ความหวังเกษตรกรบ้านโกรกเดือนห้า มีน้ำใช้ยั่งยืน สร้างอาชีพ ลดผลกระทบภัยแล้ง

ความหวังเกษตรกรบ้านโกรกเดือนห้า มีน้ำใช้ยั่งยืน สร้างอาชีพ ลดผลกระทบภัยแล้ง

ความหวังเกษตรกรบ้านโกรกเดือนห้า มีน้ำใช้ยั่งยืน สร้างอาชีพ ลดผลกระทบภัยแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.21 น.

แม้ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝน แต่พื้นที่เกษตรจำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ทำให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกได้เพียงปีละครั้ง และต้องหยุดการผลิตในช่วงฤดูแล้ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จึงเดินหน้าพัฒนาโครงการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร เพื่อเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่พื้นที่ที่ระบบชลประทานเข้าไม่ถึง ล่าสุดที่ตำบลสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา มีระบบน้ำบาดาลเพื่อสนับสนุนกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ พื้นที่กว่า 300 ไร่ ให้มีน้ำใช้สำหรับเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี เปลี่ยนพื้นที่ที่เคยรอคอยน้ำฝนให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาส สร้างรายได้อย่างมั่นคง

นายวิศิษฎ์ คะเชนชาติ นายกเทศมนตรีตำบลสุรนารี กล่าวว่า ตำบลสุรนารีมีประชากรกว่า 22,000 คน ครอบคลุม 10 หมู่บ้าน โดยพื้นที่เกษตร 3–4 หมู่บ้านอยู่นอกเขตชลประทาน เกษตรกรต้องอาศัยเพียงน้ำฝนและบ่อน้ำเดิมซึ่งไม่เพียงพอ เทศบาลจึงประสานขอรับการสนับสนุนจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จนเกิดโครงการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร ช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งน้ำที่มั่นคงสำหรับการเพาะปลูก “ต้องขอขอบคุณกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่เข้ามาสนับสนุนโครงการดี ๆ ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เมื่อมีน้ำก็สามารถเพาะปลูกได้ต่อเนื่อง สร้างรายได้ให้ครอบครัว และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง” นายวิศิษฎ์ กล่าว

นายธนาสิทธิ์ ดำนิล ผู้อำนวยการกองช่าง เทศบาลตำบลสุรนารี กล่าวว่า “พื้นที่บ้านโกรกเดือนห้า เป็นพื้นที่บนเนินนอกเขตชลประทาน แม้จะเป็นพื้นที่ต้นน้ำ แต่ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งจึงประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง หลังจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเข้ามาพัฒนาโครงการ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เมื่อมีน้ำ เกษตรกรก็มีโอกาสเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ และสามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี”

นายกุล คะเชนชาติ ประธานกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ 300 ไร่ กล่าวว่า ก่อนมีโครงการ สมาชิกส่วนใหญ่ทำเกษตรได้เฉพาะฤดูฝน ส่วนหน้าแล้งต้องออกไปรับจ้าง แต่เมื่อมีน้ำบาดาล ทุกคนสามารถปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี ทั้งแตงโม กล้วย ถั่ว พริก และพืชหมุนเวียนชนิดต่าง ๆ ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิก 21 คน เริ่มบริหารพื้นที่เพาะปลูกคนละประมาณ 2 ไร่ พร้อมติดตั้งมิเตอร์น้ำ เพื่อให้ทุกคนใช้น้ำอย่างเป็นธรรม และเตรียมนำระบบน้ำหยดมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและลดต้นทุนในอนาคต

ด้านนางเปรมสิริ จงรวมกลาง สมาชิกกลุ่มเกษตรกร กล่าวว่า “เมื่อก่อนหน้าแล้งแทบปลูกอะไรไม่ได้ แต่วันนี้อยากปลูกอะไรก็ปลูกได้ เพราะมีน้ำบาดาลที่เพียงพอ ปัจจุบันสามารถปลูกแตงโม ฟักทอง พริก มะเขือ และมันสำปะหลังได้ตลอดทั้งปี โดยแตงโมที่ปลูกมีหลายสายพันธุ์คุณภาพ เช่น สตาร์บอมบ์ เมญ่า และทัมอัพ ซึ่งจำหน่ายทั้งหน้าสวน ตลาด และผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงการไลฟ์สด ทำให้มีรายได้หมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณกรมทรัพยากรน้ำบาดาลและเทศบาลตำบลสุรนารี ที่ทำให้พวกเรามีโอกาสสร้างรายได้ตลอดทั้งปี”

