รมว.เกษตรฯลุยติดตามแผนจัดการน้ำบางระกำโมเดล ปี 2568 เตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่

รมว.เกษตรฯลุยติดตามแผนจัดการน้ำบางระกำโมเดล ปี 2568 เตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่

รมว.เกษตรฯลุยติดตามแผนจัดการน้ำบางระกำโมเดล ปี 2568 เตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.27 น.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำยม และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่บางระกำโมเดล ณ ประตูระบายน้ำบางแก้ว อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่ในช่วงปลายฤดู โดยมี นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย นายสมจิตฐิพงศ์ อำนาจศาล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 , นายทวีวัฒน์ สืบสุขมั่นสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน

ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งบางระกำได้เริ่มเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้วประมาณร้อยละ 50 ของพื้นที่ คาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ เพื่อเปิดพื้นที่รับน้ำหลากตามแผนงานโครงการบางระกำโมเดล ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้สูงสุดถึง 400 ล้านลูกบาศก์เมตร

ต่อจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางต่อไปยังประตูระบายน้ำ DR.2.8 ตำบลบ้านไร่ อำเภอบางกระทุ่ม ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการผันน้ำจากแม่น้ำยม ลงสู่แม่น้ำน่าน เพื่อเร่งพร่องน้ำจากพื้นที่ตอนบน ลดความเสี่ยงต่อพื้นที่ลุ่มต่ำในอำเภอบางกระทุ่มและพื้นที่ท้ายน้ำอื่นๆ

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เช่น การควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนอย่างรอบคอบ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเปราะบาง รวมทั้งเสริมคันกั้นน้ำชั่วคราว และเตรียมความพร้อมพื้นที่รับน้ำในโครงการบางระกำโมเดลหลังเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ พร้อมกันนี้ ยังได้บูรณาการร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานในพื้นที่ ในการเตรียมความพร้อมหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในจุดเสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบ และยังคงติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำยมอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกับจังหวัดต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การรับมือฤดูฝนปีนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบ ที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุดตามข้อสั่งการของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

– 006

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่จ.พิษณุโลกจัดการน้ำตามแผนฯ

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่จ.พิษณุโลกจัดการน้ำตามแผนฯ

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่จ.พิษณุโลกจัดการน้ำตามแผนฯ

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

“อรรถกร” ลุย ทุ่งบางระกำ มั่นใจ เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จภายใน ส.ค. ตามแผนบางระกำโมเดล 68 เตรียมพื้นที่รับน้ำหลากช่วงฤดูฝน

วันนี้ (3 ส.ค.) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการบางระกำโมเดล และพบปะเกษตรเกษตรกรเพื่อรับฟังปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว ต.บางระกำ จ.พิษณุโลก

นายอรรถกร กล่าวว่า โครงการบางระกำโมเดล ทุ่งบางระกำเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี ทำให้เกษตรกรต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการเกษตร โครงการบางระกำโมเดลจึงเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีให้เร็วขึ้น เพื่อให้เก็บเกี่ยวก่อนฤดูน้ำหลาก และใช้พื้นที่หลังเก็บเกี่ยวเป็นทุ่งหน่วงน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งตามแผนดำเนินงานปี 2568 ได้กำหนดให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวให้แล้วเสร็จภายใน 15 สิงหาคม เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับน้ำหลากในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงจากการที่มีฝนตกหนักในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ที่ตกเร็วกว่าปกติ มีผลทำให้น้ำหลากเข้าสู่พื้นที่ลุ่มน้ำยมเร็วกว่าปกติ การเก็บเกี่ยวให้ทันจึงช่วยลดความเสียหายของผลผลิต และเปิดทางให้พื้นที่ทำหน้าที่หน่วงน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน กรมชลประทาน ได้มีการแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำที่ทะลักจาก จ.สุโขทัย เข้าท่วมสองฝั่งแม่น้ำยมตอนบนบางจุดแล้ว สาเหตุมาจากปริมาณน้ำจาก จ.แพร่ มีมากถึง 1,600 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ได้ไหลมาสู่ประตูระบายน้ำ (ปตร.) บ้านหาดสะพานจันทร์ จ.สุโขทัย ประมาณ 1,400 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งเกินความจุของแม่น้ำยม กรมชลประทานจึงใช้มาตราการรับมือโดยการผันน้ำไปทางแม่น้ำยมสายเก่า หรือผ่านคลองเมม-คลองบางแก้ว เข้าสู่ อ.บางระกำ

