ทหารเรือเปิดโครงการ ปลูกต้นไม้เพื่อแผ่นดิน สืบสานสู่ 100 ล้านต้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576720

ทหารเรือเปิดโครงการ ปลูกต้นไม้เพื่อแผ่นดิน สืบสานสู่100ล้านต้น

วันจันทร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พลเรือโทสมัย ใจอินทร์ รองผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “รวมใจไทย  ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน” สืบสานสู่ 100 ล้านต้น เพื่อพัฒนาพื้นที่วนเกษตรและพันธุ์ไม้ต่อเรือ ณ  พื้นที่ป่าไม้ด้านหน้า กรม รพศ.2 นสร.กร. อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมี พลเรือตรีศุภชัย ธนสารสาคร  ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ พร้อมด้วยข้าราชการ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ เข้าร่วมในพิธีเปิด 

พลเรือตรีศุภชัยกล่าวว่าตามที่กระทรวงกลาโหม ได้อนุมัติให้ทุกเหล่าทัพ พิจารณาจัดกิจกรรมวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ.2564 โดยมีการจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ภายใต้ชื่อ “รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน” โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาพื้นที่ วนเกษตรและพันธุ์ไม้ต่อเรือ 
รวมถึงให้มีพื้นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ พัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพล ให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อยู่บนพื้นฐานของการพึ่งตนเอง ความพอกิน  พอใช้  พออยู่ พอร่มเย็น  

โดยทางหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ ได้พิจารณาเปิดพื้นที่รกร้าง บริเวณด้านหน้า กรมรบพิเศษที่ 2 ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่เศษ เป็นสถานที่ในการจัดพิธีเปิดโครงการฯ ร่วมใจกันปลูกต้นไม้ รวมถึงการบำรุงรักษาต้นไม้ให้เจริญงอกงาม อันเป็นการสนองพระราชดำริ ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ เพื่อปลูกจิตสำนึกให้กำลังพลในหน่วย ได้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้อีกทั้งเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ให้มีความอุดมสมบูรณ์ ช่วยป้องกัน และลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

ชายคาพระพิรุณ : 31 พฤษภาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576721

ชายคาพระพิรุณ : 31 พฤษภาคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 31 พฤษภาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากข้อมูลของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติที่ระบุว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2564 นี้ มีพื้นที่หลายจังหวัดที่คาดการณ์ว่าจะเป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง โดยคาดว่าจะมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมตั้งแต่เดือนพฤษภาคม -กันยายน 2564 โดยเริ่มจากตอนบนของประเทศ ก่อนที่แนวฝนจะเลื่อนลงสู่ภาคกลางและภาคใต้ ในขณะที่พื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง คาดว่าจะเกิดขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2564 พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้มาตรการรับมือฤดูฝน ในพื้นที่คาดการณ์เสี่ยงท่วมและเสี่ยงแล้งตามข้อมูลของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ เพื่อลดความเสียหาย และแนะนำวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมกับสถานการณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร โดยนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้กำหนดมาตรการเพื่อเตรียมความพร้อมและแก้ไขปัญหาดังกล่าว พร้อมได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ดำเนินการติดตามข่าวสารพร้อมทำการแจ้งเตือนข้อมูลคาดการณ์ พื้นที่เสี่ยงและคาดการณ์ฝนตก เพื่อให้เกษตรกรมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ พร้อมกับลงพื้นที่เร่งสร้างการรับรู้ให้แก่เกษตรกรในจังหวัดพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้เกษตรกรปรับตัวรับสถานการณ์ โดยพื้นที่ที่คาดว่าจะเสี่ยงน้ำท่วม ให้เร่งสร้างการรู้เรื่องวิธีการดูแลรักษาพืช และการจัดการความชื้นในฤดูฝนการจัดพื้นที่และการระบายน้ำออกจากพื้นที่เพาะปลูก รวมทั้งการฟื้นฟูหลังพืชประสบปัญหาน้ำท่วม ส่วนพื้นที่ที่คาดว่าจะเสี่ยงภัยแล้ง ให้เร่งสร้างการรับรู้เรื่องการเลือกชนิดพืชและระยะเวลาการเพาะปลูก เพื่อลดความเสี่ยงจากฝนทิ้งช่วง การดูแลรักษาพืชในสภาวะฝนทิ้งช่วง และการรักษาความชื้นในแปลงเพาะปลูกพืช และการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า รวมถึงประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเบื้องต้น และเร่งดำเนินการสำรวจความเสียหายเพื่อเยียวยาตามระเบียบกระทรวงการคลัง กรณีพื้นที่เกษตรเสียหายโดยสิ้นเชิง และติดตาม เยี่ยมเยียน แนะนำ ให้กำลังใจเกษตรกรในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ในการนี้ นายเข้มแข็ง ยังฝากถึงพี่น้องเกษตรกรให้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้รับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำเอกสารคำแนะนำสำหรับเกษตรกรในการรับมือกับปัญหาดังกล่าว ได้แก่ การฟื้นฟูไม้ผลหลังน้ำลด การปลูกและดูแลรักษาพืชผักในช่วงฤดูฝน การเตรียมตัวของเกษตรกรเพื่อรับมือภัยแล้ง การรับมือฝนทิ้งช่วงในสวนไม้ดอกไม้ประดับ และการควบคุมศัตรูพืชหลังน้ำลด และคำแนะนำที่เกี่ยวข้องโดยผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้จาก QR Code ที่กำหนดหรือติดต่อที่สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน

ขุนเกษตรา

‘รมช.มนัญญา’ ลุยกาฬสินธุ์ เฝ้าระวังเข้ม ‘โรคลัมปี สกิน’ ในโค-กระบือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576611

'รมช.มนัญญา'ลุยกาฬสินธุ์ เฝ้าระวังเข้ม'โรคลัมปี สกิน'ในโค-กระบือ

‘รมช.มนัญญา’ลุยกาฬสินธุ์ เฝ้าระวังเข้ม’โรคลัมปี สกิน’ในโค-กระบือ

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 21.45 น.

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2564 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์โรคลัมปี สกิน (Lumpy skin disease) ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ โดยตรวจเยี่ยมและพบปะกลุ่มผู้เลี้ยงโคบ้านโนนสูง ต.โนนสูง อ.ยางลาด จ.กาฬสินธุ์ และกลุ่มผู้เลี้ยงโคบ้านหนองเม็ก ต.โคกสะอาด อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ เพื่อรับฟังปัญหาและมอบสิ่งของเวชภัณฑ์/ยาฆ่าแมลง และชมการฉีดพ่นยาฆ่าแมลง ตลอดจนให้กำลังใจกับเกษตรกร พร้อมด้วย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ เกษตรกร เข้าร่วม

ทั้งนี้ นางสาวมนัญญา กล่าว โรคลัมปี สกิน ในโค กระบือ ถือเป็นโรคอุบัติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมป้องกันตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีฯ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์อย่างมาก ได้กำชับให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ตนในฐานะกำกับดูแลกรมส่งเสริมสหกรณ์ซึ่งมีสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวนมาก จึงได้สั่งการให้เฝ้าระวังโรคในพื้นที่พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สำหรับ จ.กาฬสินธุ์ เกษตรกรส่วนใหญ่เลี้ยงโคเนื้อเพื่อเป็นสัตว์เศรษฐกิจ มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ จำนวน 88,771 ราย มีจำนวนโคเนื้อ 108,411 ตัว คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 2,700 ล้านบาท

การแพร่ระบาดของโรคลัมปีสกิน ในโค กระบือ ของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวเข้ามาในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์จึงได้มีประกาศ เรื่อง กำหนดเขตโรคระบาดชนิดโรคลัมปีสกิน ในสัตว์ชนิดโค กระบือ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 โดยกำหนดใหม่ทุกพื้นที่หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ เป็นเขตโรคระบาด ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ชนิดโค กระบือ หรือซากสัตว์ดังกล่าว เว้นแต่จะได้รับอนุญาต

สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกาฬสินธุ์ รายงานสถานการณ์โรคลัมปี สกิน ว่า ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์- 29 พฤษภาคม 2564 พบโค กระบือ ของเกษตรกรป่วยในพื้นที่ 18 อำเภอ เกษตรกรได้รับผลกระทบ จำนวน 5,586 ราย โคกระบือป่วยสงสัยโรคลัมปีสกิน จำนวน 9,994 ตัว แบ่งเป็น โคเนื้อ 9,978 ตัว โคนม 6 ตัว กระบือ 10 ตัว ในส่วนของสหกรณ์การเกษตรยางลาด จำกัด อ.ยางตลาด มีสมาชิก 2,100 คน จำนวนโคที่เลี้ยง 6,837 ตัว โคป่วย 710 ตัว และสหกรณ์การเกษตรฆ้องชัย จำกัด อ.ฆ้องชัย มีสมาชิก 2,215 คน จำนวนโคที่เลี้ยง 2,020 ตัว โคป่วย 765 ตัว ทั้งนี้ ปศุสัตว์จังหวัดกาฬสินธุ์ได้แจ้งให้ปศุสัตว์อำเภอทุกอำเภอเข้มงวดการเฝ้าระวังและมาตรการป้องกันและควบคุมโรคกรณีสงสัยโรคลัมปี สกิน ให้เจ้าหน้าลงพื้นที่ทำการรักษาและช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยได้เน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้ความช่วยเหลือในด้านการสนับสนุนเวชภัณฑ์ที่ใช้ในการควบคุมกำจัดแมลงดูดเลือด การใช้ยาฆ่าแมลงฉีดพ่นในพื้นที่เกิดโรค น้ำยาฆ่าเชื้อ และยารักษาโรคสัตว์ เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคไม่ให้กระจายไปสู่พื้นที่ที่ยังไม่เกิดโรค

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งหาแนวทางให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ และเชื่อมั่นว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ของโรคดังกล่าวได้ อีกทั้ง ในวันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นประธานในพิธีส่งมอบวัคซีนลอตแรก จำนวน 60,000 โด๊ส เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปี สกิน พร้อมด้วยนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ ด่านกักกันสัตว์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมทั้งปล่อยขบวนรถขนส่งวัคซีนลัมปี สกิน และทีมสัตวแพทย์ออกปฏิบัติงานฉีดวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าว ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบต่อไป

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับด่านกักสัตว์ตามแนวชายแดนทุกด่าน ให้เข้มงวดโดยเฉพาะการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ เพราะจะสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรในประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันไม่ทอดทิ้งเกษตรกร โดยมอบหมายให้หน่วยงานเร่งลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย และให้ความช่วยเหลือ โดยกรมปศุสัตว์ ร่วมกับ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) มอบยาฆ่าแมลงซึ่งเป็นพาหะของโรค ในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มอบหมายให้บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ กำจัดและป้องกันแมลงในพื้นที่ ทำความสะอาดคอกและอุปกรณ์ในการเลี้ยง ทั้งนี้ โรคดังกล่าวไม่สามารถติดต่อสู่คนได้ เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดทางผิวหนัง เมื่อโค กระบือ หายแล้ว สามารถรับประทานได้” รมช.มนัญญา กล่าว

มาถึงไทยแล้ว! วัคซีนลัมปีสกินล็อตแรก 6 หมื่นโดส ช่วยเกษตรกรฉีดโค-กระบือฟรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576651

มาถึงไทยแล้ว! วัคซีนลัมปีสกินล็อตแรก6หมื่นโดส ช่วยเกษตรกรฉีดโค-กระบือฟรี

มาถึงไทยแล้ว! วัคซีนลัมปีสกินล็อตแรก6หมื่นโดส ช่วยเกษตรกรฉีดโค-กระบือฟรี

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 18.41 น.

30 พฤษภาคม 2564 เวลา 17.00 น. ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางมายังอาคารสำนักงานเขตปลอดอากร ชั้น1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อร่วมในพิธีรับมอบวัคซีนโรคลัมปี สกิน จากประเทศแอฟริกาใต้ โดยมีนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงาน พร้อมให้การต้อนรับร่วมกับผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งนี้ สายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบิน EK766/EK384 เส้นทางโยฮันเนสเบิร์ก-กรุงเทพฯ ได้นำวัคซีนโรคลัมปี สกิน (Lumpy Skin Vaccine : LSDV) จำนวน 60,000 โดส ที่บรรจุในคอนเทนเนอร์ชนิดปรับควบคุมอุณหภูมิ ออกจากเดินทางจากประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา ในเวลา 19.10 น. ก่อนแวะพักที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเดินทางออกจากเมืองดูไบ ในวันที่ 30 พ.ค. เวลา 02.50 น. มาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเวลา 12.15 น. ของวันนี้

เมื่อมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่สนามบินได้ลำเลียงวัคซีนเข้าสู่คลัง และจัดเก็บภายในห้องควบคุมอุณหภูมิตามมาตรฐาน พร้อมดำเนินการตามพิธีการศุลกากร พร้อมกันนี้หลังจากพิธีรับมอบวัคซีนแล้ว ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานได้ทำพิธีปล่อยรถขนส่งวัคซีน พร้อมเวชภัณฑ์ยา และทีมสัตวแพทย์ออกปฎิบัติงานฉีดวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้รับผลกระทบ

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการนำเข้าวัคซีนโรคลัมปี สกิน ด้วยเป็นโรคอุบัติใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งพบการติดเชื้อครั้งแรกในโคเนื้อของเกษตรกรที่อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมา และได้แพร่กระจายของโรค โดยมีแมลงเป็นพาหะ ไปยังโค-กระบือของเกษตรกรในจังหวัดต่าง ๆ ถึง 35 จังหวัด มีสัตว์ป่วยรวม 7,200 ตัว และตาย 53 ตัว จากสถานการณ์ระบาดของโรคลัมปี สกิน ที่เกิดขึ้นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้มีความห่วงใยและกำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการระบาดให้สำเร็จโดยเร็ว

‘การใช้วัคซีนควบคุมโรค เป็น 1 ใน 5 มาตการที่สำคัญของการควบคุมการระบาดที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการ โดยมอบหมายให้กรมปศุสัตว์จัดหาและสั่งซื้อวัคซีน ซึ่งกรมปศุสัตว์สามารถสั่งซื้อวัคซีน LSDV จำนวน 60,000 โดสได้จาก บริษัท Intervet International B.V. ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีโรงงานผลิตอยู่ที่ประเทศแอฟริกาใต้  และนำมาสู่การรับมอบในวันนี้’  

ดร.เฉลิมชัย กล่าวต่อไปว่า วัคซีน LSDV ล็อตแรกจำนวน 60,000 โดสที่ได้รับในวันนี้ จะนำไปฉีดให้กับโคกระบือของเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดเป็นหลักก่อน โดยต้องฉีดรอบจุดเกิดโรคเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรค และเป็นไปตามหลักวิชาการ ซึ่งตนได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์รีบดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้เกษตรกรพร้อมกันนี้ยังได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมอีกจำนวน 300,000 โดส เพื่อให้เพียงพอ และเพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศไทย

“ที่สำคัญต้องขอฝากเรียนถึงพี่น้องเกษตรกรทุกคนที่กำลังประสบความเดือดร้อนว่า การฉีดวัคซีนโรคลัมปี สกินให้กับโคกระบือนี้ เป็นมาตรการช่วยเหลือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โค กระบือทุกตัวในพื้นที่การระบาด จะได้รับการฉีดให้ฟรี ดังนั้นหากพบการเรียกร้องค่าใช้จ่าย ขอให้แจ้งมาที่ตนโดยตรง จะดำเนินการจัดการด้วยมาตรการขั้นเด็ดขาด”

ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาจนถึงขณะนี้นั้น ด้วยการทำงานอย่างทุ่มเทของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ สามารถควบคุมการระบาดของโรคลัมปี สกินให้อยู่ในวงจำกัดได้แล้ว โดยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ รายงานตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม เป็นต้นมา ยังไม่มีรายงานการกระจายหรือการระบาดเพิ่มในจังหวัดใหม่