ความสำเร็จของโครงการแห่งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า “น้ำบาดาล” ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งน้ำสำรอง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำใต้ดินให้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนที่มั่นคงสำหรับภาคการเกษตร ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างรายได้ให้เกษตรกร และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว

ชูโมเดลความสำเร็จ! ‘เขื่อนลำปาว’ โชว์นวัตกรรมจัดสรรน้ำ-คุมสมดุล 2.9 แสนไร่

ชูโมเดลความสำเร็จ! ‘เขื่อนลำปาว’ โชว์นวัตกรรมจัดสรรน้ำ-คุมสมดุล 2.9 แสนไร่

ชูโมเดลความสำเร็จ! ‘เขื่อนลำปาว’ โชว์นวัตกรรมจัดสรรน้ำ-คุมสมดุล 2.9 แสนไร่

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.01 น.

ชูโมเดลความสำเร็จ! เขื่อนลำปาวเปิดปริมาณน้ำ 770 ล้าน ลบ.ม. การันตีพอใช้ตลอดฤดูฝน ใช้ระบบ GIS-ROS สแกนพื้นที่รายแปลง จัดรอบเวรแบ่งปันน้ำนาข้าวกับบ่อนากุ้ง เกษตรกรยางตลาดปลื้มสร้างรายได้สะพัด

วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 สำนักชลประทานที่ 6 กรมชลประทาน ได้จัดกิจกรรม “สื่อมวลชนสัญจร” เพื่อสร้างความรับรู้ความเข้าใจและสะท้อนผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว หรือ เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเข้าชมกระบวนการ ณ อาคารระบายน้ำ พร้อมรับฟังข้อมูลการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร

นายสำรวย อินพิทักษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว เปิดเผยว่า เขื่อนลำปาวประสบความสำเร็จในการตอบโจทย์ความต้องการใช้น้ำที่แตกต่างกันของเกษตรกร 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ปลูกข้าวนาปรัง และกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม (ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจสร้างรายได้สูงของจังหวัด) โดยขับเคลื่อนผ่าน 2 กลไกสำคัญคือ 1.เปิดโอกาสให้ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร ผู้นำท้องถิ่น และราชการ ร่วมกันประชุมกำหนดปฏิทินการส่งน้ำล่วงหน้าอย่างเป็นธรรม และ 2.นำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และโปรแกรมบริหารจัดการน้ำ (ROS) มาใช้วิเคราะห์คำนวณความต้องการน้ำรายแปลง โดยเฉพาะในพื้นที่ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 ที่เก็บข้อมูลรอบการเลี้ยงกุ้งอย่างละเอียด

ปัจจุบัน (สถานการณ์ ณ กรกฎาคม พ.ศ. 2569) เขื่อนลำปาวมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ 770 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็น 39% ของความจุอ่างฯ) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เพียงพอที่จะดูแลพื้นที่เกษตรกรรมและอุปโภคบริโภคตลอดฤดูฝนนี้อย่างแน่นอน

สำหรับการบริหารจัดการพื้นที่นั้น ปัจจุบันเขื่อนดูแลพื้นที่ทำนาข้าว 290,000 ไร่ และพื้นที่นากุ้ง 3,800 ไร่ เนื่องจากลักษณะของนากุ้งมีปริมาณความต้องการใช้น้ำมากกว่าการทำนาข้าวถึง 2 เท่า โครงการฯ จึงได้จัดระบบ “รอบเวรสับเปลี่ยนหมุนเวียนการส่งน้ำ” เพื่อแบ่งปันน้ำอย่างทั่วถึง ไม่เกิดผลกระทบต่อทั้งแปลงนาและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงนาข้าวของ นายสมทรัพย์ วราศรี ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านนาเชือกเหนือ หมู่ที่ 11 ต.นาเชือก อ.ยางตลาด ระบุว่า ระบบน้ำจากคลองชลประทานช่วยให้ทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง แม้จะมีสถานการณ์ภัยแล้งเอลนีโญเข้ามา แต่กลุ่มเกษตรกรมีการประชุมร่วมกับชลประทานสม่ำเสมอทำให้รู้แผนงานและเตรียมแปลงรับน้ำได้ทันท่วงที จึงมั่นใจว่าจะผ่านพ้นวิกฤตไปได้

