ผู้ว่าฯนครปฐมนำทีม! ‘ปล่อยพันธุ์ปลา 2 แสนตัว’ เนื่องในวันประมงแห่งชาติ

ผู้ว่าฯนครปฐมนำทีม! ‘ปล่อยพันธุ์ปลา 2 แสนตัว’ เนื่องในวันประมงแห่งชาติ

ผู้ว่าฯนครปฐมนำทีม! ‘ปล่อยพันธุ์ปลา 2 แสนตัว’ เนื่องในวันประมงแห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.01 น.

จังหวัดนครปฐมจัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องในวันประมงแห่งชาติ 2568 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนำข้าราชการและประชาชนร่วมปล่อยพันธุ์ปลาตะเพียนขาวและปลาตะเพียนทองรวม 200,000 ตัว เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณท่าน้ำวัดแหลมมะเกลือ สำนักงานประมงจังหวัดนครปฐมได้จัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องใน “วันประมงแห่งชาติ” ซึ่งตรงกับวันที่ 21 กันยายนของทุกปี โดยมี นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานในพิธี

ในงานมีหัวหน้าส่วนราชการ, นายนภเดช เกลียวศิริกุล นายอำเภอดอนตูม, นายสมรัก มีใจดี นายกเทศมนตรีตำบลสามง่าม รวมถึงข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ผู้นำท้องถิ่น นักเรียน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

สำหรับการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากน้ำใสฟาร์มและกัญญาฟาร์ม โดยเป็นการปล่อย พันธุ์ปลาตะเพียนขาว 100,000 ตัว และ พันธุ์ปลาตะเพียนทอง 100,000 ตัว รวมทั้งหมด 200,000 ตัว เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของทรัพยากรสัตว์น้ำ และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ///-026

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เร่งช่วยเหลือ ผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากพายุ’คาจิกิ’อย่างเต็มที่

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เร่งช่วยเหลือ ผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากพายุ'คาจิกิ'อย่างเต็มที่

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เร่งช่วยเหลือ ผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากพายุ’คาจิกิ’อย่างเต็มที่

วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.16 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เร่งช่วยเหลือ ผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากพายุ”คาจิกิ”อย่างเต็มที่ พื้นที่ 12 จังหวัด มอบหญ้าอาหารสัตว์ อพยพสัตว์ รักษาพยาบาล และฟื้นฟูสุขภาพสัตว์ พร้อมเฝ้าระวังโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นหลังน้ำลด

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ฝนตกหนักจากพายุ “คาจิกิ” ล่าสุดกรมปศุสัตว์เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์ ปศุสัตว์ และสัตว์เลี้ยงที่ได้รับผลกระทบจากพายุ “คาจิกิ” ครอบคลุม 12 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ สุโขทัย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ขอนแก่น หนองบัวลำภู และร้อยเอ็ด ครอบคลุมพื้นที่ 27 อำเภอ 74 ตำบล 358 หมู่บ้าน มีเกษตรกรได้รับผลกระทบ จำนวน 11,828 ราย สัตว์ที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 1,237,598 ตัว แบ่งเป็น โค 47,845 ตัว กระบือ 12,905 ตัว สุกร 45,838 ตัว แพะ/แกะ 2,134 ตัว และสัตว์ปีก 1,128,876 ตัว นอกจากนี้ยังมีพื้นที่แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์เสียหาย 310.25 ไร่ มีสัตว์ตาย/สูญหาย รวมจำนวน 2,034 ตัว แบ่งเป็น โค 24 ตัว กระบือ 16 ตัว สุกร 8 ตัว แพะ 5 ตัว และสัตว์ปีก 1,981 ตัว ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน แพร่ สุโขทัย น่าน ลำปาง และพิษณุโลก

ทั้งนี้ ในระยะเผชิญเหตุ กรมปศุสัตว์ได้เร่งดำเนินการแจกจ่ายเสบียงพืชอาหารสัตว์พระราชทาน จำนวน 71,020 กิโลกรัม ระดมเจ้าหน้าที่อพยพเคลื่อนย้ายสัตว์ไปยังพื้นที่ปลอดภัย จำนวน 3,108 ตัว สนับสนุนชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ จำนวน 35,023 ชุด และแจกถุงยังชีพสัตว์ พร้อมทั้งเร่งดำเนินการรักษาสัตว์ป่วยและเฝ้าดูแลฟื้นฟูสุขภาพสัตว์อย่างใกล้ชิดจนกว่าอาการจะดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตนได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่เร่งสำรวจความเสียหายและบูรณาการกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อฟื้นฟูสุขภาพสัตว์และอาชีพเกษตรกร พร้อมดำเนินการเยียวยาตามระเบียบกระทรวงการคลัง รวมถึงกำชับให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงข้อมูลการเลี้ยงสัตว์ เพื่อรับความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ที่อาจเกิดขึ้นหลังน้ำลด เพื่อป้องกันความสูญเสียเพิ่มเติม หากเกษตรกรท่านใดต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือขอรับความช่วยเหลือผ่าน แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ร่วมประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.29 น.

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร พิจารณาร่างกฎกระทรวงผู้ผลิต นำเข้า ส่งออกตามมาตรฐานบังคับ พร้อมยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ความปลอดภัยด้านอาหาร รวมทั้งความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจสังคม พร้อมพิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 5 เรื่อง และประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศ ได้แก่ 1. การผลิตพืชโดยปลอดการเผา 2. มันเทศ 3. หลักปฏิบัติสำหรับป้องกันและลดการปนเปื้อนสารหนูในข้าว 4. การจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร เล่ม 2 ว่าด้วยเรื่องอาหารแปรรูปจากพืช 5.การปฏิบัติที่ดีสำหรับศูนย์ผลิตน้ำเชื้อปศุสัตว์

– 006

ลุยเก็บน้ำเต็มศักยภาพ! คุมเข้มน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบด้านท้ายน้ำ

ลุยเก็บน้ำเต็มศักยภาพ! คุมเข้มน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบด้านท้ายน้ำ

ลุยเก็บน้ำเต็มศักยภาพ! คุมเข้มน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบด้านท้ายน้ำ

วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.12 น.

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาพอากาศ พบว่าร่องมรสุมได้พาดผ่านหลายพื้นที่ของประเทศ ส่งผลให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากเป็นแห่งๆ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภาคตะวันออก ด้านพายุโซนร้อน “ตาปะฮ์” (TAPAH) กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย

สำหรับปริมาณฝนตก 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบว่ามีปริมาณฝนสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ อ.บึงสามพัน วัดปริมาณฝนได้ 166 มิลลิเมตร (มม.), จังหวัดอุบลราชธานี ที่ อ.วารินชำราบ วัดปริมาณฝนได้ 138.5 มม.และจังหวัดระยอง ที่ อ.บ้านค่าย วัดปริมาณฝนได้ 131.5 มม.

จากฝนที่ตกหนักสะสมในหลายพื้นที่ ส่งผลให้มีน้ำล้นตลิ่งบางแห่ง (เวลา 06.00 น.) ของลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำท่าจีน และพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 56,280 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 74 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 20,200 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 19,439 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 78 ของความจุอ่างฯ รวมกันทั้งหมด ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 5,400 ล้าน ลบ.ม.

ในส่วนของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำเกินเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve: URC) ซึ่งกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้มีการติดตามและบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด มีอยู่ 10 แห่ง ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก, เขื่อนแม่มอก จังหวัดลำปาง, เขื่อนห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี, เขื่อนน้ำอูน จังหวัดสกลนคร, เขื่อนน้ำพุง จังหวัดสกลนคร, เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ, เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น,  เขื่อนบางพระ จังหวัดชลบุรี และ เขื่อนนฤบดินทรจินดา จังหวัดปราจีนบุรี

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท (เมื่อเวลา 06.00 น.) พบว่าที่สถานี C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 1,982 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขา ส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กรมชลประทาน ได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาแบบขั้นบันได ในอัตราไม่เกิน 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงของเขื่อน และระบายน้ำอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมสอดคล้องกับปริมาณน้ำเหนือ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำให้มากที่สุด

– 006

รมว.เกษตรฯ ติดตามอุทกภัยเลย รุกพัฒนาแหล่งน้ำ วางแนวทางช่วยเหลือระยะยาว

รมว.เกษตรฯ ติดตามอุทกภัยเลย รุกพัฒนาแหล่งน้ำ วางแนวทางช่วยเหลือระยะยาว

รมว.เกษตรฯ ติดตามอุทกภัยเลย รุกพัฒนาแหล่งน้ำ วางแนวทางช่วยเหลือระยะยาว

วันเสาร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.12 น.

