‘เฉลิมชัย-อลงกรณ์’ เดินหน้าโครงการ ‘แบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัย COVID – 19’ #SootinClaimon.Comา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577949

'เฉลิมชัย-อลงกรณ์'เดินหน้าโครงการ “แบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัย COVID – 19

‘เฉลิมชัย-อลงกรณ์’เดินหน้าโครงการ “แบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัย COVID – 19

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 18.31 น.

“เฉลิมชัย”เดินหน้าโครงการ “แบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัย COVID – 19”ช่วยเพชรบุรี  “อลงกรณ์”เผยรัฐบาลจัดสรรวัคซีนเพิ่มให้เพชรบุรีเริ่มฉีดมิถุนายนนี้ พร้อมเปิดตลาดกลางสินค้าเกษตรออนไลน์สัปดาห์หน้าภายใต้ยุทธศาสตร์ ”1ปิด1เปิด”

4 มิ.ย.64 เมื่อเวลา 10.00 น.  นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานในพิธีมอบข้าวสารและผลผลิตทางการเกษตรภายใต้โครงการ “แบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัย COVID – 19”ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อบรรเทาปัญหาจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด – 19) ในจังหวัดเพชรบุรี ได้แก่ น้ำพริกเครื่องแกง พริกสด มะเขือ แฟง ฟักทอง สับปะรดดอนขุนห้วย ไข่ไก่ มะนาว กล้วยน้ำว้า กล้วยหอมทอง และภาชนะใส่อาหาร 

โดยนายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายไพโรจน์ พ่วงทอง สมาชิกวุฒิสภา นายชาญณรงค์ พวงสั้น เกษตรจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วยส่วนราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี นายกเทศมนตรีเทศบาลเขาย้อย นายกอบต.ตำบลหนองชุมพลเหนือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ และเยี่ยมให้กำลังใจแก่จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. ที่ประกอบอาหารภายในวัดศีลคุณาราม ตำบลหนองชุมพลเหนือ อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี 

โดยนายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีได้กล่าวขอบคุณดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯและคณะที่ช่วยเหลือจังหวัดเพชรบุรีและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19ในขณะนี้

นอกจากนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร นายอภิชาติ สุภาแพ่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ดร.กัมพล สุภาแแพ่ง นายอรรถพร พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขและส่วนราชการกระทรวงเกษตรในจังหวัดเพชรบุรีได้ร่มมสมทบเงินช่วยเหลืออีกจำนวนหนึ่งมอบผ่านพระครูศรีวัชราภรณ์เจ้าคณะอำเภอเขาย้อยให้กับครัวกลางวัดศีลคุณาราม  ก่อนหน้านี้กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัยได้มอบเงิน2แสนบาทสนับสนุนจังหวัดเพชรบุรีสู้ภัยโควิดโดยมอบผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

นายอลงกรณ์กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีมอบว่า จากการประสานงานล่าสุดนายอรรถพร พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขได้รับการยืนยันจากดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขวันนี้ว่า รัฐบาลได้จัดสรรวัคซีนเพิ่มให้เพชรบุรีล็อตที่2อีก49,000โดสรวมทั้งวัคซีนที่จะฉีดให้กับผู้ลงทะเบียน”หมอพร้อม”โดยจะเริ่มฉีดตามกำหนดในเดือนมิถุนายนนี้ และหวังว่ารัฐบาลจะจัดสรรวัคซีนให้เพียงพอต่อการฉีดให้ชาวเพชรบุรีไม่น้อยกว่า70%ให้ทันวันที่1ตุลาคมซึ่งเป็นวันที่ชาวเพชรบุรีจะเปิดเมืองของเราภายใต้ยุทธศาสตร์ ”1ปิด1เปิด” 

หลังจากเสร็จพิธี ที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรพร้อมด้วยนางสาวศิริวรรณ เครือเล็กเกษตรและสหกรณ์จังหวัด นายชาญ พวงสั้น เกษตรจังหวัด นายธีรวุฒิ คล้ายเคลื่อนพาณิชย์จังหวัดและคณะได้เดินทางไปประชุมหารือกับนายหยัน เยื่อใย ประธานสหกรณ์การเกษตรท่ายางและผู้จัดการตลาดเกษตรเพื่อเตรียมความพร้อมของการเปิดโครงการตลาดกลางสินค้าเกษตรออนไลน์ที่ตลาดกลางสินค้าเกษตรหนองบ้วยและบ้านลาดซึ่งจะเปิดการขายแบบซอล์ฟโอเพนนิ่งก์(Soft Opening)ในสัปดาห์ภายใต้เพชรบุรีโมเดล”1ปิด1เปิด”คือระดมพลคนเพชรปิดโควิดเร็วที่สุดและเปิดเศรษฐกิจเร็วที่สุดไปพร้อมๆกัน

เดินหน้าภารกิจสำคัญส่งเสริมกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577716

เดินหน้าภารกิจสำคัญส่งเสริมกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า การส่งเสริมสหกรณ์นักเรียนเป็นภารกิจสำคัญของกรมที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาถึง 30 ปี นับตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2534 ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีรับสั่งกับนายเสงี่ยม มาหมื่นไวย อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในขณะนั้นให้จัดกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนภายใต้โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริฯ ที่อื่นๆ ด้วยทรงเล็งเห็นว่าเป็นระบบเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล

สหกรณ์นักเรียนได้รับการพัฒนาต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันมีการขยายผลไปยังโรงเรียนในสังกัดต่างๆ รวม 30,524 โรงเรียนทั่วประเทศ มีครูที่ผ่านการอบรมครูสหกรณ์ 15,090 ราย เป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง เพื่อกำหนดหลักสูตร คู่มือการจัดการเรียนรู้การสหกรณ์ในสถานศึกษา และการผลิตสื่อการสอนวิชาสหกรณ์ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริมากำหนดรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติที่เหมาะสม โดยมีเจ้าหน้าที่สังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์ตามพื้นที่ต่างๆ เข้าไปแนะนำส่งเสริมการจัดกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียน จำลองภาพการดำเนินงานสหกรณ์จริง ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 4 ด้าน คือ กิจกรรมออมทรัพย์ เป็นการสร้างวินัยทางการเงินให้เด็กรู้จักประหยัด อดออม และวางแผนการใช้จ่าย กิจกรรมการผลิต/อาชีพ ที่นำมาสนับสนุนกิจกรรมอาหารกลางวัน กิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ ฝึกการทำธุรกิจหารายได้เข้าสหกรณ์ ลดค่าใช้จ่ายให้สมาชิก และกิจกรรมการศึกษาและสวัสดิการ ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกได้ไปศึกษาดูงานสหกรณ์จริง เพื่อเรียนรู้และนำมาปรับใช้ในการพัฒนาสหกรณ์ในโรงเรียน รวมถึงการจัดทำบัญชี การประชุมสหกรณ์นักเรียน การจดบันทึกรายงานการประชุม กระบวนการจัดการร้านค้า ได้ฝึกการทำงานเป็นทีม ความสามัคคี ความละเอียดรอบคอบ ความเป็นประชาธิปไตย ความซื่อสัตย์ และความเอื้ออาทร เป็นการปลูกฝังให้นักเรียนได้นำทักษะและอุปนิสัยเหล่านี้ไปต่อยอดในชีวิตประจำวัน

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : กรมคลอง กรมทดน้ำ กรมชลประทาน 119 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577718

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : กรมคลอง กรมทดน้ำ กรมชลประทาน 119 ปี

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : กรมคลอง กรมทดน้ำ กรมชลประทาน 119 ปี

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในวันที่ 13 มิถุนายน 2564 นี้ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีอายุครบ 119 ปี กว่าจะมาถึงวันนี้กรมนี้มีตำนาน…ที่ยาวนานครับ

ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2541 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีพระบรมราชานุญาตให้ บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม ได้รับสัมปทานดำเนินโครงการก่อสร้างระบบคลอง ในบริเวณพื้นที่ราบฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา หรือที่เรียกว่า “ทุ่งรังสิต” เพื่อใช้ในการเพาะปลูก และการคมนาคมขนส่งทางน้ำ

บริษัทได้ดำเนินการขุดคลองในปี 2433 เริ่มจากการขุดคลองสายใหญ่เชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำนครนายก นั้นก็คือ “คลองรังสิตประยูรศักดิ์” พร้อมทั้งมีการสร้างประตูระบายน้ำ จากนั้นก็ได้มีการขุดคลองสาขาอีกหลายสาย เป็นโครงข่ายระบบคลอง ทำให้พื้นที่รกร้างบริเวณทุุ่งรังสิตเปลี่ยนเป็นแหล่งเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด คือ ปทุมธานี นครนายก พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตามหลังจากดำเนินการขุดคลองไปได้ประมาณ 10 ปี รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่า จำเป็นจะต้องมีการวางระบบการบริหารจัดการน้ำในทุ่งรังสิต จึงได้ว่าจ้าง นายเย โฮมัน วันเดอร์ ไฮเด วิศวกรชลประทานชาวฮอลันดา (เนเธอร์แลนด์) มาดำเนินการวางระบบชลประทาน พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “กรมคลอง” ขึ้นมาในวันที่ 13 มิถุนายน 2445 และทรงแต่งตั้งนายเย โฮมัน วันเดอร์ ไฮเด เป็นเจ้ากรมคลองคนแรก

ต่อมาในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “กรมทดน้ำ”
ขึ้นแทน “กรมคลอง” เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2457 พร้อมทั้ง สร้างเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ คือ เขื่อนพระราม6 ขึ้นที่ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่แห่งแรกในประเทศไทย จากนั้นก็ได้เริ่มก่อสร้างโครงการชลประทานกระจายไปทั่วทุกภาคของประเทศ

รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริว่า หน้าที่ของกรมทดน้ำ มิได้ปฏิบัติงานอยู่เฉพาะแต่การทดน้ำเพียงอย่างเดียว งานที่กรมทดน้ำปฏิบัติอยู่จริงในขณะนั้นมีทั้งการขุดคลอง การทดน้ำ รวมทั้งการส่งน้ำตามคลองต่าง ๆ อีกทั้งการสูบน้ำเพื่อช่วยเหลือการเพาะปลูก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อจาก “กรมทดน้ำ” เป็น “กรมชลประทาน” เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2470 โดยให้มีหน้าที่รับผิดชอบงานการขุดคลอง การทดน้ำ การส่งน้ำ และการสูบน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกอย่างทั่วถึง

รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้ความสำคัญกับงานชลประทานมากเป็นพิเศษ ทรงตั้งพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นลำดับแรก พระราชทานพระราชดำรัสเสมอว่า “น้ำคือชีวิต” และได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 2,000 โครงการ สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติอย่างมหาศาล

รัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชกระแสขอให้กรมชลประทาน สืบสานต่อยอด และเร่งรัดดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในรัชกาลที่ 9 ให้สัมฤทธิ์ผล

จากกรมคลองเมื่อ 119 ปี ที่แล้วมาเป็นกรมชลประทานวันนี้ ภารกิจของกรมชลประทานยังต้องก้าวต่อไปเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ว่า “เป็นองค์กรอัจฉริยะ ที่มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำ เพื่อเพิ่มคุณค่าการบริการ ภายในปี 2580”

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

กรมปศุสัตว์เดินหน้า กระจายวัคซีน 40 จว. สกัดลัมปีสกินระบาด ช่วยเหลือเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577757

กรมปศุสัตว์เดินหน้า  กระจายวัคซีน40จว.  สกัดลัมปีสกินระบาด  ช่วยเหลือเกษตรกร

กรมปศุสัตว์เดินหน้า กระจายวัคซีน40จว. สกัดลัมปีสกินระบาด ช่วยเหลือเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์เดินหน้ากระจายวัคซีน40จว. สกัดลัมปีสกินระบาด ช่วยเหลือเกษตรกร

“ประภัตร” สั่งการกรมปศุสัตว์เร่งกระจายวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกินในโค-กระบือในพื้นที่ระบาดทั้ง 40 จังหวัดแล้ว ขณะที่วัคซีนที่นำเข้าเพิ่มอีก 3 แสนโดสถึงไทยในสัปดาห์หน้า พร้อมกำชับคุมเข้มการเคลื่อนย้ายสัตว์ ให้สัตวแพทย์เร่งรักษาสัตว์ป่วย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร

เมื่อวันที่ 3มิถุนายน นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคลัมปี สกินในโค-กระบือซึ่งมีอธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานอนุมัติแผนการกระจายวัคซีน 60,000โดส ที่นำเข้าเป็นล็อตแรกแล้ว โดยจัดส่งไปทั้ง 40 จังหวัดที่พบการระบาด ทั้งนี้กำหนดแผนปฏิบัติการฉีดวัคซีนในอำเภอที่อยู่ในรัศมี 50กิโลเมตร จากพื้นที่เกิดโรค เพื่อควบคุมให้อยู่ในวงจำกัด ส่วนวัคซีนล็อต2จะมาถึงในสัปดาห์หน้า รวมทั้งมอบหมายให้กรมปศุสัตว์พิจารณาเปิดให้ภาคเอกชนนำเข้าวัคซีนเพื่อได้ แต่ต้องเป็นวัคซีนที่ขึ้นทะเบียนกับอย.และการดำเนินการฉีดวัคซีนต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมปศุสัตว์เนื่องจากเป็นวัคซีนเชื้อเป็น รวมทั้งต้องมีการทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ที่ฉีดวัคซีนทุกตัว

ขณะที่ นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า ในอำเภอที่อยู่ในรัศมี 50 กิโลเมตรจากพื้นที่เกิดโรคซึ่งจะฉีดวัคซีนให้โค-กระบือ ยังคงต้องมีมาตรการห้ามเคลื่อนย้ายโค-กระบือที่ฉีดวัคซีนออกจากคอกเลี้ยงเป็นระยะเวลา 30 วัน เนื่องจากโรคนี้มีระยะฟักตัว 28 วัน ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังโรคคือ รัศมี 100กิโลเมตร จะยังไม่ฉีดวัคซีน แต่จะเฝ้าระวังการระบาดอย่างใกล้ชิด ขณะนี้กรมปศุสัตว์ส่งหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ หน่วยพ่นยาทำลายเชื้อโรค แจกและพ่นสารเคมีกำจัดแมลงที่เป็นพาหะ แจกยารักษาแผลภายนอก ยาบำรุง แร่ธาตุ ตลอดจนให้ความรู้แก่เกษตรกรในเรื่องการป้องกัน

ทั้งนี้ โรคลัมปี สกิน เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสจะเกิดเฉพาะในโค-กระบือ ไม่ติดต่อจากสัตว์สู่คน รักษาหายได้ คิดเป็นอัตราป่วยเฉลี่ย 27% ของสัตว์ที่ติดเชื้อ ส่วนอัตราตายเฉลี่ย 0.19% โดยส่วนใหญ่เกิดในโค-กระบือที่ยังเล็กและที่ไม่แข็งแรง เมื่อหายป่วยแล้ว สามารถบริโภคเนื้อโค-กระบือนั้นได้ตามปกติหากเกษตรกรพบโค-กระบือมีตุ่มเนื้อบนผิวหนัง เกิดเยื่อเมือกทั่วร่างกาย อาจมีไข้และหายใจลำบากร่วมด้วย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัด หรือปศุสัตว์อำเภอในท้องที่ หรือโทรศัพท์สายด่วน 06-3225-6888 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือทันท่วงที

เร่งเครื่อง Big Data ภาคเกษตร สศก.ผนึกธปท.พัฒนาระบบติดตามภาวะศก.การเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577719

เร่งเครื่อง Big Data ภาคเกษตร  สศก.ผนึกธปท.พัฒนาระบบติดตามภาวะศก.การเกษตร

เร่งเครื่อง Big Data ภาคเกษตร สศก.ผนึกธปท.พัฒนาระบบติดตามภาวะศก.การเกษตร

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการดำเนินงาน Big Data ด้านการเกษตร ซึ่งสศก.ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลักที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ดำเนินการและเป็นหน่วยงานด้านนโยบายและข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ได้เร่งพัฒนาฐานข้อมูล Big Data มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อการบริหารและการให้บริการข้อมูลภาคเกษตรในทุกมิติ

สำหรับปี 2564 สศก.และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้ความร่วมมือ MOU ของทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันพัฒนาระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ที่เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารในยุคดิจิทัลในการติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตรอย่างรอบด้าน มีข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ มีความแม่นยำและทันต่อทุกสถานการณ์ โดยระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตรเป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Decision Support System) ที่ให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน ประกอบด้วย 1) รายรับจากการขายสินค้าเกษตรของเกษตรกร 2) ต้นทุนการผลิต 3) มูลค่าความเสียหายจากภัยพิบัติ และ 4) เงินช่วยเหลือจากภาครัฐ เป็นรายพืชและรายจังหวัด

ทั้งนี้ การพัฒนาระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ในระยะที่ 1 จะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลระดับจังหวัด อาทิ กำหนดฤดูกาลเพาะปลูก กำหนดรอบรายสินค้าตามฤดูกาล สินค้าที่มีการผลิตรายจังหวัด และการประมาณการผลผลิตภาพรวม เข้าสู่ฐานข้อมูลเกษตรแห่งชาติ และประมวลผลด้วยวิธีการจัดทำดัชนีแบบลูกโซ่ สามารถรายงานสถานการณ์ ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรเป็นรายเดือน ในระดับจังหวัด ภาค และประเทศ ซึ่งเป้าหมายของระบบติดตาม ระยะที่ 1 คือ “ค่าพยากรณ์ผลผลิต” จะใกล้เคียง“ค่าจริงผลผลิต” เมื่อช่วงการเพาะปลูกเข้าใกล้การเก็บเกี่ยว รวมทั้ง การปรับ“ค่าพยากรณ์ผลผลิต” สะท้อนผลผลิตในพื้นที่อย่างทันกาลและมีเหตุผล และในระยะถัดไป จะมีการนำเข้าข้อมูลมิติอื่นๆ ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 สศก.โดยศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agricultural Big Data Center) หรือ NABC ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การจัดทำตัวเลขประมาณการผลผลิต ระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 (สศท.) เพื่อให้ เจ้าหน้าที่ สศท. 1-12 เรียนรู้การใช้งาน Web Application และการปรับปรุงข้อมูลสถานการณ์ผลผลิตสินค้าเกษตรระดับจังหวัดได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้การพัฒนาคุณภาพข้อมูลผลผลิตของระบบเสร็จสมบูรณ์ รวมทั้งการวิเคราะห์เชิงลึกในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการปรับโครงสร้างภาคเกษตรรายพื้นที่

เลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า “การพัฒนาระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ภายใต้ความร่วมมือ ธปท. ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จไปอีกขั้นของ Big Data ด้านการเกษตร อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ระยะแรก จะเป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจให้เฉพาะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานเกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งในส่วนของเกษตรกรและประชาชนทั่วไป สามารถสืบค้นข้อมูลบริการด้านต่างๆ อาทิ ได้จากเว็บไซต์ http://www.nabc.go.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ 0-2579-8161 หรือ อีเมล nabc@nabc.go.th”

สกู๊ปพิเศษ : ชป.ติดตามผลการส่งน้ำและตรวจวัดปริมาณน้ำ ระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีฯ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577720

สกู๊ปพิเศษ : ชป.ติดตามผลการส่งน้ำและตรวจวัดปริมาณน้ำ  ระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีฯ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์

สกู๊ปพิเศษ : ชป.ติดตามผลการส่งน้ำและตรวจวัดปริมาณน้ำ ระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีฯ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายปิยภัทร สายเมฆ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุตรดิตถ์กล่าวว่า ได้สั่งการให้นายมานพ สุวรรณบุตร หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดสรรน้ำฯ ร่วมกับนายกิตติศักดิ์ สมุทรวงค์ นายช่างเครื่องกล สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 12 ลงพื้นที่ติดตามผลการส่งน้ำและตรวจวัดปริมาณน้ำ ของระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในเขตพื้นที่ อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อหาแนวทางนำไปพัฒนา ปรับปรุง วิธีการควบคุมอาคาร ให้การส่งน้ำในพื้นที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น หลังราษฎรที่อพยพจากพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ มาตั้งรกรากอยู่พื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านในเขตอำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ กว่า 50 ปี ที่ผ่านมา ต้องประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำในการอุปโภค-บริโภคและการทำการเกษตร

นายปิยภัทรกล่าวว่า ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อช่วยเหลือบรรเทาปัญหาในด้านน้ำให้ราษฎรของพระองค์ท่าน ซึ่งได้เห็นผลสัมฤทธิ์จากโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ ที่สามารถให้เป็นแหล่งเก็บน้ำต้นทุนให้กับราษฎรในพื้นที่

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ รับโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี พร้อมระบบผันน้ำ ระบบส่งน้ำ และ อาคารประกอบไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2548 กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างในปี 2554 เป็นโครงการชลประทานขนาดกลางความสูง 55 เมตร ความยาว 440 เมตร มีความจุ 73.70 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ได้มีน้ำใช้ในการอุปโภค-บริโภคและการเกษตรตลอดทั้งปี

โดยจะเริ่มเก็บกักน้ำได้ในช่วงฤดูฝนปีนี้ คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2565 ใช้งบทั้งสิ้นประมาณ 4,800 ล้านบาท หลังจากนั้นสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 12 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน จะทำการส่งมอบให้กับโครงการชลประทานอุตรดิตถ์ รับผิดชอบและดำเนินการวางแผนบริหารจัดการน้ำให้กับราษฎรที่ได้รับประโยชน์ต่อไป

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำให้กับแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อทำการเกษตรในพื้นที่ประมาณ 8,600 ไร่ โดยมีแผนการก่อสร้างโครงการ รวม 11 ปี เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะมีพื้นที่รับประโยชน์ จำนวน 53,500 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอท่าปลา จำนวน 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลจริม, ตำบลท่าปลา, ตำบลหาดล้า, ตำบลร่วมจิต,ตำบลน้ำหมัน และอีก 4 ตำบลของอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ได้แก่ ตำบลหาดงิ้ว,ตำบลบ้านด่าน ตำบลแสนตอ และ ตำบลวังดิน รวมถึงประโยชน์ทั้งด้านการประมง การท่องเที่ยว และการเลี้ยงสัตว์ได้อย่างสมบูรณ์

ลุยปั้น ‘SACICT’ ส่งขึ้นอี-คอมเมิร์ซ ดันหัตถกรรมไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577717

ลุยปั้น‘SACICT’ ส่งขึ้นอี-คอมเมิร์ซ ดันหัตถกรรมไทย

วันศุกร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายพรพล เอกอรรถพร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (SACICT) กล่าวว่า ในโลกแห่งยุคดิจิทัลชีวิตของเราแทบทุกย่างก้าวขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กับการใช้ Social Media และ Internet ช่องทางต่างๆ ผู้คนสามารถเข้าถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว

SACICT หรือ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประกอบอาชีพเพื่อสร้างงานศิลปหัตถกรรมไทยและสนับสนุนด้านการตลาดให้กับงานศิลปหัตถกรรมไทยส่งเสริมช่องทางด้านการตลาด การขยายตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทยในการจำหน่ายสินค้า

โดยได้จัดทำโครงการขยายช่องทางการตลาด E-Commerce ขึ้น โดยผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้ผู้ซื้อจากทั่วโลก
สามารถติดต่อซื้อขายกับผู้ผลิตงานหัตถกรรมไทยผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทยในตลาด ขณะเดียวกันจะเป็นการประชาสัมพันธ์ และเป็นคู่ค้ากับธุรกิจอื่น เพื่อที่จะสร้างตลาดแบรนด์ของ SACICT ให้เติบโต สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทั่วประเทศและทั่วโลก

นอกจากนี้ SACICT ยังเพิ่มโอกาสทางการขาย ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ อีกทั้งยังมีระบบที่สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพได้อย่างไรก็ตามเชื่อว่าแบรนด์ SACICT จะเป็นเจ้าแรกของประเทศที่ทำตลาด E-Commerce นำสินค้างานศิลปหัตถกรรมของไทยส่งออกต่างประเทศ ทำให้งานศิลปหัตถกรรมเป็นที่รู้จักและเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย และผลลัพธ์ที่ตามมาคือจะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับสมาชิก SACICT ได้อย่างมหาศาล

บุรีรัมย์คุม 23 อำเภอ! ห้ามย้ายโคกระบือ ‘ลัมปี สกิน’ ยังระบาดหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577608

บุรีรัมย์คุม23อำเภอ! ห้ามย้ายโคกระบือ 'ลัมปี สกิน'ยังระบาดหนัก

บุรีรัมย์คุม23อำเภอ! ห้ามย้ายโคกระบือ ‘ลัมปี สกิน’ยังระบาดหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 11.47 น.

3 มิถุนายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ลงนามประกาศจังหวัดบุรีรัมย์ เรื่อง กำหนดเขตโรคระบาด ชนิดโรคลัมปี สกิน (Lumpy skin disease) ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ ในชนิดสัตว์ โค กระบือ

ด้วยจังหวัดบุรีรัมย์ พบการระบาดของโรคลัมปี สกิน ในพื้นที่อำเภอเมืองบุรีรัมย์ และอำเภอโนนสุวรรณ เกิดขึ้นในสัตว์โคเนื้อ ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่สำหรับประเทศไทย และเป็นโรคตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ 2558

จากสถานการณ์ดังกล่าว ที่มีแนวโน้มจะแพร่ระบาดไปยังท้องที่อื่นๆ จังหวัดบุรีรัมย์ จึงออกประกาศให้ทุกพื้นที่ใน จ.บุรีรัมย์ ทั้ง 23 อำเภอ เป็นเขตโรคระบาดชนิดโรคลัมปี สกิน ในชนิดสัตว์ โค กระบือ และห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือซากสัตว์ เข้า และออกผ่านพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ และในพื้นที่แต่ละอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน โดยเด็ดขาด เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาด ซึ่งหากพบฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ พบการระบาดของโรคลัมปี สกิน ในพื้นที่คอกเลี้ยงโค และกระบือ ป่วยด้วยโรคชนิดนี้ ก็ได้เข้าไปป้องกัน และฉีดพ่นยาในแต่ละพื้นที่แล้ว ส่วนที่พบโคตายในพื้นที่ ก็มีการนำซากไปฝั่งกลบในดิน พร้อมฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อเป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ ยังมีการจัดเจ้าหน้าที่ดำเนินงานเชิงรุก ในการเฝ้าระวัง และป้องกันการระบาด พร้อมทั้งออกให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโค และกระบือ ในการร่วมกันป้องกันโรค และดูแลสถานที่เลี้ยงให้ได้มาตรฐาน

สำหรับโรคชนิดนี้ เกิดจากเชื้อไวรัส Capripoxvirus ระบาดในโค และกระบือ ผ่านแมลงดูดเลือด เช่น ยุงเห็บ เหลือบ และแมลงวัน จะไม่ติดหรือแพร่เชื้อสู่คน

ซอกแซกอาเซียน : 3 มิถุนายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577524

ซอกแซกอาเซียน : 3 มิถุนายน 2564

ซอกแซกอาเซียน : 3 มิถุนายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักเลขานุแอปเตอร์ ได้มีโอกาสต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสถานทูตจีน ประจำประเทศไทย นำโดยท่านหวัง ลี่ผิง อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ รวมทั้งนางสาวยู่วหยาง เลขานุการเอก และนาย หวู๋เฟย ผู้ช่วยเลขานุการ การนัดหมายที่จะมาเยี่ยมสำนักเลขานุการแอปเตอร์ถูกเลื่อนมาแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยเหตุผลของโควิด-19 แต่พอเขากำหนดมาครั้งที่สอง เราก็เลยตอบตกลง เพราะหากจะรอความปลอดภัยจากโควิดเสียก่อน ก็คงจะไม่มีโอกาสจะได้พบกัน เอาเป็นว่า เราใช้วิธีป้องกันสวมหน้ากาก และรักษาระยะห่างไว้ ก็น่าจะปลอดภัยพอ เอาเรื่องงานไว้ก่อน ดีกว่าจะงดหรือเลื่อนออกไปอีก

ท่านอัครราชทูตจีนท่านนี้ เพิ่งย้ายมาประจำที่กรุงเทพฯ เดิมประจำอยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และโดยเหตุที่ประเทศจีนเป็นสมาชิกแอปเตอร์ที่สำคัญในกลุ่มบวกสาม มีปริมาณข้าวที่สำรองเพื่อความมั่นคงฉุกเฉินมากที่สุดในบรรดาสมาชิกแอปเตอร์ 13 ประเทศ คือ 300,000 ตัน อีกทั้ง ถือเป็นครั้งแรกที่ทางการจีนมาเยี่ยมชมแอปเตอร์ โดยเท่าที่ทราบคณะผู้แทนสถานทูตจีนที่มาเยี่ยมแอปเตอร์วันนี้เมื่อประมาณเดือนก่อน ก็ได้เข้าพบท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาแล้ว นัยว่าท่านอัครราชทูตท่านนี้คงต้องการกระชับความสัมพันธ์ รวมทั้งพยายามแสวงหาความร่วมมือต่างๆ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องระหว่างประเทศจีนและประเทศไทย ซึ่งก็ต้องขอบคุณทางการจีนเป็นอย่างมากที่ได้เห็นความสำคัญของแอปเตอร์ จนถึงขนาดเดินทางมาเยี่ยมชมด้วยตนเองเป็นครั้งแรก

ท่านหวัง ลี่ผิง เป็นคนคุยเก่งสมเป็นนักการทูต เริ่มต้นก็เล่าถึงวัตถุประสงค์ที่มาพบแอปเตอร์ พร้อมกับต้องการรับฟังกิจกรรมของแอปเตอร์ที่ดำเนินการอยู่ รวมทั้งความต้องการของแอปเตอร์ที่อยากจะได้จากจีน ซึ่งฝ่ายเราก็ได้เล่าถึงการช่วยเหลือสนับสนุนของจีนในอดีตที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้แล้ว จีนยังไม่มีกิจกรรมมากเท่าที่ควร กล่าวคือ มีเพียงครั้งเดียวที่ประเทศจีนบริจาคข้าวให้กับประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2013- 2014 คราวที่ประเทศฟิลิปปินส์โดนพายุไต้ฝุ่นไห่เอี้ยน ตอนนั้นทางการจีนช่วยข้าวสารไป 800 ตัน แต่หลังจากนั้นกิจกรรมของจีนก็ดูจะเงียบๆ ไป แต่กระนั้น ในด้านการบริจาคเงินเข้ากองทุนแอปเตอร์ จีนก็ได้ดำเนินการเป็นประจำอยู่ทุกปี มิได้ขาด ตอนผมเข้ามาเป็นผู้จัดการทั่วไปก็ได้รู้จักกับมนตรีแอปเตอร์ผู้แทนประเทศจีนคุณหม่าหงเทา ที่เป็นรองอธิบดีกรมความร่วมมือทางการเกษตร ได้คุยกันก็เห็นว่าจีนสนใจที่จะเข้ามาดำเนินกิจกรรมร่วมกับแอปเตอร์ เราก็อยากหวังให้จีน ซึ่งเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ เข้ามามีบทบาทช่วยเหลือประเทศอาเซียนมากขึ้น ผมก็หวังว่าทางสถานทูตจีนคงจะเก็บเอาข้อเสนอของเราที่ต้องการจะให้ประเทศจีนเพิ่มบทบาทในแอปเตอร์ให้มากขึ้น ไปแจ้งต้นสังกัดเขานะครับ

สุดท้ายผมได้เชิญคณะจีน เดินดูห้องทำงาน มีห้องผู้เชี่ยวชาญว่างอีก 2 ห้อง เลยบอกว่า ทางการไทยที่สนับสนุนด้านอาคารสถานที่ได้ทำห้องเผื่อไว้สำหรับผู้แทนประเทศบวกสามที่อยากจะส่งผู้เชี่ยวชาญมาประจำแอปเตอร์ ซึ่งท่านอัครราชทูตยังแซวว่าให้คุณยู่วหยาง ซึ่งมาจากกระทรวงเกษตรจีน ว่าในอนาคตน่าจะสมัครมานั่งทำงานที่นี่ดีกว่า จนเสร็จการเยี่ยมเยียนคณะจีนก็ได้ร่ำลาเดินทางกลับสถานทูต

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

เกษตรฯเดินหน้าปราบโรคใบด่างมันสำปะหลัง เน้นตัดวงจรคุมพื้นที่ระบาด-แนะชาวไร่ใช้พันธุ์สะอาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577523

เกษตรฯเดินหน้าปราบโรคใบด่างมันสำปะหลัง  เน้นตัดวงจรคุมพื้นที่ระบาด-แนะชาวไร่ใช้พันธุ์สะอาด

เกษตรฯเดินหน้าปราบโรคใบด่างมันสำปะหลัง เน้นตัดวงจรคุมพื้นที่ระบาด-แนะชาวไร่ใช้พันธุ์สะอาด

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครอบคลุมพื้นที่ วงเงิน 1,329.22 ล้านบาท เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมานั้น ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญถึงปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก กำชับให้กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งเตรียมแผนขับเคลื่อนโครงการให้สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาด เน้นสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และดำเนินโครงการให้ทันกับระยะเวลาที่กำหนด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้บทลงโทษตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 ควบคู่กับการดำเนินโครงการด้วย

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครอบคลุมพื้นที่ มีเป้าหมาย ในการตัดวงจรการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้พันธุ์สะอาดและทนทาน ต่อโรค ควบคุมไม่ให้การระบาดของโรคขยายตัวไปยังพื้นที่อื่นๆ และดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคดังกล่าว ครอบคลุมพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง จำนวน 400,000 ไร่ เกษตรกร จำนวน 40,000 ราย โดยจะดำเนินการผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ 1) การทำลายพื้นที่พบโรคใบด่างมันสำปะหลังและจ่ายค่าชดเชยการทำลายให้กับเกษตรกร 2) การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ท่อนพันธุ์สะอาดและทนทานต่อโรค โดยจะสนับสนุนท่อนพันธุ์ จำนวนไร่ละ 500 ลำ 3) ใช้มาตรการทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507ในกรณีที่เกษตรกรเจ้าของแปลงไม่ยินยอมให้ทำลายต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรค เพื่อตัดวงจรการระบาด

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ขณะนี้ การดำเนินงานโครงการอยู่ในส่วนของขั้นตอนการสำรวจพื้นที่การระบาดและทำลายแปลงที่เป็นโรค เพื่อยืนยันพื้นที่ระบาดจริงที่เป็นปัจจุบัน โดยคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังระดับตำบล จะลงพื้นที่ ปูพรมสำรวจเพื่อชี้เป้า เมื่อพบแปลงที่ระบาดจะแจ้งให้เกษตรกรเจ้าของแปลงดำเนินการทำลายพื้นที่ที่พบโรค พร้อมยื่นความประสงค์ขอรับการสนับสนุนท่อนพันธุ์สะอาด หลังจากนั้นคณะทำงานฯ ระดับอำเภอ/จังหวัด จะส่งข้อมูลขอจัดสรรค่าทำลายและค่าท่อนพันธุ์ให้กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อรวบรวมเสนอสำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณ ในกรณีที่เกษตรกรเจ้าของแปลงไม่ยินยอมให้ทำลาย กรมส่งเสริมการเกษตรจะนำข้อมูลจากคณะทำงานฯ ในพื้นที่แจ้งให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

สำหรับขั้นตอนการชดเชยการทำลาย ภายหลังจากที่ทำลายแปลงที่ติดโรคแล้ว 30 วัน คณะทำงานฯ ระดับตำบล จะดำเนินการตรวจสอบแปลงอีกครั้ง และส่งข้อมูลให้คณะทำงานฯ ระดับอำเภอ/จังหวัด ส่งข้อมูลผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินค่าชดเชยทำลายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการตรวจสอบแล้วแจ้ง ธ.ก.ส. เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรเจ้าของแปลงที่เป็นโรค ส่วนขั้นตอนการสนับสนุนท่อนพันธุ์สะอาด จะมีการรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมแปลงพันธุ์สะอาดเพื่อเป็นแหล่งแปลงพันธุ์สนับสนุนให้แก่เกษตรกรและเป็นแหล่งจำหน่ายพันธุ์ในพื้นที่และเกษตรกรใกล้เคียงทั้งร่นระยะเวลาการขนส่ง ได้ท่อนพันธุ์มันสะอาดที่มีคุณภาพ ในราคาย่อมเยา เมื่อผ่านการประเมินจะดำเนินการขึ้นทะเบียนแปลง เพื่อดำเนินการในขั้นตอนการผลิต และส่งมอบท่อนพันธุ์ตามที่ได้รับการจองไว้ต่อไป

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเร่งลงพื้นที่สร้างการรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดของโครงการให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ท่อนพันธุ์สะอาดและทนต่อโรค ซึ่งจะเป็นการควบคุมไม่ให้การระบาดของโรคขยายตัวไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้อย่างยั่งยืน