‘สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์’ปลดล็อกวิกฤตอาหารสัตว์ เร่งผลักดัน’หมู่บ้านอาหารสัตว์ยั่งยืน’ลดต้นทุน-สร้างความยั่งยืน

'สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์'ปลดล็อกวิกฤตอาหารสัตว์ เร่งผลักดัน'หมู่บ้านอาหารสัตว์ยั่งยืน'ลดต้นทุน-สร้างความยั่งยืน

‘สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์’ปลดล็อกวิกฤตอาหารสัตว์ เร่งผลักดัน’หมู่บ้านอาหารสัตว์ยั่งยืน’ลดต้นทุน-สร้างความยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.28 น.

เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศยังเผชิญวิกฤตต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งสูง โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งที่หญ้าสดขาดแคลน ส่งผลให้สัตว์ขาดสารอาหาร สุขภาพไม่สมบูรณ์ และให้ผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ เร่งเดินหน้าศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีด้านอาหารสัตว์ที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ครอบคลุมตั้งแต่การปลูกพืชอาหารสัตว์ การจัดการแปลง การผลิต การเก็บสำรอง ไปจนถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาต้นแบบการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ สู่การสาธิตและขยายผลให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่ของตนเอง

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ได้ขับเคลื่อนโครงการ “หมู่บ้านอาหารสัตว์ยั่งยืน” ในพื้นที่ 32 จังหวัดทั่วประเทศ เน้นส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มจัดทำแปลงพืชอาหารสัตว์ในชุมชน เพื่อผลิตอาหารสัตว์คุณภาพใช้เอง ลดการพึ่งพาจากภายนอก และสร้างแหล่งสำรองในช่วงวิกฤต ซึ่งแนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ แต่ยังส่งเสริมการใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างคุ้มค่า เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชน และสร้างความมั่นคงด้านอาหารสัตว์ในระยะยาว

นอกจากนี้ การยกระดับภาคปศุสัตว์ให้มีคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทยในอนาคต

รับชมเพิ่มเติมได้ที่ ลิงก์วิดีโอ : https://youtu.be/Y8apZeKqfRM

จับตา! โควตานม’69 เมื่อผลประชาพิจารณ์-หลักเกณฑ์ใหม่ยังคลุมเครือ

จับตา! โควตานม’69 เมื่อผลประชาพิจารณ์-หลักเกณฑ์ใหม่ยังคลุมเครือ

จับตา! โควตานม’69 เมื่อผลประชาพิจารณ์-หลักเกณฑ์ใหม่ยังคลุมเครือ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.03 น.

ประเด็นร้อน “โครงการนมโรงเรียน ปีการศึกษา 2569” กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักในสังคม หลังพบข้อสังเกตสำคัญเกี่ยวกับความโปร่งใสของกระบวนการกำหนดหลักเกณฑ์ และความชัดเจนของระบบจัดสรรโควตา

จุดที่ถูกวิพากษ์มากที่สุด คือ การไม่เปิดเผยผลการประชาพิจารณ์ ทั้งในส่วนของความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และข้อสรุปที่ถูกนำไปใช้จริง ทั้งที่กระบวนการดังกล่าวควรเป็นกลไกสำคัญในการสะท้อนเสียงของเกษตรกรและผู้ประกอบการในระบบ

ขณะเดียวกัน แม้จะมีการประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ออกมา แต่กลับพบว่า ยังไม่มีการระบุ “สัดส่วนโควตา” อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของปัญหาที่ถกเถียงกันมายาวนาน โดยเฉพาะประเด็นสัดส่วน 70:30 ที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงในอุตสาหกรรมโคนม

การไม่มีตัวเลขกำกับชัดเจน ทำให้เกิดข้อกังวลว่า อาจเปิดช่องให้เกิดการตีความและการจัดสรรที่ไม่เป็นธรรมในทางปฏิบัติ และอาจนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการและเกษตรกร

นอกจากนี้ แม้หลักเกณฑ์ใหม่จะเพิ่มมาตรการควบคุมคุณภาพน้ำนมและบทลงโทษที่เข้มงวดขึ้น แต่กลับถูกตั้งคำถามว่า สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด และการเข้าถึงตลาดของเกษตรกรรายย่อย

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า เหตุใดผลประชาพิจารณ์จึงไม่ถูกเปิดเผยหลักเกณฑ์ใหม่สะท้อนเสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจริงหรือไม่ และโครงสร้างการจัดสรรที่ยังไม่ชัดเจน จะนำไปสู่ความเป็นธรรมได้อย่างไร

ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น โครงการนมโรงเรียนซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และเด็กนักเรียนทั่วประเทศ อาจกำลังเผชิญ “วิกฤตความเชื่อมั่น” หากไม่สามารถสร้างความชัดเจนและความโปร่งใสได้ในระยะอันใกล้

‘ฝนหลวงฯ’เดินหน้าทำฝน แก้ปัญหาหมอกควัน’เชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย’ ตั้งเป้าหมายมีฝนตกเย็นนี้

'ฝนหลวงฯ'เดินหน้าทำฝน แก้ปัญหาหมอกควัน'เชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย' ตั้งเป้าหมายมีฝนตกเย็นนี้

‘ฝนหลวงฯ’เดินหน้าทำฝน แก้ปัญหาหมอกควัน’เชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย’ ตั้งเป้าหมายมีฝนตกเย็นนี้

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.29 น.

วันที่ 6 เมษายน 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากที่เมื่อวานนี้ (5 เม.ย. 2569) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.เชียงใหม่ ส่งเครื่องบิน 7 ลำ ปฏิบัติการเช้า-บ่าย เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ให้กับพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งผลหลังการปฏิบัติการพบว่ามีฝนตกบริเวณ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ อ.ลี้ จ.ลำพูน และ อ.เถิน จ.ลำปาง โดยช่วงเช้าที่ผ่านมายังได้รับการรายงานจากอาสาสมัครฝนหลวงในพื้นที่ จ.ลำพูน เพิ่มเติมด้วยว่า มีฝนตกบริเวณ ต.นาทราย ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง วัดปริมาณน้ำฝนได้ประมาณ 10-20 มิลลิเมตร รวมถึง ค่าคุณภาพอากาศหลังปฏิบัติการระบายฝุ่นละออง ณ เวลา 17.00 น. จ.เชียงใหม่ วานนี้มีค่า AQI 162 (สีแดง) จากช่วงเช้าในเวลา 08.00 น. ที่มีค่า AQI 228 (สีม่วง) ซึ่งทำให้ค่าคุณภาพดีขึ้น

สำหรับในเช้าวันนี้ ค่าคุณภาพอากาศของ จ.เชียงใหม่ ณ เวลา 08.00 น.มีค่า AQI 190 อยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) จึงสั่งการให้หน่วยฯ จ.เชียงใหม่ วางแผนปฏิบัติการ อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 10.30 น. ได้แก่ เครื่องบิน CN 2221 ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็น บริเวณ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เครื่องบิน CASA 1541 ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็น บริเวณ อ.ลี้ จ.ลำพูน เครื่องบิน CASA 1545 ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็น บริเวณ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ต่อจากนั้นเวลา 10.45 น. เครื่องบิน CASA 1544 ปฏิบัติการก่อเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละอองบริเวณ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เครื่องบิน CASA 1547 ปฏิบัติการก่อเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละอองบริเวณ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ – อ.เมืองจ.แม่ฮ่องสอน และเครื่องบิน L2611 ปฏิบัติการก่อเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละอองบริเวณ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน – อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ซึ่งผลปฏิบัติการ

