อรองราคาผลผลิตทางการเกษตร เกิดความเข้มแข็งของกลุ่ม และสามารถบริหารจัดการการตลาดได้อย่างมีคุณภาพ สามารถสนองความต้องการของผู้บริโภคสินค้าเกษตรได้ เช่น กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เป็นต้น ซึ่งมีเกษตรกรสนใจเข้ารวมกลุ่มเพิ่มขึ้นทุกปี 2) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตร โดยส่งเสริมทักษะและความรู้แก่เกษตรกรให้สามารถทำการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และได้รับมาตรฐานระดับสากล เช่น อย. GAP GMP เป็นต้น ตลอดจนการแปรรูปสินค้าเกษตรอย่างหลากหลาย และทำการผลิตแบบขยะเหลือศูนย์ (Zero waste) 3) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคเกษตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรได้รับความรู้ในด้านเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัยผสมผสานเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การใช้โดรนช่วยทำการเกษตร ระบบการให้น้ำพืชผ่านสมาร์ทโฟน และการใช้แอปพลิเคชั่นในการอำนวยความสะดวก เช่น Farmbookในการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนพัฒนาเกษตรกรสู่การเป็น Smart Farmer ต้นแบบ พร้อมถ่ายทอดความรู้แก่เพื่อนเกษตรกรต่อไป

4) บริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ และการเกษตรแบบผสมผสาน ผ่านการให้ความรู้เรื่องค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อให้เกษตรกรเลือกใช้ปุ๋ยได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัยต่อตนเอง ผู้บริโภคสิ่งแวดล้อม และลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นลงได้ เช่น โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) และ 5) พัฒนาระบบบริหารจัดการ ภาครัฐ โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เอกชน แพลตฟอร์มการตลาด และหน่วยงานภาคี เช่น ไปรษณีย์ไทย ช้อปปี้ลาซาด้า เป็นต้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำเกษตรให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ มีการขนส่งสินค้าเกษตรถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็วปลอดภัย ตลอดจนเป็นการขยายช่องทางการตลาดให้แก่เกษตรกรด้วย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ยังคงมุ่งมั่นเคียงข้างพี่น้องเกษตรกรต่อไป ตามวิสัยทัศน์กรมส่งเสริมการเกษตรที่ว่า “เกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม และรายได้ที่มั่นคง”

สกู๊ปพิเศษ : NIA จับมือพันธมิตรสร้าง‘เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย’ รวมพลัง‘พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600807

สกู๊ปพิเศษ : NIA จับมือพันธมิตรสร้าง‘เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย’  รวมพลัง‘พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย’

สกู๊ปพิเศษ : NIA จับมือพันธมิตรสร้าง‘เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย’ รวมพลัง‘พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เดินหน้าต่อยอดแพลตฟอร์ม นวัตกรรมประเทศไทย ระดมความร่วมมือหน่วยงานชั้นนำของประเทศจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชน สถาบันการศึกษา และสมาคมธุรกิจ มาร่วมกันสร้าง เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย เพื่อก่อให้เกิดพลังที่ยิ่งใหญ่ในการ พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย โดยร่วมกันเป็นผู้แทนในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้านนวัตกรรม เพื่อให้เกิดการรับรู้ ความตื่นตัว และความภาคภูมิใจในนวัตกรรมฝีมือคนไทย พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความชำนาญระหว่างกัน ล่าสุดมีเครือข่าย 73 องค์กร ที่ตอบรับและพร้อมจะขับเคลื่อนนวัตกรรมประเทศไทยให้ก้าวไปสู่เป้าหมายสูงสุด นั่นคือการก้าวสู่อันดับ 1 ใน 30 ของประเทศที่มีความสามารถด้านนวัตกรรมของโลก ภายในปี 2573 และนำประเทศไทยก้าวเป็นประเทศแห่งนวัตกรรม

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของประเทศไทยมีวิสัยทัศน์ที่จะขับเคลื่อนประเทศให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความรู้และความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนากำลังคนที่เหมาะสม การกำหนดทิศทางและนโยบายการพัฒนาด้านนวัตกรรมที่ชัดเจน ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และยืดหยุ่นในการปฏิบัติ โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติได้ระบุวาระการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทหลักของ อว. ในการสนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรม ผ่านการบ่มเพาะและพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการนวัตกรรม การพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการสร้างและแปลงนวัตกรรมสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ในส่วนกลาง แต่ยังขยายโอกาสการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปยังภูมิภาคนอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานด้านนวัตกรรมเพื่อสังคม ที่ครอบคลุมทั้งการสร้างธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม และการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมเชิงสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

“สำหรับแพลตฟอร์ม นวัตกรรมประเทศไทยที่ NIA ได้ริเริ่มขึ้นนี้ เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการพลิกฟื้นประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤต และเปรียบเสมือนเครื่องมือในการ สร้างมุมมองใหม่ของประเทศไทยที่แตกต่างไปจากเดิม เพื่อให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งนำนวัตกรรมเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม และกิจกรรมการสร้าง เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย ในครั้งนี้ ถือเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้การกำหนดนโยบาย การดำเนินงานและการสื่อสารด้านนวัตกรรมไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น ชาติแห่งนวัตกรรม (Innovation Nation)” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าว

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า “จากวิกฤตปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น กับดักรายได้ปานกลาง ต้นทุนการผลิตสูง การแข่งขันทางธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่ห่วงโซ่อุปทานของโลกกำลังเปลี่ยนไปปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทั้งการเข้าถึงบริการของรัฐ การเข้าถึงด้านดิจิทัล ด้านการศึกษา และ ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น PM2.5 ปัญหาน้ำแล้งน้ำเค็ม น้ำท่วม ฯลฯ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ซึ่ง NIA เชื่อว่า “นวัตกรรม” จะเป็นทางออกในการพลิกฟื้นประเทศจากวิกฤต จึงต่อยอดแพลตฟอร์ม นวัตกรรมประเทศไทย ภายใต้แนวคิด พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย โดยมุ่งเน้นให้คนไทยเห็นความสำคัญในการร่วมกัน “พลิกธุรกิจให้รอด” จากการนำนวัตกรรมมาพลิกโมเดลธุรกิจ “พลิกชีวิตให้สุข” จากการนำนวัตกรรมมาพลิกแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคม และ “พลิกสิ่งแวดล้อมให้ดี” จากการนำนวัตกรรมมาพัฒนากระบวนการผลิต เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างสมดุลให้กับสิ่งแวดล้อม”

แพลตฟอร์ม นวัตกรรมประเทศไทยมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “ชาติแห่งนวัตกรรม” โดยวางกรอบการดำเนินงานใน 4 ด้าน ได้แก่ 1) จุดยืนนวัตกรรมประเทศไทย ที่มีเป้าหมายให้ประเทศไทยอยู่ใน 30 อันดับแรกของดัชนีนวัตกรรมโลก ภายในปี 2573 เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศด้านนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับระดับโลก 2) ดีเอ็นเอนวัตกรรมประเทศไทย ที่มุ่งสร้างให้เกิดอัตลักษณ์ไทยรังสรรค์คุณค่าใหม่เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นใน 7 ด้าน และ 3) เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย ด้วยการสร้างให้เกิดพันธมิตรนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลกผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยงานชั้นนำของประเทศทั้งหน่วยงานรัฐบริษัทเอกชน สถาบันการศึกษา และสมาคมธุรกิจ และ 4) แดชบอร์ดนวัตกรรมประเทศไทย โดยมีเป้าหมายให้เกิดข้อมูลนวัตกรรมประเทศไทย ที่มีการรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลนวัตกรรมของประเทศที่มีความหลากหลายจากทุกภาคส่วน

การเปิดตัว “เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย” ในวันนี้ มีเป้าหมายในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้านนวัตกรรม และทำให้คนไทยและชาวต่างชาติรับรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมฝีมือคนไทยที่เป็น นวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตที่ประณีต โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชน สถาบันการศึกษา และสมาคมธุรกิจ ซึ่งขณะนี้มีองค์กร 73 แห่ง ที่ตอบรับเข้าร่วมเป็นเครือข่าย ซึ่งจะร่วมมือกันใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) เป็นผู้แทนประเทศในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้านนวัตกรรม ผ่านกิจกรรมความร่วมมือกันในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การลงนาม ความร่วมมือ การจัดสัมมนานวัตกรรม การจัดแสดงผลงานนวัตกรรม 2) สร้างการรับรู้และความตื่นตัวด้านนวัตกรรมขึ้นในประเทศไทย ผ่านการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างให้เกิดความตื่นตัวและสนใจนำนวัตกรรมฝีมือคนไทยมาใช้หรือต่อยอดให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และ 3) แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความชำนาญระหว่างกัน ผ่านความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร การแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ด้านนวัตกรรมทั้งแนวกว้างและแนวลึกระหว่างหน่วยงานในเครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย

ผู้สนใจดูนวัตกรรมไทยที่น่าภาคภูมิใจได้ที่ www.innovationthailand.org หรือ FB : Innovation.THA และสามารถดูข้อมูลความรู้ การให้บริการนวัตกรรมจากหน่วยงานต่าง ๆ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ เพื่อผลักดันให้เกิดการสร้างและใช้ประโยชน์นวัตกรรมอย่างแพร่หลายได้ที่ https://data.nia.or.th

กาฬสินธุ์ฝึกแผน เผชิญเหตุอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600805

กาฬสินธุ์ฝึกแผน เผชิญเหตุอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานเปิดการฝึกแผนเผชิญเหตุอุทกภัย จ.กาฬสินธุ์ ประจำปีงบประมาณ 2564 ซึ่งสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.กาฬสินธุ์ ดำเนินการฝึกบัญชาการเหตุการณ์ กรณีอุทกภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับ จ.กาฬสินธุ์ และระดับอำเภอทุกอำเภอ  ในรูปแบบการฝึกบนโต๊ะ ผ่านระบบประชุมทางไกล  เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ห้องประชุมผาเสวย ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์

ทั้งนี้ ได้จำลองเหตุการณ์และฝึกการแจ้งเตือนภัยในพื้นที่ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงจากน้ำป่าไหลหลากจากป่าดงระแนง และพื้นที่ ต.กุดสิมคุ้มใหม่ อ.เขาวง พื้นที่เสี่ยงน้ำป่าจากเทือกเขาภูพาน โดยมีนายสนั่น พงษ์อักษร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นผู้บัญชาการฝึกการแจ้งเตือนอุทกภัยจังหวัดกาฬสินธุ์  รวมทั้งได้ฝึกการบัญชาการเหตุการณ์ สถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขังใน 2 พื้นที่ดังกล่าวด้วย

นายธนทร ศรีนาค  หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลังของฤดูฝนปีนี้จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันหลายวันซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก จ.กาฬสินธุ์ จึงได้จัดทำโครงการศูนย์ฝึกบัญชาการเหตุการณ์จังหวัดกาฬสินธุ์ กรณีอุทกภัยขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น

สั่งใช้คลองผันน้ำรับมืออุทกภัยเมืองตรัง กรมชลฯเร่งโครงการฯมั่นใจปี’65แล้วเสร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600809

สั่งใช้คลองผันน้ำรับมืออุทกภัยเมืองตรัง กรมชลฯเร่งโครงการฯมั่นใจปี’65แล้วเสร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานสั่งเตรียมความพร้อมใช้โครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรังที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง รับมือสถานการณ์น้ำหลากในปีนี้ หลังประสบผลสำเร็จในปี
ที่ผ่านมา พร้อมเร่งดำเนินการก่อสร้าง มั่นใจแล้วเสร็จภายในปี 2565 มั่นใจช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองตรังซ้ำซากได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีน้ำต้นทุนไว้ใช้ในฤดูแล้งอีกว่า 3 ล้านลบ.ม.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานกำลังดำเนินการก่อสร้างโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง เพื่อช่วยบรรเทาภัยน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายให้ชุมชนเมือง วัด โรงพยาบาล สถานที่ราชการในจังหวัดตรังที่เกิดเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูฝน ซึ่งขณะนี้มีความก้าวหน้ามากกว่าร้อยละ 60 คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2565 อย่างไรก็ตามแม้การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ แต่ก็สามารถใช้ประโยชน์จากโครงการในการบรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้บางส่วนแล้ว เช่น ในช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมาอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้เกิดฝนตกหนักและเกิดอุทกภัยขึ้นในหลายจังหวัดภาคใต้ รวมทั้งที่จังหวัดตรัง มีมวลน้ำจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำตรัง กรมชลประทานจึงได้พิจารณาใช้คลองผันน้ำของโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง ช่วยในการระบายน้ำ ทำให้อ.เมืองตรังรอดพ้นจากอุทกภัยมาได้

“สำหรับฤดูน้ำหลากปี 2564 นี้ก็เช่นกัน กรมชลประทานได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการรองรับภาวะวิกฤติ หากมีปริมาณน้ำในแม่น้ำตรังเพิ่มสูงขึ้นจนอาจมีผลกระทบกับพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนเมือง ก็จะใช้คลองผันน้ำและประตูระบายน้ำของโครงการฯที่ดำเนินการแล้วเสร็จช่วยบริหารจัดการมวลน้ำ คาดว่าจะสามารถลดระดับน้ำท่วมและไม่ทำให้น้ำท่วมขังในพื้นที่เป็นเวลานาน มั่นใจว่าจะบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัยให้กับพี่น้องประชาชนชาวตรังได้” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ด้านนายรุทร์ อินนุพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 11สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทานกล่าวว่า แม่น้ำตรังซึ่งมีต้นน้ำมาจากเทือกเขาด้านตะวันตกในเขตอำเภอทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราชไหลผ่าน 5 อำเภอ ได้แก่ อ.รัษฎา อ.ห้วยยอด อ.วังวิเศษ อ.เมือง และไหลลงทะเลอันดามันที่ปากน้ำ อ.กันตัง รวมระยะทางยาว 123 กิโลเมตร เมื่อเกิดฝนตกหนักทางด้านบนหรือเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ จะมีมวลน้ำจำนวนมากจะไหลบ่าลงสู่แม่น้ำตรัง จากสถิติน้ำหลากรอบ25 ปี จะมีปริมาณน้ำเฉลี่ยถึง 1,400 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที ในขณะที่ประสิทธิภาพการรับน้ำของแม่น้ำตรังรับได้เพียง 600 ลบ.ม.ต่อวินาที อีกทั้งบางช่วงของแม่น้ำตื้นเขิน จึงไม่เพียงพอที่จะระบายน้ำออกสู่ทะเลเกิดน้ำล้นตลิ่งและท่วมซ้ำซาก

สำหรับการดำเนินโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง ประกอบด้วยงานสำคัญๆ คือ คลองผันน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำของแม่น้ำตรัง ในเขตพื้นที่ อ.เมือง จ.ตรัง โดยก่อสร้างคลองผันน้ำความยาว 7.6 กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่บริเวณหมู่ที่ 1 บ้านหนองตรุดกม.31+000 ของแม่น้ำตรัง ผ่านหมู่ที่ 2 หมู่ที่ 3ต.หนองตรุด หมู่ที่ 1 ต.นาโต๊ะหมิง และหมู่ที่ 4 ต.บางรัก สิ้นสุดที่บ้านคลองช้างหมู่ที่ 4 ต.บางรัก อ.เมือง จ.ตรัง ความกว้างท้องคลอง 102 เมตร ลึก 4.5 เมตร สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อรวมกับศักยภาพรับน้ำของแม่น้ำตรัง จะสามารถระบายน้ำไม่ให้ท่วมพื้นที่ได้

นอกจากนี้ จะมีก่อสร้างประตูระบายน้ำ 2 แห่ง คือ ประตูระบายน้ำบริเวณปากคลองผันน้ำ เพื่อใช้ควบคุมและบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก และประตูระบายน้ำบริเวณปลายคลองผันน้ำ เพื่อใช้กักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้ง รวมทั้งก่อสร้างอาคารประกอบและอื่นๆ บริเวณแนวคลองผันน้ำ ได้แก่ สะพานรถยนต์ จำนวน 6 แห่ง เพื่อเชื่อมต่อการคมนาคมระหว่าง 2 ฝั่งคลอง อาคารรับน้ำจำนวน 24 แห่งตลอดแนวคลองผันน้ำเพื่อรับน้ำจากที่ลุ่มต่ำในพื้นที่ข้างเคียงลงสู่คลองผันน้ำ ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ ตลอดจนก่อสร้างถนนบนคันคลองทั้ง 2 ฝั่งเพื่อสาธารณประโยชน์

“เมื่อโครงการฯ เสร็จสมบูรณ์ นอกจากช่วยบรรเทาอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว คลองผันน้ำสามารถเก็บกักน้ำได้ 3.2 ล้านลบ.ม. ไว้สำหรับการเกษตร การอุปโภคในฤดูแล้ง เป็นแหล่งน้ำดิบช่วยสนับสนุนการผลิตน้ำประปาประมาณ 1.74 ล้านลบ.ม.ต่อปี รวมถึงช่วยผลักดันน้ำเค็ม มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ในฤดูฝน 10,000 ไร่ ฤดูแล้ง 3,000 ไร่”ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 11กล่าวในตอนท้าย

SKY CROP เดินหน้าปลูกฟ้าทะลายโจรทั่วประเทศ ตั้งเป้าส่งออกต่างประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600867

SKY CROP เดินหน้าปลูกฟ้าทะลายโจรทั่วประเทศ ตั้งเป้าส่งออกต่างประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ

SKY CROP เดินหน้าปลูกฟ้าทะลายโจรทั่วประเทศ ตั้งเป้าส่งออกต่างประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 21.19 น.

บริษัท เมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด โดย SKY CROP เริ่มลงปลูกกล้าฟ้าทะลายโจรกว่า 5,000 ไร่ทั่วประเทศ คาดว่าสามารถเก็บผลผลิตฟ้าทะลายโจรได้สูงถึง 15 ล้านตัน ตั้งเป้าส่งออกต่างประเทศหวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศและช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร

นาวาอากาศเอก (พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ประกอบด้วย คุณศักย์ศรณ์ คัมภีรญาณนนท์ รองประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าบริหารฝ่ายปฏิบัติ , คุณธริชยา คัมภีรญาณนนท์ รองประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าบริหารฝ่ายการเงิน , คุณนพนท คัมภีรญาณนนท์ ผู้อำนวยการใหญ่ , ที่ปรึกษาอาวุโสของบริษัทฯ ได้แก่ คุณบรรพต โพธิ์ทอง, ดร.เจริญสุข ด้วงล้อมจันทร์(โพธิ์เงิน), คุณสุริยา โพธิ์เงิน ,คุณศศน์นัธ เทพกิจ และ เจ้าภูวเนศวร์ ณ เชียงใหม่ เลขานุการประธานกรรมการบริหาร ร่วมแถลงข่าว SKYCROP OPENING “ก้าวสู่ไร่สกายครอป ก้าวสู่เกษตรแห่งอนาคต ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร ณ ห้องประชุม ชั้น 10 ตึกวินวิน ทาวเวอร์ เมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา

นาวาอากาศเอก (พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ เล็งเห็นความสำคัญในด้านการเกษตรของประเทศไทย โดยเฉพาะพืชสมุนไพรที่สามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่น ฟ้าทะลายโจร ที่สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ ส่งผลทำให้ฟ้าทะลายโจรเป็นที่ต้องการของตลาดโลกเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ทาง บริษัท เมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด โดย SKY CROP ซึ่งมีพื้นที่มากกว่า 10,000 ไร่ทั่วประเทศ จึงได้จัดสรรพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ ที่บ้านเขาจาน ต.ท่าเกวียน อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว สำหรับทำการปลูกต้นฟ้าทะลายโจร ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุ แหล่งน้ำ เหมาะสำหรับทำการเกษตรเป็นอย่างมาก โดยการปลูกจะเน้นการปลูกแบบปลอดสารเคมี 100% ผนวกกับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ช่วยในการเพาะปลูกและแปรรูปฟ้าทะลายโจร ซึ่งมีความสะอาด ปลอดภัย และได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ผลผลิตของทางบริษัทฯได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยมีสารแอนโดรกราโฟไลด์สูงถึง 4.75±0.26% (w/w)

“เราได้จัดสรรพื้นที่เพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการเกษตรรวมถึงเป็นแหล่งการเรียนรู้ให้กับผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ด้านการเกษตร และในอนาคตคาดว่า จะเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก สำหรับพืชสมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจรนั้น ทางเราได้ศึกษาและวิจัยสายพันธุ์ฟ้าทะลายโจรจากทั่วประเทศ จนได้สายพันธุ์ที่ดีที่สุด และมีคุณภาพของไร่ SKY CROP และ นอกจากนี้ทางไร่ยังได้เพาะปลูกโกฐจุฬาลัมพา และกระท่อมเพื่อป้อนตลาดด้วย”

ไร่ SKY CROP สามารถผลิตฟ้าทะลายโจรได้สูงถึง 15 ล้านตัน และแปรรูปเป็นแบบอบแห้งได้ในปริมาณ 2.5 ล้านตัน นอกจากนี้ทางบริษัทฯได้มีการร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ ในการผลิตฟ้าทะลายโจรส่งให้กับไร่ SKY CROP เพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านให้มีรายได้ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำแบบนี้ด้วย ส่งผลให้กำลังการผลิตสามารถรองรับความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ นำสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมาแปรรูปเป็นแบบแคปซูลบรรจุขวดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ SKY HERB ของไร่ SKY CROP

นอกจากนี้ ทางบริษัท เมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด ยังได้นำสมุนไพรคุณภาพที่ได้คัดสรรสายพันธุ์เป็นอย่างดีต่างๆ อาทิ ฟ้าทะลายโจร, โกฐจุฬาลัมพา, ใบกระท่อม เป็นต้น นำมาแปรรูปเป็นแบบแคปซูลบรรจุขวดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ SKY HERB ของไร่ SKY CROP ด้วย

บริษัท เมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นหนึ่งในองค์กรที่จะช่วยหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่เป็นมหันตภัยร้ายของประเทศและทั่วโลก และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเพื่อพี่น้องชาวไทยให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

“สุดท้ายนี้ขอฝากถึงผู้ที่สนใจอยากจะสั่งจองฟ้าทะลายโจรออแกนิคแบบผง สามารถสั่งจองออเดอร์ล่วงหน้าได้ทางโทร.093-736-5717 หรือ rd@skymed.centerและ SKY CROP ขอมุ่งมั่นพัฒนาการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 และขอยืนหยัดช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรไทยให้เติบโตไปพร้อมกันแบบมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”นาวาอากาศเอก (พิเศษ) คัมภีร์ กล่าวทิ้งท้าย

เรียบเรียงโดย -(016)