กาฬสินธุ์เร่งช่วยเกษตรกร ประสบปัญหาฝูงโคกระบือ ป่วยโรคลัมปีสกิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577467

กาฬสินธุ์เร่งช่วยเกษตรกร ประสบปัญหาฝูงโคกระบือ ป่วยโรคลัมปีสกิน

กาฬสินธุ์เร่งช่วยเกษตรกร ประสบปัญหาฝูงโคกระบือ ป่วยโรคลัมปีสกิน

วันพุธ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 15.48 น.

องค์การบริหารส่วนตำบลหมูม่น อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ นำเจ้าหน้าที่ฉีดพ่นหมอกควันไล่แมลงพาหะนำโรค และมอบเวชภัณฑ์บรรเทาอาการให้กับฝูงโคที่ติดเชื้อโรคลัมปี สกิน ขณะที่ผู้ว่าฯกาฬสินธุ์กำชับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งสำรวจและช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดโรคระบาดลัมปี สกิน

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2564 นายสุชาติ สันหะ นายก อบต.หมูม่น อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ นายภูษิต ศรีบรรดิษ ปลัด อบต.หมูม่น พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ออกสำรวจสุขภาพโค และสอบถามเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ จากการเกิดโรคลัมปี สกินระบาด ในพื้นที่ ต.หมูม่น พร้อมทำการฉีดพ่นหมอกควัน และมอบเวชภัณฑ์รักษาอาการ หลังในพื้นที่มีโคของเกษตรกรติดเชื้อลัมปี สกิน เป็นจำนวนมาก

นายสุชาติ สันหะ นายก อบต.หมูม่น อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคและผู้นำชุมชนว่าเกิดโรคดังกล่าว ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา ทั้งนี้จากการสำรวจประชากรโคในพื้นที่ ต.หมูม่นมีโค 1,180 ตัว มีอาการป่วยด้วยโรคลัมปี สกิน 539 ตัว ตายแล้ว 4 ตัว โดยตลอดเดือนที่ผ่านมา ได้มอบหมายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ออกสำรวจและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็จัดหาเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ เพื่อทำการฉีดพ่นหมอกควัน พร้อมอบเวชภัณฑ์บรรเทาอาการโค ที่มีอาการป่วย และให้กำลังใจเกษตรกรผู้เลี้ยงโค

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า ในกรณีที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ประชุมเพื่อหาทางช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้งมาตรการอื่นๆเพื่อป้องกัน ควบคุมการเกิดโรคระบาดในโค โดยมอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำกับดูแลนั้น โดยส่วนตัวคิดว่าท้องถิ่นยังไม่มีความพร้อมเท่าที่ควร เนื่องจากโรคลัมปี สกิน เป็นโรคอุบัติใหม่ ยังขาดองค์ความรู้ในการป้องกันและรักษาอาการ นอกจากนี้ในส่วนของงบประมาณเองก็มีจำนวนจำกัด จึงอยากให้รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจได้ทบทวนตรงนี้ด้วย เพราะมองแล้วเหมือนจะผลักภาระมาให้ท้องถิ่นรับผิดชอบมากเกินไป แต่ท้องถิ่นก็จะพยายามอย่างเต็มที่ และตามศักยภาพที่ทำได้

ด้านนายประเวช สันหะ อายุ 50 ปี บ้านเลขที่ 119 หมู่ 11 บ้านหมูม่น ต.หมูม่น อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตนเลี้ยงวัวฝูงในรูปแบบฟาร์มเปิด มีซื้อมาและขายไป ปัจจุบันมีโคประมาณ 56 ตัว เริ่มสังเกตเห็นติดเชื้อโรคลัมปี สกิน ประมาณต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งแสดงอาการหลายตัว ก่อนที่จะทำการแยกฝูงตัวที่มีอาการ  ทั้งนี้ ตนได้แจ้งผู้นำชุมชนและอบต.หมูม่น มาฉีดพ่นหมอกควันขับไล่แมลงพาหะนำโรค ขณะเดียวกันได้ไปหาซื้อวัคซีนจากคลินิกเอกชนมาฉีด ซึ่งสามารถระงับยับยั้งอาการได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็มีลูกโคอายุประมาณ 2 เดือนตายไป 1 ตัว

นายประเวช กล่าวอีกว่า ถึงแม้อาการของโคในฟาร์มที่ติดเชื้อโรคลัมปี สกินจะไม่ทรุดหนัก แต่ก็เกิดความกังวลว่าโคในฟาร์มจะล้มป่วยไปมากกว่านี้ โชคดีที่ส่วนใหญ่เป็นโครุ่นใหญ่และมีอายุหลายเดือนหลายปี จึงมีภูมิต้านทานโรคบ้าง อย่างไรก็ตาม ก็ยังรอรับการช่วยเหลือในด้านวัคซีนมาฉีดป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดโรคระบาดลุกลามไปมากกว่านี้ ขณะเดียวกัน จากการเกิดโรคระบาดดังกล่าวได้ส่งผลกระทบกับบรรยากาศการซื้อขายโคและเขียงเนื้อเป็นอย่างมาก ที่ตอนนี้หยุดชะงัก ไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้น จึงทำให้ขาดรายได้จากการขายโคไปจำนวนมาก

ขณะที่นายทรงพล ใจกริ่ม ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวกว่า สถานการณ์โรค ลัมปี สกิน ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ ในส่วนของ จ.กาฬสินธุ์นั้น หลังจากส่วนราชการการที่เกี่ยวข้อง ได้หารือเพื่อหาแนวทางป้องกัน และเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ในช่วงที่รอวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าว ยังได้สั่งการให้ปศุสัตว์และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เฝ้าระวังการระบาดของโรค ควบคู่กับการหามาตรการป้องกันและบรรเทาอาการของสัตว์ที่ติดเชื้อลัมปี สกิน อย่างใกล้ชิดอีกด้วย

“เฉลิมชัย” เดินหน้าพัฒนาทะเลสะอาดอย่างยั่งยืนภายใต้โครงการ “ทะเลปลอดอวน ขยะคืนฝั่ง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/468931

“เฉลิมชัย”เดินหน้าพัฒนาทะเลสะอาดอย่างยั่งยืนภายใต้โครงการ”ทะเลปลอดอวน ขยะคืนฝั่ง”

2 มิถุนายน 2564 – 15:07 น.

“เฉลิมชัย”เดินหน้าพัฒนาทะเลสะอาดอย่างยั่งยืนภายใต้โครงการ”ทะเลปลอดอวน ขยะคืนฝั่ง” กรมประมง ผนึกกาลัง ประมงพื้นบ้าน – ประมงพาณิชย์ แปลงขยะทะเลเป็นทุนโมเดลBCGสร้างรายได้ชุมชนประมง

2 มิ.ย.2564  นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ในฐานะประธานคณะกรรมการ ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพประมงไทย แถลงวันนี้ (2 มิ.ย.) ว่า หลายปีที่ผ่านมาทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสาคัญของการ ป้องกันและจัดการปัญหาขยะทะเล โดยประเทศไทย ติดอันดับต้นๆ ของโลกที่มีการทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุด ขณะนี้ หลายหน่วยงานในประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสาคัญและได้มีการกาหนดเป้าหมายในการลดปริมาณ ขยะ สอดคล้องกับวาระแห่งชาติ ภายใต้แผนแม่บทการจัดการขยะแห่งชาติฉบับที่ 2559 – 2564 ว่าด้วยการต่อต้าน ขยะทะเลในภูมิภาคอาเซียน ตามมติที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 ในการร่วมมือมุ่งมั่นฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างเป็น รูปธรรม 