ทั้งนี้ จากข้อมูลดาวเทียมและเรดาร์เมื่อเวลา 12.00 น. พบว่า เริ่มมีเมฆก่อตัว โดยจะวางแผนปฏิบัติการเลี้ยงเมฆต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีฝนบริเวณพื้นที่อ.อมก๋อย อ.แม่แจ่ม อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ อ.ขุนยวม อ.ปาย อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน อ.เชียงคาย จ.เลย อ.พาน จ.เชียงราย

โดยต่อมาในช่วงบ่ายได้ติดตามสภาพอากาศและวางแผนทำงานต่อเนื่องอีก 8 เที่ยวบิน ในเวลา 14.30 น. โดยใช้เครื่องบิน CASA ลำที่ 1 ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆบริเวณ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ และ อ.แม่สรวย – อ.เมือง จ.เชียงราย เครื่องบิน CASAลำที่ 2 ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆบริเวณ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน – อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เครื่องบินL410 ลำที่ 1 ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆบริเวณ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เครื่องบิน L410 ลำที่ 2 ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆบริเวณ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และในเวลา 15.00 น. จะใช้เครื่องบิน CN 1 ลำ ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็นบริเวณ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เครื่องบิน CASA ลำที่ 1ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็นบริเวณ อ.ลี้ จ.ลำพูน และเครื่องบิน CASA ลำที่ 2 ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็นบริเวณ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้ หวังผลปฏิบัติการจากการเลี้ยงเมฆให้พัฒนาตัวเพื่อเพิ่มโอกาสให้เกิดฝนตกในพื้นที่เป้าหมายเย็นวันนี้

– 006

ทองคำสีอำพัน! เกษตรกรตรังโชว์เลี้ยง ‘ชันโรง’ ออเดอร์ทะลัก-ผลผลิตไม่พอขาย

ทองคำสีอำพัน! เกษตรกรตรังโชว์เลี้ยง 'ชันโรง' ออเดอร์ทะลัก-ผลผลิตไม่พอขาย

ทองคำสีอำพัน! เกษตรกรตรังโชว์เลี้ยง ‘ชันโรง’ ออเดอร์ทะลัก-ผลผลิตไม่พอขาย

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.11 น.

ทองคำสีอำพัน! เกษตรกรตรังโชว์เลี้ยง ‘ชันโรง’ พันธุ์ขนเงิน เก็บน้ำผึ้งเดือน 5 ขายดีซีซีละ 1.50 บาท ออเดอร์ทะลักข้ามปี-ผลผลิตไม่พอขาย

วันที่ 6 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ หมู่ที่ 3 ต.บางเป้า อ.กันตัง จ.ตรัง นายอับดลรักหีม อวนข้อง เกษตรกรวัย 59 ปี ประสบความสำเร็จในการใช้พื้นที่ว่างรอบบ้านเลี้ยง ‘ผึ้งจิ๋ว’ หรือ ‘ชันโรง’ (ภาษาใต้เรียก ‘อุง’) พันธุ์ขนเงิน เพื่อเก็บน้ำผึ้งคุณภาพสูงจำหน่าย โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้งที่น้ำผึ้งมีความเข้มข้นสูงสุด หรือที่เรียกว่า ‘น้ำผึ้งเดือน 5’

นายอับดลรักหีม เปิดเผยว่า น้ำผึ้งชันโรงที่ได้จะมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ คือหวาน หอม และอมเปรี้ยวเล็กน้อย เนื่องจากผึ้งไปเก็บเกสรจากดอกมะพร้าว ดอกปาล์ม และดอกไม้ในป่าชายเลนข้างบ้าน ซึ่งน้ำผึ้งชนิดนี้มีราคาสูงกว่าน้ำผึ้งทั่วไปถึง 2 เท่า เพราะชันโรงมีขนาดเล็ก น้ำหวานน้อย และหาแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ยาก ปัจจุบันตนจำหน่ายในราคา ซีซีละ 1.50 บาท (หรือขวดละ 100-1,200 บาทตามขนาด) โดยใน 1 กล่องจะเก็บน้ำผึ้งได้ประมาณ 300-400 ซีซี ซึ่งตอนนี้มียอดจองล่วงหน้าจากลูกค้าจนผลิตไม่ทันขาย