วันที่ 6 กันยายน 2568 ที่อาคารเอนกประสงค์ เทศบาลตำบลนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำจังหวัดเลย ติดตามความคืบหน้าโครงการชลประทานในพื้นที่ รวมทั้งรับฟังรายงานสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือ พร้อมพบปะเกษตรกร รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ รวมถึงมอบปัจจัยการผลิตด้านการเกษตร และเยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัด โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายภัคภาค คุณะเกษม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 นายทรงพล สวยสม ผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล นายสุนทร คำศรีเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และให้ข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง

จังหวัดเลยมีแหล่งน้ำที่สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำเลย แม่น้ำพอง และห้วยน้ำหมาน ช่วงฤดูฝนมีปริมาณน้ำมาก แต่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในปริมาณที่ค่อนข้างน้อย ส่งผลให้ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง กรมชลประทาน จึงได้เร่งรัดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำสำคัญในพื้นที่ อาทิ โครงการประตูระบายน้ำศรีสองรัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่จะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 59,100 ไร่ รวมถึงผลักดันโครงการก่อสร้างฝายยางบ้านท่ามะนาว โดยมีแผนก่อสร้าง 3 ปี (2568 – 2570) ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มศักยภาพการกักเก็บและส่งน้ำ เพื่อการเกษตรฤดูฝน 2,500 ไร่ และฤดูแล้ง 1,700 ไร่ มีเกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรงจำนวน 827 ครัวเรือน

สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำเลย แม่น้ำเลย ที่ดำเนินการแล้วเสร็จ มีอ่างเก็บน้ำ จำนวน 59 โครงการ ปริมาณเก็บกัก 85.42 ล้าน ลบ.ม. ฝายทดน้ำ จำนวน 65 โครงการ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า จำนวน 27 โครงการ มีพื้นที่ชลประทาน 57,171 ไร่ และพื้นที่รับประโยชน์ 140,948 ไร่ ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมชลประทานเร่งพิจารณาโครงการก่อสร้างฝายยางบ้านปากหมาก ซึ่งจะช่วยให้พื้นที่กว่า 2,000 ไร่ได้รับประโยชน์ รวมถึงการปรับปรุงประตูระบายน้ำศรีสองรัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

จากอิทธิพลของพายุหนองฟ้า ช่วงวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2568 ทำให้เกิดฝนตกหนัก ส่งผลให้หลายพื้นที่ของจังหวัดเลยประสบปัญหาน้ำท่วมและเกิดความเสียหายต่อการเกษตร กรมชลประทาน ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน ทั้งการจัดส่งเครื่องจักร เครื่องมือ เข้าไปสนับสนุนการระบายน้ำ และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดทำมาตรการป้องกันและแผนฟื้นฟู เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไป

กรมชลฯ ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผน”เขื่อนแม่กลอง”รับมือภัยแล้งปี 2569

กรมชลฯ ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผน

กรมชลฯ ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผน”เขื่อนแม่กลอง”รับมือภัยแล้งปี 2569

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.12 น.

5 กันยายน 2568 ที่ห้องประชุม 50 ปี อาคารสำนักงานชลประทานที่ 13 นายวุฒิชัย บุญผ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 พร้อมด้วย นายธนากร ตันติกุล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กลอง นายยงยุทธ จุลานนท์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพนมทวน นายสรณคมน์ ช่างวิทยาการ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา และนายสันติศักดิ์ ศรีวารินทร์ ผู้อำนวยการส่วนแผนงาน สำนักงานชลประทานที่ 13 นำคณะสื่อมวลชน เข้ารับฟังการบรรยายการบริหารจัดการน้ำเขื่อนแม่กลอง พร้อมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการทำงานของเขื่อนแม่กลอง รวมถึงพื้นที่ปลายคลองฟีดเดอร์ โครงการส่งน้ำฯ พนมทวน และโครงการส่งน้ำฯ ท่ามะกา เพื่อรับฟังแผนการบริหารจัดการน้ำ และแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและภัยแล้งของแต่ละโครงการ

เขื่อนแม่กลอง ถือเป็นหัวใจหลักของพื้นที่ลุ่มน้ำตะวันตก ทำหน้าที่เป็นเขื่อนทดน้ำ โดยรับน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ มีพื้นที่รับน้ำฝนเหนือเขื่อนกว่า 25,590 ตารางกิโลเมตร สามารถส่งน้ำผ่านคลองชลประทานไปยังพื้นที่การเกษตรรวมกว่า 2.34 ล้านไร่ ครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และบางพื้นที่ของสุพรรณบุรี เพชรบุรี และสมุทรสาคร

นอกจากจะจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรแล้ว เขื่อนแม่กลองยังเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับการประปานครหลวง กรุงเทพมหานคร เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และยังมีบทบาทในการผลักดันน้ำเค็มเพื่อควบคุมความเค็ม รวมถึงการป้องกันน้ำเสียและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก

กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในปี 2568 ได้มีการเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำรวมกว่า 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นเพื่อการเกษตร 1,970 ล้าน ลบ.ม. การอุปโภคบริโภค 492 ล้าน ลบ.ม. และเพื่อการรักษาระบบนิเวศ 1,538 ล้าน ลบ.ม. ขณะเดียวกัน ทางสำนักงานชลประทานที่ 13 ได้เตรียมเครื่องจักร อุปกรณ์ และบุคลากรไว้พร้อม เพื่อให้ความช่วยเหลือหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินจากฝนตกหนักและน้ำหลาก สำหรับฤดูแล้งปี 2569 คาดว่าจะมีน้ำเพียงพอต่อการบริหารจัดการ แต่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอต่อทุกกิจกรรมตลอดทั้งปี

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว สำนักงานชลประทานที่ 13 ได้ขยายการดูแลไปยังพื้นที่นอกเขตชลประทาน เช่น พื้นที่หมู่ที่ 8 ตำบลเขาขลุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำเพียงพอ และพื้นที่ตั้งอยู่สูงกว่าระดับคลองส่งน้ำ โครงการชลประทานราชบุรี จึงได้ก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านห้วยดอกไม้พร้อมระบบส่งน้ำ เพื่อกระจายน้ำให้ประชาชนในพื้นที่ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ สามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรกว่า 3,161 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 365 ครัวเรือน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

-(016)

‘ร้อยเอ็ด’ มอบกระบือ โครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

‘ร้อยเอ็ด’ มอบกระบือ โครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

‘ร้อยเอ็ด’ มอบกระบือ โครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.00 น.

5 กันยายน 2568 ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายเอกรัฐ พลซื่อ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบกระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ จำนวน 60 ตัว ณ บ้านพลับพลา  ต.พลับพลา อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด

-(016)

‘ศมข.ชัยภูมิ’ยกระดับการทำนาของศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

'ศมข.ชัยภูมิ'ยกระดับการทำนาของศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

‘ศมข.ชัยภูมิ’ยกระดับการทำนาของศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.56 น.

ศมข.ชัยภูมิ ยกระดับการทำนาของศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

กรมการข้าว มีนโยบายการลดต้นทุนการผลิตข้าวผ่าน โครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธ์ข้าวชัยภูมิ ได้ดำเนินงานในการสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร ผ่านศูนย์ข้าวชุมชนข้าวยั่งยืนบ้านท่าคร้อ ตำบลท่าคร้อ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ยกระดับการทำนา พัฒนาการปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

โดยโครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงต้นฤดูเพาะปลูก เช่น ค่าปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และแรงงาน ซึ่งโครงการนี้สนับสนุนเงินช่วยเหลือต่อไร่ ผ่านการลงทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นการเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรสามารถผลิตข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากลดต้นทุน ยังเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีและวิธีการปลูกข้าวที่ทันสมัย ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารและส่งเสริมเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ภาครัฐยังมีแผนขยายผลโครงการในระยะยาวเพื่อพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนเกษตรกรไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/L5WKVSeu1vI

กรมชลฯ ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา รับน้ำหลากจากฝนตกหนัก พร้อมดูแลพื้นที่เสี่ยง

กรมชลฯ ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา รับน้ำหลากจากฝนตกหนัก พร้อมดูแลพื้นที่เสี่ยง

กรมชลฯ ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา รับน้ำหลากจากฝนตกหนัก พร้อมดูแลพื้นที่เสี่ยง

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.51 น.