ขณะที่ นายสุรพล ภูขามคม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม บ้านนาเชือกเหนือ หมู่ที่ 2 ต.นาเชือก ซึ่งประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งมากว่า 20 ปี เผยว่า ในอดีตระบบส่งน้ำยังไม่สมบูรณ์ แต่ปัจจุบันชลประทานบริหารจัดการน้ำได้ดีมาก ทำให้ 1 ปี สามารถเลี้ยงกุ้งส่งออกได้ถึง 2 รุ่น มีรายได้มั่นคงดีกว่าการทำนาข้าว และช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสามารถลืมตาอ้าปากสร้างฐานะได้จนถึงปัจจุบัน

ก.เกษตรฯ แถลงผลงาน 99 วัน เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย เผยความสำเร็จการขับเคลื่อน 5 ผลงานสำคัญ

ก.เกษตรฯ แถลงผลงาน 99 วัน เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย เผยความสำเร็จการขับเคลื่อน 5 ผลงานสำคัญ

ก.เกษตรฯ แถลงผลงาน 99 วัน เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย เผยความสำเร็จการขับเคลื่อน 5 ผลงานสำคัญ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.37 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แถลงผลงาน 99 วัน เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย เผยความสำเร็จการขับเคลื่อน 5 ผลงานสำคัญ โชว์ผลงานยกระดับข้าวไทย ด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน ด้านอธิบดีกรมการข้าวพร้อมเดินหน้าลุยโครงการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำให้ได้ตามเป้า 1 ล้านไร่

17 กรกฎาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวปิยรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงผลการดำเนินงาน 99 วัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้แนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” ณ ห้อง 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อถ่ายทอดผลการขับเคลื่อนนโยบายและวางรากฐานการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ในโอกาสนี้นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ร่วมการแถลงผลงานด้วย

การแถลงผลการดำเนินงานครั้งนี้ได้สะท้อนผลสำเร็จของการดำเนินงานผ่าน 5 ผลงานสำคัญ ได้แก่ การยกระดับข้าวไทยด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน ลดต้นทุน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ ยกระดับการแข่งขันและความยั่งยืน ต่อยอดสู่ข้าวคาร์บอนต่ำตอบโจทย์มาตรฐานโลก การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อเกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจไทย การตลาดนำการผลิตปกป้องตลาดในประเทศ เปิดประตูสู่ตลาดโลก การลดความซ้ำซ้อนสู่เกษตรแม่นยำ ยกระดับบริการและคุณภาพ ลดขั้นตอน การเข้าถึงเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพ และการคืนสิทธิ์ คืนโอกาส คืนความมั่นคงให้แก่เกษตรกรไทย ด้วยการปลดล็อกที่ดิน พักหนี้สิน เสริมสภาพคล่อง

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนงานภาคการเกษตรไทยมีบริบทความท้าทาย ประกอบด้วย ด้านสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ ซูเปอร์เอลนีโญ ฤดูกาลผิดเพื้ยน ความเสี่ยงโรคอุบัติใหม่ ด้านราคาพืชผล ได้แก่ ราคาพืชผลตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ด้านลักลอบนำเข้า ได้แก่ การลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย ความเสี่ยงด้านมาตรฐานของสินค้า และบั่นทอนความเชื่อมั่นและราคา ด้านการกีดกันทางการค้า ได้แก่ กติกาการค้าโลกที่เข้มงวด และมาตรการด้านคาร์บอน กฎระเบียบของสหภาพยุโรปที่ห้ามนำเข้าและจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และระบบตรวจสอบย้อนกลับ

ด้าน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวภายหลังการแถลงผลงานว่า กรมการข้าวรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ผลงานอยู่ในลำดับต้นๆ และถูกหยิบยกเป็นส่วนหนึ่งใน 5 ผลงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และพร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเร่งเดินหน้าผลักดันการขับเคลื่อนภารกิจของกรมการข้าวที่สอดคล้องกับนโยบาย โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพข้าวไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกรชาวนาไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งกรมการข้าวมุ่งเน้นการขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่ระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผ่านตลาดข้าวคุณภาพและตลาดคาร์บอนเครดิต  โดยมีการขับเคลื่อนแบบบูรณาการความร่วมมือกับต่างประเทศ ภาคเอกชนในประเทศ และการดำเนินการขับเคลื่อนที่ขยายผลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ปี 2569 พื้นที่นาชลประทานภาคกลาง 25 จังหวัด พื้นที่ 1 แสนไร่ และตั้งเป้าหมายขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นให้ได้ 1 ล้านไร่ในปี 2570 ต่อไป

รองนายกฯ ติดตามการบริหารจัดการน้ำฝายแม่ลาว จ.เชียงราย ปลื้มแผนบริหารน้ำกรมชลฯ มั่นใจน้ำเพียงพอตลอดปี

รองนายกฯ ติดตามการบริหารจัดการน้ำฝายแม่ลาว จ.เชียงราย ปลื้มแผนบริหารน้ำกรมชลฯ มั่นใจน้ำเพียงพอตลอดปี

รองนายกฯ ติดตามการบริหารจัดการน้ำฝายแม่ลาว จ.เชียงราย ปลื้มแผนบริหารน้ำกรมชลฯ มั่นใจน้ำเพียงพอตลอดปี

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.14 น.

17 กรกฎาคม 2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำของฝายแม่ลาว จังหวัดเชียงราย พร้อมรับฟังผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของกรมชลประทาน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประชาชนและภาคการเกษตรจะมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ รองรับทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และการรักษาระบบนิเวศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 นายทรงพล พงษ์มุดา ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว นายทวีชัย โค้วตระกูล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงราย นายคชาทัช กาสินธุ์พิลา ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้าง พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน ณ ฝายแม่ลาว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย

ในการนี้ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษ่แม่ลาว ได้รายงานข้อมูลภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบรวม 228,371 ไร่ เป็นพื้นที่ชลประทาน 148,687 ไร่ โดยฝายแม่ลาวก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 และมีการบริหารจัดการน้ำร่วมกับแหล่งน้ำสำคัญในพื้นที่ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่สรวย ความจุ 73 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำช้าง ความจุ 32 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปูนหลวง และอ่างเก็บน้ำแม่ยางมิน ซึ่งอยู่ในแผนพัฒนา เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำในอนาคต ซึ่งโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว ได้วางแผนจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณต้นทุนและความต้องการใช้น้ำในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้มีน้ำเพียงพอตลอดปี

ทั้งนี้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้กรมชลประทานเดินหน้าบริหารจัดการน้ำควบคู่กับการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทานอย่างต่อเนื่อง พร้อมชื่นชมการดำเนินงานที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่พื้นที่ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่า ประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์น้ำทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ อธิบดีกรมปศุสัตว์-คณะกรรมการบริหาร กพด. เข้าเฝ้าฯ

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ อธิบดีกรมปศุสัตว์-คณะกรรมการบริหาร กพด. เข้าเฝ้าฯ

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ อธิบดีกรมปศุสัตว์-คณะกรรมการบริหาร กพด. เข้าเฝ้าฯ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร กรมปศุสัตว์ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย คณะกรรมการบริหาร

กองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) กรมปศุสัตว์ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันที่ 2 เมษายน 2569 ในการนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแจกันดอกไม้และถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย
 

ไทย-มาเลเซีย เตรียมเปิดด่านค้ากุ้ง-ปลากะพง สิ้นเดือน ก.ค.นี้

ไทย-มาเลเซีย เตรียมเปิดด่านค้ากุ้ง-ปลากะพง สิ้นเดือน ก.ค.นี้

ไทย-มาเลเซีย เตรียมเปิดด่านค้ากุ้ง-ปลากะพง สิ้นเดือน ก.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจคุณภาพสินค้าระหว่างกัน 21 ถึง 23 กรกฎาคมนี้ คาดเปิดด่านค้าขายได้ตามปกติภายในสิ้นเดือนนี้ ย้ำเน้นเกณฑ์ตรวจคุณภาพเข้มข้น ป้องกันสินค้าทะลักกระทบเกษตรกรไทย

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า จากการแก้ไขปัญหากรณีข้อจำกัดการค้าขายกุ้งและปลากะพง ระหว่างไทยกับมาเลเซีย   ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 หลังมาเลเซีย สั่งระงับการนำเข้ากุ้ง 5 ชนิดจากไทย ล่าสุดขณะนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะกลับมาเปิดด่านการค้าขายได้ตามปกติ ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้  เนื่องจากกรมประมงของไทย ได้ประสานงานกับทางการมาเลเซียในระดับปฏิบัติการ และได้ข้อตกลงร่วมกันที่จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบด่าน และกระบวนการผลิตของทั้ง 2 ฝ่าย ระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคมนี้ 

ทั้งนีัหากขั้นตอนการตรวจประเมินเสร็จสิ้น และไม่พบปัญหาจะสามารถเปิดด่านค้าขายสัตว์น้ำได้อย่างเสรี และไม่มีข้อจำกัดโควตาภายในกรอบเวลา 30 วันตามเป้าหมาย ที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เคยให้สัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา 

สำหรับข้อกังวลของกลุ่มผู้เลี้ยงปลากะพงและสัตว์น้ำอื่นๆ เกี่ยวกับการลักลอบนำเข้า หรือสินค้าด้อยคุณภาพเข้ามาสวมสิทธิ์ หลังจากมีการเปิดการค้าเสรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่า มาตรการหลักจะใช้การตรวจคุณภาพอย่างเข้มงวด หากพบสินค้าไม่ได้มาตรฐาน จะไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าโดยเด็ดขาด จึงเชื่อมั่นว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยอย่างแน่นอน

กรมชลฯ เดินหน้าเสริมความมั่นคงด้านน้ำ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืนให้ชาวคลองลาน

กรมชลฯ เดินหน้าเสริมความมั่นคงด้านน้ำ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืนให้ชาวคลองลาน

กรมชลฯ เดินหน้าเสริมความมั่นคงด้านน้ำ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืนให้ชาวคลองลาน

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.

กรมชลประทาน เดินหน้าศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการอ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อ อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ภายใต้แผนหลักการพัฒนาลุ่มน้ำคลองสวนหมาก เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ แก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

กรมชลประทานได้จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร พร้อมนำเสนอผลการศึกษาคัดเลือกพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อ ณ ศาลากลางจังหวัดกำแพงเพชร และลงพื้นที่บริเวณบ้านเนินสว่าง ตำบลนาบ่อคำ จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำบนพื้นฐานข้อมูลทางวิชาการ ข้อเท็จจริง และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่

โครงการอ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดกำแพงเพชร โดยมุ่งเพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ตลอดจนเสริมความมั่นคงด้านน้ำให้กับชุมชนและภาคการผลิตในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองสวนหมาก ซึ่งประสบปัญหาความผันผวนของปริมาณน้ำมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ โครงการยังเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระยะยาว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้สถานการณ์น้ำมีความแปรปรวนมากขึ้น ทั้งในด้านภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง โดยกรมชลประทานให้ความสำคัญกับการศึกษาผลกระทบในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสให้ประชาชนและทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอข้อห่วงกังวลตลอดกระบวนการศึกษา

การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การพัฒนาโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน โดยข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้รับจะถูกนำไปประกอบการศึกษาความเหมาะสมของโครงการอย่างครบถ้วน

กรมชลประทานยืนยันเดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนและทรัพยากรธรรมชาติ โดยมุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับทุกภาคส่วน เพื่อรองรับการเติบโตของชุมชนและการพัฒนาพื้นที่ในอนาคต อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในจังหวัดกำแพงเพชรอย่างยั่งยืนต่อไป

GIZ-ธ.ก.ส. ระดมสมองภาคีเครือข่ายและผู้ผลิตภาคเกษตร ยกระดับสู่ห่วงโซ่เกษตรกรรมที่รู้เท่าทันสภาพภูมิอากาศ

GIZ-ธ.ก.ส. ระดมสมองภาคีเครือข่ายและผู้ผลิตภาคเกษตร ยกระดับสู่ห่วงโซ่เกษตรกรรมที่รู้เท่าทันสภาพภูมิอากาศ

GIZ-ธ.ก.ส. ระดมสมองภาคีเครือข่ายและผู้ผลิตภาคเกษตร ยกระดับสู่ห่วงโซ่เกษตรกรรมที่รู้เท่าทันสภาพภูมิอากาศ

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.26 น.

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสถาบันวิจัย ภาครัฐ เอกชนและองค์กรระหว่างประเทศทั้งสิ้นกว่า 70 ท่าน เข้าร่วมระดมสมองในการประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ “การขับเคลื่อน Thailand Taxonomy ภาคเกษตรสู่การปฏิบัติ”  ห้องสกายบอลรูม โรงแรมสกายวิว กรุงเทพฯ

การประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมความคิดเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีให้กับภาคการเกษตรและการเงินการธนาคารไทย รวมถึงผลักดันการดำเนินกิจกรรมตามกรอบการทำงานภายใต้ Thailand Taxonomy ซึ่งเป็นมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยเพื่อให้ภาครัฐและภาคเอกชนมีความเข้าใจตรงกัน และสามารถใช้เป็นเกณฑ์สำหรับส่งเสริมการจัดสรรเงินทุนสีเขียวซึ่งครอบคลุมถึงการไม่สร้างผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยะสำคัญต่อสิ่งแวดอล้อมและสังคม อีกทั้งเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Thailand Taxonomy ในระยะที่ 1 ครอบคลุมกิจกรรมในภาคพลังงานและขนส่ง เนื่องจากเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด และต่อมาในระยะที่ 2 ได้มีการขยายให้ครอบคลุมภาคเกษตร ภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการจัดการของเสีย ส่งผลให้ Thailand Taxonomy ในปัจจุบันครอบคลุมสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 95% ของประเทศ ดังนั้น Thailand Taxonomy จึงนับเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเติบโตอย่างยั่งยืน

นางสาวปิยะวรรณ เข็มทองประดิษฐ์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานดังนี้ “การเปิดตัว Thailand Taxonomy ระยะที่สอง เมื่อปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกก้าวสำคัญ ภาคเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีึความสำคัญต่อประเทศไทยทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร การจ้างงาน รายได้ของประชาชน และการรับมือกับความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดทำ Taxonomy เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความท้าทายสำคัญยิ่งกว่าคือการทำให้หลักเกณฑ์นี้สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ภาคการเงินมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคเกษตร และ Thailand Taxon”omy จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ประเมินความเสี่ยง และสนับสนุนเงินทุนให้แก่กิจกรรมสีเขียวได้อย่างโปร่งใส”

นางสาวสังวาล ทรัพย์มา ผู้จัดการโครงการและหัวหน้าฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์และการสื่อสาร สำนักงานเลขาธิการเวทีข้าวยั่งยืน (Sustainable Rice Platform) ซึ่งเป็นความร่วมมือของหลากหลายองค์กรทั้งในประเทศและระดับโลกที่มีวิสัยทัศน์มุ่งเน้นการ ผลิตอาหารเพื่อประชากรโลกอย่างยั่งยืน เพื่อส่งมอบข้าวคุณภาพดีและมีคุณค่าทางโภชนาการแก่ผู้บริโภค พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตและการบริโภคข้าว กล่าวในเวทีอภิปรายหัวข้อ “เสียงสะท้อนจากห้วงโซ่เกษตร: การนำ Taxonomy ไปใช้ในทางปฏิบัติ” ว่า “มาตรฐาน SRP และนโยบาย Thailand Taxonomy สำหรับภาคเกษตรของไทยมีความสอดคล้องกันอย่างมากอยู่แล้ว SRP ช่วยให้เกษตรกรสามารถนำแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนไปใช้และวัดผลได้ ในขณะที่ นโยบาย Taxonomy จะช่วยให้ภาคเกษตรเข้าถึงแหล่งทุนการเงินตามโครงสร้างที่มีอยู่ แทนที่จะสร้างระบบใหม่ เราควรต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว เช่นมาตรฐาน SRP ให้ใช้งานได้จริง มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และการตรวจสอบอิสระช่วยลดความซ้ำซ้อน ขั้นตอนต่อไปคือ  SRP จะเริ่มนำนโยบาย Taxonomy  ไปใช้กับการจัดการพื้นที่สวนและนาที่ได้รับการรับรองจาก SRP เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน และพันธมิตรในห่วงโซ่ภาคเกษตรสามารถทดสอบแนวทาง ระบุช่องโหว่ที่ยังมีอยู่ในห่วงโซ่่ และสามารถขยายผลของนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น”

กิจกรรมภายในงานมีการบรรยายพิเศษ โดย นางสาวกอบรัตน์ โชติเรืองประเสริฐ ผู้ประเมินความยั่งยืนอาวุโส บริษัท ดีเอ็นวี (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้เชี่ยวชาญและหนึ่งในที่ปรึกษาที่ร่วมพัฒนา Thailand Taxonomy ในระยะที่ 2 เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันถึงหลักเกณฑ์ของกิจกรรมในภาคเกษตรที่สอดคล้องกับ Thailand Taxonomy เปรียบเทียบเกณฑ์ Taxonomy ของประเทศกับเกณฑ์ในระดับภูมิภาค (ASEAN Taxonomy) รวมถึงนำเสนอประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาสำหรับภาคเกษตร ความท้าทายที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ และความสำคัญที่ต้องอาศัยการขับเคลื่อนร่วมกันหลายภาคส่วนในห้วงโซ่ภาคเกษตร และได้รับเกียรติจาก นายภูมิเลิศ เลิศวรวิทย์, ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อบุคคล และ นายวิชัย ปักษา ผู้อำนวยการสำนักกิจการระหว่างประเทศ จาก ธ.ก.ส. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของธ.ก.ส.ในฐานะสถาบันการเงินเพื่อภาคเกษตร และนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการการเงินสีเขียว ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรรมที่เท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศ และการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Smart Finance) การใช้มาตรการจูงใจและเครื่องมือทางการเงินเพื่อยกระดับผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและรายได้ของเกษตรกร สอดรับการดำเนินงานตามกรอบ Thailand Taxonomy ภาคเกษตร

สำหรับกิจกรรมในภาคบ่ายเป็นการทำกิจกรรมตามกลุ่มย่อยเพื่อระดมสมอง หารือแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่สอดคล้องของหน่วยงานที่มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละภาคส่วน ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้ประกอบการสินค้าเกษตร สถาบันการเงิน ผู้กำหนดมาตรฐานการเกษตร นักวิชาการ รวมถึงหารือความท้าทายในทางปฏิบัติ และบทบาทของภาคธุรกิจการเกษตร ภาคการเงิน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่ภาคเกษตรตั้งแต่ระดับกลางน้ำถึงปลายน้ำ ในการขับเคลื่อน Thailand Taxonomy ภาคเกษตรให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

นางสาวพิมกานต์ ขัตติยวงศ์ ผู้จัดการโครงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายชีวภาพทางทะเลและชายฝั่ง GIZ ประจำประเทศไทย กล่าวว่าข้อเสนอแนะและแนวทางการปฏิบัติที่ดี ที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ GIZ โดยโครงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและชายฝั่ง (Climate, Coastal, and Marine Biodiversity: CCMB) และโครงการระบบการผลิตข้าวที่ยั่งยืนแบบองค์รวม (Inclusive Sustainable Rice Landscapes: ISRL) จะนำเสนอสรุปการประชุมเชิงปฏิบัติการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการสนับสนุนการผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากแนวทางภาคสมัครใจไปสู่การดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในภาคการเกษตรเชิงปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป

‘สุริยะ’ สั่ง ชป. ลุยช่วยเหลือเกษตรกร บรรเทาภัยแล้ง ป้องกันน้ำท่วม

‘สุริยะ’ สั่ง ชป. ลุยช่วยเหลือเกษตรกร บรรเทาภัยแล้ง ป้องกันน้ำท่วม

‘สุริยะ’ สั่ง ชป. ลุยช่วยเหลือเกษตรกร บรรเทาภัยแล้ง ป้องกันน้ำท่วม

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.32 น.

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า แม้ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แต่ในหลายพื้นที่ยังคงประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติมีน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก ขณะที่บางพื้นที่กลับได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง จึงสั่งการให้กรมชลประทานเร่งบริหารจัดการน้ำอย่างรอบด้าน มีการส่งเครื่องจักรกลและเครื่องสูบน้ำเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร

ด้านกรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 12 ได้ติดตามและสนับสนุนการปฏิบัติงานเครื่องสูบน้ำในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดอุทัยธานีอย่างใกล้ชิด โดยระดมเครื่องสูบน้ำเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ รวมทั้งพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง หวังส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกและเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ปฏิบัติการดังกล่าว ครอบคลุมพื้นที่ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชัณสูตร และโครงการชลประทานอุทัยธานี มีการติดตามการทำงานของเครื่องสูบน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปรับแผนการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่า จะไม่ทอดทิ้งพี่น้องเกษตรกร พร้อมสั่งการให้กรมชลประทานเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอดฤดูฝน แม้หลายพื้นที่จะมีฝนตกต่อเนื่อง แต่ยังคงมีบางพื้นที่ที่มีฝนตกน้อย ส่งผลให้ปริมาณน้ำไม่เพียงพอและมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ ขณะเดียวกัน ได้กำชับให้บริหารจัดการน้ำในพื้นที่ที่มีฝนตกหนักหรือน้ำท่วมขังอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบต่อภาคการเกษตร และสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง

สุริยะ กางโรดแมป เกษตรนวัตกรรม ปลุกกระแส ตลาดนำการวิจัย

สุริยะ กางโรดแมป เกษตรนวัตกรรม ปลุกกระแส ตลาดนำการวิจัย

สุริยะ กางโรดแมป เกษตรนวัตกรรม ปลุกกระแส ตลาดนำการวิจัย

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.05 น.

“สุริยะ” กางโรดแมป “เกษตรนวัตกรรม” ปลุกกระแส “ตลาดนำการวิจัย” เปลี่ยนงานวิจัยบนหิ้งสู่พื้นที่จริง เร่งแก้ฝุ่น PM 2.5 สู้วิกฤตโลกเดือด พร้อมดันไทยเป็นศูนย์กลาง Agri-Wellness ระดับสากล

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานมอบรางวัลและมอบนโยบายในงานสัมมนา “ผลงานวิจัยกับการนำไปใช้ประโยชน์” ภายใต้แนวคิด “วิจัยใช้ประโยชน์ ตอบโจทย์ตลาด สร้างมูลค่า สู่รายได้ยั่งยืน” ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งขับเคลื่อนนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” โดยยึดแนวทาง “ตลาดนำการวิจัย เกษตรปลอดภัยมูลค่าสูง” เป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

ทั้งนี้โดย ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคพืชอุบัติใหม่ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาพื้นที่เกษตร ตลอดจนมาตรการกีดกันทางการค้าและปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าหมายหลักให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยีปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริงในพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้าเชิงพาณิชย์ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะ “ทุเรียนสด” ซึ่งในครึ่งแรกของปี 2569 สามารถสร้างมูลค่าส่งออกสูงกว่า 100,000 ล้านบาท และคาดว่าจะพุ่งทะลุ 150,000 ล้านบาทในช่วงสิ้นปี ขณะเดียวกันยังเร่งเปิดตัวยุทธศาสตร์อนาคต “Agri-Wellness” ยกระดับสมุนไพรไทยสู่ตลาดสุขภาพระดับโลกภายใต้แนวคิด “Longevity and Wellness” ผ่านความร่วมมือครั้งสำคัญกับโรงพยาบาลศิริราช เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเกษตรและสุขภาพในระดับนานาชาติ ซึ่งจะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตนี้ไปร่วมจัดแสดงศักยภาพในงานมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี พ.ศ. 2569 เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยสมุนไพรไทยสู่ตลาดสุขภาพระดับโลก

ขณะเดียวกันยังได้ร่วมมือกับภาคเอกชนผ่านเวทีเสวนา “ตลาดนำการวิจัย สู่คุณค่าทางธุรกิจ” โดยผู้แทนจาก 8 สมาคมเกษตรชั้นนำของประเทศ เพื่อระดมความคิดเห็นในการขับเคลื่อนงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการไปสู่การสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่ตอบโจทย์ตลาดโลก พร้อมทั้งมอบรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ตามเป้าหมายสูงสุดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบูรณาการทุกหน่วยงานในสังกัดเพื่อนำเทคโนโลยีและผลงานวิจัยลงไปขยายผลให้เกิดประโยชน์จริงในพื้นที่และง่ายต่อการเข้าถึงใช้ได้จริง ลดต้นทุนได้จริง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างยั่งยืนด้วย