ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : ราคามังคุดตกต่ำเกษตรกรเดือดร้อนหนัก ชาวปักษ์ใต้เรียกร้องให้รัฐลงไปช่วยเหลือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592437

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : ราคามังคุดตกต่ำเกษตรกรเดือดร้อนหนัก ชาวปักษ์ใต้เรียกร้องให้รัฐลงไปช่วยเหลือ

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ลุยเกษตรสุดเขตไทยวันนี้ “หนุ่มยูโร” จะพาล่องใต้ ลงไปเป็นปากเสียงแทนพี่น้องเกษตรกร ที่ประสบปัญหาราคามังคุดและเงาะตกต่ำโดยเฉพาะมังคุดพ่อค้าไปรับซื้อกิโลกรัมละ 4 บาทเกษตรกรอยู่ไม่ได้ ไหนจะประสบปัญหากับโรคโควิดระบาดยังกลับมาเจอสินค้าเกษตรราคาตกต่ำอีก หลายจังหวัดจึงวิงวอนภาครัฐยื่นมือเข้าไปช่วยด่วนๆ

เมื่อครั้งที่ “หนุ่มยูโร” ไปตระเวนสวนผลไม้ทางภาคตะวันออกช่วงเดือนมิถุนายน ยังไปช่วยอุดหนุนซื้อมังคุดกับเกษตรกร ที่ จ.ระยอง จันทบุรีและตราด ช่วงนั้นมังคุดราคาแพง มีล้งไปรับซื้อถึงสวน กิโลกรัมละ 40-50 บาท ยังแอบดีใจแทนชาวสวน ขายได้ทั้งมังคุดและทุเรียน แต่พอมาช่วงเดือนกรกฎาคม มังคุดภาคใต้กับประสบปัญหาด้านราคา เดือดร้อนกันทั่วด้ามขวาน วิงวอนให้ภาครัฐทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ลงไปช่วยดูแลพยุงราคาหน่อย หรือจะไปช่วยชดเชยราคาก็ได้

ล่าสุดอาทิตย์ที่ผ่านมาเริ่มมีการเคลื่อนไหวจากหน่วยงานภาครัฐ เริ่มจากน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการกระจายผลไม้ภาคใต้ เพื่อลดปัญหาการกระจุกตัวและราคาตกต่ำ โดย เร่งกระจายผลไม้ของสมาชิกสหกรณ์ภาคใต้ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ นำผลไม้คุณภาพบรรจุกล่อง ส่งตรงถึงผู้บริโภค หวังบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงสถานการณ์โควิดระบาด สั่งการให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด เป็นศูนย์กลางในการจำหน่ายผลไม้สหกรณ์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเริ่มต้นจากเงาะ 3 ตัน จากสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี มูลค่ากว่า 100,000 บาท ที่จะจัดส่งถึงบ้านผู้บริโภคภายในวันเดียว และยังมีรถแท็กซี่สหกรณ์ซึ่งได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ในช่วงสถานการณ์โควิดระบาด มาร่วมเป็นรถขนส่งผลไม้จากชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยไปยังผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน และเตรียมแผนที่จะกระจายผลผลิตมังคุดและลำไย อีกด้วย

รมช.มนัญญา เน้นให้สหกรณ์ต้องเรียนรู้ด้านการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพื่อตอบสนองต่อผู้บริโภคได้ทุกช่องทาง ขบวนการโลจิสติกส์ก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ผลไม้สดใหม่ต้องคู่กับการจัดส่งที่รวดเร็วให้ถึงมือผู้บริโภคเสมือนที่มารับประทานในสวนผลไม้ หากขบวนการสหกรณ์ทำได้เช่นนี้ เชื่อมั่นว่า ผลผลิตของสหกรณ์จะสามารถจำหน่ายได้จำนวนมาก

ด้าน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ชี้แจงว่า ช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน ผลไม้ในภาคใต้และภาคเหนือมีปริมาณผลผลิตออกมาจำนวนมาก โดยเฉพาะผลไม้ 3 ชนิดหลัก ได้แก่ เงาะปริมาณ 63,647 ตัน มังคุด ปริมาณ 173,116 ตัน และลำไย ปริมาณ 973,603 ตัน ได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดประสานเครือข่ายสหกรณ์ในแต่ละพื้นที่สั่งซื้อเงาะและมังคุดจากสหกรณ์ที่เป็นแหล่งผลิตในภาคใต้ กระจายสู่ผู้บริโภคของแต่ละจังหวัดนอกจากนี้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ยังจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ วงเงิน 122 ล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์กู้ยืมเป็นทุนหมุนเวียนรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกและเกษตรกรในราคานำตลาด เพื่อดึงราคาผลไม้ ในพื้นที่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม

จากการลงพื้นที่ของคณะกรรมการเร่งรัดการแก้ไขปัญหามังคุดและผลไม้ภาคใต้ 3 จังหวัด (ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช)ตามที่ได้รับมอบหมายจากการตรวจสอบพบว่าส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้ราคาผลไม้โดยเฉพาะมังคุดตกต่ำเกิดจากระบบการขนส่งผลไม้แบบบริการส่งถึงที่รวมทั้งระบบการค้าออนไลน์เกือบเป็นอัมพาตโดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้ามังคุดใหญ่ที่สุดของภาคใต้เพราะผู้ให้บริการรายใหญ่ด้านการขนส่งสินค้า เช่น บริษัทไปรษณีย์ไทย บริษัทเคอรี่ได้หยุดให้บริการโดยสิ้นเชิง

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันลงไปช่วยเหลือ เพราะเกษตรคือประเทศไทยเกษตรกรอยู่รอด ประเทศไทยก็อยู่ได้ครับ

‘หนุ่มยูโร’

กองทุนฟื้นฟูฯเดินหน้าช่วยเกษตรกร เร่งแก้ไขหนี้-ช่วยบุคคลผู้คำประกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592321

กองทุนฟื้นฟูฯเดินหน้าช่วยเกษตรกร เร่งแก้ไขหนี้-ช่วยบุคคลผู้คำประกัน

กองทุนฟื้นฟูฯเดินหน้าช่วยเกษตรกร เร่งแก้ไขหนี้-ช่วยบุคคลผู้คำประกัน

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.48 น.