ดร.เฉลิมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินมาตรการควบคุมป้องกันทั้ง 5 มาตรการ ได้แก่

1.ควบคุมการเคลื่อนย้ายโค-กระบือ เพื่อลดการแพร่กระจายของโรค และปฏิบัติตามแนวทางการเคลื่อนย้ายอย่างเคร่งครัด

2.การเฝ้าระวังการเกิดโรคอย่างใกล้ชิด เน้นการรู้โรคให้เร็ว ควบคุมได้ทัน โรคสงบได้อย่างรวดเร็ว

3.การป้องกัน และควบคุมแมลงพาหะนำโรค ให้เกษตรกรป้องกันโดยใช้สารกำจัดแมลงทั้งบนตัวสัตว์ และบริเวณโดยรอบฟาร์ม ทั้งในพื้นที่ระบาดของโรคและพื้นที่เสี่ยง

4.การรักษาสัตว์ป่วยตามอาการ

5.การใช้วัคซีนควบคุมโรค ยังต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อให้การระบาดสงบโดยเร็วที่สุด และไม่เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

ด้าน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแผนการกระจายวัคซีนโรคลัมปี สกิน ตลอดจนมาตรการชดเชยเยียวยาเกษตรกร ขณะนี้ คณะกรรมการอำนวยการ และคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการป้องกัน ควบคุม และเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุโรคลัมปี สกิน หรือ War room ได้มีการวางแผนไว้เป็นที่เรียบร้อย และจะสามารถดำเนินการได้ทันที เมื่อได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อน จึงจะสามารถนำมาใช้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยของสัตว์ที่ได้รับวัคซีน คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน ซึ่งเมื่อทุกอย่างพร้อมกรมปศุสัตว์จะเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับโค-กระบือของเกษตรกรในทันที

ขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้จัดให้มีกิจกรรม Kick off รณรงค์ป้องกันและกำจัดโรคลัมปี สกิน โดยดำเนินการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์การบริหารส่วนจังหวัดในทุกจังหวัด ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 – 26 พ.ค. 2564 ได้จัดกิจกรรมขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น สกลนคร และมุกดาหาร โดยมีนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี การ Kick off รณรงค์ป้องกันและกำจัดโรคลัมปี สกิน มีกิจกรรมที่ประกอบด้วยการปล่อยขบวนสัตวแพทย์เคลื่อนที่ หน่วยพ่นยาทำลายเชื้อโรค แจกและพ่นสารเคมีกำจัดแมลงที่เป็นพาหะ แจกยารักษาแผลภายนอก ยาบำรุง แร่ธาตุ ตลอดจนให้ความรู้ความเข้าใจโรคและการป้องกันให้กับพี่น้องเกษตร

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานด้านน้ำของรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576080

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานด้านน้ำของรัฐบาล

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานด้านน้ำของรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในการประชุมคณะรัฐมนตรี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้รายงานผลการบริการจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาล  โดยการขับเคลื่อนของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.)  ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580)

กนช.ชุดปัจจุบันมีรัฐมนตรีหลายท่านและผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 15 หน่วยงาน 9 กระทรวง ร่วมเป็นกรรมการ โดยมี “บิ๊กป้อม” พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานใครบอกว่า “บิ๊กป้อม” ไม่รู้ๆๆๆๆ ไม่น่าจะเป็นความจริง

โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พลเอกประวิตร ได้ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ ล่าสุดได้สั่งเร่งรัดให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายของแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี  ที่กำหนดไว้ว่า “ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุล  โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน”

ต้องยอมรับว่า  ตั้งแต่มีการตั้ง สทนช. ขึ้นมา ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศขับเคลื่อนได้อย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพมากขึ้นเกิดการบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่น สามารถลดความซ้ำซ้อนของแผนงาน/โครงการที่ผ่านการพิจารณาตามกลไกของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดและคณะกรรมการลุ่มน้ำ สะท้อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน สามารถแก้ไขปัญหาด้านน้ำได้อย่างตรงจุดและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนตามบริบทของลุ่มน้ำนั้นๆ ได้อย่างแท้จริง 

ผลงานเป็นหลักฐานการยืนยันการทำงาน!!!

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า  ตั้งแต่เริ่มใช้แผนแม่บทฯน้ำ 20 ปี ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบันได้ดำเนินโครงการต่างๆกว่า 125,000 โครงการ มีแหล่งเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 1,138 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 2.27 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2.38 ล้านไร่ รวมทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้านได้อีก 3,214 หมู่บ้าน พัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรและสร้างธนาคารน้ำใต้ดินได้ปริมาณน้ำมากกว่า 100 ล้าน ลบ.ม.  ตลอดจนยังได้ดำเนินการรักษาระบบนิเวศฟื้นฟูป่าต้นน้ำ จำนวน 135,170 ไร่ และดำเนินโครงการเกี่ยวกับการจัดการน้ำท่วมรวมกว่า 226 แห่ง

นอกจากนี้ภายในปี 2566 ยังจะขับเคลื่อนโครงการสำคัญอีกจำนวน 526 โครงการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ 3,172 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์เพิ่ม 6.5 ล้านไร่ และผันน้ำได้ปริมาณน้ำเพิ่ม 3,841 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ได้เพิ่ม 4.3 ล้านไร่ และพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำชะลอน้ำหลากได้อีกถึง 2,320 ล้าน ลบ.ม. 

