บทความพิเศษ : เกษตรกรจันทบุรีตั้งธนาคารชันโรงแห่งแรกของไทย ช่วยผสมเกสรได้ผล100%-เพิ่มรายได้จากน้ำผึ้งชันโรงคุณภาพสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579377

บทความพิเศษ : เกษตรกรจันทบุรีตั้งธนาคารชันโรงแห่งแรกของไทย ช่วยผสมเกสรได้ผล100%-เพิ่มรายได้จากน้ำผึ้งชันโรงคุณภาพสูง

บทความพิเศษ : เกษตรกรจันทบุรีตั้งธนาคารชันโรงแห่งแรกของไทย ช่วยผสมเกสรได้ผล100%-เพิ่มรายได้จากน้ำผึ้งชันโรงคุณภาพสูง

วันศุกร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รัฐไท พงษ์ศักดิ์

น้ำผึ้งชันโรง มีสรรพคุณทางยา สามารถนำไปใช้ในการแพทย์ และเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง จึงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างมาก เกษตรกรในชุมชนปัถวี จังหวัดจันทบุรี จึงรวมตัวกันเลี้ยงชันโรงในสวนผลไม้เพื่อช่วยผสมเกสร โดยจัดตั้งเป็นธนาคารชันโรง ขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อหมุนเวียนการนำชันโรงไปใช้ประโยชน์ในสวนของสมาชิก การันตีช่วยผสมเกสรได้ 100% และยังมีผลพลอยได้จากการจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรงในราคาที่สูงถึงขวดละ 2,000 บาท

คุณรัฐไท พงษ์ศักดิ์ ประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจชุมชนปัถวี จังหวัดจันทบุรี ผู้จัดการธนาคารชันโรงชุมชนปัถวี เปิดเผยว่า ทำสวนผลไม้อยู่ 45 ไร่ ปลูกทั้ง เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง โดยเน้นการทำแบบอินทรีย์ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีมาเร่งให้ออกดอกออกผล เพราะเป็นห่วงสุขภาพของตัวเอง จึงมาพึ่งกลไกธรรมชาติ โดยใช้ชันโรงช่วยผสมเกสร ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล กรมส่งเสริมการเกษตรโดยเข้าร่วมฝึกอบรมการเลี้ยงชันโรงกับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดจันทบุรี และเริ่มเลี้ยงชันโรงในสวนผลไม้ของตัวเองเรื่อยมา ซึ่งพบว่าประสิทธิภาพในการช่วยผสมเกสรได้ผล 100% และเมื่อเห็นประโยชน์ในการช่วยผสมเกสรจากการเลี้ยงชันโรง จึงชักชวนเกษตรกรในพื้นที่ให้หันมาเลี้ยงชันโรง พร้อมทั้งจัดตั้งธนาคารชันโรงขึ้นในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2560 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกในกลุ่มที่ยังไม่มีองค์ความรู้และทุนทรัพย์ในการลงทุนเลี้ยงชันโรง ได้มีรังชันโรงไปเลี้ยงเพื่อช่วยผสมเกสรภายในสวน รวมทั้งเป็นการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ชันโรงให้มากขึ้นเพื่อช่วยรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

สำหรับธนาคารชันโรงมีรูปแบบการจัดการเหมือนธนาคารทั่วไป คือมีทั้งในด้านการรับฝากรังพันธุ์ชันโรง และการขอยืมรังพันธุ์ชันโรง โดยมีกฎกติกาคือ สมาชิกที่นำรังพันธุ์ชันโรงมาฝากกับธนาคาร เมื่อทำการฝากรังพันธุ์ชันโรงไว้กับธนาคารครบ 1 ปี สมาชิกจะได้รับดอกเบี้ยเป็นรังพันธุ์ชันโรงเพิ่มขึ้น เช่น นำมาฝาก 5 รังจะได้ดอกเบี้ยเป็นรังชันโรงเพิ่ม 1 รัง รวมเป็น 6 รัง ส่วนสมาชิกที่ต้องการขอยืมรังพันธุ์ชันโรงจากธนาคารไปเลี้ยง เมื่อครบ 1 ปี สมาชิกผู้ยืมจะต้องนำรังพันธุ์ชันโรงกลับมาคืนให้ธนาคารชันโรงในจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากตอนที่ขอยืมไปจากธนาคาร เช่น ถ้ายืมรังพันธุ์ชันโรงจำนวน 5 รัง สมาชิกผู้ยืมจะต้องคืนรังพันธุ์ชันโรงให้กับธนาคารชันโรง เพิ่มขึ้น 2 รัง รวมเป็น 7 รัง โดยมีข้อแม้ว่าสมาชิกที่จะนำชันโรงไปเลี้ยง ต้องเป็นสวนผลไม้อินทรีย์ที่ไม่มีการใช้สารเคมีและต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand มีการรักษาระบบนิเวศภายในสวนที่ดี

ปัจจุบันธนาคารชันโรงมีสมาชิกจำนวน 100 กว่าราย มีจำนวนรังพันธุ์ชันโรงที่สมาชิกมาฝากไว้ในธนาคารจำนวน 125 รัง ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการให้สมาชิกยืมไปเลี้ยง ธนาคารชันโรงจึงมีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำกับดูแลบริหารจัดการให้สมาชิกที่ประสงค์จะยืมไปเลี้ยงได้รายละไม่เกิน 5 รัง แล้วนำไปขยายรังต่อ เพื่อลดต้นทุนในการซื้อรังชันโรงเข้ามาเลี้ยง ซึ่งมีราคาสูงถึงรังละ 1,500 บาท โดยธนาคารจะให้คำปรึกษา แนะนำการเลี้ยงที่ถูกต้อง การจัดหาแหล่งพืชอาหารให้เพียงพอต่อการแยกขยายรังชันโรง ซึ่งธนาคารชันโรงจะมีการประชุมชี้แจงและรายงานผลการดำเนินงานให้สมาชิกภายในกลุ่มได้ทราบเป็นระยะ รวมถึงจะทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตน้ำผึ้งจากสมาชิกเพื่อบรรจุภัณฑ์จำหน่ายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมีช่องทางการจำหน่ายทั้งที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจชุมชนปัถวี และช่องทางออนไลน์ เพจปัถวีโมเดล ในราคาขวดละ 2,000 บาท(700 ml) ซึ่งตลาดให้การตอบรับดีมาก ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรงหลักหมื่นบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับจำนวนที่เลี้ยง (ผึ้งชันโรง 1 รังให้ผลผลิตน้ำผึ้ง 1 ขวดต่อปี)