กองทุนฟื้นฟูฯเตือนเกษตรกรอย่าปล่อยเป็นหนี้จนถูกฟ้อง แนะให้รีบมาปรึกษากองทุนฟื้นฟูฯเป็นการด่วน ระลุ ระเบียบ เบียบแก้หนี้ กรณีบุคคลค้ำประกัน ปี 63  เกษตรกรสมาชิกได้ประโยชน์เต็ม 

นายมนัส วงษ์จันทร์ ผอ.สำนักจัดการหนี้ของเกษตรกร สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร หรือ กฟก. เปิดเผยว่า จากที่มีพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร เพราะส่งผลให้การดำเนินงานด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สิน เป็นไปด้วยความคล่องตัว โดยเฉพาะกรณีแก้ปัญหาหนี้ที่ใช้บุคคลค้ำประกัน และได้นำมาสู่การออกระเบียบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรว่าด้วยการจัดการหนี้ของเกษตรกร กรณีหนี้ที่มีบุคคลค้ำประกันพ.ศ. 2563  ที่ทำให้กองทุนฟื้นฟูฯ มีอำนาจในการเข้าไปแก้ไขหนี้ที่เกิดจากอาชีพการเกษตรด้วยการกู้ยืมโดยใช้บุคคลค้ำประกัน จากสถาบันการเงินต่าง ๆ เช่น สหกรณ์ ธกส. ธนาคารพาณิชย์ และนิติบุคคล รวมทั้งธนาคารของรัฐ เป็นต้น

“ ทั้งนี้ตามกฎหมายเดิมนั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงหนี้ที่ใช้บุคคลค้ำประกัน ทำให้กองทุนฟื้นฟูฯจัดการได้เฉพาะหนี้ที่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน  พอรัฐบาลได้รับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น  จึงได้ผลักดันให้แก้กฎหมายจนสำเร็จ และส่งผลให้กองทุนฟื้นฟูฯเข้าไปแก้ไขปัญหาหนี้บุคคลค้ำประกันได้ ดังนั้นจึงขอฝากไปยังพี่น้องเกษตรกรว่า อย่าปล่อยให้ปัญหาหนี้ลุกลามจนถึงขั้นถูกฟ้องล้มละลาย หรือถูกฟ้องดำเนินคดีบังคับคดีขายทอดตลาด เมื่อมีปัญหาหนี้สินขอให้พี่น้องเกษตรกรเดินเข้ามาปรึกษา กองทุนฟื้นฟูฯ พร้อมให้คำปรึกษาหาทางออก เพื่อให้ทุกคนสามารถรักษาที่ดินทำกินให้กับลูกหลานไว้ต่อไป ”

ผอ.สำนักจัดการหนี้ของเกษตรกร กล่าวต่อไปว่า การเข้าไปจัดการหนี้ให้พี่น้องเกษตรกรตามระเบียบฯ กรณีหนี้ที่มีบุคคลค้ำประกันพ.ศ. 2563   ต้องไม่เกิน 500,000 บาท และ ต้องมีบุคคลมาค้ำประกันซึ่งแบ่งเป็น หนึ่ง หนี้เงินต้นคงค้างไม่เกิน 200,000 บาท ให้องค์กรเกษตรกรร่วมกับเกษตรกรหาผู้ค้ำประกัน 2 คน เช่น ให้บุคคลเดิมมาค้ำประกัน แต่ถ้าบุคคลเดิมหรือทายาทไม่มาค้ำประกัน หรือค้ำประกันแล้วยังไม่พอ สามารถที่จะเอาสมาชิกองค์กรเกษตรกรมาค้ำให้ได้รวม 2 คน  สอง หนี้เงินต้นคงค้างตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ให้องค์กรเกษตรกร ร่วมกับเกษตรกรหาผู้ค้ำประกัน 3 คน โดยให้บุคคลเดิมค้ำรวมทั้งทายาท ถ้ายังไม่พอให้สมาชิกองค์กรเกษตรกรมาค้ำประกัน  และสาม หนี้เงินต้นคงค้างตั้งแต่ 500,000 บาทขึ้นไป ให้องค์กรเกษตรกรร่วมกับเกษตรกรหาผู้ค้ำประกัน 4 คน ประกอบด้วย ทายาท 1 คน และสมาชิกองค์กรเกษตรกร 3 คน  

“แต่กรณีไม่มีทายาทมาค้ำประกัน ตามระเบียบได้เปิดโอกาสให้ให้องค์กรเกษตรกรมอบหมายกรรมการองค์กรเกษตรกรหรือสมาชิกองค์กรเกษตรกรมาค้ำประกันแทนได้ ถือเป็นข้อดีและเป็นประโยชน์ ถือเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นคำตอบว่า ทำไม กองทุนฟื้นฟูฯจึงต้องกำหนดให้เกษตรกรสังกัดองค์กร สืบเนื่องจาก เกษตรกรที่จะมาเป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ต้องไปเป็นสมาชิกองค์กรเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกองทุนฟื้นฟูฯ  ดังนั้นการทำกิจกรรมหรือทำภาระผูกพันใดๆ องค์กรเกษตรกรต้องรับรู้ รวมทั้งมาค้ำประกัน นั่นหมายความว่า สมาชิกเองต้องเข้าร่วมกิจกรรม กรรมการองค์กรก็ต้องเข้ามาดูแลสมาชิก ทำให้เป็นความผูกพัน เกิดการช่วยเหลือกัน นำมาซึ่งความเข้มแข็งให้กับองค์กรเกษตรกร” นายมนัส กล่าว 

กรมชลฯเดินเครื่องหนุนโครงการเหลียวหลัง นำร่องเพิ่มประสิทธิภาพอ่างฯหนองช้างใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592160

กรมชลฯเดินเครื่องหนุนโครงการเหลียวหลัง นำร่องเพิ่มประสิทธิภาพอ่างฯหนองช้างใหญ่

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานนำแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ ภายใต้โครงการเหลียวหลัง มาดำเนินโครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักให้อ่างเก็บน้ำหนองช้างใหญ่ ต.ยางสักกระโพ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ให้สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยได้ทำการขุดลอกอ่างเก็บน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณความจุอีก 11.5 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) พร้อมทั้งปรับปรุงเสริมสันอ่างและปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้น (Spillway)สูงขึ้น 50 เซนติเมตร ทำให้ได้ปริมาณน้ำเพิ่มอีก 3.83 ล้านลบ.ม. ดังนั้นเมื่อดำเนินโครงการแล้วเสร็จจะสามารถกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 15.33 ล้านลบ.ม. จากความจุเดิม 7.67 ล้านลบ.ม. รวมเป็นปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ท้ั้งหมดกว่า 23 ล้านลบ.ม.

“การดำเนินโครงการเหลียวหลัง ของกรมชลประทานนั้นเป็นการนำโครงการชลประทานที่มีอยู่เดิมหรือชำรุดทรุดโทรมมาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยไม่กระทบกับพื้นที่ข้างเคียง สร้างความมั่นคงด้านน้ำได้ในระยะเวลาอันสั้นประหยัดงบประมาณ ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้ขยายผลไปดำเนินโครงการในพื้นที่อื่นๆด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นายสัมพันธ์ เดือนศิริรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุบลราชธานี กรมชลประทาน กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำหนองช้างใหญ่ เดิมเป็นหนองน้ำธรรมชาติที่กรมชลประทานได้เข้าไปสร้างทำนบกั้นน้ำไว้ อายุการใช้งานมานานกว่า 60 ปี ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างฯเฉลี่ยปีละประมาณ 23.4 ล้านลบ.ม. ได้ จึงทำให้ในฤดูฝนน้ำจะไหลเอ่อล้นทำนบเข้าท่วมบ้านเรือน สร้างความเสียหายเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อปี 2562 อ่างฯไม่สามารถกักเก็บน้ำได้เต็มประสิทธิภาพทำให้น้ำไหลลงสมทบกับน้ำจากแม่น้ำมูลและชีเข้าท่วมตัวเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ในขณะที่ฤดูแล้งปริมาณน้ำที่มีอยู่ไม่เพียงพอสำหรับการอุปโภค-บริโภค และการเกษตร

“โครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักให้อ่างเก็บน้ำหนองช้างใหญ่ ไม่ได้แค่เพิ่มความจุน้ำเท่านั้น ยังจะมีก่อสร้างสถานีสูบน้ำจำนวน 4 แห่งเพื่อส่งน้ำให้พื้นที่ด้านบนอ่างฯ ได้แก่ บ้านแคน บ้านนาดีบ้านทุ่งใหญ่ และบ้านยางสักกระโพหลุ่ม ทำให้พื้นที่ชลประทานเพิ่มจากเดิม 4,300 ไร่ อีก 8,000 ไร่รวมได้พื้นที่ชลประทาน 12,300 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์เพิ่มจากเดิม 3,500 ไร่ อีก 15,000 ไร่ รวมพื้นที่รับประโยชน์ 18,500 ไร่ นอกจากนี้สามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยให้พื้นที่อีกกว่า 9,000 ไร่ และในอนาคตจะเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำให้เต็มศักยภาพ คุ้มค่ากับน้ำที่เรามี” นายสัมพันธ์กล่าว

สำหรับดินจำนวนมากกว่า 10 ล้านลบ.ม. ที่ขุดขึ้นมาได้นำไปสร้างถนนรอบอ่างฯ พร้อมเลนปั่นจักรยานระยะทางรวม 16 กิโลเมตร ประโยชน์เพื่อเกษตรกรลำเลียงพืชผลทางการเกษตร และประชาชนทั่วไปใช้ออกกำลังกาย ขณะเดียวกับกรมชลประทานได้ดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับสถานีสูบน้ำ และเสาไฟถนนรอบโครงการฯ เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายค่ากระแสไฟอีกด้วย

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในจังหวัดหลายหน่วยงาน เช่น ประมงจังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด เกษตรจังหวัด เป็นต้น เพื่อสนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำ และเมล็ดพันธุ์พืชให้เกษตรกร เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากน้ำต้นทุนที่เพิ่มขึ้นถึง3 เท่า รวมถึงประสานงานร่วมกับสำนักออกแบบและการท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี ในการปรับปรุงภูมิทัศน์รอบอ่างฯหนองช้างใหญ่เพื่อใช้เป็นแหล่งพักผ่อนของชาวอุบลราชธานี ทั้งนี้ โครงการทั้งหมดมีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2564 พร้อมทั้งได้มีการสำรวจพื้นที่อื่นๆ ที่จะดำเนินโครงการในลักษณะเดียวกันกลับพบว่า ในพื้นที่จ.อุบลราชธานี มีอ่างเก็บน้ำมากกว่าสิบแห่งที่สามารถปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพได้ภายใต้โครงการเหลียวหลัง

‘เฉลิมชัย’ สั่งปูพรมสำรวจพื้นที่ เร่งทำลายโรคใบด่างมันสำปะหลัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592161

‘เฉลิมชัย’สั่งปูพรมสำรวจพื้นที่  เร่งทำลายโรคใบด่างมันสำปะหลัง

‘เฉลิมชัย’สั่งปูพรมสำรวจพื้นที่ เร่งทำลายโรคใบด่างมันสำปะหลัง

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการที่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังซึ่งสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่ จึงได้สั่งการกรมส่งเสริมการเกษตร เร่งดำเนินการสำรวจพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง พร้อมกำชับให้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังให้หมดไป โดยขณะนี้พบว่าในบางพื้นที่ยังมีเกษตรกรบางรายที่พบการระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลังในแปลง แต่ไม่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงต้องชี้แจงข้อมูลเน้นหนักถึงขั้นตอนการดำเนินงาน และประโยชน์ที่เกษตรกรและประเทศชาติจะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ คือ ภาครัฐจะดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคใบด่างมันสำปะหลังด้วยการเข้าทำลายพื้นที่พบโรคใบด่างมันสำปะหลังและจ่ายค่าชดเชยการทำลายให้กับเกษตรกรหลังตรวจสอบผลการทำลายไปแล้ว 30 วัน การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ท่อนพันธุ์สะอาดและทนทานต่อโรค โดยจะสนับสนุนท่อนพันธุ์ จำนวนไร่ละ 500 ลำ รวมทั้งมาตรการทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 สำหรับเกษตรกรเจ้าของแปลงที่พบโรคเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจต่อการเข้าร่วมโครงการต่อไป

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครอบคลุมพื้นที่ ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 ผลการดำเนินการล่าสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2564) จากการสำรวจพื้นที่ของสำนักงานเกษตรจังหวัด/อำเภอ พบพื้นที่ระบาด 187,508.81 ไร่ ใน 27 จังหวัด คือ จังหวัดกาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ชัยภูมิ นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ มหาสารคาม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ลพบุรี ศรีสะเกษ สระแก้ว สระบุรี สุพรรณบุรี สุรินทร์ อุทัยธานี อุดรธานี และอุตรดิตถ์ โดยมีเกษตรกรสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ แล้ว 6,174 ราย พื้นที่ 59,227.19 ไร่ ซึ่งในจำนวนนี้มีพื้นที่ที่ทำลายแล้ว 1,158.71 ไร่ (คิดเป็น ร้อยละ 0.62 ของพื้นที่ระบาด) และพื้นที่ที่อยู่ระหว่างดำเนินการทำลาย 58,068.48 ไร่(คิดเป็นร้อยละ 30.97 ของพื้นที่ระบาด)

ทั้งนี้ จากการสำรวจการระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลังในจังหวัดสระแก้ว (ข้อมูล ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2564) พบมีการระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลังถึง 54,392.25 ไร่แม้ว่าจะมีปริมาณการระบาดค่อนข้างสูง แต่เป็นจังหวัดที่ประสบความสำเร็จในการสร้างความร่วมมือกับเกษตรกร ภายหลังจากการให้ข้อมูล วิธีดำเนินการ และรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับโครงการฯ รวมไปถึงความรู้เกี่ยวกับโรคใบด่างมันสำปะหลัง การป้องกันกำจัด มาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และการใช้พันธุ์มันสำปะหลัง ทนทานโรค เกษตรกรให้ความสนใจและสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว 50,391 ไร่คิดเป็นร้อยละ 92.64

นอกจากนี้สำนักงานเกษตรจังหวัด/อำเภอ ในพื้นที่เป้าหมายได้ลงพื้นที่สำรวจแปลงพันธุ์สะอาด ซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ทนทานต่อโรคใบด่าง โดยแปลงพันธุ์สะอาดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมส่งเสริมการเกษตรนั้นจะต้องไม่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง หรือห่างจากพื้นที่ที่พบการระบาดไม่น้อยกว่า 6 กิโลเมตร และต้องปลูกพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ทนทาน ได้แก่ พันธุ์ระยอง 72 เกษตรศาสตร์ 50 ห้วยบง 60และระยอง 90 และพันธุ์อื่นๆ ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานราชการในการเข้าร่วมโครงการได้ มีเกษตรกรสนใจสมัครเข้าร่วมแปลงพันธุ์สะอาดแล้วรวม พื้นที่ 2,331.46 ไร่(ข้อมูล ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2564) และคาดว่าจะมีเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ทนทานโรคใบด่าง สนใจเข้าร่วมโครงการเพื่อร่วมกันผลิตท่อนพันธุ์ทนทานโรคใบด่างได้เพียงพอกับความต้องการ

หากเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสนใจเข้าร่วมโครงการ หรือมีข้อสอบถามเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ยชุมชน โทร. 0-2955-1626 หรือ สำนักงานเกษตรอำเภอ/จังหวัดใกล้บ้านท่าน อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติม

ชายคาพระพิรุณ : ร่วมฝ่าวิกฤติโควิด… เร่งกระจายผลไม้ภาคใต้ด้วยพลังเครือข่ายสหกรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591939

ชายคาพระพิรุณ : ร่วมฝ่าวิกฤติโควิด… เร่งกระจายผลไม้ภาคใต้ด้วยพลังเครือข่ายสหกรณ์

วันจันทร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงกรกฎาคม – กันยายน ของทุกปีเป็นช่วงที่มีผลไม้หลายชนิดทยอยออกสู่ตลาด ในปีนี้ ผลไม้ในภาคใต้และภาคเหนือมีผลผลิตออกมาจำนวนมากใน 3 ชนิดหลัก ได้แก่ เงาะ ปริมาณ 63,647 ตัน มังคุด ปริมาณ 173,116 ตัน และลำไย ปริมาณ 973,603 ตันแต่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การกระจายผลผลิตเป็นไปอย่างลำบาก ส่งผลกระทบทั้งด้านการส่งออกและการจำหน่ายภายในประเทศ ทำให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก และเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรอย่างเร่งด่วน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ร่วมกับเครือข่ายสหกรณ์จัดกิจกรรมการกระจายผลไม้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรภาคใต้ขึ้น โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็นประธานในพิธี

โดย นางสาวมนัญญาได้กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานว่า การกระจายผลผลิตเงาะจากภาคใต้ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ผลิตผลไม้ของภาคใต้โดยใช้ขบวนการสหกรณ์ เป็นกลไกในการกระจายผลผลิตจากเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการหยุดรับซื้อของพ่อค้าในพื้นที่ ไปสู่ผู้บริโภคทั่วไปและส่งถึงมือผู้บริโภคโดยตรง โดยมีชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด เป็นศูนย์กลางในการจำหน่ายผลไม้สหกรณ์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เริ่มต้นจำนวน 3 ตัน มูลค่ากว่า 100,000 บาท ซึ่งเงาะที่นำมาจำหน่ายครั้งนี้ ส่งตรงมาจากสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีรถแท็กซี่สหกรณ์ ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ในช่วงสถานการณ์โควิด มาร่วมเป็นรถขนส่งผลไม้จากชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ไปยังผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน และยังมีแผนที่จะกระจายผลผลิตมังคุด และลำไยต่อไปอีกด้วย

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ผ่านสถาบันเกษตรกร เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร ช่วยเหลือเป็นค่าบริหารจัดการ ค่าขนส่ง และบรรจุภัณฑ์เพื่อเร่งรัดการกระจายผลิต โดยใช้กลไกสหกรณ์ในการเข้าช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ 2 มาตรการ คือ 1.มาตรการการแลกเปลี่ยนผลผลิตกันระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ เน้นข้าวสารแลกกับผลไม้ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบเรื่องช่องทางการตลาดในขณะนี้ และ 2.การซื้อขายโดยตรงระหว่างสหกรณ์ชาวสวนผลไม้กับสหกรณ์ผู้บริโภคในจังหวัดต่างๆ เป็นการกระจายผ่านเครือข่ายของศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ และสหกรณ์ขนาดใหญ่ระดับอำเภอ ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการแลกเปลี่ยนสินค้าข้าวและผลไม้ไปแล้ว จำนวน 11 สหกรณ์ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือปริมาณผลผลิต 854 ตัน มูลค่ากว่า 21,624,670 บาท ส่วนการซื้อขายโดยผ่านขบวนการสหกรณ์ ดำเนินการแล้ว 35 แห่ง ปริมาณ 204 ตัน มูลค่ากว่า 7,049,954 บาท

ด้าน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดประสานเครือข่ายสหกรณ์ในแต่ละพื้นที่ สั่งซื้อเงาะและมังคุดจากสหกรณ์ที่เป็นแหล่งผลิตในภาคใต้ กระจายสู่ผู้บริโภคของแต่ละจังหวัด โดยให้สหกรณ์ต้นทาง 7 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พังงา พัทลุง และยะลา เปิดจุดรวบรวมเงาะ มังคุด จากเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ชาวสวนผลไม้เน้นผลไม้ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP ก่อนนำมาคัดเกรดบรรจุลงกล่อง และเร่งจัดส่งให้สหกรณ์ที่เป็นตลาดปลายทางเพื่อให้ถึงผู้บริโภคโดยเร็ว พร้อมจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ วงเงิน 122 ล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์กู้ยืมเป็นทุนหมุนเวียนรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกและเกษตรกรในราคานำตลาด เพื่อดึงราคาผลไม้ในพื้นที่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่พี่น้องเกษตรกร

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการอุดหนุนผลไม้สหกรณ์ภาคใต้ สามารถสั่งซื้อผ่านเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดของท่าน สำหรับส่วนกลางในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล สามารถสั่งซื้อได้ที่ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด โทร. 08-1823-3639

ขุนเกษตรา

เร่งเพิ่มศักยภาพผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตั้งเป้า 152,000 ตัน/ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591940

เร่งเพิ่มศักยภาพผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตั้งเป้า152,000 ตัน/ปี

เร่งเพิ่มศักยภาพผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตั้งเป้า152,000 ตัน/ปี

วันจันทร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ยังคงระบาดต่อเนื่องและรุนแรง เป็นปีที่ 2 และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะคลี่คลายลงเมื่อใดได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างหนักหน่วงและกว้างขวาง ซึ่งพี่น้องชาวนาไทยก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน กรมการข้าวจึงตระหนักต่อปัญหาที่พี่น้องชาวนากำลังเผชิญโดยเฉพาะเรื่องของความต้องการเมล็ดพันธุ์ดีที่ยังไม่เพียงพอปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 70 ล้านไร่ มีความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีเพาะปลูกปีละประมาณ 1,364,800 ตัน แต่ในขณะเดียวกันกรมการข้าว รวมไปถึงสหกรณ์การเกษตร ศูนย์ข้าวชุมชน และภาคเอกชนร่วมกันจะสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีได้ประมาณ 537,000 ตัน จำแนกเป็น กรมการข้าว 95,000 ตัน สหกรณ์การเกษตร 30,000 ตัน ศูนย์ข้าวชุมชน 112,000 ตัน และภาคเอกชน 300,000 ตัน หรือประมาณ 40% ของปริมาณเมล็ดพันธุ์ดีต้องการใช้ในการยกระดับคุณภาพและปริมาณการผลิตข้าวของประเทศไทย ถึงแม้ต่อมากรมการข้าวจะได้รับงบประมาณเงินกู้เพื่อใช้ดำเนินการเพิ่มศักยภาพการผลิตและปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวไปจนสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ได้ส่วนหนึ่งจากเดิมที่เคยมีกำลังการผลิต 85,000–95,000 ตัน/ปี เป็น 120,000 ตัน/ปี

รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ดีให้กับพี่น้องชาวนา กรมการข้าวจึงเสนอของบประมาณเพื่อดำเนินงานโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตและประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวขึ้น เพื่อรองรับเป้าหมายการผลิตเมื่อดำเนินการโครงการเดิมเสร็จสิ้น 120,000 ตัน/ปี และเพิ่มกำลังการผลิตอีก 32,000 ตัน/ปี รวมเป็น 152,000 ตัน/ปี ซึ่งจะก่อให้เกิดอาชีพผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กรมการข้าว จำนวน 4,400 ราย กระตุ้นการจ้างแรงงานภาคการเกษตรในชุมชน สนับสนุนและส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีเข้าไปในระบบการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ ยกระดับ ปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าวของประเทศ โดยมีเป้าหมายที่จะดำเนินการ คือการเพิ่มศักยภาพโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ โดยการจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อทดแทนของเดิมที่มีอายุการใช้งานมานาน และประสิทธิภาพการทำงานต่ำ จำนวน 9 ชุด และจะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยการก่อสร้างอาคารโรงเก็บเมล็ดพันธุ์ ปรับอากาศพร้อมครุภัณฑ์ประกอบ จำนวน 15 แห่ง สำหรับใช้เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าวระยะยาวเพื่อ รองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การเกิดโรคและศัตรูข้าวระบาด ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การผันผวนของความต้องการ พันธุ์ข้าว ราคาข้าวเปลือก เศรษฐกิจครัวเรือนและสำรองไว้เพื่อความมั่นคงทางด้านอาหารของประเทศ

สำหรับแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ร่วมมือกันจากทุกภาคส่วน มีกระบวนการเริ่มจากกรมการข้าว โดยกองวิจัยและพัฒนาข้าวเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คัดและเมล็ดพันธุ์หลัก กองเมล็ดพันธุ์ข้าวรับข้าวพันธุ์หลักจากกองวิจัยและพัฒนาข้าวมาผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ขยาย และหลังจากนั้นสมาคมผู้รวบรวม ศูนย์ข้าวชุมชน สหกรณ์ เป็นผู้รับเมล็ดพันธุ์ขยายต่อไป

ชาวสวน “เมืองคอน” วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา “มังคุด” ตกต่ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476934

ชาวสวน”เมืองคอน”วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา”มังคุด”ตกต่ำ

2 สิงหาคม 2564 – 11:15 น.

ชาวสวน”เมืองคอน”วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา”มังคุด”ตกต่ำ แนะรวมกลุ่มแปรรูปตัดปัญหาล้งกดราคา ซัดไปรษณีย์ไทยหยุดให้บริการทำผู้ค้าออนไลน์ไร้ทางออก ขณะ”ชสท.”ผนึก”สหกรณ์แท็กซี่”ช่วยระบายผลผลิตสู่ผู้บริโภคในเขตกรุเทพและปริมณฑล

นายพรชัย โชติวรรณ เจ้าของสวนมังคุดไข่นุ้ย อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราชกล่าวในรายการ”เกษตรวาไรตี้”ทางสถานีวิทยุม.ก.กรณีปัญหาราคามังคุดตกต่ำในพื้นที่จ.นครศรีฯขณะนี้ว่า นครศรีฯ มี 23 อำเภอเราผลิตมังคุดได้ 20 อำเภอ มีอยู่ 3 อำเภอเท่านั้นที่ไม่มีต้นมังคุด จากการประมูลราคามังคุดแปลงใหญ่ในอ.ลานสกา เมื่อวันที่ 30 ก.ค.64 ที่ผ่านมา

มังคุดไซส์ใหญ่สุดเกรดเอ ราคาอยู่ที่ 20.88 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจาก 32 บาทเมื่อ 3 วันก่อน  ล่าสุดเมื่อวานนี้(1 ส.ค.)ลงมาอยู่ที่ 20 บาทสรุปว่าราคาก็ยังไม่ดีขึ้น 

“มังคุดไซส์ใหญ่ที่คัดได้ราคาอย่างนี้มีไม่เกิน 20% ที่เหลือเป็นไซส์กลางเล็กลงไปราคาอยู่ที่ 5-10 บาทต่อกิโลเท่านั้น เป็นมังคุดคละตกไซส์ ซึ่งราคาถูกมากแล้วยังมีปัญหากับล้ง พ่อค้าคนกลางกดราคาอีก ทำให้ขายไม่ได้ราคาตามที่ควรจะเป็น” 

นายพรชัย กล่าวต่อว่าขณะมังคุดไซส์ใหญ่เกรดเอขายทางออนไลน์จะได้ราคาเฉลี่ยสูงถึง 80-100 บาทต่อกิโลกรัม รวมค่าขนส่งเบ็ดเสร็จถึงปลายทางแต่เกษตรกรที่มีความสามารถขายผ่านช่องทางนี้ก็มีเพียง 5% เท่านั้น เพราะส่วนใหญ่ก็ต้องพึ่งล้มและพ่อค้าคนกลาง ขณะที่ค่าแรงเก็บผลผลิตมังคุดขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 10 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนใหญ่ก็เป็นแรงงานในพื้นที่

ชาวสวน"เมืองคอน"วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา"มังคุด"ตกต่ำ

“ราคาที่ชาวสวนอยู่ได้ต้องไม่ต่ำกว่า 20 บาท ไม่รวมค่าแรงนะครับ แต่วันนี้ราคามังคุดคละ อยู่ที่ 4-5 บาท ขณะที่ค่าแรง 10 บาท รวมค่าขนส่ง 18-20 บาทต่อกิโล ถ้าเป็นแบบนี้ชาวสวนไม่ได้อะไรเลย ยอมให้ร่วงปล่อยทิ้งดีกว่าขายไปก็ไม่คุ้ม”เจ้าของสวนมังคุดไข่นุ้ยยอมรับในชะตากรรม

ชาวสวน"เมืองคอน"วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา"มังคุด"ตกต่ำ

เขาระบุอีกว่า แม้การค้าขายทางออนไลน์กำลังไปได้ดี แต่ขณะนี้กลับมีปัญหาระบบการขนส่ง ไปรษณีย์ไม่รับอ้างเหตุว่าปลายทางมีปัญหาโควิด-19 และส่วนหนึ่งเป็นเพราะมังคุดมักได้รับความเสียหายเมื่อส่งถึงปลายทาง จึงขอยุติการขนส่งชั่วคราว ทำให้เกิดปัญหาต้องพึ่งพาใช้บริการของบริษัทเอกชน นอกจากค่าขนส่งที่แพงกว่าปกติแล้วยังมีการต่อคิวแบ่งโควต้ากันอีกด้วย

ชาวสวน"เมืองคอน"วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา"มังคุด"ตกต่ำ

“ค้าทางออนไลน์ตอนนี้ก็ต้องไปรอคิวแต่ละรายส่งได้แค่ 30-50 กล่องแทบจะแบ่งโควต้ากัน เพราะว่าคิวยาวเหลือเกิน นี่คือปัญหาการขนส่งทางไลน์ เขารังเกียจชาวสวนอย่างพวกเรา”เกษตรกรรายเดิมกล่าวและย้ำว่า