ทั้งนี้ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิต ของเกษตรกรและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานสู่มิติใหม่ ภายใต้ “5 ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย” คือ 1.ยุทธศาสตร์ตลาดนาการผลิต 2. ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0 3. ยุทธศาสตร์ “3’s” (Safety-Security-Sustainability- เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคงและเกษตรยั่งยืน) 4. ยุทธศาสตร์การบริหาร เชิงรุกแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วนโดยเฉพาะโมเดล “เกษตร-พาณิชย์ทันสมัย” และ 5. ยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืน ตามแนวทางศาสตร์พระราชา สอดคล้องกับมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เห็นชอบในโมเดลเศรษฐกิจ หมุนเวียนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ การนำขยะมารีไซเคิลหมุนเวียนให้เกิดรายได้ใช้พัฒนาชุมชน ด้วย “โครงการทะเล ปลอดอวน” และ “โครงการขยะคืนฝั่ง” กรมประมงในฐานะหน่วยงานที่ดูแลด้านประมง ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นอย่างดี โดยในปี 2562 กรมประมงจึงได้ร่วมกับพี่น้องชาวประมงท้ังประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ ผู้ที่ใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลโดยตรง ในการริเริ่มนำแนวคิดการไม่สร้างขยะในท้องทะเล และการเก็บขยะในท้อง ทะเล มาแปลงเป็นทุน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ภายใต้การบริหารจัดการของชุมชนประมง สร้างรายได้นำไปพัฒนาชุมชน

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการกาจัดขยะในทะเลนั้น ได้ ดำเนินงานภายใต้นโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้เน้นย้ำในเรื่องของการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม โดยกรมประมง ผู้ประกอบการและชาวประมง บูรณาการงานร่วมกัน อย่างมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ช่วยลดโอกาสในการ ปนเปื้อนของมลพิษในสัตว์น้ำ ทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยเริ่มต้นจากชาวประมงพาณิชย์ขยายผลไปสู่ ชาวประมงทุกกลุ่มอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกรมประมงได้ดำเนินโครงการในการกำจัดขยะทะเล ภายใต้การขับเคลื่อนของ อธิบดีกรมประมง มาแล้ว จานวน 2 โครงการ คือ

1. โครงการ Net Free Seas หรือเรียกว่า โครงการทะเลปลอดอวน ซึ่งกรมประมงได้ร่วมกับมูลนิธิความ ยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice Foundation : EJF) ในการพยายามจัดการและแก้ไขปัญหาขยะที่เกิดจากเศษอวนประมง  โดยการนำเศษอวนเอ็นจากเรือประมงพื้นบ้าน กลับมารีไซเคิลแปรสภาพใช้ประโยชน์และสร้าง รายได้ให้แก่ชุมชน โดยปัจจุบัน ได้มีการนาร่องจัดทาโครงการ Net Free Seas ในพื้นที่ชุมชนชายฝั่งทะเลในจังหวัด ทางภาคตะวันออกและภาคใต้ 5 จังหวัด ได้แก่ ระยอง จันทบุรี นครศรีธรรมราช สงขลา และพังงา โดยมีชุมชนประมง พื้นบ้านที่จัดตั้งเป็นองค์กรประมงท้องถิ่น ทั้งหมด 47 ชุมชน มีชาวประมงเข้าร่วมโครงการกว่า 700 คน โดยชุมชน ประมงท้องถิ่นในพื้นที่สามารถรวบรวมนำเศษอวนที่กลายเป็นขยะในพื้นที่แล้ว ส่งขายให้กับโรงงาน ในราคา 10 บาท/กิโลกรัม เพื่อนามารีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติก และแปลงไปเป็นของใช้ต่างๆ ได้มากกว่า 12 รายการ

เช่น ที่เปิดขวด ที่รองแก้ว ที่กดลิฟท์ ส่วนประกอบของกระดานโต้คลื่น พรมปูพื้น ฯลฯ ซึ่งถูกนำไปจำหน่ายทั้งภายในประเทศและ ต่างประเทศแล้วกว่า 100,000 ชิ้น สามารถลดขยะที่เกิดจากเศษอวนไปได้มากถึง 14,000 กิโลกรัม ซึ่งชุมชนจะมี รายได้ตอบแทน โดยการดำเนินโครงการจะถูกปรับให้เหมาะสมกับวิถีชุมชน แต่ละชุมชนมีส่วนร่วมและมีสิทธิ์ในการให้ คำแนะนำและตัดสินใจในรูปแบบการบริหารจัดการรายได้ที่ได้รับจากการขายเศษอวนผ่านโครงการและระบบการ จัดการ รีไซเคิลขยะจากอวนที่ไม่ซับซ้อนชาวบ้านสามารถดำเนินการเองได้ เอื้อให้เกิดการเสริมสร้างความเข้มแข็งของ ชุมชนได้ในระยะยาว 

โครงการดังกล่าว นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาขยะจากเศษอวนประมงเพื่อเป็นการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางทะเลและ ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรทะเลในระยะยาวแล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากขยะ ช่วยสร้างช่องทางการเพิ่ม รายได้ให้แก่ชุมชนชาวประมง และเป็นการริเริ่มการนาระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ามาใช้แก้ปัญหาและเพิ่มคุณภาพ ชีวิตในชุมชนให้ดีขึ้น ที่สาคัญยังช่วยสนับสนุนความพยายามของชุมชนในเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรทะเลผ่านการ อนุรักษ์อย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจผ่านโครงการเพื่อปลูกฝังจิตสานึกในการอนุรักษ์และปลูกฝัง พฤติกรรมการแก้ปัญหาขยะทะเลและการรีไซเคิลให้เป็นวิถีชุมชนที่ยั่งยืน และในอนาคตมีแผนจะขยายผลไปยังชุมชน ในจังหวัดใกล้เคียงในฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งปัจจุบันมีชุมชนประมงในพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนชุมชนประมงท้องถิ่นชายฝั่งกับ กรมประมงทั้งหมดแล้ว จานวน 751 ชุมชน

2. โครงการ “ขยะคืนฝั่ง ทะเลสวยด้วยมือเรา” โดยกรมประมงร่วมกับสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยและ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รณรงค์ให้ชาวประมงดูแลรักษาสภาพแวดล้อมในพื้นที่เขตทะเลและชายฝั่งให้สะอาด นาขยะ ทะเลคืนฝั่ง ภายใต้กรอบแนวคิด “รับรู้ต้นตอปัญหา เกิดจิตสานึกตระหนัก ให้ความเห็นร่วม สมัครเข้าทากิจกรรม สร้าง สัมพันธ์ ให้ความร่วมมือ ยึดปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง” ซึ่งศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก (PIPO) ของกรมประมง จานวน 30 แห่ง ทั่วประเทศ เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนกิจกรรมฯ ดังกล่าว ปัจจุบันมีชาวประมงเข้าร่วมกิจกรรมจานวน 4,328 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2564) มีขั้นตอนการดำเนินการโดยผู้ควบคุมเรือประมงทุกลาที่เข้าร่วมกิจกรรมฯ จะต้องจดบันทึกรายงานขยะที่เก็บมาแต่ละครั้ง แนบพร้อมการส่งสมุดบันทึกการทาประมง (LB) เพื่อให้ศูนย์ PIPO ตรวจสอบและบันทึกปริมาณขยะลงในระบบ นอกจากนี้ยังได้ประสานงานไปยังท่าเทียบเรือทุกแห่งที่จดทะเบียนกับ กรมประมง ให้จัดจุดรวบรวม คัดแยกขยะจากทะเล และประชาสัมพันธ์ให้ชาวประมงที่ออกเรือ ลดการใช้ภาชนะหรือ บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ยาก ไม่เทเศษสิ่งของเหลือใช้ หรือเครื่องมือ อุปกรณ์ ของใช้ในเรือประมงลงสู่ทะเล ซึ่งจาก ดาเนินกิจกรรมดังกล่าวเป็นระยะเวลา 3 ปี ได้มีการสรุปรายงานผลปริมาณขยะ คืนฝั่งที่เก็บมาได้ปัจจุบันทั้งหมด จานวน 182,876 กิโลกรัม (ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2564) แบ่งเป็นขยะที่เก็บในเรือประมงจานวน 139,682 กิโลกรัม ขยะจากทะเล 43,194 กิโลกรัม ซึ่งส่วนใหญ่ประเภทขยะที่พบมากที่สุดคือ เศษอวน รองลงมาเป็นขวด พลาสติก ขวดแก้ว และขยะอื่นๆ ทั้งนี้ขยะที่รวบรวมไว้จะมีการส่งต่อไปสู่กระบวนการนากลับมาใช้ซ้ำเพื่อให้คุ้มค่าที่สุด หรือนากลับมาใช้ใหม่ หรือกาจัดด้วยวิธีที่ถูกต้อง

“จากการดำเนินการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมประมงได้มุ่งผลักดันกิจกรรมฯ ดังกล่าว ในด้านการดูแล รักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง จนประสบความสาเร็จเห็นผลเชิงประจักษ์ โดยล่าสุดกรมประมงได้ส่งผลงาน กิจกรรมฯ ดังกล่าว เข้าร่วมชิงรางวัลเลิศรัฐประจาปี 2564 ประเภทรางวัล การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม เพื่อ แสดงถึงความร่วมมือร่วมใจระหว่างภาครัฐ และพี่น้องชาวประมง ในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและ สิ่งแวดล้อม ท้ายนี้ กรมประมงขอขอบคุณพี่น้องชาวประมงในความตระหนักรักษ์สิ่งแวดล้อม และช่วยกันเก็บขยะจาก ทะเลคืนฝั่ง โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นต้นแบบและขยายผลไปสู่ชาวประมงทุกกลุ่มให้ปรับเปลี่ยน วิถีการทำประมงใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเนื่องในโอกาสวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก กรมประมง และพี่น้องชาวประมง ขอแสดงเจตจำนงค์ว่าพวกเราพร้อมที่จะดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลให้คืนความอุดมสมบูรณ์ ดังเดิม” อธิบดีกรมประมง กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ ยิ้มหลังปรับแผนงานโครงการ U2T มุ่งสร้างชุมชนปลอดภัยจากโควิด-19 ชูทีม U2T จ.นครนายกทำงานเชิงรุกแบบเข้าถึงชาวบ้านพร้อมฉีดวัคซีนป้องกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577262

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ยิ้มหลังปรับแผนงานโครงการ U2Tมุ่งสร้างชุมชนปลอดภัยจากโควิด-19  ชูทีมU2Tจ.นครนายกทำงานเชิงรุกแบบเข้าถึงชาวบ้านพร้อมฉีดวัคซีนป้องกัน

รายงานพิเศษ : ‘เอนก’ยิ้มหลังปรับแผนงานโครงการ U2Tมุ่งสร้างชุมชนปลอดภัยจากโควิด-19 ชูทีมU2Tจ.นครนายกทำงานเชิงรุกแบบเข้าถึงชาวบ้านพร้อมฉีดวัคซีนป้องกัน

วันพุธ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่ปรึกษา รมว.อว.และประธานคณะทำงานด้านการจัดการสื่อสารโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ (U2T) ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. และผู้บริหาร อว. ได้ร่วมกันลงพื้นที่โรงเรียนวัดเกาะกระชาย ต.เขาพระ อ.เมือง จ.นครนายก เพื่อร่วมในกิจกรรมพิเศษ“U2T COVID-19 week ก้าวต่อไป สู้ภัยโควิด”ซึ่งเป็นดำเนินการตามโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2Tโดยมีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดูแล

การจัดกิจกรรม “U2T COVID-19 week ก้าวต่อไป สู้ภัยโควิด” ที่โรงเรียนวัดเกาะกระชาย มีการทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน เช่น ผู้รับจ้างงานในโครงการ U2T ทำความสะอาดโรงเรียน เพื่อป้องกัน และลดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.พร้อมด้วยคณะ ยังได้ตรวจเยี่ยม พบปะ และให้กำลังใจผู้ได้รับจ้างงานภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ (U2T) ในเขตจังหวัดนครนายกที่มาร่วมกิจกรรม

โดย ดร.เอนก กล่าวว่า “ด้วยขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งต้องการความร่วมมือของทุกฝ่ายเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ดังนั้น กระทรวง อว. จึงมีนโยบายปรับแผนการทำงานของผู้ได้รับจ้างงานในโครงการU2T จากเดิมที่เน้นงานด้านการพัฒนาพื้นที่และชุมชน ให้มาช่วยทำงานด้านการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในชุมชนเป็นหลัก ด้วยการทำงานที่ประสานกับประชุมเข้าไปเสริมในด้านต่างๆ ที่ชุมชนต้องการ เช่น กรณีของโรงเรียนวัดเกาะกระชาย ที่มีการจัดกิจกรรมพิเศษ “U2T COVID-19 week ก้าวต่อไป สู้ภัยโควิด” ขึ้นในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในต้นแบบของการเข้ามาทำงานป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19ตามแผนดำเนินงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ซึ่งได้มีการจัดส่งทีม U2T เข้ามาช่วยสนับสนุนทั้งด่านองค์ความรู้และการทำงานด้านต่างๆ ที่จะทำให้โรงเรียนและชุมชน เป็นเขตปลอดภัยจากโควิด-19” ดร.เอนก กล่าว

ส่วน นายภวนะ สุขโข ผู้ได้รับจ้างงานประเภทบัณฑิตจบใหม่ กล่าวว่า การที่กระทรวง อว.ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานของทีม U2T ให้มาทำงานเรื่องของโควิด-19 จากที่ได้ดำเนินการกันมาอย่างต่อเนื่องจนถึงขณะนี้ กล่าวได้ว่า สามารถทำให้ชุมชนเกิดความตระหนัก และเข้าใจถึงความสำคัญของการปฏิบัติตัวให้ปลอดภัยจากเชื้อโควิด-19 จะเห็นได้ว่า เวลานี้ ทุกคนมีแอลกอฮอล์ติดตัวเพื่อใช้ฉีดพ่นฆ่าเชื้อ ทุกบ้านมีการปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันการติดเชื้อตามมาตรการต่างๆ ทั้งหมดเป็นผลจากการลงพื้นที่ทำงานกันทั้งการให้ความรู้ การรณรงค์ในรูปแบบต่างๆ โดยเน้นการประสานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า สาธารณสุข อสม. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ผู้นำท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีในทุกด้าน

ขณะที่ นายนคร วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้ได้รับจ้างงานประเภทประชาชน กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำงานในขณะนี้ของทีม U2T จะเข้าไปช่วยสนับสนุนด้านการป้องกันการติดเชื้อโรคโควิด-19
โดยเน้นการให้องค์ความรู้ตามมาตรการต่างๆ ทั้งการเข้าไปพบปะเพื่อสาธิตและให้ข้อแนะนำถึงวิธีการต่างๆ การจัดทำป้ายความรู้ติดตามแหล่งเรียนรู้ของชุมชน รวมถึงการรณรงค์ป้องกันตามกิจกรรมที่กำหนด