“อยากเชิญชวนเกษตรกรให้หันมาเลี้ยงชันโรงในสวนเพื่อช่วยผสมเกสร เพราะชันโรงเป็นแมลงช่วยผสมเกสรที่มีประสิทธิภาพ และเป็นตัวชี้วัดความสมดุลของระบบนิเวศได้เป็นอย่างดี สามารถการันตีผลผลิตทางการเกษตรได้ว่าปลอดภัยจากสารเคมี และเกษตรกรยังสามารถจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรง ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการเลี้ยงชันโรงได้อีกทางหนึ่งด้วย” คุณรัฐไท ฝากทิ้งท้าย

ก.เกษตรสั่งคุมเข้มทุเรียนใต้ สกัดผลผลิตด้อยคุณภาพสู่ตลาด ฝ่าฝืนเจอโทษหนักทั้งจำและปรับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/579097

ก.เกษตรสั่งคุมเข้มทุเรียนใต้  สกัดผลผลิตด้อยคุณภาพสู่ตลาด  ฝ่าฝืนเจอโทษหนักทั้งจำและปรับ

ก.เกษตรสั่งคุมเข้มทุเรียนใต้ สกัดผลผลิตด้อยคุณภาพสู่ตลาด ฝ่าฝืนเจอโทษหนักทั้งจำและปรับ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง

กรมส่งเสริมการเกษตร สั่งการเกษตรจังหวัดภาคใต้ที่เป็นแหล่งผลิตทุเรียนสำคัญ ตั้งชุดเฉพาะกิจสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัด ย้ำใช้บทลงโทษทางกฎหมาย เพื่อไม่ให้มีการจำหน่ายทุเรียนอ่อนเด็ดขาด

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2564 จะเป็นช่วงที่ทุเรียนภาคใต้ให้ผลผลิตออกสู่ตลาด กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้สั่งคุมเข้มเรื่องคุณภาพมาตรฐานของทุเรียนใต้ ไม่ให้มีการจำหน่ายทุเรียนอ่อนโดยเด็ดขาด เนื่องจากเกษตรกรบางส่วนอาจเร่งตัดทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาดในช่วงต้นฤดูกาลเพื่อหวังทำกำไร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาทุเรียนทั้งในและต่างประเทศ เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อทุเรียนภาคใต้และทุเรียนไทยในสายตาผู้บริโภค และอาจส่งผลทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเมื่อถูกกดราคาจากผู้รับซื้อ สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้จึงต้องตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัด ตามแนวการบริหารจัดการผลไม้ ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่ค่อนข้างมีข้อกำหนด และเงื่อนไขที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากสถานการณ์ของโควิด – 19 รวมไปถึงการแข่งขันทางการตลาดจากนานาประเทศ ทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าได้คุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัย อีกทั้งจะช่วยป้องกันปัญหาทางด้านราคาผลผลิตตกต่ำและด้อยคุณภาพอีกด้วย

สุพิท จิตรภักดี

ด้าน นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า สำหรับคาดการณ์ผลผลิตทุเรียนภาคใต้ปีนี้ จะมีไม่ต่ำกว่า 5.9 แสนตัน จากพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว 465,646 ไร่จากพื้นที่ปลูกทั้งหมด 630,604 ไร่ สำหรับราคาจำหน่ายคาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 2563 โดยราคาขายส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 – 120 บาท หากเป็นทุเรียน Premium หรือขายในตลาดออนไลน์ ราคาจะสูงกว่านี้ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของทุเรียน ซึ่งประเทศจีนยังเป็นตลาดส่งออกหลัก มีปริมาณความต้องการมาก คาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนราว 5 หมื่นล้านบาท

สำหรับผลผลิตทุเรียนในภาคใต้เกือบร้อยละ 60 เป็นผลผลิตจากจังหวัดชุมพรประกอบกับล้งส่วนใหญ่ก็ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดชุมพร ซึ่งขณะนี้ทางจังหวัดได้แต่งตั้งชุดเฉพาะกิจฯ ดังกล่าวแล้วภายใต้การกำกับของผู้ว่าราชการจังหวัด โดยได้กำหนดแนวทางในการควบคุมป้องกันและแก้ไขทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด และสร้างการรับรู้ร่วมกันระหว่าง เกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาครัฐดังนี้ 1) เก็บเกี่ยวผลผลิตตามมาตรฐานทุเรียนคุณภาพ 2) มาตรการดำเนินคดีแก่ผู้จำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพ 3) การกำหนดวันเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนจังหวัดชุมพร 4) จัดทำฐานข้อมูลจำหน่ายทุเรียนแผงริมทาง มอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชุมพรดำเนินการ 5) จัดทำฐานข้อมูลโรงคัดแยกบรรจุที่ได้รับมาตรฐาน GMP 6) มาตรการลงโทษ (ล้ง) ที่รับซื้อทุเรียนด้อยคุณภาพตักเตือน ยึดใบอนุญาต มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัดชุมพรดำเนินการ 7) กำหนดมาตรฐานทุเรียนคุณภาพ 8) บทลงโทษผู้ซื้อขายทุเรียนอ่อน 9) จัดอบรมเจ้าหน้าที่เรื่องการวิเคราะห์ทุเรียนคุณภาพและสนับสนุนเครื่องมือในการตรวจสอบ 10) เกษตรกรต้องมีการบันทึกข้อมูลการผลิตและแจ้งวันดอกทุเรียนบานและคาดคะเนวันเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยให้แจ้งข้อมูลที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) เน้นขับเคลื่อนชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจระดับหมู่บ้าน โดย อกม.จะมีหน้าที่รายงานสถานการณ์ทุเรียนในหมู่บ้านให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ และแจ้งมายังนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรผู้รับผิดชอบตำบล และก่อนตัดจะต้องแจ้งให้ชุดปฏิบัติการทราบก่อน หากมีทุเรียนอ่อนออกจากตำบลชุดปฏิบัติการในพื้นที่ต้องรับผิดชอบเบื้องต้นและรายงานให้ อำเภอ จังหวัดทราบทันที เพื่อสกัดไม่ให้ออกไปสู่ตลาด

ทั้งนี้ หากพบเห็นการซื้อขายทุเรียนอ่อนด้อยคุณภาพ สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือศูนย์ดำรงธรรมแต่ละจังหวัด ซึ่งจะมีบทลงโทษทางกฎหมาย ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และพ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ผู้ใดเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่น อันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ชี้ชัดผลงานด้านน้ำของรัฐบาลก้าวหน้า ประชาชนได้ประโยชน์กว่า 2 ล. ครัวเรือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578830

ชี้ชัดผลงานด้านน้ำของรัฐบาลก้าวหน้า  ประชาชนได้ประโยชน์กว่า2ล.ครัวเรือน

ชี้ชัดผลงานด้านน้ำของรัฐบาลก้าวหน้า ประชาชนได้ประโยชน์กว่า2ล.ครัวเรือน

วันพุธ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สทนช.แจงการขับเคลื่อนแผนแม่บทฯน้ำ 20 ปีมีผลงานการันตี ประชาชนได้ประโยชน์กว่า 2 ล้านครัวเรือน นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการจัดแผนงานและโครงการต่างๆ โปร่งใสตรวจสอบได้ ยืนยัน EEC มีความมั่นคงด้านน้ำและพร้อมเร่งผลักดันการทำงานในรูปแบบคณะทำงานและคณะอนุกรรมการ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ชี้แจงว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ และกำหนดให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ โดยมี สทนช.ในฐานะหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลด้านการบริหารจัดทรัพยากรน้ำทำหน้าที่บูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ และได้ขับเคลื่อนการดำเนินการจนมีผลงานความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ที่สอดคล้องตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี(พ.ศ.2561-2580) ในปัจจุบัน สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยดำเนินการผ่านกลไกของ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) คณะกรรมการลุ่มน้ำ และคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีผู้แทนส่วนราชการและท้องถิ่น ผู้ใช้น้ำภาคต่างๆ และผู้ทรงคุณวุฒิในพื้นที่ ทำให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมและเสนอแนะข้อคิดเห็นในกระบวนการจัดทำแผนงาน/โครงการ มีการบูรณาการ วิเคราะห์ ตรวจสอบ และกลั่นกรองแผนงาน/โครงการงบประมาณด้านน้ำจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ สทนช.ยังได้นำเทคโนโลยีใหม่ พัฒนาระบบ Application “Thai Water Plan” มาใช้ในการตรวจสอบแผนงาน/โครงการ ในลักษณะ One Plan ทำให้ทุกหน่วยงานจะมีแผนงานด้านทรัพยากรน้ำที่เป็นหนึ่งเดียวกัน สามารถตรวจสอบ กลั่นกรอง วิเคราะห์ ข้อมูลแผนงาน/โครงการได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น มีความโปร่งใส สามารถลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนและใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด นอกจากนั้น ปัจจุบัน สทนช. อยู่ในระหว่างดำเนินการจัดทำแผนแม่บทลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำใหม่ เพื่อเตรียมนำเสนอต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำชุดใหม่ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2564 นี้ และจะได้นำเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาต่อไป

เลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า สำหรับผลการดำเนินงานโครงการด้านน้ำตามแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีมีผลสัมฤทธิ์ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบันสามารถพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำได้ถึง 1,139.84 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์ 2.52 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่ชลประทานมากกว่า 1.42 ล้านไร่ และประชาชนได้รับประโยชน์ 2.27 ล้านครัวเรือน รวมทั้งยังสามารถลดความเสียหายจากภัยทางน้ำ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภัยแล้งหรือน้ำท่วม ลดความเสียหายคิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาท ในส่วนการสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ซึ่ง สทนช.ได้ศึกษาความต้องการใช้น้ำของ EEC ในช่วงระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2580) พบว่า ในปี 2560 มีน้ำต้นทุน 2,539 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำอยู่ที่ 2,419 ล้าน ลบ.ม.และจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,888 ล้าน ลบ.ม. และ 3,089 ล้าน ลบ.ม. ในปี 2570 และปี 2580 ตามลำดับ

“สทนช.ได้เสนอ กนช. เพื่อขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับ EEC(ปี 2563-2580) รวมจำนวนทั้งสิ้น 38 โครงการ วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 52,881.47 ล้านบาท มีปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น 872.19 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะเพียงพอต่อการรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC โดยในปี 2564 จะได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 2.44 ล้าน ลบ.ม. ปี 2567 จะได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น151.20 ล้าน ลบ.ม. ปี 2569 ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอีก 183.50 ล้าน ลบ.ม. และปี 2573 จะได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 426 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้นขอให้มั่นใจได้ว่าในพื้นที่ EEC จะมีความมั่นคงในเรื่องน้ำอย่างแน่นอน” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการทำงานของ สทนช. ในปัจจุบันมีข้อจำกัดในเรื่องของจำนวนเจ้าหน้าที่ ในขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำมากถึง 53 หน่วยงาน จาก 13 กระทรวง รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อีก 7,850 แห่ง ที่เกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำงานเชิงบูรณาการ อาศัยกลไกการทำงานเป็นคณะทำงานและคณะอนุกรรมการ ที่มาจากผู้แทนจากทุกภาคส่วนและผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีหลายคณะ เนื่องจากปัญหาด้านน้ำนอกจากเรื่องการพัฒนาอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ การบริหารจัดการ และด้านเทคนิควิชาการแล้ว ยังมีอีกหลายมิติที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องมีคณะทำงานและคณะอนุกรรมการเพื่อให้ความเห็นและข้อมูลที่มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการบูรณาการจากหลายภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม

“ในปัจจุบันการบริหารจัดการน้ำตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 จะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับชาติ (กนช.) ระดับลุ่มน้ำ(คณะกรรมการลุ่มน้ำ) และระดับพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำ(องค์กรผู้ใช้น้ำ) มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วม เป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง เป็นการสะท้อนปัญหา ความต้องการ และการเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาจากระดับพื้นที่สู่การกำหนดแผนงาน/โครงการ และผลักดันเป็นนโยบายเพื่อขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม”ดร.สมเกียรติ กล่าวสรุปในตอนท้าย