ทั้งนี้ ในวันเดียวกันนี้ ได้มีการระบายน้ำที่ ปตร.บางแก้ว จำนวน 91 ลบ.ม. ต่อวินาที ซึ่งจะสามารถควบคุมการระบายในอัตราที่ไม่ล้นตลิ่งหรืออัตราที่ไม่กระทบชุมชน พืชผลทางการเกษตร และจะยังไม่มีการผันเข้าสู่ทุ่งบางระกำโมเดล เพราะข้าวของเกษตรกรยังเก็บเกี่ยวไม่แล้วเสร็จ โดยขณะนี้ข้าวของเกษตรกรกำลังเจริญเติบโต แต่ยังไม่ครบอายุกำหนดเก็บเกี่ยวได้ คาดว่าต้องรออีกประมาณกลางเดือนสิงหาคมถึงจะเก็บเกี่ยวได้ มีพื้นที่ 327,000 ไร่ ครอบคลุมจังหวัดพิษณุโลกและสุโขทัย ปัจจุบันเกษตรกรเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว ประมาณ 160,000 ไร่ หรือกว่า 49% และคาดว่าจะแล้วเสร็จเต็มพื้นที่ภายในเดือน ส.ค.

“ช่วงที่ทุ่งบางระกำถูกใช้เป็นทุ่งหน่วงน้ำ กรมชลประทานร่วมกับกรมประมงได้ปล่อยพันธุ์ปลา เพื่อส่งเสริมอาชีพเสริมให้กับเกษตรกร ให้สามารถจับปลาและแปรรูปจำหน่าย รวมถึงบริโภคในครัวเรือน อีกทั้งยังมอบกรมส่งเสริมการเกษตรจัดหาอาชีพเสริมด้านการเกษตร เพื่อช่วยสร้างรายได้และเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจในช่วงที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ตามปกติ” นายอรรถกร กล่าว

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังขยายพื้นที่โครงการจาก 265,000 ไร่ เป็น 327,000 ไร่ ครอบคลุมพิษณุโลกและสุโขทัย ภายใต้การดูแลของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน พลายชุมพล และนเรศวร โดยหลังจากเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ จะใช้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำรองรับได้สูงสุด 400 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรกลับมาทำการเกษตรรอบใหม่ได้ในปลายปี

โอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ และคณะ ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพและให้กำลังใจแก่ประชาชนที่อาศัยบริเวณชุมชนคุ้มแม่ย่า ณ หมู่ที่ 15 ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก และติดตามแผนการรับมือน้ำหลากในการช่วยผันน้ำจากยมลงน่าน ที่ประตูระบายน้ำ DR 2.8 ด้วย

015

ประมงแนะ5สูตรอาหารสัตว์น้ำจากวัตถุดิบท้องถิ่น

ประมงแนะ5สูตรอาหารสัตว์น้ำจากวัตถุดิบท้องถิ่น

ประมงแนะ5สูตรอาหารสัตว์น้ำจากวัตถุดิบท้องถิ่น

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.42 น.