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ประสบผลสำเร็จอีกเรื่องก็คือ การบริหารจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้งของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) ซึ่งมี รองนายกฯประวิตร เป็นผู้อำนวยการ กอนช. ในฤดูแล้งปี 2562/63 ที่ผ่านมา ไม่มีการประกาศภัยแล้งเลย ทั้งๆที่ปริมาณน้ำต้นทุนมีจำนวนจำกัด ในขณะที่ช่วงฤดูฝนเกิดความเสียหาย
จากภาวะน้ำท่วมน้อยมาก ปี 2562 มีความเสียหายแค่ 94 ล้านบาท ต่ำสุดหลังเกิดภาวะน้ำท่วมในปี 2544 และในปี 2563 มูลค่าความเสียหายเพียง 223 ล้านบาท ต่ำสุดเป็นลำดับที่ 3 ในรอบ 9 ปี

สทนช. นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้พลเอกประวิตร ดูแลรับผิดชอบโดยตรง  และยังเป็นประธาน กนช.รวมทั้งยังนั่ง เป็น ผอ.กอนช.อีก  

ไม่ได้เชียร์จนเกินจริงนะครับ  แต่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศที่ประสบผลสำเร็จ มีประสิทธิ ภาพมากขึ้นในขณะนี้  “รองนายกฯประวิตร” มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน….

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

อบจ.สกลนครระดมกำลังทุกภาคส่วน จัดกิจกรรม Kick off สู้โรค ‘ลัมปี สกิน’ สกัดระบาดอย่างหนักในพื้นที่ภาคอีสาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576078

อบจ.สกลนครระดมกำลังทุกภาคส่วน จัดกิจกรรม Kick off สู้โรค‘ลัมปี สกิน’ สกัดระบาดอย่างหนักในพื้นที่ภาคอีสาน

วันศุกร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ชูพงศ์ คำจวง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สกลนครนายวีระสันติ ประทุมพล ปศุสัตว์ จ.สกลนคร ว่าที่ร้อยตีรวยรุ่ง ใครบุตรนายอำเภอสว่างแดนดิน จัดกิจกรรม Kick off รณรงค์ป้องกันและกำจัดโรคลัมปี สกิน ที่บ้านบึงโน ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

โดยการลงพื้นที่เพื่อมอบสารกำจัดแมลง 2,500 ลิตร ให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโค ให้นำไปฉีดพ่นกำจัดยุง ซึ่งยุงเป็นพาหะสำคัญ ของโรคลัมปี สกิน ทำให้โคเกิดแผลพุพอง ซึ่งกำลังระบาดอย่างหนักในภาคอีสานอยู่ในขณะนี้

สำหรับงาน Kick off รณรงค์ป้องกันและกำจัดโรคลัมปี สกิน ในครั้งนี้ มีกิจกรรมประกอบด้วย1.ปล่อยขบวนสัตวแพทย์เคลื่อนที่ไปตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อรักษาโค-กระบือ ที่ป่วยโดยเป็นการรักษาตามอาการในเบื้องต้น2. ปล่อยขบวนหน่วยพ่นยาทำลายเชื้อโรคและพ่นสารเคมีกำจัดแมลง ซึ่งเป็นพาหะของโรค เพื่อยับยั้ง ชะลอการแพร่ระบาด

3. แจกสารเคมีกำจัดแมลงที่เป็นพาหะ แจกยารักษาแผลภายนอก ยาบำรุง แร่ธาตุ ตลอดจนให้ความรู้ความเข้าใจโรคและการป้องกันให้กับเกษตรกร สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โรคลัมปี สกิน เป็นแล้วรักษาหาย เนื้อทานได้ ไม่ติดต่อสู่คน พร้อมทั้งสั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ของโรคอย่างใกล้ชิด

นายวีระสันติ ประทุมพล ปศุสัตว์ จ.สกลนคร กล่าวว่า หากเกษตรกรต้องการความช่วยเหลือเบื้องต้น หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคลัมปี สกิน สามารถติดต่อได้ที่หน่วยงานปศุสัตว์ในพื้นที่ของท่าน หรือติดต่อสำนักควบคุมโรค ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สบค.) กรมปศุสัตว์ หรือสายด่วนแจ้งโรคระบาดกรมปศุสัตว์ โทร 06-3225-6888 หรือแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” ได้ตลอดเวลา และสามารถติดตามสถานการณ์การระบาดและศึกษาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับโรคลัมปีสกิน ได้ที่เว็บไซต์ของสำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์

‘ลัมปี สกิน’ ลามหนัก วัวกาฬสินธุ์ป่วยอื้อ ชุมพรออกคำสั่งด่วน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576112

‘ลัมปี สกิน’ลามหนัก  วัวกาฬสินธุ์ป่วยอื้อ  ชุมพรออกคำสั่งด่วน

‘ลัมปี สกิน’ลามหนัก วัวกาฬสินธุ์ป่วยอื้อ ชุมพรออกคำสั่งด่วน

วันศุกร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

‘ลัมปี สกิน’ลามหนัก วัวกาฬสินธุ์ป่วยอื้อ ชุมพรออกคำสั่งด่วนห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์

กาฬสินธุ์อ่วม เจอโรค“ลัมปี สกิน”ระบาดในวัว ล่าสุดป่วย 415 ตัวตาย 20 ตัว เกษตรกรลำบาก ร้านอีสานซบเซา ในขณะที่“ชุมพร”สั่งห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ ฝ่าฝืนปรับ4หมื่น จำคุก2ปี หลังพบโรคลัมปีสกินระบาด3อำเภอ

เมื่อวันที่ 27พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามสถานการณ์โรคโควิด-19 หลายพื้นที่ของประเทศไทย ยังคงพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังพบการเกิดโรคระบาดในวัว คือโรคลัมปี สกิน หรือชาวบ้านบางคนเรียกว่าโรคฝีดาษวัว พบว่ามีวัวของเกษตรกรเจ็บป่วยด้วยโรคดังกล่าว กระจายอยู่ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ หลายอำเภอ ซึ่งการแพร่ระบาดของ 2 โรคนี้นอกจากจะส่งผลกระทบกับการดำรงชีวิตของประชาชน และเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการขายเนื้อวัว และร้านขายอาหาร ลาบ ก้อย เมนูอีสานที่ทำจากเนื้อวัว ซึ่งเงียบเหงา และซบเซาเป็นประวัติการณ์

ทั้งนี้ข้อมูลจากสำนักงานปศุสัตว์ จ.กาฬสินธุ์ รายงานสถานการณ์ว่า ว่าพบใน 9 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมืองกาฬสินธุ์ 318 ตัว เสียชีวิต 17 ตัว, อ.ยางตลาด 39 ตัว, อ.กุฉินารายณ์ 34 ตัว เสียชีวิต 3 ตัว, อ.สามชัย 11 ตัว, อ.หนองกุงศรี 4 ตัว, อ.กมลาไสย 3 ตัว, อ.ร่องคำ 3 ตัว, อ.เขาวง 2 ตัว, อ.ท่าคันโท 1 ตัว รวมพบวัวป่วยจำนวน 415 ตัว และเสียชีวิต 20 ตัว

ด้านนายธงชัย หนังสือ ปศุสัตว์จังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า ได้มีคำสั่งให้ นายสัตวแพทย์พิชัย โพธิ์กระสังข์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นตรวจสอบการแพร่ระบาดของ “โรคลัมปีสกิน” ในโค-กระบือ

โดย นายสัตวแพทย์พิชัย เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ติดตามการแพร่ระบาดของโรคลัมปีสกิน ใน โค-กระบือ หลังจากพบมีการแพร่ระบาดในพื้นที่ อ.ท่าแซะ และ อ.ปะทิว และกำลังมีการระบาดมาใน อ.เมืองชุมพร และขณะนี้จังหวัดชุมพรได้ประกาศเป็นเขตโรคระบาดชั่วคราว เพื่อเป็นการควบคุมไม่ให้โรคระบาดต่อไปยังจังหวัดทางภาคใต้ ส่วนโค-กระบือ ที่เป็นโรคลัมปีสกิน จะมีอาการลักษณะเป็นเม็ด ตุ่ม เป็นผื่น เป็นปื้น หลังจากนั้น 4-5วัน จะเป็นแผลพุพอง ติดเชื้อและเป็นหนอง ใช้เวลารักษานาน เพิ่มต้นทุนให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยง ซึ่งในการแพร่ระบาดมีแมลงเป็นพาหะ ทำให้มีความยากในการป้องกันไม่ให้แพร่กระจายออกไปในวงกว้าง รัศมีทำการของแมลงบินได้ไกลถึง 2-40กม.การควบคุมการแพร่ระบาดโรคลัมปีสกินได้ลงพื้นที่ทั้งที่มีการระบาดและไม่มีการระบาด เพื่อให้คำแนะนำการเฝ้าระวังและป้องกันโรคเชิงรุก ให้ความรู้ที่ถูกต้องโดยการป้องกันคือ ให้เกษตรกรงดนำวัวหรือควายจากต่างพื้นที่เข้าฟาร์มโดยเด็ดขาด

นายพรชัย อินทร์คำดี หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ชุมพร กล่าวว่า ได้มีคำสั่งห้ามการเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าออกพื้นที่ ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากสัตวแพทย์ หรือปศุสัตว์ หากผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิด โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยมีจุดตรวจถาวรอยู่ 2 จุด ได้แก่ เขายายไทย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร และจุดตรวจท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งมีชุดเคลื่อนที่เร็วในการเข้าตรวจสอบ หลังจากพบมีการระบาด ได้สั่งเพิ่มชุดลาดตระเวน และชุดดักซุ่มพวกลักลอบเข้ามา นอกจากนี้ได้จัดชุดสนับสนุนการทำงานของจังหวัดในการตรวจพ่นยาฆ่าแมลงซึ่งเป็นสาเหตุของการระบาด และยาฆ่าเชื้อพ่นตามฟาร์มด้วย

รมว.เกษตรฯขับเคลื่อนพัฒนาพืชสมุนไพรไทย เดินหน้า ‘ตลาดนําการผลิต’ ส่งเสริมภาคเกษตรเข้มแข็ง-ยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/576081

รมว.เกษตรฯขับเคลื่อนพัฒนาพืชสมุนไพรไทย เดินหน้า‘ตลาดนําการผลิต’ส่งเสริมภาคเกษตรเข้มแข็ง-ยั่งยืน

รมว.เกษตรฯขับเคลื่อนพัฒนาพืชสมุนไพรไทย เดินหน้า‘ตลาดนําการผลิต’ส่งเสริมภาคเกษตรเข้มแข็ง-ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสําคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรครั้งที่ 4/2564 โดยมีดร.ทองเปลว กองจันทร์ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้งเข้าร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกลออนไลน์ ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เล็งเห็นว่าพืชสมุนไพรมีโอกาสทางการตลาดอีกมาก เนื่องจากสามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหากทิศทางของตลาดสมุนไพรขยายตัวเพิ่มมากขึ้นจะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชสมุนไพร ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบตั้งต้นของอุตสาหกรรมสมุนไพรได้รับประโยชน์ สามารถผลิตและจําหน่ายได้ตามความต้องการของตลาด เกษตรกรจะมีรายได้และความมั่นคงในการดํารงชีพจึงให้ความสําคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาพืชสมุนไพรไทย รวมถึงพืชทางเลือกอื่นๆ

รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาพืชสมุนไพรไทย และพืชทางเลือกอื่นๆ บรรลุผลสําเร็จ จึงมอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการขับเคลื่อน และมอบ สศก. เป็นฝ่ายเลขานุการ ในการขับเคลื่อนให้เกิดความเชื่อมโยงในการพัฒนาตลอดห่วงโซ่ อุปทานตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง โดยใช้หลักการ “ตลาดนําการผลิต” ผลิตพืชที่มีศักยภาพ ที่ตลาดมีความต้องการ ซึ่งดําเนินการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีกลไกการขับเคลื่อนพัฒนาพืชสมุนไพรไทย โดยมีคณะอนุกรรมการ และคณะทํางานจํานวน 2 คณะ ดังนี้ 1. คณะอนุกรรมการวัตถุดิบสมุนไพร ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานอนุกรรมการ (แต่งตั้งโดยคณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติ ตามคําสั่งที่ 1/1563) และ 2. คณะทํางานขับเคลื่อนพัฒนาผลิตผลสมุนไพรที่มีศักยภาพ โดยมีผู้อํานวยการกองนโยบาย เทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน (แต่งตั้งโดยคณะอนุกรรมการวัตถุดิบสมุนไพร มีคําสั่งที่ 1/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563)

“ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมสนับสนุนเพื่อให้พืชสมุนไพรเป็นพืชทางเลือกในปี 2564 โดยดำเนินการภายใต้ตลาดนำการผลิต เนื่องจากในสมุนไพรมีสารที่มีคุณค่า สามารถนำไปสกัดแปรรูป เพิ่มมูลค่าสมุนไพรให้กับเกษตรกรได้ ตลอดจนเชื่อมโยงกับงานวิจัย และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย อย่างไรก็ตาม ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องกัญชากัญชงแก่เกษตรกรเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ สร้างรายได้ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งยังมีเกษตรกรที่เข้าใจคลาดเคลื่อนโดยเฉพาะการปลูกกัญชาครัวเรือนละ 6 ต้น โดยต้องรวมตัวกัน 7 คนขึ้นไปทำเป็นวิสาหกิจชุมชนถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันการนำเอาไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง และเพื่อเป็นการลดผลกระทบที่อาจได้รับการร้องเรียน” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

กลุ่มแปลงใหญ่พัทลุงปลื้ม ได้รับเงินอุดหนุนโครงการยกระดับแปลงใหญ่ ฯ แล้วกว่า 43 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/468061

กลุ่มแปลงใหญ่พัทลุงปลื้ม ได้รับเงินอุดหนุนโครงการยกระดับแปลงใหญ่ ฯ แล้วกว่า 43 ล้านบาท

26 พฤษภาคม 2564 – 14:26 น.

จังหวัดพัทลุง โอนเงินให้กับกลุ่มแปลงใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดแล้ว จำนวน 19 แปลง ซึ่งเป็นแปลงที่กรมส่งเสริมการเกษตรรับผิดชอบ เป็นเงินกว่า 43 ล้านบาท

นายสมคิด รัตนวงศ์ เกษตรจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า จังหวัดพัทลุงมีกลุ่มแปลงใหญ่ที่ขอเข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด จำนวน 46 แปลง แบ่งเป็นกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 20 แปลง กรมการข้าว จำนวน 12 แปลง การยางแห่งประเทศไทย จำนวน 11 แปลง กรมประมง จำนวน 2 แปลง และกรมปศุสัตว์ จำนวน 1 แปลง

                                   นายสมคิด รัตนวงศ์ เกษตรจังหวัดพัทลุง

ซึ่งคณะกรรมการบริหารโครงการ ฯ ระดับจังหวัด ได้ประชุมพิจารณาโครงการฯ จำนวน 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2564 และวันที่ 29 เมษายน 2564 ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ทำบันทึกข้อตกลงกับกลุ่มแปลงใหญ่ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 และโอนเงินให้กับกลุ่มแปลงใหญ่ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2564 จำนวน 19 แปลง คงเหลือ 1 แปลง คาดว่าจะโอนเงินให้กับกลุ่มแปลงใหญ่ได้ ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 นี้ 

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ให้ข้อมูลว่า โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด เป็นโครงการที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำขึ้น

มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกร โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม รวมทั้งบริหารจัดการเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง เป็นการยกระดับการผลิตให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ในด้านอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมพลังงาน เป็นต้น 
โดยกลุ่มแปลงใหญ่ที่ผ่านการพิจารณาจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณตามกิจกรรมและวงเงินที่เสนอขอเท่านั้น ซึ่งกลุ่มแปลงใหญ่จะเป็นผู้ดำเนินการเอง ในการยกระดับแปลงใหญ่ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการผลิต เช่น การใช้เครื่องจักรกลสมัยใหม่ การทำเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) การใช้ระบบบริหารจัดการน้ำ 
ด้านการพัฒนาคุณภาพ เช่น การจัดการคุณภาพผลผลิต การตรวจรับรองมาตรฐานผลผลิต การจัดการคุณภาพสู่มาตรฐานสากล การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้านการตลาด เช่น การสร้าง Brand การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ เพื่อเข้าสู่ตลาด ทั้งแบบ Online และ Offline ที่กว้างขวางยิ่งขึ้น การสร้างจุดรวบรวมและกระจายผลผลิต e-Marketplace 
ในส่วนของภาคใต้ มี 13 จังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 207 แปลง (ยกเว้นจังหวัดภูเก็ต) ไม่มีกลุ่มแปลงใหญ่เข้าร่วมโครงการ แบ่งเป็น กรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 125 แปลง กรมการข้าว จำนวน 42 แปลง กรมประมง จำนวน 15 แปลง การยางแห่งประเทศไทย จำนวน 14 แปลง และ กรมปศุสัตว์ จำนวน 11 แปลง ปัจจุบันจังหวัดได้จัดประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ ฯ ระดับจังหวัดแล้ว จำนวน 12 จังหวัด ที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบแผนการดำเนินงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ จำนวน 198 แปลง คิดเป็นร้อยละ 95.7 ของกลุ่มแปลงใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการ คงเหลือจังหวัดยะลาอีก 1 จังหวัด ที่ยังไม่ได้จัดการประชุมพิจารณาโครงการฯ ระดับจังหวัด เนื่องจากสถานการณ์โควิด – 19  
ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ได้ติดตามเร่งรัด กำกับดูแล ให้ทุกจังหวัดดำเนินงานภายในกรอบระยะเวลาของโครงการฯ ขณะนี้จังหวัดเร่งทำบันทึกข้อตกลงและโอนเงินให้กับกลุ่มแปลงใหญ่ เพื่อนำไปดำเนินการตามแผนการดำเนินงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ โดยมีการตรวจสอบ ติดตามให้คำแนะนำ และกำกับการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนและคู่มือการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด ซึ่งกลุ่มแปลงใหญ่ต้องเบิกจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2564  ทั้งนี้หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อสอบถามได้ ณ สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้านท่าน

ชาวกาฬสินธุ์ปลูกป่าวันต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดโลกร้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/575820

ชาวกาฬสินธุ์ปลูกป่าวันต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดโลกร้อน

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดป่ากกไม้แดง บ้านสิมลี หมู่ที่ 2 ต.เหนือ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์  พระวรจิตตานุรักษ์เจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ (ธ)เจ้าอาวาสวัดป่ากกไม้แดง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายทรงพล ใจกริ่ม ผวจ.กาฬสินธุ์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส  พิธีเปิดกิจกรรมวันต้นไม้ประจำปีของชาติและวันวิสาขบูชา โดยมีพระครูวิมลพัชรญาณ เจ้าคณะตำบลเหนือ เจ้าอาวาสวัดเศวตวันวนาราม พร้อมด้วยนายเลิศบุศย์ กองทอง รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ นายสนั่น พงษ์อักษร รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ พ.อ.เรืองพงษ์ วงศ์ศรีสุขรอง ผอ.กอ.รมน.จังหวัดกาฬสินธุ์นายพิชัย ส่งสุขเลิศสันติ ปลัด จ.กาฬสินธุ์ นายอัครพงษ์ เขียวแจ่มผู้อำนวยการสำนักงานทัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสจ.) จ.กาฬสินธุ์ นายนิยม กิตติวงษ์ตระกูล ผู้อำนวยการส่วนทรัพยากรธรรมชาติ นายวิชา สุวรรณามังกรผอ.ส่วนยุทธศาสตร์ สำนักงาน ทสจ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ จิตอาสา ผู้นำชุมชน ประชาชน ร่วมพิธี จากนั้นร่วมกันปลูกต้นไม้ เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2564 

นายทรงพล  ใจกริ่ม ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่าตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2532 ได้อนุมัติให้วันวิสาขบูชาของทุกปี เป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.กาฬสินธุ์ ร่วมกับศูนย์ป่าไม้กาฬสินธุ์ และเทศบาลตำบลเหนือ เพื่อให้วันต้นไม้ประจำปีของชาติ เป็นวันสำคัญของชาติที่ประชาชนจะได้ร่วมกันปลูกป่า เพื่อช่วยเพิ่มพูนทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน และลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก(PM2.5) อีกด้วย ทั้งนี้ก่อนร่วมกันปลูกต้นไม้ ได้มีพิธีทางศาสนา เพื่อร่วมสวดภาวนาเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้มาร่วมกิจกรรมและพันธุ์กล้าไม้ โดยต้นไม้ที่นำมาปลูกที่บริเวณวัดป่ากกไม้แดง บนเนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ เป็นต้นกล้ายางนาและต้นพะยอม จำนวน 2,200 ต้น