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : 9 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578825

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : 9 มิถุนายน 2564

วันพุธ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กลับมาพบกันอีกครั้งครับกับ “ลุยเกษตรสุดเขตไทย” โดย “หนุ่มยูโร”มารับใช้ท่านผู้อ่าน “แนวหน้า” ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีอุปการคุณทุกท่านครับ

วันนี้เรายังอยู่เรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ที่ผ่านสภาวาระแรกไปแล้ว …พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงหลักการและเหตุผลร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาลงมติให้เสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 พร้อมเอกสารประกอบงบประมาณ ต่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นเรื่องด่วน… พร้อมด้วยเอกสารประกอบงบประมาณ บันทึกหลักการและเหตุผล บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญ และเอกสารเกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรา 77 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย …หลักการ ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เป็นจำนวนไม่เกิน 3,100,000 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของหน่วยรับงบประมาณ เป็นจำนวน 3,074,424,773,300 บาท เพื่อชดใช้เงินคงคลัง เป็นจำนวน 596,666,700 บาท และเพื่อชดใช้เงินทุนสำรองจ่าย เป็นจำนวน 24,978,560,000 บาท….

สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จำแนกตามตามกระทรวง ดังนี้ 1) งบกลาง 571,047.3 ล้านบาท2) สำนักนายกรัฐมนตรี 34,017.3 ล้านบาท 3) กระทรวงกลาโหม วงเงิน 203,282 ล้านบาท 4) กระทรวงการคลัง 273,941.3 ล้านบาท5) กระทรวงการต่างประเทศ 7,618.7 ล้านบาท 6) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 5,161.6 ล้านบาท 7) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 24,664.8 ล้านบาท 8) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 124,182.8 ล้านบาท 9) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 110,126.5 ล้านบาท 10) กระทรวงคมนาคม 175,858.7 ล้านบาท 11) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 6,979.1ล้านบาท 12) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 28,325.5 ล้านบาท 13) กระทรวงพลังงาน 2,717.5 ล้านบาท 14) กระทรวงพาณิชย์ 6,523.3 ล้านบาท 15) กระทรวงมหาดไทย 316,527 ล้านบาท16) กระทรวงยุติธรรม 24,321.1 ล้านบาท 17) กระทรวงแรงงาน 49,742.8 ล้านบาท 18) กระทรวงวัฒนธรรม 7,104.4 ล้านบาท 19) กระทรวงศึกษาธิการ 332,398.6 ล้านบาท 20) กระทรวงสาธารณสุข 153,940.5 ล้านบาท 21) กระทรวงอุตสาหกรรม 4,380.1 ล้านบาท 22) ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงานภายใต้ การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี 112,729.9ล้านบาท 23) จังหวัดและกลุ่มจังหวัด 17,411 ล้านบาท 24) รัฐวิสาหกิจ 130,586.4 ล้านบาท 25) หน่วยงานของรัฐสภา 8,208.1 ล้านบาท 26) หน่วยงานของศาล 22,947.8 ล้านบาท 27) หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ 18,468.6 ล้านบาท 28) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 78,305.1 ล้านบาท 29) หน่วยงานอื่นของรัฐ 479 ล้านบาท 30) สภากาชาดไทย 8,265.4 ล้านบาท 31) ส่วนราชการในพระองค์ 8,761.4 ล้านบาท 32) ทุนหมุนเวียน 195,397.9 ล้านบาท 33) รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 596.7 ล้านบาท 34) รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินทุนสำรองจ่าย 24,978.6 ล้านบาท…

งบประมาณนี้แหละขอให้พี่น้องประชาชนจับตาดูว่า รัฐบาลจะใช้อย่างไร ที่เรียกว่าจะไม่เกิดการทุจริต…ท่านนายกฯพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา ประกาศไว้ว่า จะตรวจสอบเรื่องการทุจริตเป็นวาระแห่งชาตินั้น จะเป็นแค่เพียงวาทะกรรม หรือ ลมปากนักการเมืองหรือไม่…

กฟก. ชี้ผลแก้ไข พรบ. ฉบับ 3 สร้างประโยชน์ให้เกษตรกรที่ไม่มีทรัพย์สินเป็นหลักประกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578785

กฟก. ชี้ผลแก้ไข พรบ. ฉบับ 3 สร้างประโยชน์ให้เกษตรกรที่ไม่มีทรัพย์สินเป็นหลักประกัน

กฟก. ชี้ผลแก้ไข พรบ. ฉบับ 3 สร้างประโยชน์ให้เกษตรกรที่ไม่มีทรัพย์สินเป็นหลักประกัน

วันอังคาร ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 16.56 น.

8 มิ.ย.64 นายยศวัจน์  ชัยวัฒนสิริกุล รองประธานกรรมการบริหารฯ คนที่ 1 สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เปิดเผยว่าการแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับเกษตรกรสมาชิก นับเป็นภารกิจสำคัญของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามพบว่า ยังไม่อาจดําเนินการให้ครอบคลุมหนี้ของเกษตรกรบางกรณี  เช่น ไม่อาจรับภาระชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของเกษตรกรที่ไม่มีทรัพย์สิน เป็นหลักประกันการชำระหนี้ได้

“ดังนั้นกองทุนฯ จึงได้มีการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติแก้ไขกฎหมายกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรสมาชิกสูงสุด ตามเจตนารมณ์ของ กฟก. ซึ่งได้มีการดำเนินการแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเป็นครั้งที่ 3 และได้มีราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ. 2563 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

“โดยในส่วนของที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาหนี้ของเกษตรกรสมาชิก คือ มาตรา 37/9 ได้มีการปรับปรุงแก้ไขวิธีการชำระหนี้แทนเกษตรกร กรณีหลักทรัพย์ค้ำประกันและใช้บุคคลค้ำประกัน โดยเมื่อกองทุนรับภาระชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของเกษตรกรแล้ว การจัดการหนี้ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ 1.กรณีที่มีทรัพย์สินเป็นหลักประกัน ให้ทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกัน ตกเป็นของกองทุน และเกษตรกรจะได้รับทรัพย์สินคืนได้ก็แต่โดยการเช่าซื้อหรือซื้อ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กรรมการกำหนด 2.กรณีมีบุคคลค้ำประกัน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด”

นายยศวัจน์  กล่าวต่อไปว่า การดำเนินการครั้งนี้ ของ กฟก. ได้ก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรสมาชิกเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเอาหนี้ของเกษตรกรมาไว้ที่กองทุน ส่งผลทำให้เกษตรกรสามารถกำหนดระยะเวลาผ่อนได้ ซึ่งกองทุนฯ มั่นใจว่าเกษตรกรไม่มีทางที่จะไม่ชำระหนี้หรือเบี้ยวหนี้ เมื่อเราไปชำระหนี้แทนเกษตรกรแล้ว ถ้าเกษตรกรรายใดมีทรัพย์สินอยู่ก็จะโอนทรัพย์สินให้เป็นของกองทุนฟื้นฟูฯ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เกษตรกรรายนั้นจะทยอยชำระคืน เมื่อเกษตรกรชำระจนครบตามมูลค่าหนี้ กองทุนฯจะมอบคืนทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันให้แก่เกษตรกร

“ขอยืนยันว่า เกษตรกรได้ประโยชน์อย่างแน่นอน ถึง 2 ด้าน คือ หนึ่ง ด้านการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้ กองทุนฯเข้าไปช่วยแบกรับภาระหนี้สินให้กับเกษตรกรแล้วมาผ่อนชำระคืนกับเราการผ่อนชำระคืนก็จะมีระเบียบกฎหมายไม่ได้กำหนดให้เราคิดดอกเบี้ย ที่ผ่านมาอาจจะคิดดอกเบี้ย 1 – 2 บาท แต่ตอนนี้ไม่มีการคิดดอกเบี้ย นี้ก็เป็นประโยชน์แก่พี่น้องเกษตรกร และสอง เกษตรกรรายใดที่ประสงค์ที่จะให้กองทุนฟื้นฟูชำระหนี้แทน ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู หลังจากที่กองทุนฯช่วยไปแล้วเกษตรกรต้องบอกว่าที่ดินผืนนี้จะใช้ทำอะไรที่เกิดประโยชน์ต่อการสร้างอาชีพและรายได้ ทำให้หลุดพ้นวงจรหนี้อย่างยั่งยืน นี่คือสิ่งที่กองทุนฯได้ทุ่มเทเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรสมาชิก อีกทั้งในภาพรวมเกี่ยวกับข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหนี้  มาถึงวันนี้ในภาพรวมแล้วถือว่า ค่อนข้างสมบูรณ์เกิดประโยชน์อย่างมาก สิ่งที่สำคัญต่อไปคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรสมาชิกเท่านั้น”นายยศวัจน์  กล่าว

‘พล.อ.ประวิตร’ มอบ บจธ. ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย สร้างอาชีพ-รายได้ มีที่ดินทำกิน ฝ่าวิกฤตโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578766

'พล.อ.ประวิตร'มอบบจธ.ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย สร้างอาชีพ-รายได้ มีที่ดินทำกิน ฝ่าวิกฤตโควิด

‘พล.อ.ประวิตร’มอบบจธ.ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย สร้างอาชีพ-รายได้ มีที่ดินทำกิน ฝ่าวิกฤตโควิด

วันอังคาร ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 16.19 น.

“พล.อ.ประวิตร” มอบ บจธ. ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย สร้างอาชีพ -รายได้ มีที่ดินทำกิน ฝ่าวิกฤตโควิด-19 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ.มีความห่วงใยความเป็นอยู่พี่น้องชาวเกษตรไทยในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ ได้มอบหมายให้ บจธ.ดำเนินการตามโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนของ บจธ. ได้ดำเนินการ ช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรหลายพื้นที่ให้มีที่ดินทำกินไปแล้ว จำนวน 482 ครัวเรือน มีหลักในการทำงานที่สำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรและผู้ยากจนรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์การเกษตร อบรมปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้กลุ่ม มีระบบบริหารจัดการกลุ่มที่เข้มแข็ง โดยดำเนินการจัดหาที่ดินด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามที่กลุ่มร้องขอความช่วยเหลือ ที่ผ่านมา สมาชิก ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ทุกคนได้รับการอบรมการพัฒนาจิตใจและศาสตร์พระราชาตามแนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ บจธ. ได้จัดหลักสูตรขึ้น 

ปัจจุบันสมาชิกได้เข้ามาพัฒนาพื้นที่ ตั้งใจผลิตพืชผักอินทรีย์ปลอดสารพิษ เน้นทานพืชเป็นยา เพื่อให้พี่น้องประชาชนในจังหวัดมีสุขภาพที่ดีปัจจุบัน ผลผลิตที่ได้มีทั้งที่เกษตรกรนำออกไปจำหน่ายเอง และมีคนมารับซื้อถึงบ้าน โดยหลังจากที่สมาชิกในกลุ่มได้รับที่ดินและได้เพาะปลูกในแปลงเกษตรของตนเองมาแล้ว 1 ปีเศษ สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรในชุมชนได้เดือนละประมาณ 6,000-10,000 บาท/ครัวเรือน กลุ่มสามารถผ่อนชำระค่าเช่าของ บจธ. เฉลี่ยครัวเรือนละ 475 บาท/ปี หรือกลุ่มละ 30,886 บาท/ปี ได้อย่างสบาย ส่งผลให้สมาชิกในชุมชนสามารถลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ในช่วงของภาวะวิกฤตของเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ นอกจากนี้ บจธ. ได้ร่วมกับชุมชนจัดกิจกรรม “มีแล้วแบ่งปัน” ร่วมทำอาหารปลอดภัย และเครื่องดื่ม ส่งให้แก่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เพื่อเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วย ฝ่าวิกฤต โควิด-19 ส่งต่อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีคุณภาพให้แก่ประชาชนโดยตรง เพิ่มรายจ่ายลดรายได้ให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภาวะวิกฤตโรคโควิด-19

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา บจธ. ได้ดำเนินการกระจายการถือครองที่ดิน โดยการจัดหาและจัดสรรที่ดินให้แก่เกษตรกร แก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดิน ตลอดจนพัฒนาและส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกร สามารถลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ เป็นความมั่นคงและยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองและครอบครัวให้ดีขึ้นเลย

อย่างไรก็ตาม จากการเข้าไปดำเนินการยกระดับคุณภาพชีวิตของ บจธ.ให้กับพี่น้องชาวเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆแล้ว ทำให้ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา ไม่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดมากหนัก อย่างเช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์ แม้ว่าบางคนไม่ได้รับเงินเยียวยาก็ไม่เดือดร้อนเพราะมีกิน มีใช้ มีแจก มีจ่าย นับเป็นการเข้ามาเติมเต็มโอกาสให้แก่ชาวบ้าน เติมเต็มความฝันให้แก่ชาวบ้าน ทั้งนี้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนดังกล่าว ยังขอให้มีการขยายโครงการเพื่อเกษตรกรเช่นนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆทั่วประเทศต่อไป

‘กองทุน FTA’ เร่งช่วยเกษตรกร สร้างความมั่นคงอาหารโคนมลพบุรี รองรับผลกระทบเปิดเสรีการค้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578546

‘กองทุนFTA’เร่งช่วยเกษตรกร  สร้างความมั่นคงอาหารโคนมลพบุรี  รองรับผลกระทบเปิดเสรีการค้า

‘กองทุนFTA’เร่งช่วยเกษตรกร สร้างความมั่นคงอาหารโคนมลพบุรี รองรับผลกระทบเปิดเสรีการค้า

วันอังคาร ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อัญชนา ตราโช

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการติดตามโครงการสร้างความมั่นคงด้านอาหารโคนมรองรับการเปิดเสรีทางการค้า(FTA) ซึ่งคณะกรรมการปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ หรือกองทุน FTA ได้อนุมัติวงเงินยืมปลอดดอกเบี้ย 10,000,000 บาท ให้กับสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค สวนมะเดื่อ จำกัด จังหวัดลพบุรี เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อในการจัดหาพืชอาหารสัตว์ และวัตถุดิบอาหารสัตว์ ผลิตอาหารหยาบคุณภาพดี หรือ อาหารผสมครบส่วน (TMR) จำหน่ายให้สมาชิกของสหกรณ์ฯ ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่กรกฎาคม 2563-กรกฎาคม 2568

จากการติดตามผลการดำเนินงาน โดยผ่านการประชุมออนไลน์กับผู้ที่เกี่ยวข้องของโครงการฯ ได้แก่ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครราชสีมา และประธานสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์กสวนมะเดื่อ จำกัด เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 พบว่า สหกรณ์ฯ ได้ดำเนินการรับซื้อพืชอาหารสัตว์และวัตถุดิบอาหารสัตว์ ได้แก่ มันเส้น ต้นข้าวโพดพร้อมฝักบด และหญ้าเนเปียร์สดปั่น จากสมาชิกสหกรณ์ผู้ปลูกอาหารสัตว์ จำนวน 1,122,615 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 2,243,938 บาท เพื่อนำมาผลิตเป็นอาหาร TMR จำหน่ายให้กับสมาชิกสหกรณ์ฯ ใช้เลี้ยงแม่โครีดนม และโคทดแทนที่มีมากกว่า 6,000 ตัว โดยสหกรณ์ผลิตอาหาร TMR จำหน่ายให้สมาชิกราคา 4 บาท/กิโลกรัม ซึ่งผลการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน ทำให้สหกรณ์ฯ มีวัตถุดิบในการผลิตอาหาร TMR จำนวน 770 ตัน จำหน่ายให้กับสมาชิก ส่งผลให้คุณภาพน้ำนมดีขึ้นเป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์ โดยหลังจากสมาชิกสหกรณ์ได้ใช้อาหาร TMR แล้ว สามารถจำหน่ายน้ำนมได้ราคาสูงขึ้นเฉลี่ย 60 สตางค์/กิโลกรัม และมีปริมาณผลผลิตน้ำนมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10

“นอกจากสหกรณ์จะรับซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์จากสมาชิกแล้ว ยังรับซื้อจากเกษตรกรที่อยู่นอกโครงการ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์มีตลาดรองรับที่แน่นอน โดยที่ผ่านมาสหกรณ์ได้รับซื้อข้าวโพดพร้อมฝักบดจากเกษตรกรช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยไร่ละ 5,000 บาท/รอบการผลิต และหลังจากมีโครงการเกษตรกรได้เพิ่มรอบการผลิตเป็นปีละ 2 ครั้ง ซึ่งคาดว่า เกษตรกรในพื้นที่จะมีรายได้จากการจำหน่ายวัตถุดิบให้กับสหกรณ์ฯ ทั้งปีคิดเป็นมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในขณะนี้ส่งผลกระทบต่อการรับซื้ออาหารสัตว์และจำหน่ายน้ำนมของสหกรณ์บ้างเล็กน้อย โดยสหกรณ์ได้หลีกเลี่ยงการรับซื้อพืชและวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างถิ่น และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 อย่างเคร่งครัด” รองเลขาธิการ สศก. กล่าว

ทั้งนี้ การเลี้ยงโคนมของเกษตรกรในปัจจุบันนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการจัดการแปลงหญ้ายังมีคุณภาพและปริมาณไม่เพียงพอแก่ความต้องการของโคนม อีกทั้งเกษตรกรบางรายอาจจำเป็นต้องให้อาหารข้นมากขึ้นทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านอาหารสูงขึ้นไปด้วย ดังนั้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดเสรีนำเข้าสินค้านมและผลิตภัณฑ์ ในปี 2568 โดยเฉพาะการค้าเสรีกับประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ อาจมีผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมตลอดจนโควตาการนำนมผง และภาษีนำเข้าที่ลดลงตามข้อตกลง สำหรับเกษตรกรที่ต้องการคำแนะนำหรือปรึกษา สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2561-4727 หรือ อีเมลfta.oae@gmail.com

ชายคาพระพิรุณ : ‘วันสหกรณ์นักเรียน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578291

ชายคาพระพิรุณ :  ‘วันสหกรณ์นักเรียน’

ชายคาพระพิรุณ : ‘วันสหกรณ์นักเรียน’

วันจันทร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วันนี้ 7 มิถุนายน 2564 ตรงกับ“วันสหกรณ์นักเรียน” ซึ่งเป็นวันสำคัญอันเกิดจากสายพระเนตรอันยาวไกลของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีแนวพระราชดำริ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2534 ให้จัดการเรียนรู้วิชาการสหกรณ์และดำเนินกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียน โดยเริ่มต้นจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อยู่ภายใต้โครงการตามแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ทุรกันดารทั่วประเทศ เพื่อปลูกฝังแนวคิดแนวปฏิบัติตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ ให้แก่เด็กและเยาวชน ทั้งการเรียนรู้ในห้องเรียนและฝึกปฏิบัติกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน

นับตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริจัดการเรียนรู้วิชาการสหกรณ์ และดำเนินกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ ฝึกฝน พัฒนาตนเอง พัฒนาคุณภาพชีวิต โดยการมีส่วนร่วมของครูนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน และยังได้ขยายผลไปยังโรงเรียนในสังกัดต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมทั้งได้กำหนดให้วันที่ 7 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันสหกรณ์นักเรียน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องสหกรณ์นักเรียนระหว่างโรงเรียนต่างๆ อีกทางหนึ่ง

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีการขยายผลไปในโรงเรียนในพระราชดำริ โรงเรียนสังกัดเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ครอบคลุมโรงเรียนทั่วประเทศ จำนวน 30,524 โรงเรียน มีการดำเนินงานโรงเรียนต้นแบบจัดการเรียนรู้การสหกรณ์มีทั้งหมด 1,103 โรงเรียน มีครูผู้สอนที่ผ่านการอบรมเรื่องของสหกรณ์จำนวน 15,090 โรงเรียน นับว่าเป็นความก้าวหน้าของกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโรงเรียน
ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ มุ่งหวังที่จะปลูกฝังเรื่องของ อุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ให้กับนักเรียนตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน เพื่อจะได้เรียนรู้เรื่องของขบวนการสหกรณ์ เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จะได้นำวิธีการสหกรณ์มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยในปี 2564 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้วางแนวทางในการสร้างเครือข่ายครูสหกรณ์ที่เข้มแข็ง เพื่อเป็นช่องทางแบ่งปัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน นำไปสู่การพัฒนาต่อยอดการเรียนการสอนในโรงเรียนของตนเอง ทั้งยังส่งเสริมการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย พัฒนาการอบรม วิธีการสอนให้แก่ครูสหกรณ์ที่เข้มข้นขึ้นและที่สำคัญสนับสนุนให้นักเรียนได้ไปเรียนรู้จากของจริง ในโรงเรียนที่มีการดำเนินกิจกรรมสหกรณ์ที่ประสบผลสำเร็จ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าในวันนี้ (7 มิถุนายน 2564) จะอยู่ในช่วงของการระบาดของโควิด 19 แต่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ก็ยังดำเนินการจัดกิจกรรมวันสหกรณ์นักเรียน ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดกิจกรรม และการสร้างความรู้ ผ่านระบบออนไลน์ ทาง Facebook Fanpage ของสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เผยแพร่พระราชดำรัส พระอัจฉริยภาพที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสร้างสรรค์สหกรณ์นักเรียน คลิปสัมภาษณ์อธิบดีกรมส่งเสริมสหรณ์ที่ฝากเรื่องราวถึงน้องๆ นักเรียน คุณครู ผู้ปกครอง คลิปกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนทั้ง 4 ด้าน กิจกรรมการจัดตั้งสหกรณ์นักเรียน กิจกรรมการจัดทำบัญชี เทคนิคการประชุมคณะกรรมการสหกรณ์นักเรียน และอีกมากมายตลอดทั้งวันนอกจากนี้ยังมีการไลฟ์สด “สหกรณ์นักเรียนกับการพัฒนาสมรรถนะเด็กไทยในยุคของการเปลี่ยนแปลง” ในช่วงเวลา 10.00- 12.00 น. ซึ่งน้องๆ นักเรียนสามารถเข้าไปเรียนรู้และร่วมกิจกรรมต่างๆ ผ่านทางช่องทางออนไลน์ดังกล่าวได้นะครับ

กิจกรรมสหกรณ์นักเรียน นับว่าเป็นกระบวนการสร้างคนให้รู้จักคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหาด้วยตัวเอง มีทักษะในการทำงานร่วมกัน และมีคุณธรรม รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อเติบโตขึ้นเด็กๆ เหล่านี้ก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีความคิด วางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบ สามารถดูแลสังคมได้ ด้วยการนำกลไก “สหกรณ์” มาเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และขบวนการสหกรณ์ที่เข้มแข็งจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไป

ขุนเกษตรา

ชป.ติดตามสถานการณ์ลุ่มเจ้าพระยา สั่งเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล เร่งลำเลียงน้ำช่วยปชช.พื้นที่ตอนล่าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578289

ชป.ติดตามสถานการณ์ลุ่มเจ้าพระยา สั่งเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล เร่งลำเลียงน้ำช่วยปชช.พื้นที่ตอนล่าง

วันจันทร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา พร้อมวางแผนควบคุมการใช้น้ำในแม่น้ำสายหลัก (แม่น้ำปิง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน และแม่น้ำเจ้าพระยา) และลำน้ำสาขา ที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท

ทั้งนี้ เพื่อเร่งลำเลียงน้ำลงสู่พื้นที่ทางตอนล่าง ช่วยเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกข้าวนาปีไปก่อนหน้านี้และสนับสนุนน้ำเพื่อการผลิตประปา ตามนโยบายของรัฐบาล โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ และ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายประพิศ เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากฝนทิ้งช่วงในขณะนี้ จึงได้สั่งการให้กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานความร่วมมือกันเร่งให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ซึ่งกรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ ประกอบกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงต้องบริหารจัดการน้ำอย่างประณีต ควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน ซึ่งได้กำชับให้ทุกโครงการชลประทานวางแผนเก็บกักน้ำในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้มีน้ำพอใช้ในฤดูแล้งหน้าด้วย

ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำสอดคล้องกับสถานการณ์ในภาวะเร่งด่วนนี้ กรมชลประทาน ได้ประสานไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ลงมาช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าว ได้เดินทางมาถึงเขื่อนเจ้าพระยาแล้ว จึงได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 3 และ 4 ที่อยู่ทางตอนบน ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำรวมทั้งขอความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วนลดการใช้น้ำในแม่น้ำสายหลัก และลำน้ำสาขา เป็นการชั่วคราว พร้อมขอความร่วมมือจากพี่น้องเกษตรกรให้ใช้น้ำอย่างประหยัด ปฏิบัติตามรอบเวรการใช้น้ำอย่างเคร่งครัด เพื่อแบ่งปันน้ำให้ทั่วถึงกัน

กยท.ปรับหลักเกณฑ์โค่นยางใหม่ รองรับสถานการณ์ไม้ยางราคาพุ่ง! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/578290

กยท.ปรับหลักเกณฑ์โค่นยางใหม่ รองรับสถานการณ์ไม้ยางราคาพุ่ง!

วันจันทร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคาไม้ยางพารามีแนวโน้มราคาที่ดีตามลำดับ ล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา ราคาประมาณ 42,177 บาทต่อไร่ ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาไม้ยางดังกล่าว และเป็นการเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการโค่นไม้ยางพารา กยท.จึงได้ออกประกาศ เรื่อง การอนุญาตให้เจ้าของสวนยางโค่นต้นยางพาราก่อนได้รับอนุมัติการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นการปรับหลักเกณฑ์ใหม่มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป

สำหรับการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ตามประกาศของ กยท.ดังกล่าว จะมีขั้นตอนที่แตกต่างจากเดิม และง่ายต่อการปฏิบัติคือ กำหนดให้เกษตรกรเจ้าของสวนยางห้ามโค่นยางก่อนได้รับอนุมัติ โดยเกษตรกรเจ้าของสวนยางที่มีความประสงค์จะโค่นต้นยางจะต้องยื่นคำร้องรับการปลูกแทนที่การยางแห่งประเทศไทยจังหวัด หรือการยางแห่งประเทศไทยสาขาที่สวนยางของเกษตรกรตั้งอยู่ ซึ่ง กยท.จะจัดคำขอการปลูกแทนเรียงตามลำดับก่อนหลังไว้เป็นรายปี ในแต่ละปีเจ้าของสวนยางจะได้รับการปลูกแทนมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร

“หลังจากที่ กยท. ได้รับคำร้องแล้ว จะมีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปทำการสำรวจรังวัด เพื่อตรวจสภาพพื้นที่แปลงปลูก หากสวนยางเข้าหลักเกณฑ์ ตามมาตรา 4 มาตรา 37 พระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 และระเบียบการยางแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน พ.ศ. 2558 ที่กำหนดให้เกษตรกรที่จะรับการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน จะต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่มีต้นยางอายุกว่า 25 ปีขึ้นไป หรือต้นยางทรุดโทรมเสียหาย หรือต้นยางได้ผลน้อย ตามหลักเกณฑ์ที่ กยท. กําหนด จึงจะอนุญาตให้โค่นต้นยางได้” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรเจ้าของสวนยางโค่นต้นยางแล้วมี 2 ทางเลือกที่จะดำเนินการคือ 1. กรณีเจ้าของสวนยางที่รอการปลูกยางหรือไม้ยืนต้นไปถึงปีที่ได้รับอนุมัติให้การปลูกแทน กรณีนี้เจ้าของสวนยางจะได้รับเงินสนับสนุนการปลูกแทนตามปกติ คืออัตราไร่ละ 16,000 บาท และ2. กรณีเจ้าของสวนยางต้องการใช้ประโยชน์ของที่ดินเพื่อการอื่นไปก่อน เช่น ปลูกพืชล้มลุกพืชระยะสั้น การทำสวนยางแบบผสมผสาน เป็นต้น ก็สามารถกระทำได้ กยท. จะให้การสนับสนุนทางด้านอาชีพเสริมและให้บริการทางด้านวิชาการ เมื่อถึงกำหนดเวลาที่ได้รับอนุมัติการปลูกแทนในปีใด เจ้าของสวนยางก็จะได้รับเงินสนับสนุนการปลูกแทนตามปกติคืออัตราไร่ละ 16,000 บาทเช่นกัน

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า ในปี 2564 มีเกษตรกรชาวสวนยางต้องการโค่นต้นยางพาราถึง 470,000ไร่ มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 70,000ไร่ ซึ่งหากเกินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรไว้ในปีนี้เกษตรกรชาวสวนยางจะได้รับเงินสนับสนุนการปลูกแทนในปีงบประมาณ 2565 สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี กำหนดที่จะลดพื้นที่ปลูกยางพาราให้เหลือประมาณ 18.4 ล้านไร่ภายในปี 2579 กยท.จึงได้ขยายเป้าหมายในการลดพื้นที่ปลูกยางจากเดิม 200,000 ไร่ต่อปีเป็น 400,000 ไร่ต่อปี เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับราคายางพารา และให้ปริมาณไม้ยางมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ทั้งในส่วนของไม้ยางและไม้วู้ดพาเลท

“การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว นอกจากจะเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้มากขึ้นจากการโค่นไม้ยางพาราแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบกิจการไม้ยางพาราให้มีวัตถุดิบไม้ยางเพียงพอสำหรับแปรรูปไม้ในสถานการณ์ที่ตลาดมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่ง กยท.ได้คาดการณ์ว่า ในช่วงปี 2564-2565 อุตสาหกรรมไม้ยางพาราจะมีแนวโน้มเติบโตขึ้นมากกว่า 10% เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทย ส่งผลให้มีความต้องการใช้ไม้ยางมากขึ้น ราคาจึงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง กยท.นโยบายที่ผลักดันให้อุตสาหกรรมไม้ยาง
ของไทยให้เติบโตและเข้มแข็ง เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมยางพาราอื่นๆ จึงได้ดำเนินโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงินสินเชื่อ 25,000 ล้านบาท ที่มีเป้าหมายสนับสนุนผู้ประกอบกิจการยาง ขั้นปลายน้ำ
รวมถึงกิจการไม้ยางพาราด้วย ในการขยายกำลังการผลิต ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต ซึ่งโครงการจะหมดเขตในเดือนธันวาคม 2564 นี้” ผู้ว่าการ กยท. กล่าวในตอนท้าย