สำหรับชันโรงเป็นผึ้งที่ไม่มีเหล็กใน ไม่ดุร้าย จึงปลอดภัยต่อผู้เลี้ยงและคนในครอบครัว นอกจากจะช่วยผสมเกสรเพิ่มผลผลิตให้พืชสวนแล้ว น้ำผึ้งชันโรงยังมีสรรพคุณทางยาสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าน้ำผึ้งทั่วไป ช่วยบำรุงผิวพรรณ รักษาอาการหอบหืด สมานแผล และเป็นแหล่งโพรไบโอติกที่ดีต่อลำไส้ ทำให้เป็นที่ต้องการอย่างมากในกลุ่มผู้รักสุขภาพ

จากการเลี้ยงชันโรงมากว่า 5 ปี ปัจจุบันมีมากกว่า 60 กล่อง สร้างรายได้จากการขายน้ำผึ้งไม่ต่ำกว่าปีละ 50,000 บาท นอกจากนี้นายอับดลรักหีมยังขยายพันธุ์ขายกล่องเลี้ยงพร้อมพ่อแม่พันธุ์ในราคาชุดละ 1,000 บาท หรือกล่องเปล่ากล่องละ 120 บาท ซึ่งการเลี้ยงใช้เวลาเพียง 3-4 เดือนก็เริ่มเก็บผลผลิตได้ แต่หากเลี้ยงครบ 1 ปีจะยิ่งได้ปริมาณน้ำผึ้งที่มากขึ้น

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาดูงานหรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ สามารถติดต่อได้ที่ เฟซบุ๊ก: Tingaoun Kong (ติ่ง อวนข้อง) หรือโทรศัพท์ 084-8379369

สิงคโปร์ไฟเขียว ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ เลือดสุกรปรุงสุก คาดสร้างมูลค่าทะลุ 150 ล้านบาท

สิงคโปร์ไฟเขียว ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ เลือดสุกรปรุงสุก คาดสร้างมูลค่าทะลุ 150 ล้านบาท

สิงคโปร์ไฟเขียว ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ เลือดสุกรปรุงสุก คาดสร้างมูลค่าทะลุ 150 ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.00 น.

สิงคโปร์ไฟเขียวไทยส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุก” เป็นประเทศแรกของโลก หลังระงับยาวนานกว่า 28 ปี คาดสร้างมูลค่าเพิ่มปี 69 ทะลุ 150 ล้านบาท

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า สำนักงานอาหารสิงคโปร์ (Singapore Food Agency: SFA) อนุมัติให้ประเทศไทยส่งออก “ผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกผ่านความร้อน” ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยอาหารไทย (Thai Food Safety) ในเวทีโลก เป็นประเทศแรกที่เปิดตลาดสิงคโปร์ได้สำเร็จหลังวิกฤตนิปาห์ไวรัสปี 2541

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานอาหารสิงคโปร์ (SFA) ได้มีหนังสือแจ้งอนุมัติรับรองให้ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกที่ผ่านความร้อน (Heat-treated Pork Blood Products) ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ทันที ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพการดำเนินงานเชิงรุกของกรมปศุสัตว์ในการยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหาร (GHPs) และระบบควบคุมโรคระบาดที่เข้มแข็งจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“ความสำเร็จในครั้งนี้มีจุดเริ่มจากการตรวจประเมินอย่างเข้มข้นโดยคณะผู้แทน SFA ได้เดินทางมาตรวจประเมินโรงฆ่าสุกรในจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568  ซึ่งผลการประเมินยืนยันชัดเจนว่า ระบบการผลิต กระบวนการจัดเก็บ และการแปรรูปเลือดสุกรของไทยมีสุขอนามัยและความปลอดภัยในระดับสูง (Premium Quality & Safety) สอดคล้องกับมาตรฐานที่เข้มงวดของสิงคโปร์ทุกประการ จึงอนุมัติรับรองให้ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์เลือดสุกรปรุงสุกที่ผ่านความร้อน (Heat-treated Pork Blood Products) ไปยังประเทศสิงคโปร์ได้ทันที ” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

อย่างไรก็ตามการเปิดตลาดครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูและขยายโอกาสทางการค้า โดยคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สุกรของไทยในปี 2569 เพิ่มขึ้นกว่า 150 ล้านบาท ซึ่งประเทศสิงคโปร์  เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลกให้การรับรองไทย เป็นการส่งสัญญาณบวกไปยังตลาดประเทศอื่นๆ ทั่วโลก กรมปศุสัตว์พร้อมเดินหน้าผนึกกำลังกับภาคเอกชนในการรักษามาตรฐาน และขยายตลาดสินค้าปศุสัตว์ไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

จากวิกฤตสู่ความยั่งยืน! ‘บ้านจำปูน’ น้อมนำศาสตร์พระราชาแก้จน-ยุติขัดแย้ง

จากวิกฤตสู่ความยั่งยืน! ‘บ้านจำปูน’ น้อมนำศาสตร์พระราชาแก้จน-ยุติขัดแย้ง

จากวิกฤตสู่ความยั่งยืน! ‘บ้านจำปูน’ น้อมนำศาสตร์พระราชาแก้จน-ยุติขัดแย้ง

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.36 น.

‘บ้านจำปูน’ จากวิกฤตสู่ความยั่งยืน! น้อมนำศาสตร์พระราชาแก้จน-ยุติขัดแย้ง ปั้นรายได้อ้อยคั้นน้ำพุ่งแตะ 7.5 หมื่นต่อไร่

บ้านจำปูน ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา เผยความสำเร็จครั้งใหญ่หลังเผชิญปัญหาเรื้อรังทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมมานาน จากข้อจำกัดเรื่องทรัพยากรน้ำและพืชเชิงเดี่ยวที่ราคาไม่แน่นอน นำมาสู่ความขัดแย้งในชุมชนและปัญหายาเสพติด แต่ปัจจุบันสามารถพลิกโฉมเป็นหมู่บ้านพึ่งตนเองได้อย่างสง่างาม

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเกิดจากการน้อมนำแนวพระราชดำริ ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ โดยสถาบันปิดทองหลังพระฯ เริ่มจากการคัดเลือกเยาวชน 6 คน ไปศึกษาดูงานพื้นที่ต้นแบบดอยตุงและภูพาน เพื่อนำองค์ความรู้กลับมาปลุกพลังคนในชุมชนให้กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ

โดยปัญหาที่หนักที่สุดคือ ‘น้ำ’ เจ้าหน้าที่และชาวบ้านร่วมกันดำเนินโครงการแบบเห็นผลเร็ว (Quick Win) ขุดเจาะน้ำบาดาลและวางระบบกระจายน้ำเข้าแปลงเกษตร 22.5 ไร่ เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน พร้อมประสานกรมชลประทานสร้างสถานีสูบน้ำเข้าพื้นที่นาข้าวอีกกว่า 250 ไร่ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมืองเพิ่มขึ้นจาก 220 กก./ไร่ เป็นสูงสุดถึง 380 กก./ไร่

ทั้งนี้ ปัญหาการเลี้ยงวัวปล่อยทุ่งที่เคยสร้างความบาดหมาง ถูกแก้ไขด้วยการทำประชาคมออกกฎระเบียบ เปลี่ยนมาเป็นการ ‘เลี้ยงแบบขังคอก’ หรือโคขุน ซึ่งนอกจากจะลดความขัดแย้งแล้ว ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มสะสมรวมกว่า 1 ล้านบาท ในช่วงปี 2562-2568

นอกจากนี้ ชุมชนยังได้เปลี่ยนวิกฤตน้ำท่วมซ้ำซากให้เป็นโอกาส ด้วยการปลูกอ้อยคั้นน้ำแทนการทำนา ซึ่งสร้างรายได้เฉลี่ยสูงถึง 75,544 บาทต่อไร่ พร้อมต่อยอดสู่การแปรรูปเป็นน้ำอ้อยพาสเจอร์ไรส์และการทำถ่านไบโอชาจากของเหลือทิ้ง เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ชุมชนอย่างมหาศาล

ซึ่งทำให้คุณภาพชีวิตของชาวบ้านจำปูนดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากอัตราการเจ็บป่วยลดลงจากร้อยละ 38.66 เหลือเพียงร้อยละ 15.41 , จำนวนผู้เสพลดลงจากร้อยละ 30 เหลือเพียงร้อยละ 5 และไม่มีผู้ค้าในพื้นที่อีกเลย , ปัญหาความขัดแย้งลดลง เกิดการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มอาชีพที่เข้มแข็ง และมีศูนย์เรียนรู้ครบวงจร

โดย นายกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันปิดทองหลังพระฯ ระบุว่า บ้านจำปูนคือบทพิสูจน์ว่าเมื่อประชาชนน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ร่วมกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ชุมชนจะสามารถออกแบบและจัดการปัญหาของตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยเป้าหมายต่อไปคือการสร้างผู้นำรุ่นใหม่เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน ดิน-น้ำ-ป่า สู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ สนองพระราชปณิธาน ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ เพื่อความกินดีอยู่ดีของราษฎรอย่างมั่นคง ////////-026

>>>> อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปิดทองหลังพระฯชู! 10 หมู่บ้านต้นแบบพึ่งพาตนเอง-ย้ำ!เศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอด <<<<

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ระดมกำลังวางแผนปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ บรรเทาฝุ่นพิษภาคเหนือ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ระดมกำลังวางแผนปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ บรรเทาฝุ่นพิษภาคเหนือ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ระดมกำลังวางแผนปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ บรรเทาฝุ่นพิษภาคเหนือ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

3 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานการประชุมวางแผนการปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ประจำวัน โดยมีหน่วยดัดแปรสภาพอากาศจากจังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก และอุดรธานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการและสถานีเรดาร์ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ที่ประชุมได้เร่งกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นในพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง พร้อมสั่งการให้เพิ่มจำนวนเครื่องบินสนับสนุนภารกิจ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติการให้มากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าหมายให้ทัศนวิสัยในพื้นที่ดีขึ้นจนสามารถมองเห็นพระธาตุดอยสุเทพได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ได้มีการติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มการเกิดฝน และเตรียมความพร้อมในการขึ้นปฏิบัติการทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย รวมถึงเตรียมแผนรองรับภารกิจบรรเทาและยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บในพื้นที่เฝ้าระวังอีกด้วย

‘ดร.เอกภาพ พลซื่อ’ เป็นประธานในพิธีมอบกระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

‘ดร.เอกภาพ พลซื่อ’ เป็นประธานในพิธีมอบกระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

‘ดร.เอกภาพ พลซื่อ’ เป็นประธานในพิธีมอบกระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.21 น.

3 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ดร.เอกภาพ พลซื่อ พร้อมด้วย ดร.รัชนี พลซื่อ สส.ร้อยเอ็ด เขต 3 และนายเอกรัฐ พลซื่อ สส.ร้อยเอ็ด เขต 2 เป็นประธานในพิธีมอบกระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 50 ตัว ซึ่งโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เป็นโครงการที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบิตร ทรงมีพระราชดำริให้กรมปศุสัตว์จัดตั้งขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค-กระบือ ไว้ใช้แรงงาน เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และเพื่อให้มีโค-กระบือเป็นของตนเอง โดยวิธีให้ยืมเพื่อการผลิต ปัจจุบันโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริได้ยังประโยชน์ช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่อำเภอโพนทองไปแล้ว 824 ราย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 23 ล้านบาท และในวันนี้ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์อำเภอโพนทอง ได้มอบกระบือ ตามโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรตามพระราชดำริ ให้พี่น้องเกษตรกรชาวบ้านสายฝน ตำบลโนนชัยศรี อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 50 ตัว โดยมี นายอำนาจ มะธิปิไข ปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด นายมงคล ยี่รัมย์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด นางพิกุล รอนณรงค์ ผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ นายวิชัย อาระหัง ผู้อำนวยการศูยน์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ร้อยเอ็ด นางพรศุลี อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูยน์วิจัยและพัฒนาการเกษตรร้อยเอ็ด ผู้แทนเกษตรและสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนพัฒนาที่ดินร้อยเอ็ด ผู้แทนประมงจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด พันจ่าโทคนึง พูลพิพิธ นายอำเภอโพนทอง หัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการอำเภอโพนทอง ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น เข้าร่วม ณ บ้านสายฝน ตำบลโนนชัยศรี อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด

ปั้นไก่ชนเงินล้าน! ‘ฟาร์มตอง 111’ พลิกภูมิปัญญา-สู่ธุรกิจสร้างรายได้ยั่งยืน

ปั้นไก่ชนเงินล้าน! 'ฟาร์มตอง 111' พลิกภูมิปัญญา-สู่ธุรกิจสร้างรายได้ยั่งยืน

ปั้นไก่ชนเงินล้าน! ‘ฟาร์มตอง 111’ พลิกภูมิปัญญา-สู่ธุรกิจสร้างรายได้ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.05 น.

ชัยภูมิปั้นไก่ชนเงินล้าน! ‘ฟาร์มตอง 111’ พลิกภูมิปัญญาพม่าสายตี สู่ธุรกิจส่งออกสายพันธุ์สร้างรายได้ยั่งยืน

ธุรกิจไก่ชนพื้นบ้านในจังหวัดชัยภูมิกลับมาได้รับความสนใจอย่างสูงอีกครั้ง หลังเกษตรกรยุคใหม่หันมาเน้นการพัฒนาสายพันธุ์เชิงพาณิชย์จนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล โดยเฉพาะที่ ‘ฟาร์มตอง 111’ ในพื้นที่ตำบลบ้านเล่า อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และจำหน่ายไก่ชนสายพันธุ์ดีระดับประเทศ

‘เจ๊กล็อฟ’ เจ้าของฟาร์มตอง 111 เปิดเผยว่า ทางฟาร์มทุ่มเทให้กับการเพาะเลี้ยงและพัฒนาไก่ชนสายพันธุ์พม่ามานานกว่า 10 ปี โดยคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่มีพันธุกรรมโดดเด่นเชิงลึก จนได้ไก่ชนที่มีศักยภาพสูงทั้งในด้านการแข่งขันและการเพาะพันธุ์ต่อยอดเชิงธุรกิจ ซึ่งความสำเร็จนี้สะท้อนได้จากราคาซื้อขายบางตัวที่พุ่งสูงถึงระดับ ‘ไก่ชนเงินล้าน’ เนื่องจากเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดนักพัฒนาสายเลือดใหม่ทั่วประเทศ

นอกจากการจำหน่ายแล้ว ฟาร์มตอง 111 ยังเปิดกว้างให้ผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจไก่ชนเข้ามาศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์แบบไม่มีกั๊ก เพื่อเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้กับคนในชุมชนและเกษตรกรรายย่อย

ทั้งนี้ เจ๊กล็อฟได้ยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจไปยังหน่วยงานภาครัฐ ให้เร่งเข้ามาสนับสนุนและส่งเสริม ‘กีฬาพื้นบ้านไก่ชน’ อย่างจริงจัง โดยมองว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมดั้งเดิมของภูมิภาคอาเซียน ทั้งไทย เมียนมา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ รวมถึงจีน หากมีการส่งเสริมและกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน จะสามารถผลักดันให้เป็นกีฬาระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่ง

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาแนวทางการพัฒนาไก่ชนสายพันธุ์พม่า หรือต้องการคำปรึกษาในการสร้างธุรกิจ สามารถติดต่อได้ที่ ฟาร์มตอง 111 ต.บ้านเล่า อ.เมือง จ.ชัยภูมิ หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่หมายเลข 08-1142-5385

ถอดรหัสความสำเร็จ! ‘บ้านโคกยามู’ พลิกฟื้นดินเปรี้ยว-ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น

ถอดรหัสความสำเร็จ! ‘บ้านโคกยามู’ พลิกฟื้นดินเปรี้ยว-ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น

ถอดรหัสความสำเร็จ! ‘บ้านโคกยามู’ พลิกฟื้นดินเปรี้ยว-ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.27 น.

ถอดรหัสความสำเร็จ! ‘บ้านโคกยามู’ พลิกฟื้นดินเปรี้ยวสร้างรายได้ 10 ล้าน ชูโมเดลเกษตรปลอดภัย-ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ย้อนกลับไปก่อนปี 2559 บ้านโคกยามู ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ต้องเผชิญกับวิกฤตซ้ำซาก ทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และที่สำคัญคือ ‘สภาพดินเปรี้ยว’ ที่มีความเป็นกรดสูงและปนเปื้อนสารเคมี ทำให้เกษตรกรพึ่งพารายได้เพียงทางเดียวจากปาล์มน้ำมัน แรงงานส่วนใหญ่จึงต้องละทิ้งถิ่นฐานไปรับจ้างนอกพื้นที่

ด้วยหลักการทรงงานของรัชกาลที่ 9 เรื่องการปรับปรุงดินเปรี้ยว มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ได้ร่วมกับชุมชนขับเคลื่อนการพัฒนาภายใต้หลักการ ‘ระเบิดจากข้างใน’ โดยเริ่มจากการปรับปรุงดินและน้ำ ลดการใช้สารเคมี และจัดสรรที่ดินทำกินในเขตป่าสงวนโคกไม้เรือจำนวน 66.1 ไร่ ให้กลายเป็นแปลงเกษตรผสมผสานที่ถูกกฎหมาย

โดยผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ในด้านมิติการเกษตร จากเดิมดินมีค่า pH 3 (กรดจัด) ปัจจุบันปรับขึ้นเป็น pH 5.5 ที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก ส่งผลให้ผลผลิตแตงโม GAP เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 1,638 กก./ไร่ เป็น 2,967 กก./ไร่ ในปี 2568 สร้างมูลค่าสะสมระหว่างปี 2560-2567 เกือบ 10 ล้านบาท ในส่วนของด้านงานหัตถกรรม มีการส่งเสริมจักสานกระจูดช่วยให้กลุ่มสตรีและผู้สูงอายุมีรายได้สะสมกว่า 1.1 ล้านบาท (ปี 62-66) ผ่านการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็ง

ความสำเร็จนี้ไม่เพียงสร้างตัวเลขรายได้ แต่ยังยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน อาทิ คนรุ่นใหม่จบปริญญาตรีเพิ่มขึ้นจาก 34 คน เป็น 91 คน , อัตราการป่วยของคนในชุมชนลดลงจากร้อยละ 13.82 เหลือเพียงร้อยละ 9.64 ผลจากการทำเกษตรปลอดภัยและลดการใช้สารเคมี และอัตราการออกไปทำงานนอกพื้นที่ลดลง เนื่องจากมีอาชีพที่มั่นคงในชุมชน

ปัจจุบันบ้านโคกยามูไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ แต่ยังคงพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่ๆ เช่น สมุนไพร เห็ดนางฟ้า และข้าวโพดอาหารสัตว์ พร้อมใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรอย่างง่ายมาช่วยบำรุงดิน เพื่อยกระดับสู่การเป็น ‘แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ’ (Social Lab) ให้กับชุมชนอื่นๆทั่วประเทศ สนองพระราชปณิธาน ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ ให้เกิดความยั่งยืนสืบไป ////-026

>>>> อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปิดทองหลังพระฯชู! 10 หมู่บ้านต้นแบบพึ่งพาตนเอง-ย้ำ!เศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอด <<<<