ทางออกของปัญหาชาวสวนต้องหันมาช่วยตัวเองที่ดีที่สุดโดยการรวมกลุ่มแปรรูปมังคุดกวนจากวัตถุดิบมังคุดตกเกรดหรือมังคุดคละเพื่อเพิ่มมูลค่าและสามารถขายได้ตลอดทั้งปี 

“ถ้าไปขายล้งตอนนี้อยู่ที่ 5 บาท แต่ทางกลุ่มเรารับซื้อกิโล 20 บาททำมังคุดกวน ตอนนี้ราคามังคุดกวนอยู่ที่กิโลละ 550 บาท และยังสามารถเก็บไว้ขายได้ทั้งปี  อีกช่องทางหนึ่งอยากให้สถานบันศึกษาเข้ามาช่วยชาวสวนในเรื่องตลาดออนไลน์ด้วย”

ชาวสวน"เมืองคอน"วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา"มังคุด"ตกต่ำ

บรรดาแท็กซี่มารอรับสินค้าบริเวณหน้าสนง.ชสท.เพื่อส่งให้ผู้บริโภค

 เจ้าของสวนมังคุดไข่นุ้ย ยังเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาดูแลในเรื่องบรรจุภัณฑ์ให้เป็นลักษณะเฉพาะของผลไม้ชนิดนั้น ไม่ใช่ใช้กล่องเดียวใส่ผลไม่ได้ทุกชนิด  โดยเฉพาะมังคุด

”กล่องที่ใส่มังคุดต้องเป็นกล่องเฉพาะ อย่างตอนนี้ใช้รวมกันใช้กล่องใส่ส้มโอ ซึ่งมีเปลือกหนาไม่มีปัญหาในการขนส่งแต่มังคุดใส่แล้วจะมีปัญหาปลายทางทันที ฉะนั้นต้องสร้างอัตลักษณ์เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคมากกว่านี้  มังคุดต้นทางมีสภาพนางฟ้า พอไปถึงปลายทาง 4-5 วันเละเลยเกิดความเสียหายต้องเคลมกันใหม่ ถ้าพัฒนากล่องใส่เฉพาะมังคุดได้ก็จะดีมาก”นายพรชัยกล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตามล่าสุดนายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อติดตามและตรวจเยี่ยมการแก้ไขปัญหาราคามังคุดตกต่ำ โดยสนับสนุนค่าบริหารจัดการแก่ศูนย์กระจายในจังหวัดแหล่งผลิตกิโลกรัมละ 3 บาท 

โดยกรมการค้าภายในได้โอนเงินให้แต่ละจังหวัดในวงเงิน 50,850,000 บาท เพื่อกระจายมังคุด จำนวน 16,950 ตัน รวมทั้งมีการสนับสนุนค่าขนส่งและร่วมกับบริษัทไปรษณีย์ไทย สนับสนุนกล่องไปรษณีย์และสติ๊กเกอร์ส่งฟรีผลไม้ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมการขายผ่านระบบออนไลน์แก่เกษตรกรรายย่อย จำนวน 200,000 กล่องเพื่อช่วยเร่งระบายมังคุดเกรดรองหรือมังคุดตกเกรด ออกจากแหล่งผลิตโดยเร่งด่วน  

ชาวสวน"เมืองคอน"วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคา"มังคุด"ตกต่ำ

นายศิริชัย ออสุวรรณ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแหล่งประเทศไทยหรือชสท.

ด้านนายศิริชัย ออสุวรรณ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแหล่งประเทศไทยหรือชสท.กล่าวผ่านรายการถึงการกระจายผลไม้จากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคว่า ในขณะนี้ทางชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย(ชสท.)ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์และกลุ่มสหกรณ์รถแท็กซี่ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯได้ดำเนินการจัดส่งผลผลิตผลไม้

โดยเฉพาะมังคุดและเงาะจากแหล่งผลิตในพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมส่งตรงมายังสำนักงานชุมนุมสหกรณ์ฯ ถ.งามวงศ์วาน ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯเกือบทุกวันก่อนกระจายไปยังผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล  

“ขณะนี้เราพยามยามที่จะเชื่อมโยงจากสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้ไปยังผู้บริโภคโดยตรง ปกติของดี ๆ คนไทยไม่มีโอกาสทานเลยส่งออกต่างประเทศหมด สัปดาห์หน้ามังคุดจากนครศรีฯพังงา จะทยอยเข้ามา สนใจสั่งจองมาได้เลยเราจะส่งตรงให้ถึงหน้าบ้านท่านในทันที”

ประธานกรรมการชสท.กล่าวถึงการจัดส่งผลไม้สู่ผู้บริโภคขณะนี้ว่ามีอยู่ 3 วิธี โดยวิธีแรก ชสท.ร่วมกับกลุ่มสหกรณ์รถแท็กซี่ในการกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภค เนื่องจากช่วงนี้กลุ่มผู้ขับแท็กซี่เดือดร้อนไม่มีผู้โดยสารจากสถานการณ์โควิด-19 จึงมาช่วยในการกระจายสินค้าผลไม้ไปยังผู้บริโภคและจะขยายกิจกรรมนี้ต่อไป เพราะราคาจัดส่งถูกกว่าภาคเอกชนและช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ขับรถแท็กซี่ด้วย

ส่วนวิธีที่สอง ชสท.ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดส่งผลไม้ให้กับหน่วยงานภาครัฐหรือบริษัทเอกชนหรือผู้สนใจในจำนวนปริมาณที่มากพอ ขนส่งโดยรถของชุมนุมสหกรณ์ฯและกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ สั่งตั้งแต่ 20 ตะกร้าขึ้นไปส่งฟรี

และวิธีที่สามผู้บริโภคเดินเข้ามารับสินค้าเอง ณ สำนักงานชุมนุมสหกรณ์ฯ ถ.วงศ์วงวาน(ตรงข้ามม.เกษตรฯ)ได้ทุกวันทำการ

โดยทุกระบบจะต้องสั่งจองล่วงหน้าผ่านทางไลน์ Application Line , เฟสบุ๊ค ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัดและผ่านเพจ co-opclick หรือโทรศัพท์ 08-823-3639 ได้ทุกวันทำการ

“ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมบริโภคผลไม้ไทยกัน  นอกจากอิ่มอร่อยด้วยคุณค่าทางโภชนาการสูงแล้วยังช่วยเกษตรกรชาวสวนผลไม้ด้วยครับ”ประธานกรรมการ ชสท.กล่าวเชิญชวนทิ้งท้าย

“สสก.3” จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจดินและปุ๋ย ดีเด่นระดับเขต ปี 64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476603

“สสก.3 ” จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจดินและปุ๋ย ดีเด่นระดับเขต ปี 64

30 กรกฎาคม 2564 – 15:36 น.

“สสก.3” จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนดีเด่นศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนดีเด่น  ผ่านระบบทางไกลออนไลน์  zoom Meeting มี 9 ศูนย์ฯ อยู่ในข่ายได้รับการพิจารณาและจะประกาศอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้

นายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ( สสก. 3 จ.ระยอง ) เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้สนับสนุนให้มีการดำเนินกิจกรรมคัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนดีเด่น ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนดีเด่นเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการยกย่องและเชิดชูศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนที่มีการบริหารจัดการ และดำเนินกิจกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์ต่อชุมชน

"สสก.3 " จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจดินและปุ๋ย ดีเด่นระดับเขต ปี 64
"สสก.3 " จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจดินและปุ๋ย ดีเด่นระดับเขต ปี 64

เป็นศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ สามารถเผยแพร่ผลงาน และแนวทางการปฏิบัติสู่ชุมชน กระตุ้นให้เกิดการพัฒนา และส่งเสริมความเป็นเลิศของศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนต่อไป 

การนี้ สสก. 3 จ.ระยอง ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อการพิจารณาคัดเลือก ฯ และคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการติดตามข้อมูล การดำเนินงานของศูนย์ฯ ต่าง ๆ ผ่านระบบทางไกลออนไลน์  zoom Meeting ตามมาตรการในการป้องกันการระบาด”โควิด-19″ ของรัฐบาล  

"สสก.3 " จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจดินและปุ๋ย ดีเด่นระดับเขต ปี 64

ซี่งจากการติดตามเพื่อพิจารณาผลงานระดับพื้นที่ของคณะกรรมการในครั้งนี้ทางศูนย์ ฯ ได้นำเสนอผลงานและตอบข้อซักถามเพื่อให้ข้อมูลแก่คณะกรรมการอย่างครบถ้วนโดยการพิจารณานั้นมีศูนย์ฯ ที่อยู่ในเกณฑ์การพิจารณาจำนวน 9 ศูนย์ด้วยกัน ประกอบด้วย

1.ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลสนามไชย  2.ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลตรอกนอง จังหวัดจันทบุรี 3.ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตาขัน 4. ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลแม่น้ำคู้  จังหวัดระยอง  5.ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนนาเริก จังหวัดชลบุรี

"สสก.3 " จ.ระยอง คัดเลือกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนสู่ธุรกิจดินและปุ๋ย ดีเด่นระดับเขต ปี 64

6.ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลท่ากุ่ม 7.ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลบางปิด จังหวัดตราด 8.ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลบางแตน  จังหวัดปราจีนบุรี และ 9. ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนบ้านหนองตะลุมพุก จังหวัดนครนายก ทั้ง 9 ศูนย์เป็นโครงการ 1 จังหวัด 1 โมเดลธุรกิจ

ทั้งนี้คณะกรรมการได้พิจารณาถึงภาพรวมในการดำเนินงานของศูนย์ฯ จุดเด่นในการบริหารจัดการโดยกลุ่ม มีการร่วมกันคิดร่วมกันแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง มีการวางแนวทางในการพัฒนาด้านการผลิตที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการใช้ของชุมชนมากน้อยแค่ไหน มีการนำผลจากการปฏิบัติภายในศูนย์ขยายสู่ชุมชนอย่างไร

ตลอดถึงการประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสมกับพื้นที่และถูกกับสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค  มีการขยายผลให้เกษตรกรนำไปใช้ในการทำการเกษตรอย่างต่อเนื่องที่เอื้อต่อการเกิดธุรกิจที่สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร

และสามารถใช้เป็นศูนย์ต้นแบบที่เป็นแหล่งเผยแพร่ผลงาน ให้ผู้ที่สนใจนำไปปฏิบัติต่อไปได้อย่างไรบ้าง เพื่อพิจารณาตัดสินให้เป็นศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ดีเด่น ระดับเขต ปี 2564 ต่อไป โดยผลการพิจารณาตัดสินของคณะกรรมการ สสก. 3 จ.ระยอง จะประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

สำหรับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนนั้นจะเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านดินและปุ๋ย มีเกษตรกรดูแลด้วยกันเอง โดยมีเจ้าหน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยง เพื่อต้องการให้เกิดการยอมรับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย ส่งเสริมให้พืชแข็งแรงพอที่จะต้านทานโรคและศัตรูพืชซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมถึงเกษตรกรจะได้ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม

สำหรับคณะกรรมการที่ร่วมพิจารณาในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง นางสาววรนุช สีแดง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต นายชนินทร์ สุขสำราญ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาบุคลากร นายกฤษฎา ฉิมอินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดชลบุรี  นางนลทวรรณ  มากหลาย ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ นายสรรพสิทธิ์ สิงห์ปี นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ และนางสาวผกาพันธุ์  ละมัย นักวิชาการเกษตรชำนาญการ

“กยท.” ดีเดย์นำ “Single Form” ใช้ส่งออก “ยาง” ลดความซ้ำซ้อนเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476555

“กยท.”ดีเดย์นำ “Single Form “ใช้ส่งออก”ยาง” ลดความซ้ำซ้อนเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

30 กรกฎาคม 2564 – 09:24 น.

 “กยท.” เดินหน้าสู่ยุคดิจิทัลดีเดย์นำระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกไปนอกราชอาณาจักรทางอิเล็กทรอนิกส์แบบ “Single Form” และระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยางทางอิเล็กทรอนิกส์  ผ่านระบบ NSW มาใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 1 สิงหาคม 2564 นี้

“กยท.” เดินหน้าสู่ยุคดิจิทัลดีเดย์นำระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่ง”ยาง”ออกไปนอกราชอาณาจักรทางอิเล็กทรอนิกส์  แบบ Single Form และระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยางทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ NSW มาใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 1 สิงหาคม 2564 นี้ หวังลดขั้นตอน  ลดความผิดพลาด ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มสะดวกรวดเร็วและ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

นายณกรณ์  ตรรกวิรพัท  ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.เตรียมนำระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์แบบ Single Form (e-SFR) และระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยาง (e-QC)ทางอิเล็กทรอนิกส์  ผ่านระบบ National Single Window (NSW) ซึ่งเป็นระบบการบริการเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ สำหรับการนำเข้า ส่งออก และโลจิสติกส์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งและเครือข่ายโลจิสติกส์ ตามเส้นทางยุทธศาสตร์และยังสอดคล้องกับนโยบาย THAILAND 4.0 ในด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ (Service Reform)  

ทั้งนี้คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติให้ปรับลดขั้นตอนกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก สินค้ายุทธศาสตร์

"กยท."ดีเดย์นำ "Single Form "ใช้ส่งออก"ยาง" ลดความซ้ำซ้อนเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

ได้แก่ น้ำตาล ข้าว ยางพารา สินค้า แช่แข็ง และวัตถุอันตราย ผ่านระบบ NSW เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในการส่งยางออกฯ ลดปริมาณเอกสาร ขั้นตอนและระยะเวลา ในการยื่นขอใบรับรองคุณภาพยาง และใบรับค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ให้รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับระบบรับคำขอใบอนุญาตผ่านด่านศุลกากร ในอนาคต

"กยท."ดีเดย์นำ "Single Form "ใช้ส่งออก"ยาง" ลดความซ้ำซ้อนเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

โดยการบันทึกรายการครั้งเดียว ลดความผิดพลาด และความซ้ำซ้อนของข้อมูล รวมทั้งเพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการส่งยางออกนอกราชอาณาจักรที่ต้องใช้ข้อมูลร่วมกันได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากการบันทึกรายการครั้งเดียว

 “เพื่อให้เป็นไปตามมติ กบส. ดังกล่าว กยท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้ายางพาราโดยมีหน้าที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งยางออกฯ และให้บริการวิเคราะห์คุณภาพยางแก่ภาครัฐและเอกชน  จึงได้บูรณาการกับกรมวิชาการเกษตร และกรมศุลกากร ร่วมกันดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ และออกแบบระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ให้รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับระบบรับคำขอใบอนุญาตผ่านด่านศุลกากร แบบ Single Form และ ระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยาง ผ่านระบบ NSW” ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

สำหรับระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออก ฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-SFR) กยท.จะเริ่มนำมาใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไปยกเว้นผู้ประกอบการที่ชำระค่าธรรมเนียมผ่านธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และผู้ประกอบการที่ชำระค่าธรรมเนียมประเภทยางผสมสารเคมี ให้ชำระผ่านทางระบบ e-CESS ตามเดิม

ส่วนระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยางทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-QC) กยท.จะนำเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2565 

หากมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายการคลัง กองจัดเก็บค่าธรรมเนียมและรายได้ เบอร์โทร 02-433-2222 ต่อ 313,319  e-mail: ecess@raot.mail.go.th ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ

โทรศัพท์ : 0-2433-2222 ต่อ 151 อีเมล์ : saowanee.p@raot.mail.go.th  (คุณเสาวณีย์ พันธ์คูณ) และ sanyaluk.p@raot.mail.go.th (คุณสัญญลักษณ์ ผูกมี)

“หมอดินอาสา” ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/476419

“หมอดินอาสา”ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

29 กรกฎาคม 2564 – 09:54 น.

“หมอดินอาสา”ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

นายคมบาง สนิทรัมย์ หมอดินอาสา อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ได้รับการสนับสนุนจากสถานีพัฒนาที่ดินเชียงราย ได้เข้ามาส่งเสริม”หมอดิน”ในเรื่องขององค์ความรู้ในการปรับปรุงบำรุงดินต่าง ๆ ให้”ดิน”มีสภาพดีขึ้นสามารถเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการตลาดและสร้างรายได้แก่เกษตรกร

นายรณรงค์ สิทธิกอง เจ้าพนักงานการเกษตรปฏิบัติงาน กล่าวว่า สถานีพัฒนาที่ดินเชียงราย มีนโยบายเกี่ยวกับจะพัฒนาให้หมอดินอาสาเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ จึงได้มีการจัดอบรมหมอดินเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับ”หมอดิน”นำไปใช้แก้ปัญหาดินในพื้นที่ และก็เป็นตัวแทนของเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินเพื่อจะรับฟังปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่เพื่อลงไปแก้ไข

"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม
"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

“ดิน”ในพื้นที่ของ”หมอดินคมบาง”ส่วนใหญ่ตรงนี้จะเป็นดินเหนียวลึกที่เกิดจากตะกอนมันจะขาดความอุดมสมบูรณ์จะต่ำปานกลาง เราก็จะได้เข้ามาช่วยส่งเสริมในเรื่องการทำปุ๋ยหมักน้ำหมักชีวภาพให้เกษตรกรได้ใช้ในพื้นที่และก็ลดในเรื่องของการใช้สารเคมีเพราะแปลงนี้”หมอดิน”จะไม่ใช้สารเคมีเลยเกษตรกรก็จะได้นำไปใช้ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน เป็นการลดต้นทุน

เพราะว่าการใช้ปุ๋ยหมักกับน้ำหมักเนี่ยเราสามารถทำได้จากวัตถุในพื้นที่ได้เลย วัสดุในพื้นที่ใช้เป็นปุ๋ย เป็นธาตุอาหาร ให้กับพืชโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย มูลสัตว์เราก็หาได้ในพื้นที่เศษหญ้าที่มาทำเป็นปุ๋ยหมักหรือว่าฟางข้าวเกิดจากการทำการเกษตรเราก็นำมาหมักเอง ไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นการลดต้นทุน

"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

องค์ความรู้เรามาถ่ายทอดในเรื่องของการเก็บตัวอย่างดินไปวิเคราะห์และก็ส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยีชีวภาพของพัฒนาที่ดิน เช่นปุ๋ยหมัก น้ำหมัก ปูนโดโลไมท์ หรือว่าปอเทือง เพื่อมาปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสมของการปลูกพืชและให้หมอดินสามารถถ่ายทอดให้กับเกษตรกรได้

สำหรับหมอดินเองเนี่ยก็ได้ทำเกษตรเป็นผสมผสาน มีรายได้ทั้งรายวัน รายเดือน รายปี รายสัปดาห์ รายวันก็จะเป็นปลูกพืชผัก เหลือกินก็นำไปขายสร้างรายได้ให้หมอดิน

"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

นายคมบาง สนิทรัมย์ หมอดินอาสา กล่าวว่า ทำเกษตรพืชเชิงเดี่ยวมาตลอดและใช้เคมี ผลผลิตได้น้อยก็ขาดทุนทุกปี และปีพศ.2536 ก็มีโอกาสได้เป็นหมอดินอาสา ของกรมพัฒนาที่ดิน ก็ได้รับองค์ความรู้ การทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และก็ได้ปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชผสมผสานอย่างที่เห็น ๆ ผลปรากฏว่าเราพออยู่พอกิน พอใช้ อีกอย่างเราไม่ต้องใช้ทุนสักบาทเลย ทางสถานีพัฒนาที่ดินเชียงราย ก็มาส่งเสริมพวกวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ 

"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

พื้นที่ของผมมีอยู่ 7 ไร่ ที่แรก ๆ ก็ปลูกส้มโอ ประมาณร้อยต้น เราเอาลองกองมา 100 ต้น แล้วก็เอาเงาะ พวกมังคุด หลาย ๆ อย่างไม้พืชป่า มาปลูกผสมผสานกันไว้  ในฐานะที่ผมเป็น”หมอดินอาสา”เนี่ยไปเจอใครที่ไหนผมก็แนะนำให้เขาเลิกใช้เคมีมาทำเกษตรอินทรีย์กัน ผมก็จะแนะนำเขาว่าเศษวัสดุที่เหลืออย่างฟางข้าวในนา เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วเราก็เผา สถานีพัฒนาที่ดินก็สนับสนุนการไถกลบตอซังอยู่แล้ว แล้วก็มาทำปุ๋ยหมักน้ำหมัก ไว้รดราดใส่พื้นนา ไร่สวน และสวนผลไม้ต่าง ๆ พืชผัก

"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม

“หมอดินคมบาง” สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้จากอาชีพทำการเกษตร และการลดต้นทุนโดยการใช้ปุ๋ยหมักน้ำหมัก จากทางสถานีพัฒนาที่ดินเชียงรายที่เข้ามาสนับสนุนและยังให้องค์ความรู้แก่”หมอดินอาสา”ให้สามารถนำความรู้ด้านการเกษตรต่าง ๆ นั้นไปบอกต่อกับเกษตรกรรายอื่น ๆ อีกด้วย

"หมอดินอาสา"ประจำอำเภอเชียงแสน ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้งาม