กรมประมง แนะสูตรผลิตอาหารสัตว์น้ำอินทรีย์จากวัตถุดิบท้องถิ่น หนุนเกษตรกรลดต้นทุนการเลี้ยง สัตว์น้ำโตไว ปลอดภัยจากสารเคมี  พร้อมแนะ 5 สูตรอาหารสัตว์น้ำอินทรีย์ที่ทำเองได้ไว้ใช้ในครัวเรือน โชว์เคสผลสำเร็จของ “กลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีเมืองแก” จ.สุรินทร์ นำร่องทดลองเลี้ยงปลานิลและปลาตะเพียน

วันนี้ (3 ส.ค.) นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าสัตว์น้ำตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสัตว์น้ำของไทยรวมถึงการเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันถือเป็นนโยบายที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งขับเคลื่อนเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้านการเกษตรสู่มาตรฐานสูง ซึ่งเป็นการพัฒนาทั้งมิติ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด Go Green ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการพึ่งพาสารเคมี พร้อมสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเชื่อมโยงสู่โมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนของภาคเกษตรไทยได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ได้สนับสนุนให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้มีการผลิตอาหารสัตว์น้ำแบบอินทรีย์  เนื่องจากปัจจุบันผลผลิตสัตว์น้ำที่ผ่านการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ยังมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคและอยู่ในวงจำกัด  จึงต้องเร่งขยายและสร้างแหล่งผลิตสัตว์น้ำที่เป็นไปตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้มากขึ้น โดยได้ผลักดันผ่านกิจกรรมพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ภายใต้โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเพิ่มพื้นที่และปริมาณการผลิตเกษตรอินทรีย์ด้านประมงทั้งการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พืชน้ำ และผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการส่งเสริมการผลิตอาหารสัตว์น้ำอินทรีย์จากวัตถุดิบท้องถิ่นที่หาได้ง่าย เช่น รำ ปลายข้าว แหนแดง ผำ กล้วยน้ำว้า ฟักทอง ผักไชยา และใช้วิตามินแร่ธาตุเสริมเพื่อให้ได้อาหารที่สมดุลตามความเหมาะสมของแต่ละชนิดสัตว์น้ำ

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า สูตรอาหารสำหรับเลี้ยงปลากินพืชแบบอินทรีย์ที่กรมประมงแนะนำ มีส่วนผสมของวัตถุดิบต่าง ๆ ดังนี้ (อัตราส่วนรวม 100) สูตรที่ 1 ประกอบด้วย ไข่ต้ม 15 หนอนแมลงวันลายอบแห้ง 10 ไส้เดือนดินอบแห้ง 5 ถั่วเหลืองบด 25 ปลายข้าวบด 10 รำละเอียด 15 วิตามินและแร่ธาตุรวม 0.5 ไดแคลเซียมฟอสเฟต 1.5 กล้วยน้ำว้าบด 18 มีโภชนาการ โปรตีน 28.66, ไขมัน 15.43, พลังงาน 480.13

สูตรที่ 2 ประกอบด้วย หนอนแมลงวันลายอบแห้ง 10 หัวปลาอบแห้ง 10 ไส้เดือนดินอบแห้ง 5 แหนแดง แห้ง 10 ผำสด 5 ถั่วเหลืองบด 20 ปลายข้าวบด 10 รำละเอียด 10 วิตามินและแร่ธาตุรวม 0.5 ไดแคลเซียมฟอสเฟต 1.5 กล้วยน้ำว้าบด 18 มีโภชนาการ โปรตีน 26.48, ไขมัน 15.30, พลังงาน 450.26

สูตรที่ 3 ประกอบด้วย แหนแดงแห้ง 5 ถั่วเหลืองบด 27 ปลายข้าวบด 18 รำละเอียด 22 วิตามินและแร่ธาตุรวม 0.5 ไดแคลเซียมฟอสเฟต 1.5 กล้วยน้ำว้า 26 มีโภชนาการ โปรตีน 20.86, ไขมัน 12.15, พลังงาน 450.20

สูตรที่ 4 ประกอบด้วย ไส้เดือนดินอบแห้ง 2 แหนแดงแห้ง 5 ผำสด 2 ถั่วเหลืองบด 25 ปลายข้าวบด 18 รำละเอียด 20 วิตามินและแร่ธาตุรวม 0.5 ไดแคลเซียมฟอสเฟต 1.5 กล้วยน้ำว้า 26 มีโภชนาการ โปรตีน 21.41, ไขมัน 11.61, พลังงาน 445.12

สูตรที่ 5 ประกอบด้วย หนอนแมลงวันลายอบแห้ง 2 แหนแดงแห้ง 7 ถั่วเหลืองบด 25 ปลายข้าวบด 18 รำละเอียด 20 วิตามินและแร่ธาตุรวม 0.5 ไดแคลเซียมฟอสเฟต 1.5 กล้วยน้ำว้า 26 มีโภชนาการ โปรตีน 20.91, ไขมัน 11.84, พลังงาน 444.71

อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2567 กรมประมง มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการผลิตสูตรอาหารสัตว์น้ำอินทรีย์เพื่อใช้เลี้ยงปลานิล และปลาตะเพียนขาว สู่กลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีเมืองแก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ จำนวนรวม 12 ราย โดยจากการติดตามผลการเลี้ยง พบว่าปลาที่เลี้ยงด้วยอาหารอินทรีย์มีความสมบูรณ์ เนื้อแน่น โตเร็ว โดยเฉพาะปลาตะเพียนมีการตกไข่เร็วกว่าปกติ ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์

“แม้ว่าการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์จะมีข้อจำกัด ทั้งในด้านกระบวนการผลิตที่ต้องปลอดสารเคมีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือสินค้าคุณภาพสูงที่ปลอดภัยทั้งต่อผู้บริโภคและระบบนิเวศ ซึ่งไม่เพียงแค่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับสินค้าประมงของไทยสู่ตลาดที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระดับสากล สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต” รองอธิบดีกรมประมง กล่าว

015

​กสส.เปิดโครงการสัมมนาผู้บริหารกองทุนฯ ปี2568 ชื่นชมเงินกู้ กพส.ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์

​กสส.เปิดโครงการสัมมนาผู้บริหารกองทุนฯ ปี2568 ชื่นชมเงินกู้ กพส.ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์

​กสส.เปิดโครงการสัมมนาผู้บริหารกองทุนฯ ปี2568 ชื่นชมเงินกู้ กพส.ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาผู้บริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมี นายประวัติ แดงบรรจง รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้เข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย สหกรณ์จังหวัด ข้าราชการ พนักงานกองทุนพัฒนาสหกรณ์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดี กสส. เปิดเผยว่า โครงการสัมมนาผู้บริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เป็นหนึ่งในกระบวนการขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้บรรลุตามเป้าประสงค์ในการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นการช่วยสร้างพื้นที่ให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานกองทุนพัฒนาสหกรณ์ได้แลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเห็นระหว่างกัน ตลอดจนเป็นการติดตามและประเมินผลแผนงาน/โครงการที่สหกรณ์แต่ละแห่งได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

“สำหรับการขับเคลื่อนการดำเนินงานกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กพส.วางแนวทางบริหารจัดการกรอบวงเงินให้สหกรณ์กู้ยืมประจำปี โดยคำนึงจากสภาพคล่องทางการเงินและกระแสเงินสดรับจากหนี้ที่ถึงกำหนดชำระระหว่างปี โดยมีการสำรวจความต้องการใช้เงินกู้ล่วงหน้าในแต่ละปี ซึ่งคาดว่าจะสามารถสนับสนุนเงินกู้เพื่อช่วยเหลือสหกรณ์ ประมาณ 5,100 ล้านบาท แยกเป็น 1. โครงการปกติ อัตราดอกเบี้ยตามชั้นลูกหนี้ กพส. เพื่อส่งเสริมให้สหกรณ์ดำเนินธุรกิจ วัตถุประสงค์ให้สมาชิกกู้ จัดหาสินค้ามาจำหน่าย รวบรวมผลผลิต และลงทุนในทรัพย์สิน จำนวน 3,060 ล้านบาท 2. โครงการพิเศษ เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญ หรือเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของโครงการเป็นการเฉพาะ จำนวน 17 โครงการ คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ (ร้อยละ 0 – 1) จำนวน 2,040 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ทั้งสองโครงการอยู่ระหว่างการพิจารณากรอบวงเงินกู้” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวและว่า

และจากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรศรีเมืองใหม่ จำกัด อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในสหกรณ์ที่ได้รับเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เพื่อนำมาใช้พัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจด้านการจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ทำให้สหกรณ์สามารถจัดซื้อเครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติ TP one รุ่น BB top 3 กำลังการผลิต ขนาดไม่น้อยกว่า 30 ตัน/วัน (600-1,200 กระสอบ) ผ่านโครงการสนับสนุนสินเชื่อจัดหาเครื่องผสมปุ๋ยใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้สหกรณ์สามารถผลิตปุ๋ยไว้ใช้เองเพื่อจำหน่ายแก่สมาชิกในราคาที่เป็นธรรมได้ โดยปัจจุบันสหกรณ์ขึ้นทะเบียนผสมแล้วทั้งหมด 12 สูตร ได้แก่ สำหรับนาข้าว 16-16-8/16-8-8/15-15-15/16-20-0 และ สำหรับมันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์ม 15-5-20/18-4-5/13-3-27/15-7-18/15-5-35/13-13-21/27-12-6/27-5-18) โดยสามารถลดต้นทุนต่อกระสอบได้ประมาณ 20-150 บาท

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ตรวจราชการ-มอบนโยบาย

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ'ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ตรวจราชการ-มอบนโยบาย

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ตรวจราชการ-มอบนโยบาย

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.37 น.

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมคณะผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ร่วมติดตามคณะ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ พร้อมพบปะกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปศุสัตว์จังหวัดและเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่เขต 3 และ 4 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ ทั้งนี้คณะ รมว.เกษตรฯ มีกำหนดการลงพื้นที่ทั้งหมด 3 จุด คือ จุดที่ 1 ลงพื้นที่วิทยาลัยการอาชีพโพนทอง ตำบลแวง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด จุดที่ 2 ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนหนองพอกวิทยาลัย ตำบลรอบเมือง อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด และจุดที่ 3 หอประชุมที่ว่าการอำเภอโพธิ์ชัย ตำบลขามเบี้ย อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด

กรมปศุสัตว์ โดย สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ ได้ร่วมจัดนิทรรศการให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้มาร่วมงานฯ อาทิ พันธุ์พืชอาหารสัตว์ การเลี้ยงโคเนื้อแบบประณีต (Intensive Farm) คำแนะนำการผลิตปศุสัตว์อินทรีย์ และโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้ร่วมมอบปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ทั้ง 3 จุด ประกอบด้วย เมล็ดพันธุ์หญ้ารูซี่ จำนวน 300 ถุง (300 กิโลกรัม) หญ้าแพงโกล่าแห้ง จำนวน 400 ฟ่อน (8,000 กิโลรัม) อาหาร TMR (อาหารสัตว์ธงเขียว) จำนวน 2,000 กิโลกรัม เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยง จำนวน 500 กิโลกรัม การแจกถุงยังชีพสัตว์ จำนวน 300 ถุง แก่ตัวแทนเกษตรกรที่มาร่วมงานฯ การออกหน่วยให้บริการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว จำนวนกว่า 300 ตัว พร้อมทั้งได้รณรงค์ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่ โดยการแจกไข่ไก่ให้แก่เกษตรกรที่มาร่วมงานฯ จำนวน 20,000 ฟองอีกด้วย

– 006

กษ.เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันโครงการ ‘ประตูระบายน้ำลำน้ำยัง (กุดก่วง)’ แก้ภัยแล้งซ้ำซาก

กษ.เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันโครงการ 'ประตูระบายน้ำลำน้ำยัง (กุดก่วง)' แก้ภัยแล้งซ้ำซาก

กษ.เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันโครงการ ‘ประตูระบายน้ำลำน้ำยัง (กุดก่วง)’ แก้ภัยแล้งซ้ำซาก

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.37 น.

กษ. เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันโครงการ “ประตูระบายน้ำลำน้ำยัง (กุดก่วง)” แก้ภัยแล้งซ้ำซาก เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์กว่า 10,000 ไร่ มอบปัจจัยการผลิตถึงมือเกษตรกร

1 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างประตูระบายน้ำลำน้ำยัง (กุดก่วง) พร้อมรับฟังปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีสส.  นางรัชนี พลซื่อ สส.ร้อยเอ็ด นายจำลอง ภูนวนทา สส.กาฬสินธุ์ และนายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายเอกรัฐ พลซื่อ ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ ให้การต้อนรับ

นายอรรถกร ระบุ โครงการประตูระบายน้ำลำน้ำยัง (กุดก่วง) เป็นโครงการที่ช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ในพื้นที่ โดยเริ่มก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่บ้านกุดก่วง-วังยาว และระบบส่งน้ำที่มีความยาวกว่า 3,500 เมตร เพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตรประมาณ 3,024 ไร่ แล้วเสร็จในปี 2554 อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูแล้งพบว่า ไม่มีน้ำต้นทุนเพียงพอที่จะสูบไปใช้ในพื้นที่เกษตรได้ กรมชลประทานจึงได้ก่อสร้างประตูระบายน้ำลำน้ำยัง (กุดก่วง) เพื่อทดน้ำและเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง มุ่งบรรเทาและแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ประชาชนในพื้นที่ มีระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี (พ.ศ. 2568 – 2571)

 ทั้งนี้ในปี 2568 มีแผนงานสะสมทั้งโครงการ 0.66 % ผลงานสะสมทั้งโครงการ 1.21 % เร็วกว่าแผน 0.55 % ซึ่งหากแล้วเสร็จจะสามารถกักเก็บน้ำในลำน้ำยังได้ประมาณ 2.2 ล้านลูกบาศก์เมตร ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ตำบลวังสามัคคี และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งจะมีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 10,000 ไร่ เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และอุปโภคบริโภคได้ตลอดทั้งปี รวมทั้งยังช่วยส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการทำประมงพื้นบ้าน ตลอดจนบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ได้อีกด้วย

“โครงการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของภาคการเกษตร ช่วยให้เกษตรกรมีน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก และส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่การเกษตรอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กรมชลประทานพิจารณาดำเนินการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ หรือฝายเพิ่มเติม เพื่อกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตรอย่างทั่วถึง ช่วยให้เกษตรกรมีน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร” นายอรรถกร กล่าว

ทั้งนี้ นายอรรถกร ได้มอบปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรให้แก่ผู้แทนเกษตรกร เพื่อเสริมประสิทธิภาพด้านการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพสูง อาทิ ข้าวสาร จำนวน 10 ตัน เมล็ดพันธุ์/ต้นกล้าพันธุ์ผัก ไข่ไก่ เมล็ดพันธุ์หญ้ารูซี่ ถุงยังชีพสัตว์ บริการทำหมันสุนัขและแมว มอบพันธุ์ปลากินพืช สารเร่งพด. และปุ๋ยหมัก จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

จากนั้น นายอรรถกร เดินทางลงพื้นที่ต่อไปยัง โรงเรียนหนองพอกวิทยาลัย ต.รอบเมือง อ.หนองพอก และหอประชุมที่ว่าการอำเภอโพธิ์ชัย ต.ขามเบี้ย อ.โพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด เพื่อพบปะเกษตรกรและรับฟังปัญหาในพื้นที่ พร้อมมอบโฉนดเพื่อการเกษตร และปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรให้แก่เกษตรกร

-(016)

‘เกษตร’รับมือภาษีทรัมป์ ชู 3 หลักการปกป้องเกษตรกร พร้อมรักษาขีดความสามารถทางการค้า

‘เกษตร’รับมือภาษีทรัมป์ ชู 3 หลักการปกป้องเกษตรกร พร้อมรักษาขีดความสามารถทางการค้า

‘เกษตร’รับมือภาษีทรัมป์ ชู 3 หลักการปกป้องเกษตรกร พร้อมรักษาขีดความสามารถทางการค้า

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.06 น.

‘เกษตร’รับมือภาษีทรัมป์ ชู 3 หลักการปกป้องเกษตรกร พร้อมรักษาขีดความสามารถทางการค้า

1 สิงหาคม 2568 นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายประจำ) เปิดเผยถึงผลการเจรจาภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาว่า ล่าสุดวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยที่อัตราร้อยละ 19 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป โดยอัตราดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากความพยายามในการเจรจาอย่างเข้มข้นของฝ่ายไทยที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากความพยายามในการเจรจาของฝ่ายไทยกับสหรัฐฯ ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ได้เข้าร่วมในการกำหนดท่าทีภาคการเกษตร ร่วมกับรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายพิชัย ชุณหวชิร) และกระทรวงพาณิชย์ในฐานะฝ่ายเลขานุการ

ในการเจรจาที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอท่าทีและยึดมั่นในหลักการสำคัญเพื่อปกป้องภาคการเกษตรของประเทศอย่างถึงที่สุด คือ

1.ต้องเกิดผลกระทบน้อยที่สุด การเปิดตลาดใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านราคาและการรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรในประเทศ

2.ต้องมีมาตรการรองรับที่ชัดเจน รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการที่พร้อมจะนำมาใช้ได้ทันที เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรในสินค้าแต่ละรายการ

3.ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบของไทย การดำเนินการทุกขั้นตอนต้องสอดคล้องกับกฎหมายและกฎระเบียบของไทย โดยเฉพาะมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและไม่ให้กระทบต่อการค้ากับประเทศคู่ค้าอื่นๆ

นอกจากนี้ ไทยยังยึดหลักการพิจารณาการเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้สหรัฐฯ ดังนี้ (1)เป็นสินค้าที่ไทยไม่ผลิต หรือผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ (2) เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับกรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยเคยเจรจาไว้แล้ว (3) เป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการไทยเรียกร้องให้นำเข้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และถั่วเหลือง และ (4) จะไม่เป็นการเปิดตลาดโดยทันที แต่ให้มีระยะเวลาในการทยอยเปิดตลาดสำหรับสินค้าบางรายการ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดสุดท้ายขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหัวหน้าคณะเจรจาฯ รองนายกรัฐมนตรีฯ (นายพิชัย ชุณหวชิร) และกระทรวงพาณิชย์

อย่างไรก็ตามแม้จะต้องเผชิญกับอัตราภาษีใหม่ แต่เมื่อวิเคราะห์ในรายละเอียด อัตราภาษี 19% ที่ไทยได้รับนั้น ส่งผลให้ภาพรวมการแข่งขันทางการค้าของไทยในตลาดสหรัฐฯ ยังสามารถแข่งขันได้ โดยเฉพาะในสินค้าที่ไทยมีศักยภาพและส่วนแบ่งการตลาดสูงอยู่แล้ว ไทยมีความได้เปรียบประเทศคู่แข่งที่ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่า โดยเฉพาะในสินค้าสำคัญอย่าง ข้าว ปลายข้าว และมะพร้าวอ่อนสด และไทยยังรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้ สำหรับสินค้าที่ประเทศคู่แข่งได้รับอัตราภาษีในระดับใกล้เคียงกับไทย เช่น ยางธรรมชาติ ยางแผ่นรมควัน และเนื้อปลาทูน่า-สคิปแจ็คแช่แข็ง ไทยยังคงสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันไว้ได้เป็นอย่างดี รวมถึงการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีอัตราภาษีไม่แตกต่างกันมากนัก

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ ตระหนักดีว่าการเปิดตลาดอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรในประเทศบางรายการ อาทิ เนื้อโค และผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ซึ่งอาจมีสินค้าจากสหรัฐฯ เข้ามาในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับผลกระทบจากการเปิดตลาดอย่างรอบคอบ

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะทำงานเชิงรุกร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับประกอบการเจรจาในรายละเอียดกับฝ่ายสหรัฐฯ ต่อไป พร้อมทั้งจัดทำมาตรการช่วยเหลือ ส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าภาคเกษตรของไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุดและก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่ง” โฆษกกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมลงนาม MOU ส่งเสริม-พัฒนา-ต่อยอดเชิงพาณิชย์ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ร่วมลงนาม MOU ส่งเสริม-พัฒนา-ต่อยอดเชิงพาณิชย์ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมลงนาม MOU ส่งเสริม-พัฒนา-ต่อยอดเชิงพาณิชย์ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.01 น.

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมกระบวนการผลิต และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและการพึ่งพาตนเองของชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้แผนวิจัยมุ่งเป้าเพื่อรองรับกฎระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยผลิตภัณฑ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การยกระดับภาคการเกษตรไทยให้ทันสมัย เพิ่มผลผลิต และเพิ่มความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี ณ ห้องประชุมชั้น 5 อาคาร 3 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กรุงเทพฯ

– 006

ก.เกษตรฯ ถกเตรียมจัดงาน Sustainability Expo 2025

ก.เกษตรฯ ถกเตรียมจัดงาน Sustainability Expo 2025

ก.เกษตรฯ ถกเตรียมจัดงาน Sustainability Expo 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.34 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานหารือการเตรียมความพร้อมการจัดงาน Sustainability Expo 2025 (SX 2025)

วันนี้ (31 ก.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการหารือการเตรียมความพร้อมการจัดงาน Sustainability Expo 2025 (SX 2025) มหกรรมด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 6 ร่วมกับ ผู้แทนจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์​ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นางอมราพร ชีพสมุทร์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ห้องประชุม 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ สำหรับงาน SX 2025 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 ก.ย.2568-5 ต.ค.2568 ภายใต้แนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainablity) ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การจัดนิทรรศการการนำเสนอนวัตกรรมด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน การเสวนาให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เป็นต้น

เกษตรฯผนึกกำลังพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอดผลผลิตทางการเกษตร

เกษตรฯผนึกกำลังพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอดผลผลิตทางการเกษตร

เกษตรฯผนึกกำลังพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอดผลผลิตทางการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.25 น.

เกษตรฯ ผนึกกำลังส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยี 3 หน่วยงานในสังกัด ตั้งเป้าแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรต่อยอดเชิงพาณิชย์

วันนี้ (31 ก.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมกระบวนการผลิต ต่อยอดเชิงพาณิชย์ในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และยกระดับศักยภาพของเกษตรกร ระหว่าง 3 หน่วยงาน โดยมีนายวิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร น.ส.ปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ร่วมลงนาม ณ ห้องประชุมชั้น 5 อาคาร 3 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร

นายประยูร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการนโยบาย งานวิจัย เทคโนโลยีและการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน รวมทั้ง “ปรับระบบการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน” โดยเน้นการขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) เกษตรผลิตดี : ยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต 2) เกษตรปลอดภัย : คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม และ 3) เกษตรยั่งยืน : เพิ่มศักยภาพการแข่งขันและความสามารถในการพึ่งพาตนเองของเกษตรกร

“การลงนามบันทึกความเข้าใจในวันนี้จะเป็นกลไกที่ช่วย “เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้จริง” และ “ยกระดับงานส่งเสริมการเกษตรให้ทันสมัย” นำไปสู่การยกระดับกระบวนการผลิต การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้จริง และขอแสดงความยินดีกับทั้งสามหน่วยงาน รวมทั้งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างกว้างขวางต่อภาคการเกษตรของไทยในอนาคตด้วย” ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

015