“สิ่งที่ทำในวันนี้ ทั้งตัวผมเอง ครอบครัว และชุมชน ต่างได้รับประโยชน์ ทำให้เรารู้ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อโควิด-19 ผมเองเห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิ่งที่กระทรวง อว.ได้ดำเนินการในขณะนี้เพราะสอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดที่ต้องการความร่วมมือของทุกคนในการทำให้ชีวิตและครอบครัวปลอดภัยจากโควิด-19” นายนครกล่าวทิ้งท้าย

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : งบประมาณกระทรวงเกษตรฯปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577261

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : งบประมาณกระทรวงเกษตรฯปี’64

วันพุธ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“หนุ่มยูโร” กลับมารายงานตัวอีกครั้งครับ พบกันในวันพุธที่2 มิ.ย. 2564 ที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า หนังสือพิมพ์คุณภาพของประเทศไทยอีกฉบับครับ ครั้งก่อนเราพูดถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศให้การทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ กระทรวงเกษตรฯ มีงบประชาสัมพันธ์ตั้งแต่สมัยหลงจู๊ 3 เปอร์เซ็นต์ของงบประมูลงาน ฉบับนี้เราจึงมาพูดถึงงบประมาณปี 2564 ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้จัดสรรงบมาทั้งสิ้น 111,832.5171 บาท…เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2563 จำนวน 2,719.2521 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.49) โดยเน้นขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติรวม 5 ด้าน ประกอบด้วย….

1.ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (31,315.7216 ล้านบาท) ซึ่งเป็นโครงการที่ขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการเกษตร ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในเรื่องส่งเสริมการพัฒนาเกษตร อัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูป เกษตรอัจฉริยะ และส่งเสริมการจัดการระบบนิเวศเกษตร …

2.ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม (3,108.1736 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านพลังสังคมและด้านเศรษฐกิจฐานราก มุ่งเน้นบริหารจัดการที่ดินทำกินแก่เกษตรกรรายย่อย การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรผ่านโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร…

3.ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (77,041.9435 ล้านบาท) เพื่อขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการเติบโตอย่างยั่งยืนและด้านการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพิ่มประสิทธิภาพการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ ระบบกระจายน้ำและเชื่อมโยงวางระบบเครือข่ายน้ำ/ลุ่มน้ำทั้งในและนอกเขตชลประทาน …

4.ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ(41.5900 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ โดยพัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตร ผ่านศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agricultural Big Data Center :
NABC)…

5.ด้านความมั่นคง (325.0884 ล้านบาท) ขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคง ดำเนินโครงการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านการประมง การป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และโครงการตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้..

….แล้วคิดดูครับงบประชาสัมพันธ์ 3 เปอร์เซ็นต์ ของงบการประมูลงาน ที่เป็นช่องทางทำมาหากินของนักการเมือง จนทำให้ข้าราชการเขาอึดอัดใจ…“หนุ่มยูโร” ขอถามตรงๆ เราจะแก้ไขกันอย่างไร เลิกเถอะครับ….ฉบับหน้าเจอกันใหม่ครับ…

‘กรมประมง’ เปิดตัวสัตว์น้ำประจำถิ่นหายาก-ใกล้สูญพันธุ์ 39 ชนิด เตรียมเร่งเพาะขยายปล่อยเพิ่มปริมาณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/577269

'กรมประมง'เปิดตัวสัตว์น้ำประจำถิ่นหายาก-ใกล้สูญพันธุ์39ชนิด  เตรียมเร่งเพาะขยายปล่อยเพิ่มปริมาณ

‘กรมประมง’เปิดตัวสัตว์น้ำประจำถิ่นหายาก-ใกล้สูญพันธุ์39ชนิด เตรียมเร่งเพาะขยายปล่อยเพิ่มปริมาณ

วันอังคาร ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 19.39 น.

1 มิถุนายน 2564 นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่าปัจจุบันพบว่าสัตว์น้ำบางชนิดลดจำนวนลงและมีความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง การรุกรานของสัตว์น้ำต่างถิ่นและการสูญเสียความหลากหลายทางพันธุกรรมของสัตว์น้ำพื้นเมืองจากการปรับปรุงพันธุ์  โดยจากปัญหาที่เกิดขึ้นกรมประมงจึงได้จัดทำโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์สัตว์น้ำประจำถิ่นหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ ขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำให้คงความหลากหลายและเพิ่มปริมาณให้มากขึ้นสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยุทธศาสตรที่ 5 : ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างความอย่างยั่งยืนบนสังคมสีเขียวและการอนุรักษ์ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยทางกรมฯ จะดำเนินการผลิตสัตว์น้ำและนำไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อทดแทนปริมาณสัตว์น้ำที่ถูกทำลายจากปัจจัยต่างๆ ตามที่กล่าวข้างต้น สำหรับโครงการฯ มีระยะเวลาในการดำเนินการในปี 2564 ครอบคลุมสัตว์น้ำจืดและทะเล 

โดยในส่วนสัตว์น้ำจืดกรมประมงดำเนินการเพาะขยายและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจืดภายใต้โครงการฯ ตั้งแต่ปี 2561-2563 จำนวน 39 ชนิด รวม 4,412,520 ตัว สามารถเพาะพันธุ์สัตว์น้ำพื้นเมืองครั้งแรกของโลกได้ 2 ชนิด ได้แก่ ปลารากกล้วยจินดา และปลาจิ้มฟันจระเข้ยักษ์ และในส่วนของปี 2564 ได้พิจารณาคัดเลือกสัตว์น้ำจืดจำนวน 36 ชนิด ประกอบด้วย   ปลาสร้อยลูกกล้วยปลาเทพา ปลาเลียหิน ปลารากกล้วยจินดา ปลาแปบควาย  ปลาแดง ปลายี่สกไทย ปลาจาดปลาสร้อยเกล็ดถี่ ปลาซิวควาย ปลาชะโอน ปลากะโห้ ปลาเวียน  ปลาเทโพ ปลาม้า ปลาอีกง ปลาแก้มช้ำ ปลาสลาด ปลาดุกอุย ปลาดุกด้านปลากระทิง ปลาพรมหัวเหม็น ปลาแขยงหินปลากดเหลือง ปลาบ้า ปลาสร้อยนกเขา ปลานวลจันทร์น้ำจืด ปลาจีด ปลาตะพัด ปลาหมอตาล ปลาตุม ปลาพลวงชมพู ปลาร่องไม้ตับปลากระดี่มุก กบภูเขา ปลาหลดซึ่งปัจจุบันดำเนินการปล่อยสัตว์น้ำจืดฯ เรียบร้อยแล้วจำนวน 11 ชนิด ได้แก่ ปลาจีด ปลาตะพัด ปลาสร้อยลูกกล้วย ปลาแปปควาย ปลาแดง ปลาจาด ปลายี่สกไทย ปลาเวียน ปลาดุกอุย ปลาร่องไม้ตับ และปลาชะโอน รวมจำนวนทั้งสิ้น 397,103 ตัว

สัตว์ทะเล ด้านการอนุรักษ์สัตว์ทะเลกรมประมงได้ดำเนินงานตามแผนงานยุทธศาสตร์การเกษตรสร้างมูลค่า โครงการบริหารจัดการทรัพยากรประมง กิจกรรมฟื้นฟูและอนุรักษ์สัตว์น้ำหายากใกล้สูญพันธุ์ เพื่อเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์และคงความหลากหลายทางชีวภาพของทรัพยากรสัตว์ทะเลในพื้นที่ที่เหมาะสมโดยเฉพาะสัตว์น้ำหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ สำหรับปี 2564 กรมประมงได้คัดเลือกสัตว์ทะเล จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ฉลามกบ หอยหวาน ปลิงกาหมาด เข้าร่วมโครงการ โดยมี ฉลามกบ  ซึ่งฉลามทำหน้าที่สำคัญในห่วงโซ่อาหารเพราะฉลามทำหน้าที่กำจัดปลาที่เชื่องช้า ป่วย หรือใกล้หมดอายุตามวัย รักษาสมดุลประชากรปลากินพืชให้อยู่ในระดับพอเหมาะ สำหรับประเทศไทยไม่มีการทำการประมงฉลามโดยตรง ส่วนใหญ่ฉลามเป็นสัตว์น้ำพลอยจับได้ (by – catch) อีกทั้งฉลามยังถูกนำมาปรุงเป็นอาหารโดยเฉพาะเมนูซุปหูฉลามส่งผลให้ปริมาณฉลามในธรรมชาติลดจำนวนน้อยลง กรมประมงได้จัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติเพื่อการอนุรักษ์และบริหารจัดการฉลามของประเทศไทย (National Plan of Action for Conservation and Management of Shark, Thailand: NPOA – Sharks) (แผน 5 ปี 2563 – 2567) ภายใต้กรอบแผนปฏิบัติการสากลเพื่อการอนุรักษ์และบริหารจัดการฉลาม (International Plan of Action for the Conservation and Management of Shark: IPOA – Sharks) 

ทั้งนี้จะศึกษาและจัดทำฐานข้อมูลชีววิทยา นิเวศวิทยา การใช้ประโยชน์ฉลามในน่านน้ำไทย การประเมินสถานภาพและภัยคุกคามที่เกิดจากการประมงและสิ่งแวดล้อมที่มีต่อฉลามพร้อมกำหนดมาตรการอนุรักษ์ควบคุมการทำการประมงและการค้าฉลามที่สอดคล้องกับกฎระเบียบ ข้อกำหนด และพันธกรณีระหว่างประเทศ ตลอดจนการพัฒนาและสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการ และการอนุรักษ์ทรัพยากรฉลาม

​สำหรับฉลามกบจากรายงานพบว่ามีจำนวนลดน้อยลงสอดคล้องกับรายงานบัญชีแดงขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ระบุฐานะสถานภาพของปลาฉลามกบไว้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกือบอยู่ในข่ายเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ หมายถึง ระดับความเสี่ยงขั้นอันตรายต่อการสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้ การประเมินจะดูจากสิ่งมีชีวิตที่ถูกคุกคามหรือสิ่งมีชีวิตที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ในปี 2564 

อย่างไรก็ตามกรมประมงได้คัดเลือกฉลามกบเข้ารวมโครงกาฯ โดยมีแผนศึกษาวิจัยพร้อมปล่อยฉลามกบที่ได้จากการเพาะขยายพันธุ์ในเขตพื้นที่ปะการังเทียมของกรมประมงจำนวน 100 ตัว ปัจจุบันดำเนินการปล่อยครบจำนวนเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา 

นอกจากนั้นยังมีหอยหวาน โดยหอยหวานเป็นทรัพยากรสัตว์น้ำที่พบแพร่กระจายอยู่ทั่วไปทั้งอ่าวไทยและอันดามัน เช่น ตราด ระยอง จันทบุรี ชลบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช มีราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 500-650 บาท/กก. สำหรับปี 2564 กรมประมงร่วมกับกลุ่มประมงเรือเล็กพื้นบ้านหนองแฟบ ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง จัดโครงการหอยหวานคืนถิ่นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีเป้าหมายปล่อยหอยหวานจำนวน 50,000 ตัว อีกทั้งยังมีการกำหนดเขตพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์หอยหวานขึ้นโดยเป็นความตกลงร่วมกันของสมาชิกภายในชุมชน และมีการจัดตั้งธนาคารสัตว์น้ำ เพื่อให้ทรัพยากรหอยหวานอยู่คู่กับชุมชนในพื้นที่จังหวัดระยองตลอดไป

ขณะเดียวกันยังมีปลิงกาหมาด เป็นหนึ่งในสัตว์ทะเลที่เสี่ยงจะสูญพันธุ์ เนื่องจากได้รับความนิยมในการจับมาเป็นอาหารและยารักษาโรค จึงถูกจับขึ้นมาใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมากจนในธรรมชาติมีปริมาณลดจำนวนลงอีกทั้งปลิงทะเลจะขยายพันธุ์ช้ายิ่งเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลสตูล กรมประมง ได้ทดลองเพาะขยายพันธุ์จนประสบความสำเร็จเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยและจากความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์ปลิงทะเลของทางศูนย์วิจัยพัฒนาประมง ฯ ในปี 2563 สามารถปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ได้จำนวน 1,200 ตัวขนาด 8-10 ซม.ตามแนวปะการังน้ำตื้นชายฝั่ง อ.ละงู และเกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล ในปีงบประมาณ 2564 ได้เพาะขยายพันธุ์พร้อมปล่อยลูกปลิงขนาด 1-2 ซม. จำนวน 2,800 ตัว ขนาด 8-10 ซม. 200 ตัว โดยคาดว่าจะเริ่มปล่อยได้รอบแรกประมาณเดือน มิถุนายน 2564 ที่บริเวณเกาะสาหร่าย จ.สตูล 

สำหรับโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์สัตว์น้ำฯ กรมประมงได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องโดยในแต่ละปีจะคัดเลือกสัตว์น้ำจืดและทะเลที่มีความเสี่ยงหายากหรือใกล้สูญพันธุ์เข้าร่วมโครงการฯ โดยนำมาศึกษาวิจัยเพาะขยายพันธุ์ เพื่อสร้างความสมดุลในกับระบบนิเวศของแหล่งน้ำธรรมชาติ สำหรับประชาชนผู้สนใจหากต้องการศึกษาพฤติกรรมการดำรงชีวิตสัตว์น้ำประจำถิ่น สัตว์น้ำหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ สามารถชมได้ที่ สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำของกรมประมงทั่วประเทศ 

บทความพิเศษ : กรมฝนหลวงพร้อมช่วยปชช.ไม่มีวันหยุด เพิ่มน้ำพื้นที่เกษตรสู้ภัยแล้งสะสมระยะยาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576960

บทความพิเศษ : กรมฝนหลวงพร้อมช่วยปชช.ไม่มีวันหยุด  เพิ่มน้ำพื้นที่เกษตรสู้ภัยแล้งสะสมระยะยาว

บทความพิเศษ : กรมฝนหลวงพร้อมช่วยปชช.ไม่มีวันหยุด เพิ่มน้ำพื้นที่เกษตรสู้ภัยแล้งสะสมระยะยาว

วันอังคาร ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมฝนหลวงฯ พร้อมช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ไม่มีวันหยุด เชิญชวน ติดตามสถานการณ์ผ่านไลฟ์สดทาง Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ทุกวัน เพื่อเตรียมการรับมือได้ทันท่วงที

แม้ว่าในขณะนี้จะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แต่บางพื้นที่ยังพบฝนทิ้งช่วง กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงยังต้องมีการปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่องไม่มีวันหยุด เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนและเกษตรกร พร้อมเชิญชวนให้ติดตามสถานการณ์สภาพอากาศผ่านไลฟ์สดทาง Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ทุกวัน เพื่อจะได้เตรียมการรับมือได้ทันท่วงที

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 149 ล้านไร่โดยเป็นพื้นที่เกษตรอาศัยน้ำฝนกว่า 110 ล้านไร่ และเป็นพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทาน จำนวน 30 กว่าล้านไร่ ซึ่งแม้ว่าขณะนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเข้าสู่ฤดูฝนมาตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ก็ยังถือว่าเข้าสู่ฤดูฝนไม่เต็มที่ บางพื้นที่อาจมีลักษณะฝนทิ้งช่วง ยังคงมีฝนตกเป็นบางแห่ง และตกไม่กระจายตัวในทุกพื้นที่ ในขณะที่หลายๆ พื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ยังคงมีความต้องการน้ำเพื่อการเกษตร กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงต้องเตรียมการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเกษตรกรอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรที่ต้องอาศัยน้ำฝน จะต้องปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมเต็มให้กับพี่น้องเกษตรกรบรรเทาความเสียหายในการทำเกษตร โดยใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลของกรมฝนหลวงและข้อมูลที่ได้รับจากอาสาสมัครฝนหลวงในพื้นที่ มาวางแผนจัดลำดับความสำคัญในการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้บูรณาการ การทำงานร่วมกับกองทัพอากาศและกองทัพบก เปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงมาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564

ในขณะเดียวกัน เรื่องของการบริหารแหล่งน้ำต้นทุน ก็ได้ประสานงานใกล้ชิดกับกรมชลประทานและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพราะเป็นหน่วยงานหลัก ที่มีข้อมูลเรื่องของแหล่งน้ำต้นทุน ทั้งแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง หากมีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% กรมฝนหลวงฯ ก็จะต้องวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเหล่านั้นต่อไป ซึ่งในปี 2564 พบว่าแหล่งน้ำหลายแห่งมีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% บ้างเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ 21 แห่ง แต่หลังจากกรมฝนหลวงฯ ได้ปฏิบัติการฝนหลวงส่งผลให้ขณะนี้ลดลงเหลือ 20 แห่ง แหล่งน้ำขนาดกลาง จากเคยขาดน้ำ 200 กว่าแห่ง ขณะนี้ลดลงเหลือ 100 กว่าแห่ง อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาเป็นรอยต่อของช่วงฤดูร้อนจะเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงค่อนข้างมาก กรมฝนหลวงและการบินเกษตรก็ได้ร่วมกับกองทัพอากาศในการที่จะช่วยบรรเทาและยับยั้งในเรื่องของปัญหาลูกเห็บด้วย

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการเตือนภัยและสร้างการรับรู้ข่าวสารให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไป กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้นำฐานข้อมูลที่มีทั้งหมด มาถ่ายทอดผ่านการไลฟ์สด ทาง Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประจำทุกวัน ซึ่งหากเกษตรกรหรือประชาชนเข้ามารับชม ก็จะทราบถึงสภาพอากาศ ได้รับการอธิบายเงื่อนไขของสภาพอากาศว่าเป็นอย่างไร มีการแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงโดยใช้ข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา ทั้งเรื่องฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง เพื่อจะได้เตรียมการรับมือได้อย่างทันท่วงที และหากพื้นที่ใดได้รับปัญหาก็สามารถประสานงานกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ทันทีผ่านข้อความ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรรับเรื่องและตอบปัญหาได้ทันที

“ผลจากการดำเนินงานมาต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ มีผลสัมฤทธิ์ถึง 90% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูง หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศค่อนข้างเอื้ออำนวยในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ยังต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษคือพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และตอนกลางของประเทศที่ยังประสบปัญหามีฝนน้อยกว่าที่อื่นๆ ส่วนพื้นที่ภาคใต้ที่ต้องให้ความสำคัญในช่วงเวลานี้คือพื้นที่ป่าพรุ ที่มีระดับน้ำลดลงพอสมควร ซึ่งมีโอกาสเกิดไฟไหม้ได้ อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในปัจจุบัน ส่งผลให้การปฏิบัติการฝนหลวงทำได้ค่อนข้างยาก ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดในการทำเกษตรคือการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาปฏิบัติ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน นั่นคือเกษตรกรจะต้องมีแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่เกษตรของตัวเอง เพื่อจะได้สำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วงซึ่งจะช่วยบรรเทาได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ พี่น้องเกษตรกรและประชาชน สามารถขอรับบริการฝนหลวงและติดตามข้อมูลข่าวสารของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ที่ช่องทาง Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร Twitter Instagram Line OfficialAccount : @drraa_pr และหมายเลขโทรศัพท์ 0-2109-5100” อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ฝากทิ้งท้าย

กาฬสินธุ์เตรียมประกาศ เขตประสบภัย ‘โรคระบาดสัตว์ลัมปีสกิน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576861

กาฬสินธุ์เตรียมประกาศ เขตประสบภัย'โรคระบาดสัตว์ลัมปีสกิน'

กาฬสินธุ์เตรียมประกาศ เขตประสบภัย’โรคระบาดสัตว์ลัมปีสกิน’

วันจันทร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 15.45 น.

ปศุสัตว์จังหวัดกาฬสินธุ์ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกำชับทุกอำเภอเร่งสำรวจ เตรียมประกาศเป็นเขตประสบพิบัติภัยโรคระบาดสัตว์ เพื่อเร่งช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปี สกิน หลังพบโค กระบือป่วย และตายจำนวนมาก พร้อมเตรียมฉีดวัคซีนทันทีหากได้รับการจัดสรร ย้ำเนื้อโคที่ผ่านโรงฆ่าสัตว์ปลอดภัย บริโภคได้ และโรคนี้ไม่ติดสู่คน

31 พฤษภาคม 2564 ที่ห้องประชุมสำนักงานปศุสัตว์ จ.กาฬสินธุ์ นายสนั่น พงษ์อักษร รองผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์  นายสุทิน กาญจนรัช ปศุสัตว์ จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยตัวแทนสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.กาฬสินธุ์ ตัวแทนสำนักงานท้องถิ่นจังหวัด ปศุสัตว์อำเภอทุกอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมร่วมกัน เพื่อติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคลัมปี สกินในโค และกระบือในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ พร้อมร่วมกันหารือระเบียบในการประกาศเป็นเขตประสบภัยพิบัติโรคระบาดสัตว์ และวางแนวทางในช่วยเหลือเกษตรกรชดเชยและเยียวยาที่ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปี สกินที่สัตว์ป่วยและตาย

นายสุทิน กาญจนรัช ปศุสัตว์ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า สถานการณ์โรคลัมปี สกิน ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ขณะนี้พบการแพร่ระบาดทั้ง 18 อำเภอทั้งจังหวัด โดยล่าสุดข้อมูลตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ – วันที่ 29 พฤษภาคม 2564  เบื้องต้นในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ มีสัตว์ป่วยสะสม 9,994 ตัว แบ่งเป็นโค เนื้อ 9,978 ตัว โคนม 6 ตัว กระบือ 10 ตัว สัตว์ตาย 338 ตัว เกษตรกรได้รับผลกระทบ 5,586 ราย และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการให้ปศุสัตว์แต่ละอำเภอลงพื้นที่สำรวจ และรายงานเข้ามา เพื่อที่จะสรุปข้อมูลอย่างละเอียดอีกครั้งโดยเฉพาะจำนวนสัตว์ที่ป่วยหรือเสียชีวิต

นายสุทิน กล่าวอีกว่า ในส่วนมาตรการต่างๆที่จะช่วยเหลือ ชดเชย และเยียวยาเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือที่ได้รับผลกระทบ สัตว์ป่วยและตายนั้น เริ่มแรกได้ดำเนินการป้องกันและควบคุมโรค ซึ่งทางจังหวัดได้ประกาศให้เป็นเขตโรคระบาดในสัตว์ชนิดโรคลัมปี สกิน ประเภทโค กระบือ พร้อมสั่งห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ออกนอกหรือนำเข้ามาในจังหวัด ให้สัตว์อยู่กับที่ และเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเพิ่มเติม เนื่องจากตัวสัตว์เป็นพาหะนำโรค โดยมีสาเหตุจากแมลงต่างๆที่ดูดเลือด ทั้ง เหลือบ เห็บ หมัด แมลงวันคอก โดยเฉพาะยุงลายที่เป็นสาเหตุหลัก ซึ่งควบคุมค่อนข้างยาก โดยวิธีการป้องกันตามหลักการแล้วจะต้องไม่ให้สัตว์ที่ป่วยเป็นโรคอยู่ร่วมกับสัตว์ปกติ ควรแยกออกจากกัน ใช้ยาทาตามตัว ซึ่งทางปศุสัตว์ได้ประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกฉีดพ่นยาป้องกันไม่ให้แมลงหรือยุงกัดหลายพื้นที่แล้ว

นายสุทิน กล่าวต่อว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจในทุกพื้นที่ พร้อมทั้งหารือกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะประกาศให้พื้นที่กาฬสินธุ์เป็นเขตประสบภัยพิบัติโรคระบาดสัตว์ และหาแนวทางชดเชย เยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ สำหรับวัคซีนนั้น ขณะนี้ทราบว่าทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับวัคซีนมาแล้ว 60,000 โดส แต่เนื่องจากเป็นวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อเป็น สามารถก่อโรคได้ หากใช้ไม่ดี หรือถูกต้อง ซึ่งจะต้องรอให้ผ่านอย.และรอคณะกรรมการการจัดสรรวัคซีนของกรมฯ ทั้งนี้หากผ่านกระบวนการขั้นตอนดังกล่าว และได้รับการจัดสรรแล้วก็สามารถดำเนินการฉีดช่วยเหลือเกษตรกรได้เลย เบื้องต้นคาดว่าน่าจะประมาณสัปดาห์หน้า นอกจากนี้รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการนำเข้าอีก 300,000 โดส เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร

นายสุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเน้นย้ำว่าสัตว์ที่เป็นโรคนี้ แม้ดูจากภายนอกแล้วจะน่ากลัว เพราะเป็นตุ่ม เป็นแผล ซึ่งโรคนี้สามารถรักษาหาย เนื้อกินได้ และไม่ติดคน เป็นเฉพาะในโค กระบือเท่านั้น และที่สำคัญเนื้อโคทุกตัวที่จะเข้าโรงฆ่าสัตว์นั้นจะต้องได้รับการตรวจโรคและสุขภาพ เพราะฉะนั้นอยากให้ประชาชนมั่นใจว่าเนื้อปลอดภัยบริโภคได้ และอยากฝากถึงพี่น้องเกษตรกรหากพบว่าโค กระบือของตัวเองเริ่มป่วย โดยมีอาการซึม ไม่ค่อยกินหญ้า ควรรีบแยกตัวออกจากฝูง หากเป็นไปได้ให้กางมุ้ง เพื่อที่จะไปเป็นพาหนะไปยังตัวอื่น และใช้ยาทาป้องกันทุกตัว

รัฐบาลเดินหน้าแผนแม่บทฯน้ำ 20 ปี กว่า 2.27 ล้านครัวเรือนได้รับประโยชน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576723

รัฐบาลเดินหน้าแผนแม่บทฯน้ำ20ปี  กว่า2.27ล้านครัวเรือนได้รับประโยชน์

รัฐบาลเดินหน้าแผนแม่บทฯน้ำ20ปี กว่า2.27ล้านครัวเรือนได้รับประโยชน์

วันจันทร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สทนช.แจงครม.รับทราบผลงานตามแผนแม่บทฯน้ำ 20 ปี เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้มากกว่า 1,100 ล้านลบ.ม. ระบบประปาเข้าถึง 3,000 หมู่บ้าน พัฒนาน้ำบาดาลได้กว่า 100 ล้านลบ.ม.เตรียมขับเคลื่อนอีก 526 โครงการเพิ่มน้ำต้นทุนอีก 3,000 ล้าน ลบ.ม. ภายในปี 2566

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาล ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ตามที่ สทนช.เสนอภายใต้การขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการทรัพยากรแห่งชาติ(กนช.) ที่มีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมทั้งได้เร่งรัดให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดให้ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุล โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานตามแผนแม่บทฯน้ำ ตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบัน พบว่า สามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน สร้างระบบส่งน้ำ ตลอดจนการปรับปรุงโครงการเดิมให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพแล้วจำนวน 125,162 โครงการมีแหล่งเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 1,138 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 2.27 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2.38 ล้านไร่ รวมทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้านได้อีก 3,214 หมู่บ้าน พัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรและสร้างธนาคารน้ำใต้ดินได้ปริมาณน้ำมากกว่า 100 ล้าน ลบ.ม. ตลอดจนยังได้ดำเนินการรักษาระบบนิเวศฟื้นฟูป่าต้นน้ำ จำนวน 135,170 ไร่ และดำเนินโครงการเกี่ยวกับการจัดการน้ำท่วม โดยสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำโดยปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำอีก 110 แห่ง ปรับปรุงลำน้ำธรรมชาติ 223 แห่ง และจัดทำระบบป้องกันชุมชนเมือง 3 แห่ง

เลขาธิการ สทนช.กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังประสบผลสำเร็จในการบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ในปี 2562/63 ไม่มีการประกาศภัยแล้งเลย ขณะที่ในช่วงฤดูฝนปี 2562 มีความเสียหายเพียง 94 ล้านบาท ต่ำสุดหลังอุทกภัยปี 2554 และในปี 2563 มีพื้นที่ประสบอุทกภัย 58 จังหวัด มูลค่าความเสียหาย 223 ล้านบาท ต่ำสุดเป็นลำดับที่ 3 ในรอบ 9 ปี

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การขับเคลื่อนแผนแม่บทฯน้ำ 20 ปี เป็นไปตามเป้าหมาย สทนช. จะเร่งบูรณาการหน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ซึ่งขณะนี้มีโครงการที่ผ่านการพิจารณาของ กนช. ระหว่างปี 2559-2564 แล้วรวมทั้งสิ้นจำนวน 38 โครงการ หากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมดจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ 629 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ได้รับประโยชน์ได้ 1.4 ล้านไร่ มีครัวเรือนได้รับประโยชน์ 312,612 ครัวเรือน รวมทั้งยังขับเคลื่อนโครงการขนาดเล็กและการจัดการแหล่งน้ำระดับชุมชน

นอกจากนี้ ภายในปี 2566 สทนช.ยังจะขับเคลื่อนโครงการขนาดเล็กและการจัดการแหล่งน้ำระดับชุมชนพร้อมทั้งขับเคลื่อนโครงการสำคัญอีกจำนวน 526 โครงการ แบ่งเป็น โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 151 โครงการ โครงการขนาดใหญ่ หรือโครงการที่ต้องบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงาน รวมจำนวน 106 โครงการ และโครงการสำคัญที่สอดคล้องตามนโยบายการแก้ไขปัญหาด้านน้ำ รวม 269 โครงการ หากดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ 3,172 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์เพิ่ม6.5 ล้านไร่ และผันน้ำได้ปริมาณน้ำเพิ่ม 3,841 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ได้เพิ่ม 4.3 ล้านไร่ และพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำชะลอน้ำหลากได้อีกถึง 2,320 ล้าน ลบ.ม. เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายแผนแม่บทน้ำฯ20 ปี ที่จะเกิดประโยชน์กับประชาชนในท้ายที่สุด

ติดตามความก้าวหน้างานก่อสร้าง ระบบคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้าย โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576719

ติดตามความก้าวหน้างานก่อสร้าง ระบบคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้าย โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก

วันจันทร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณฐพล ชุ่มสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก สั่งการให้นายนิพนธ์ เผ่ากันทะ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 และ นางนรินทร นาคเหล็กนายช่างชลประทานปฏิบัติงาน และเจ้าหน้าที่โครงการฯ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้างานก่อสร้างระบบคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้าย  พร้อมอาคารประกอบ โครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เพื่อเตรียมความพร้อมวางแผนงานจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน พื้นที่ชลประทานฝั่งซ้ายรวม 205,735 ไร่

นายณฐพล กล่าวว่า  โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก สำนักงานชลประทานที่ 3 กรมชลประทาน  ได้ทำการประชาสัมพันธ์เชิงรุกโดยการลงพื้นที่พบปะผู้นำท้องที่ ท้องถิ่นและผู้นำชุมชนในพื้นที่ตำบลผาจุกและเกษตรกรผู้ใช้น้ำจากโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ (ฝั่งซ้าย) เขื่อนทดน้ำผาจุก อ.เมือง  เพื่อเตรียมความพร้อมจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน โดยสร้างการรับรู้และทำความเข้าใจหลักการบริหารจัดการน้ำร่วมกัน ตลอดจนวิธีการบำรุงรักษาระบบชลประทานตามหลักวิชาการ ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำของเกษตรกรในพื้นที่

นอกจากนี้ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก จึงกำชับให้ทุกโครงการชลประทานให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากโครงการให้มากที่สุด

ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก กล่าวอีกว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก เป็นหน่วยงานหลักในระดับจังหวัดในการพัฒนาด้านแหล่งน้ำให้เพียงพอ บริหารจัดการน้ำให้กับผู้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืนเสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา และบริหารจัดการน้ำทุกระดับอย่างบูรณาการ ดำเนินการป้องกัน และบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ

โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผาจุก มีหน้าที่รับผิดชอบวางแผนควบคุมบริหารงานด้านก่อสร้างอาคารชลประทานประเภทต่าง ๆ อาทิ ทำนบ ฝาย เขื่อนเก็บกักน้ำ เขื่อน หรือประตูระบายน้ำ คลองส่งน้ำคลองระบายน้ำ ระบบชลประทานในแปลงนา คันกั้นน้ำ ถนนบนคันคลอง และดำเนินการก่อสร้างระบบระบายน้ำและระบบชลประทานประเภทอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

วัคซีน ‘ลัมปีสกิน’ ถึงไทย ‘ดร.เฉลิมชัย’ รับมอบ ลอตแรกหกหมื่นโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576706

วัคซีน‘ลัมปีสกิน’ถึงไทย  ‘ดร.เฉลิมชัย’รับมอบ  ลอตแรกหกหมื่นโดส

วัคซีน‘ลัมปีสกิน’ถึงไทย ‘ดร.เฉลิมชัย’รับมอบ ลอตแรกหกหมื่นโดส

วันจันทร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วัคซีน‘ลัมปีสกิน’ถึงไทย ‘ดร.เฉลิมชัย’รับมอบลอตแรกหกหมื่นโดส เร่งฉีดรักษาโค-กระบือ

วัคซีนโรคลัมปี สกิน ลอตแรก 6 หมื่นโดส บินถึงเมืองไทยแล้ว ก่อนตามมาอีก3 แสนโดสเร็วๆ นี้ “เฉลิมชัย” สั่งเด็ดขาดอย่าช้า โค-กระบือในพื้นที่ระบาด ต้องได้วัคซีนก่อน

เมื่อวันที่ 30พฤษภาคม ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางมายังอาคารสำนักงานเขตปลอดอากร ชั้น1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อร่วมในพิธีรับมอบวัคซีนโรคลัมปี สกิน จากประเทศแอฟริกาใต้ โดยมีนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงาน พร้อมให้การต้อนรับร่วมกับผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งนี้ สายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบิน EK766/EK384 เส้นทางโยฮันเนสเบิร์ก-กรุงเทพฯ ได้นำวัคซีนโรคลัมปี สกิน (Lumpy Skin Vaccine : LSDV) จำนวน 60,000 โดส ที่บรรจุในคอนเทนเนอร์ชนิดปรับควบคุมอุณหภูมิ ออกจากเดินทางจากประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา ในเวลา 19.10 น. ก่อนแวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเดินทางออกจากเมืองดูไบ ในวันที่ 30 พ.ค. เวลา 02.50 น. มาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเวลา 12.15 น. ของวันนี้ เมื่อมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่สนามบินได้ลำเลียงวัคซีนเข้าสู่คลัง และจัดเก็บภายในห้องควบคุมอุณหภูมิตามมาตรฐาน พร้อมดำเนินการตามพิธีการศุลกากร พร้อมกันนี้หลังจากพิธีรับมอบวัคซีนแล้ว ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานได้ทำพิธีปล่อยรถขนส่งวัคซีน พร้อมเวชภัณฑ์ยา และทีมสัตวแพทย์ออกปฎิบัติงานฉีดวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้รับผลกระทบ

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการนำเข้าวัคซีนโรคลัมปี สกิน ด้วยเป็นโรคอุบัติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งพบการติดเชื้อครั้งแรกในโคเนื้อของเกษตรกรที่อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมา และได้แพร่กระจายของโรค โดยมีแมลงเป็นพาหะ ไปยังโค-กระบือของเกษตรกรในจังหวัดต่าง ๆ ถึง 35 จังหวัด มีสัตว์ป่วยรวม 7,200 ตัว และตาย 53 ตัว จากสถานการณ์ระบาดของโรคลัมปี สกิน ที่เกิดขึ้นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้มีความห่วงใยและกำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการระบาดให้สำเร็จโดยเร็ว

“การใช้วัคซีนควบคุมโรค เป็น 1 ใน 5 มาตการที่สำคัญของการควบคุมการระบาดที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการ โดยมอบหมายให้กรมปศุสัตว์จัดหาและสั่งซื้อวัคซีน ซึ่งกรมปศุสัตว์สามารถสั่งซื้อวัคซีน LSDV จำนวน 60,000 โดสได้จาก บริษัท Intervet International B.V. ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีโรงงานผลิตอยู่ที่ประเทศแอฟริกาใต้ และนำมาสู่การรับมอบในวันนี้

ดร.เฉลิมชัย กล่าวต่อไปว่า วัคซีน LSDV ล๊อตแรกจำนวน 60,000 โดสที่ได้รับในวันนี้ จะนำไปฉีดให้กับโคกระบือของเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดเป็นหลักก่อน โดยต้องฉีดรอบจุดเกิดโรคเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรค และเป็นไปตามหลักวิชาการ ซึ่งตนได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์รีบดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้เกษตรกรพร้อมกันนี้ยังได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมอีกจำนวน 300,000 โดส เพื่อให้เพียงพอ และเพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศไทย ที่สำคัญต้องขอฝากเรียนถึงพี่น้องเกษตรกรทุกคนที่กำลังประสบความเดือดร้อนว่า การฉีดวัคซีนโรคลัมปี สกินให้กับโคกระบือนี้ เป็นมาตรการช่วยเหลือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โค กระบือทุกตัวในพื้นที่การระบาด จะได้รับการฉีดให้ฟรี ดังนั้นหากพบการเรียกร้องค่าใช้จ่าย ขอให้แจ้งมาที่ตนโดยตรง จะดำเนินการจัดการด้วยมาตรการขั้นเด็ดขาด ”

“ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาจนถึงขณะนี้นั้น ด้วยการทำงานอย่างทุ่มเทของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ สามารถควบคุมการระบาดของโรคลัมปี สกินให้อยู่ในวงจำกัดได้แล้ว โดยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ รายงานตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม เป็นต้นมา ยังไม่มีรายงานการกระจายหรือการระบาดเพิ่มในจังหวัดใหม่” ดร.เฉลิมชัยกล่าว