กรมชลประทาน แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ จากการติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าในระยะนี้ยังคงมีฝนตกหนักสะสมอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,900 – 2,300 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขาอีกประมาณ 100 ลบ.ม./วินาที จะส่งผลให้มีปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ประมาณ 2,000 – 2,400 ลบ.ม./วินาที

ดังนั้น เพื่อรองรับปริมาณน้ำดังกล่าว กรมชลประทานจึงจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา แบบขั้นบันไดในอัตราประมาณ 1,500 – 2,000 ลบ.ม./วินาที โดยได้รับความเห็นชอบจาก คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 30 – 110 เซนติเมตร

มีพื้นที่เสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ คลองโผงเผง จ.อ่างทอง , คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ,  ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ,  ต.ลาดชิด และ ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา และชุมชนที่ติดกับแม่น้ำน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 12 ได้เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำเนื่องจากเขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบายน้ำ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด หากมีการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ จะเร่งแจ้งให้ต่อไป

สามารถติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำได้ที่ wmsc.rid.go.th และ bigdata-swoc.rid.go.th หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร. 1460 สายด่วนกรมชลประทาน

-(016)

กรมชลฯจัดสื่อมวลชนสัญจรเขื่อนแม่กลอง ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผนรับมือภัยแล้งปี69

กรมชลฯจัดสื่อมวลชนสัญจรเขื่อนแม่กลอง ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผนรับมือภัยแล้งปี69

กรมชลฯจัดสื่อมวลชนสัญจรเขื่อนแม่กลอง ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผนรับมือภัยแล้งปี69

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.33 น.

กรมชลประทานจัดสื่อมวลชนสัญจรเขื่อนแม่กลอง ติดตามบริหารจัดการน้ำ–แผนรับมือภัยแล้งปี 2569
 
วันนี้ (4 กันยายน 2568) สำนักงานชลประทานที่ 13 กรมชลประทาน นำโดยนายธนากร ตันติกุล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กลอง นายสัญญา สุริวรรณ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่ามะกา นายสรณคมน์ ช่างวิทยาการ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา และนายยงยุทธ จุลานนท์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพนมทวน นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการทำงานของเขื่อนแม่กลอง รวมถึงพื้นที่ปลายคลองฟีดเดอร์ โครงการส่งน้ำฯ พนมทวน และโครงการส่งน้ำฯ ท่ามะกา เพื่อรับฟังการบริหารจัดการระบบชลประทาน การจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร และการเตรียมการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมและภัยแล้ง
 
เขื่อนแม่กลองถือเป็นหัวใจหลักของพื้นที่ลุ่มน้ำตะวันตก ทำหน้าที่เป็นเขื่อนทดน้ำ โดยรับน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ ความจุอ่าง 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนวชิราลงกรณ มีความจุอ่าง 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับน้ำฝนเหนือเขื่อนกว่า 25,590 ตารางกิโลเมตร สามารถส่งน้ำผ่านคลองชลประทานไปยังพื้นที่เกษตรรวมกว่า 2.34 ล้านไร่ ครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และบางพื้นที่ของสุพรรณบุรี เพชรบุรี และสมุทรสาคร นอกจากจะจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรแล้ว เขื่อนแม่กลองยังเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับการประปานครหลวง กรุงเทพมหานคร มีโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กผลิตไฟฟ้าใช้ในพื้นที่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และยังมีบทบาทในการผลักดันน้ำเค็มเพื่อควบคุมความเค็ม รวมถึงการป้องกันน้ำเสียและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก 
 


นายสรณคมน์ ช่างวิทยาการ เปิดเผยว่า ในปี 2568 ได้มีการเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำรวมกว่า 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นเพื่อการเกษตร 1,970 ล้านลูกบาศก์เมตร การอุปโภคบริโภค 492 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพื่อการรักษาระบบนิเวศ 1,538 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะเดียวกัน สำนักงานชลประทานที่ 13 ได้เตรียมเครื่องจักร อุปกรณ์ และบุคลากรไว้พร้อม เพื่อให้ความช่วยเหลือหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินจากฝนตกหนักและน้ำหลาก สำหรับฤดูแล้งปี 2569 คาดว่าจะมีน้ำเพียงพอต่อการบริหารจัดการ แต่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอต่อทุกกิจกรรมตลอดทั้งปี

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว สำนักงานชลประทานที่ 13 ได้ขยายการดูแลไปยังพื้นที่นอกเขตชลประทาน เช่น พื้นที่หมู่ที่ 8 ตำบลเขาขลุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำเพียงพอ และพื้นที่ตั้งอยู่สูงกว่าระดับคลองส่งน้ำ โครงการชลประทานราชบุรี จึงได้ก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านห้วยดอกไม้พร้อมระบบส่งน้ำ เพื่อกระจายน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ สามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรกว่า 3,161 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง 365 ครัวเรือน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม