กรมปศุสัตว์เร่งตรวจสารเร่งเนื้อแดงคุมเข้มทั่วประเทศ สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค–คู่ค้า

กรมปศุสัตว์เร่งตรวจสารเร่งเนื้อแดงคุมเข้มทั่วประเทศ สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค–คู่ค้า

กรมปศุสัตว์เร่งตรวจสารเร่งเนื้อแดงคุมเข้มทั่วประเทศ สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค–คู่ค้า

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.28 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ระดมชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบสารเร่งเนื้อแดงจากสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย “ประเทศไทยปลอดสารเร่งเนื้อแดง” เพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศคู่ค้า

โดยล่าสุด กรมปศุสัตว์มอบหมายให้นายสัตวแพทย์ยุทธนา โสภี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ พร้อมชุดเฉพาะกิจของกรมฯ ซึ่งประกอบด้วย สำนักงานปศุสัตว์เขต 1 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดปทุมธานี กองสารวัตรและกักกัน สำนักงานตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ บูรณาการร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสารเร่งเนื้อแดง ณ อาคารตลาดเนื้อสัตว์ ตลาดไท ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จากการตรวจสอบ ไม่พบเนื้อสัตว์ที่มีการปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง โดยกรมฯ จะขยายผลการตรวจสอบในพื้นที่อื่นทั่วประเทศต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนึ้นายสัตวแพทย์ยุทธนา บอกว่า สารเร่งเนื้อแดงที่พบว่ามีการลักลอบใช้อย่างผิดกฎหมาย ได้แก่ ซาลบูทามอล (Salbutamol) แรคโทพามีน (Ractopamine) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อและลดไขมัน ทำให้เนื้อมีสีแดงสด ชั้นไขมันบาง เป็นที่ต้องการของตลาด แต่หากสารเหล่านี้ตกค้างในผลิตภัณฑ์และผู้บริโภคได้รับเข้าสู่ร่างกาย จะก่อให้เกิดอาการ เช่น ใจสั่น มือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอย่างหญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคหัวใจ

การใช้สารเร่งเนื้อแดงมีความผิดตาม ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2559 กำหนดให้สารเร่งเนื้อแดงเป็นวัตถุต้องห้าม หากฝ่าฝืนมีความผิดตาม พระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 71 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและยังผิดตาม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) พ.ศ. 2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ หากตรวจพบถือว่า อาหารนั้นผิดมาตรฐาน ตาม พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 25 (3) มีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือจากผู้จำหน่ายและผู้บริโภคร่วมกันเฝ้าระวัง หากพบเบาะแสการใช้สารเร่งเนื้อแดงในสัตว์หรือผลิตภัณฑ์ สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ : สายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร. 063-225-6888 หรือผ่าน แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

-(016)

‘รมช.อัครา’พร้อม‘ดร.เอกภาพ’ลงพื้นที่ร้อยเอ็ดเปิดโครงการประมงอาสา

‘รมช.อัครา’พร้อม‘ดร.เอกภาพ’ลงพื้นที่ร้อยเอ็ดเปิดโครงการประมงอาสา

‘รมช.อัครา’พร้อม‘ดร.เอกภาพ’ลงพื้นที่ร้อยเอ็ดเปิดโครงการประมงอาสา

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.39 น.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 กันยายน 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมเป็นประธานในพิธีเปิดงานโครงการประมงอาสาพาปลาคืนถิ่น ภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมี ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตร และนายเอกรัฐ พลซื่อ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ ณ ที่ว่าการอำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด

กรมการข้าว ‘ปรับยุทธศาสตร์’ สร้างอนาคตเกษตรไทย ลดโลกร้อน ขยายตลาดพรีเมียม

กรมการข้าว 'ปรับยุทธศาสตร์' สร้างอนาคตเกษตรไทย ลดโลกร้อน ขยายตลาดพรีเมียม

กรมการข้าว ‘ปรับยุทธศาสตร์’ สร้างอนาคตเกษตรไทย ลดโลกร้อน ขยายตลาดพรีเมียม

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.59 น.

กรมการข้าว”ปรับยุทธศาสตร์” สร้างอนาคตเกษตรไทย ลดโลกร้อน ขยายตลาดพรีเมียม

ในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความยั่งยืนของห่วงโซ่อาหาร “การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ” กำลังกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของเกษตรกรไทย ข้าวไม่เพียงแต่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ แต่ยังเป็นสินค้าที่มีภาพลักษณ์เชื่อมโยงกับสุขภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน หากสามารถต่อยอดด้วยมาตรฐานการผลิตที่ลดคาร์บอน จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันทั้งในประเทศและตลาดโลก

กรมการข้าว เร่งผลักดัน ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี แปลงต้นแบบ “การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ” โดยใช้เทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่สำหรับผลิตข้าวแบบรักษ์โลก มีการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตข้าวตั้งแต่การปลูก จนถึงเก็บเกี่ยว

เชิญรับชมองค์ความรู้เพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/V29Xzb_wJE0

– 006

‘กรมการข้าว’ผลักดัน’นาเปียก-สลับแห้ง’ หนทางแห่งอนาคต ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน

'กรมการข้าว'ผลักดัน'นาเปียก-สลับแห้ง' หนทางแห่งอนาคต ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน

‘กรมการข้าว’ผลักดัน’นาเปียก-สลับแห้ง’ หนทางแห่งอนาคต ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.56 น.

กรมการข้าวผลักดัน“นาเปียก-สลับแห้ง” หนทางแห่งอนาคต ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน

กรมการข้าว ผลักดันเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ในการทำนาแบบ “เปียก-สลับแห้ง แกล้งข้าว” ซึ่งเป็นเทคนิคการจัดการน้ำในนา ควบคุมระดับน้ำให้มีช่วงน้ำขังและช่วงที่ดินแห้งสลับกัน เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของรากข้าวและลดการปล่อยก๊าซมีเทน

ทั้งนี้ กรมการข้าว ขอให้พี่-น้องเกษตรกรชาวนาไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำนาเพื่อลดโลกร้อน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการเปลี่ยนวิถีการทำนาแบบเดิม หันมาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน มาเรียนรู้กับแปลงต้นแบบ กับ นายเฉลิมชาติ ฤาไชยคาม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวลพบุรี

เชิญรับชมองค์ความรู้เพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/wMP5NIvkQnc

– 006

‘กรมการข้าว’ ผลักดันเกษตรกรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

'กรมการข้าว' ผลักดันเกษตรกรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

‘กรมการข้าว’ ผลักดันเกษตรกรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.08 น.

กรมการข้าว เดินหน้าผลักดันเกษตรกรไทยให้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก หันมาทำนาแบบ “เปียก-สลับแห้ง แกล้งข้าว” พร้อมทั้งใช้ปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพ ลดการเผาตอซัง เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างมั่นคงยั่งยืน

พี่-น้องเกษตรกร ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำนาเพื่อลดโลกร้อนได้ โดยการเปลี่ยนวิถีการทำนาแบบเดิม หันมาทำนาแบบ “เปียก-สลับแห้ง แกล้งข้าว” พร้อมทั้งใช้ปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพ ลดการเผาตอซัง ช่วยลดต้นทุนการผลิตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นางอมรรัตน์ อินทร์มั่น ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ผลักดันเกษตรกรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เชิญรับชมองค์ความรู้ เพิ่มเติม ลิ้งค์ : https://youtu.be/lLYStOYqEi8?si=5L49rYL29aW2ni-V

-(016)

ข้าวที่ดี! ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ กับ ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จ.ชัยภูมิ

ข้าวที่ดี! ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ กับ ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จ.ชัยภูมิ

ข้าวที่ดี! ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ กับ ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จ.ชัยภูมิ

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 09.08 น.

ข้าวที่ดี ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ กับ ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จ.ชัยภูมิ

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยภูมิ จัดทำโครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพราะข้าวที่ดี ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โครงการดังกล่าวยังช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร

ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จังหวัดชัยภูมิ ได้เข้าร่วมเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคการผลิตข้าวคุณภาพให้แก่เกษตรกรในชุมชน พร้อมส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการทำนา ผลที่ได้คือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของผู้บริโภค โครงการนี้ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนในจังหวัดชัยภูมิ และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/L5WKVSeu1vI

– 006

‘ศมข.ชัยภูมิ’ยกระดับมาตรฐานข้าว มุ่งเน้นความปลอดภัย ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ

'ศมข.ชัยภูมิ'ยกระดับมาตรฐานข้าว มุ่งเน้นความปลอดภัย ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ

‘ศมข.ชัยภูมิ’ยกระดับมาตรฐานข้าว มุ่งเน้นความปลอดภัย ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 09.04 น.

ศมข.ชัยภูมิ ยกระดับมาตรฐานข้าว มุ่งเน้นความปลอดภัย ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยภูมิ ดำเนินโครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ มุ่งยกระดับคุณภาพและมาตรฐานข้าวไทยให้ได้คุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด โดยเน้นความปลอดภัยของผู้บริโภคและความยั่งยืนทางการเกษตรเป็นหลักสำคัญ

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตสมัยใหม่มาใช้ในกระบวนการทำนา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ ได้เข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนา พร้อมทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้และพี่เลี้ยงถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรรายอื่น ส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งให้กับชุมชนและเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ สร้างโอกาสในการแข่งขันด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/PwGGaSGBsSM

– 006

‘กรมการข้าว’ลงนาม MOU ภาคเอกชน ร่วมพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชและสารย่อยสลายตอซัง

'กรมการข้าว'ลงนาม MOU ภาคเอกชน ร่วมพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชและสารย่อยสลายตอซัง

‘กรมการข้าว’ลงนาม MOU ภาคเอกชน ร่วมพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชและสารย่อยสลายตอซัง

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.20 น.

“กรมการข้าว”ลงนาม MOU ภาคเอกชน ร่วมพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชและสารย่อยสลายตอซัง หวังลดภาวะโลกร้อน เพิ่มผลิต เพิ่มรายได้ให้ชาวนา

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายคริสเตียน ดูกัล รองประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่าง กรมการข้าว และบริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด โดยมี นายสมหมาย เลิศนา รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าว นางสาวอมรรัตน์ อินทร์มั่น ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว นายเตชิต ทิวาเรืองรอง ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด และนางสาวณชญาภา วุฒิภัทรโสภณ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกข้อตกลง MOU ร่วมกับ บริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด ในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความร่วมมือวิจัยและพัฒนาการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการผลิตชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพสูงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับย่อยสลายเศษข้าววัชพืช ตอซังและฟางข้าว และเศษพืชอื่นๆ ในระยะเวลาสั้น เพื่อลดการเผา ลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดปัญหาข้าววัชพืชอันเป็นปัญหาหลักของการทำนา และช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน โดยไม่ต้องใช้สารเคมีอันตราย ช่วยแก้ปัญหาของชาวนาไทย อีกทั้งเพื่อเป็นแนวทางพัฒนา ทดสอบใช้ในพื้นที่นาข้าว เพื่อเป็นทางเลือกให้กับชาวนาต่อไปในอนาคต

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า การย่อยเศษซากข้าววัชพืช จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาหลักของชาวนาไทยที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากวัชพืชข้าวที่ขึ้นแทนข้าวดีจะทำให้การปลูกข้าวได้ผลผลิตที่ลดลง ทำให้ชาวนามีรายได้ที่ไม่เพียงพอ ชาวนาในปัจจุบันทะยอยเลิกทำนาข้าว ส่งผลให้ปริมาณนาข้าวในประเทศไทยมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี

ในขณะที่การย่อยฟางและเศษวัสดุทางการเกษตรในนาข้าว จะช่วยแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นความท้าทายสำคัญระดับชาติที่จำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตรที่เกษตรกรนิยมเผาเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อการเตรียมพื้นที่ปลูก เช่น ตอซังและฟางข้าว เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ การเผาทำลายเศษวัสดุทางการเกษตรไม่เพียงแต่ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ยังสร้างผลกระทบต่อคุณภาพดิน ทำให้ดินขาดแร่ธาตุและสารอาหารที่จำเป็นต่อพืช ทำให้ชาวนาต้องพึ่งพาสารเคมี เช่น ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและก่อปัญหาต่อชั้นบรรยากาศ

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เป็นปธ.เปิดโครงการสัมมนาผลสำเร็จโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'เป็นปธ.เปิดโครงการสัมมนาผลสำเร็จโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เป็นปธ.เปิดโครงการสัมมนาผลสำเร็จโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.00 น.

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาผลสำเร็จโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการประชุมวิชาการการปรับตัวที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้วย Climate Smart Agriculture ของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 3 กันยายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ

ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมเวทีเสวนา เรื่อง แนวทางการส่งเสริมการเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ พร้อมด้วย Dr.Nana Kuenkel ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการด้านการเกษตรและอาหาร องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมันประจำประเทศไทย (GIZ) คุณขจีพรรณ บุญศิริ ผู้จัดการการจัดการสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน บริษัท Mars Petcare (ผู้แทนภาคเอกชน) และคุณกิตติ มั่นกตัญญู เจ้าของสวนทุเรียนลุงสมพงษ์ (ผู้แทนเกษตรกร) โดยมี ดร.อรรถวิชช์ วัชรพงศ์ชัย ผู้อำนวยการโครงการข้าว องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมันประจำประเทศไทย (GIZ) เป็นผู้ดำเนินรายการ

– 006

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินฯ ลงพื้นที่ จ.สงขลา หนุนเกษตรกรปลูกทุเรียนปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินฯ ลงพื้นที่ จ.สงขลา หนุนเกษตรกรปลูกทุเรียนปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินฯ ลงพื้นที่ จ.สงขลา หนุนเกษตรกรปลูกทุเรียนปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.08 น.

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินฯ ลงพื้นที่ จ.สงขลา หนุนเกษตรกรปลูกทุเรียนปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP

ดร.สุมิตรา วัฒนา รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านบริหาร ลงพื้นที่ศึกษาดูงานการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการปลูกทุเรียนแบบปลอดภัย ณ สวนสมชาย สวนเกษตรปลอดสารพิษ ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งดำเนินการโดยนายสมชาย จันทะสระ หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน หมู่ที่ 7 บ้านป่ากล้วย เกษตรกรต้นแบบด้านการปลูกทุเรียนต้นแบบตามมาตรฐานเกษตรปลอดภัย (GAP) และเป็นศูนย์ฝึกปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน 

สวนสมชายทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกทุเรียนร่วมกับยางพารา กาแฟ หญ้าอาหารสัตว์ ผักยกแคร่ รวมถึงการเลี้ยงสัตว์และแปลงวนเกษตร โดยมีนายนรา สุขไชย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 นายวีระพจน์ เรืองมี ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสงขลา และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมลงพื้นที่และรายงานข้อมูลเพิ่มเติม

ในแปลงมีการจัดการแบบเกษตรยั่งยืน โดยปลูกทุเรียนร่วมกับพืชอื่น ๆ ได้แก่ ยางพารา กาแฟ และทองหลางน้ำ สร้างระบบรากลอย หรือ  Reborn roots นำเศษใบทุเรียนและใบไม้ในสวนมาคลุมใต้ทรงพุ่ม เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและเป็นอาหารของจุลินทรีย์ท้องถิ่น ซึ่งช่วยป้องกันและรักษาโรคไฟทอปธอรา (Phytophthora) และฟิวซาเรียม (Fusarium) พร้อมทั้งมีการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน ได้แก่ ปุ๋ยหมักจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 น้ำหมักชีวภาพ พด.2 และการใช้ พด.3 และ พด.14 สำหรับแก้ปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน

จากการเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ กับสถานีพัฒนาที่ดินสงขลา ทำให้คุณภาพดินในแปลงมีความร่วนซุยและอุดมสมบูรณ์มากขึ้น การเข้าทำลายของเชื้อสาเหตุโรคพืชลดลง เกษตรกรมีความรู้ในการจัดการดินและปุ๋ยที่เหมาะสม ตลอดจนสามารถถ่ายทอดความรู้และแนะนำการใช้ผลิตภัณฑ์ พด. ให้แก่สมาชิกเครือข่ายนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง ส่งผลให้ผลผลิตในแปลงดีขึ้น ลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตมีคุณภาพดี ปลอดภัย ปลอดสารพิษ สามารถจำหน่ายในตลาดอินทรีย์ ตลาดเกษตรของโรงพยาบาล และตลาดเกษตร ม.อ. สร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง