ม็อบโคนมบุกทำเนียบ! ทวงรัฐแก้วิกฤตน้ำนมล้นตลาด

ม็อบโคนมบุกทำเนียบ! ทวงรัฐแก้วิกฤตน้ำนมล้นตลาด

ม็อบโคนมบุกทำเนียบ! ทวงรัฐแก้วิกฤตน้ำนมล้นตลาด

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.06 น.

ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทยบุกทำเนียบร้องรัฐฯแก้ปัญหาวิกฤตอุตสาหกรรมโคนม 

วันที่ 14 กรกฎษคม 2569 ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด เดินทางมาชุมนุมใหญ่ โดยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจากทั่วประเทศเข้าร่วมชุมนุมกว่า 2,000 คน เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาวิกฤตอุตสาหกรรมโคนม พร้อมเสนอ 4 ข้อเรียกร้อง หลังเกษตรกรประสบปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด สหกรณ์ขาดสภาพคล่อง และอ.ส.ค. ยังค้างชำระค่าน้ำนมดิบ ที่ทำเนียบรัฐบาล

โดยที่บริเวณประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย นำโดยนายสุบิน ป้อมโอชาวัตถุประสงค์เพื่อยื่นถึงนายกรัฐมนตรีเรื่องขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอาชีพเกษตรกรโคนมไทย โดยมีข้อเสนอ 4 ข้อดังนี้

1) ระบายนมค้างสต้อก 800 ล้าน 2) ให้เด็กกิน นม 365วัน ถึงชั้น ม.3 3) ซื้อนมสดให้หมด ก่อนนำเข้า  4) ฟื้นฟู อสค.ด่วน

ทั้งนี้นายประเสริฐ จันทรรวงทองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ,นายนิกร โสมกลาง รมว.พม.พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รมช.กษ.,นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัชรมช.กษ.
ได้เดินทางมาพบปะและพูดคุยพร้อมทั้งจะนำข้อเรียกร้องของทั้งกลุ่มรีบไปแก้ปัญหาโดยเร็ว พร้อมกันนี้ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตอบข้อสงสัยของกลุ่มเพื่อให้กลุ่มได้เห็นว่าได้ให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนเรื่องโคนม

จากนั้นทางกลุ่มดังกล่าวได้ยินหนังสือถึงแนรม.โดยมีนายวัชระพล ขาวขำรมช.กษ.ได้รับหนังสือดังกล่าวไว้-กลุ่มพอใจโดยแจ้งว่าจะให้ระยะเวลารัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเรื่องโคนม 15 วันหากไม่สำเร็จกลุ่มจะเดินทางกลับมาชุมนุมอีกครั้งโดยจะนำมวลชนมาเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมจากนั้นกลุ่มยุติการชุมนุมเดินทางกลับ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ บันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

'อธิบดีกรมปศุสัตว์' บันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ บันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

กรมปศุสัตว์ ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

13 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) กรมประชาสัมพันธ์ เขตดินแดง กรุงเทพฯ

ศรีสะเกษนำร่องปลูก ‘ทุเรียนภูเขาไฟ GI คาร์บอนต่ำ’ ยกระดับผลผลิตสู่สากล

ศรีสะเกษนำร่องปลูก 'ทุเรียนภูเขาไฟ GI คาร์บอนต่ำ' ยกระดับผลผลิตสู่สากล

ศรีสะเกษนำร่องปลูก ‘ทุเรียนภูเขาไฟ GI คาร์บอนต่ำ’ ยกระดับผลผลิตสู่สากล

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.23 น.

มรภ.ศรีสะเกษ จับมือชาวสวนขุนหาญ ปฏิวัติวงการเกษตรเปิดตัว ‘ทุเรียนภูเขาไฟ GI คาร์บอนต่ำ’ นำร่องรุ่นแรก 30 ต้น ชูนวัตกรรมไบโอชาร์ลดปุ๋ยเคมี 40% หนุนตลาดส่งออกรักษ์โลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดศรีสะเกษเป็นแหล่งเพาะปลูกทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ปลูกทุเรียนภูเขาไฟซึ่งเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมกว่า 20,000 ไร่ ครอบคลุม 3 อำเภอหลัก ได้แก่ อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอขุนหาญ และอำเภอศรีรัตนะ ด้วยลักษณะพิเศษของผืนดินภูเขาไฟโบราณที่มีเนื้อเหนียว ละเอียด สลับหินแดง ระบายน้ำดี และอุดมด้วยแร่ธาตุสูง ส่งผลให้ทุเรียนมีเอกลักษณ์เด่นคือ เนื้อแห้ง ละมุนลิ้น และกลิ่นไม่ฉุน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเกษตรกรประสบปัญหาต้นทุนปุ๋ยและสารเคมีพุ่งสูง รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ส่งผลให้กลุ่มเกษตรกรสวนทุเรียนตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ริเริ่มโครงการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตสู่ ‘ทุเรียนภูเขาไฟ GI คาร์บอนต่ำ ศรีสะเกษ’ เพื่อยกระดับมาตรฐานผลผลิตและแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างยั่งยืน

จากการลงพื้นที่ ณ สวนบุญส่ง ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ ซึ่งเป็นสวนนำร่อง นายชนินทร ทางธงชัย เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ เปิดเผยว่า เดิมทีการทำสวนทุเรียนต้องพึ่งพาสารเคมีปริมาณมากจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งชาวสวนและผู้บริโภค ตนจึงประสานความร่วมมือกับ มรภ.ศรีสะเกษ จนได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยี ‘เตาชีวมวลประสิทธิภาพสูง (Super Dr.Ball)’ มาใช้ในพื้นที่

นวัตกรรมนี้เป็นการนำเศษกิ่งไม้ ใบไม้ และผลทุเรียนที่ตัดทิ้งภายในสวน มารีไซเคิลผ่านกระบวนการเผาไหม้จำกัดอากาศ จนได้สารปรับปรุงประสิทธิภาพ 2 รูปแบบหลัก คือ 1.ถ่านไบโอชาร์ (Biochar): นำไปผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเพื่อใส่บริเวณโคนต้น ช่วยดูดซับสารอาหาร รักษาระดับความชื้นในดินภูเขาไฟ และป้องกันโรคเชื้อราในรากพืชได้เป็นอย่างดี และ 2.น้ำส้มควันไม้: นำส่วนผสมอัตราส่วน 1 ลิตร ต่อน้ำเปล่า 200 ลิตร ฉีดพ่นบริเวณใบและผล เพื่อไล่แมลงศัตรูพืชและกระตุ้นการแตกราก

นวัตกรรมนี้ช่วยแก้โจทย์ใหญ่ในช่วง 2 เดือนก่อนเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นช่วงที่กฎหมายการส่งออกสั่งห้ามใช้สารเคมีทุกชนิดเพื่อป้องกันสารตกค้าง ทำให้น้ำส้มควันไม้กลายเป็นอัศวินม้าขาวในการปกป้องผลผลิตจากแมลงและเชื้อราแทนการเคมีได้อย่างปลอดภัย

นายชนินทร เรืองอุดมสกุล อาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ในฐานะหัวหน้าทีมพี่เลี้ยงโครงการ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมคาร์บอนต่ำเพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในสวนทุเรียน ผลจากการทดสอบใช้ถ่านไบโอชาร์และน้ำส้มควันไม้พบว่า สามารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุนค่าปุ๋ยและสารเคมีลงได้ถึง 30-40% ทั้งยังเป็นมิตรต่อระบบนิเวศและชั้นบรรยากาศ

สำหรับแผนการตลาดในอนาคต จังหวัดศรีสะเกษเตรียมเปิดตัว ‘ทุเรียนภูเขาไฟ GI คาร์บอนต่ำ ศรีสะเกษ’ อย่างเป็นทางการในปีหน้า โดยคาดว่าจะมีผลผลิตล็อตแรกออกสู่ตลาดจากต้นทุเรียนนำร่องประมาณ 30 ต้น เนื่องจากต้องผ่านเกณฑ์การคัดกรองคุณภาพที่เข้มงวด โดยผลผลิตทุกลูกในโครงการนี้จะติดตั้งระบบ Traceability (ระบบตรวจสอบย้อนกลับ) ให้ผู้บริโภคสามารถสแกนเช็กข้อมูลได้ทันทีว่าเป็นทุเรียนคาร์บอนต่ำแท้ 100%

‘ที่สุดแห่งอัตลักษณ์ทุเรียนไทย ที่เติบโตจากผืนดินภูเขาไฟโบราณ ผสานนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะหมุนเวียน เพื่อส่งมอบเนื้อทุเรียนที่แห้ง นุ่มละมุน กลิ่นไม่ฉุน เพิ่มคุณค่าความปลอดภัยขั้นสูงสู่สุขภาพของผู้บริโภค ช่วยลดโลกร้อน ตรวจสอบย้อนกลับได้จริง พร้อมแฝงจิตวิญญาณความใส่ใจของชาวสวนในทุกผลผลิต’ นายชนินทร กล่าวทิ้งท้าย

กรมฝนหลวงฯ เดินหน้าเติมน้ำเขื่อนหลัก สู้ภัยแล้งนอกเขตชลประทาน

กรมฝนหลวงฯ เดินหน้าเติมน้ำเขื่อนหลัก สู้ภัยแล้งนอกเขตชลประทาน

กรมฝนหลวงฯ เดินหน้าเติมน้ำเขื่อนหลัก สู้ภัยแล้งนอกเขตชลประทาน

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.40 น.

12 กรกฎาคม 2569 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เดินหน้ามาตรการเชิงรุกบรรเทาภัยแล้ง รับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ มุ่งเน้นการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนหลักช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทานอย่างเร่งด่วน เผยผลการดำเนินงานทำให้มีฝนตกในพื้นที่การเกษตรแล้ว 59 จังหวัด

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ล่าสุดกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 12 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการ จ.ตาก จ.พิษณุโลกจ.นครสวรรค์ จ.ขอนแก่น จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์ จ.สระแก้ว จ.อุบลราชธานี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.เชียงใหม่ จ.หนองบัวลำภู และ จ.เพชรบุรี เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้กับพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ลุ่มรับน้ำก่อนที่จะเกิดผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อผลผลิตของเกษตรกร 

ทั้งนึ้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ และวางแผนปฏิบัติการให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด และจากการติดตามสถานการณ์และการพยากรณ์อากาศในช่วงนี้ คาดการณ์ว่าจะเป็นช่วงที่ไทยได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ จึงมีการวางแผนการทำงานในเชิงรุก และปรับแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการน้ำซึ่ง มุ่งเน้นช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทานที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ รวมถึงเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนตั้งแต่ฤดูฝนในเขื่อนหลัก 

สำหรับหลักการทำงานดังกล่าวจะเป็นแนวทางที่ช่วยให้สามารถรักษาระดับน้ำต้นทุนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสังคมจากภัยแล้งได้ โดยจากการปฏิบัติการฝนหลวงที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ได้ดำเนินการปฏิบัติการไปจำนวน 107 วัน 958 เที่ยวบิน มีฝนจากการปฏิบัติการคิดเป็นร้อยละ 98.13 มีฝนตกในพื้นที่การเกษตรจำนวน 59 จังหวัด

อธิบดีกรมการข้าว หารือ GIZ พัฒนาระบบ MRV หนุนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ จับมือเดินหน้ายกระดับการผลิตข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล

อธิบดีกรมการข้าว หารือ GIZ พัฒนาระบบ MRV หนุนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ จับมือเดินหน้ายกระดับการผลิตข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล

อธิบดีกรมการข้าว หารือ GIZ พัฒนาระบบ MRV หนุนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ จับมือเดินหน้ายกระดับการผลิตข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

อธิบดีกรมการข้าว หารือ GIZ พัฒนาระบบ MRV หนุนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ จับมือเดินหน้ายกระดับการผลิตข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล 

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) พร้อมให้การต้อนรับ Dr. Nana Kuenkel ผู้อำนวยการและผู้ประสานงานกลุ่มโครงการเกษตรและอาหาร โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Thai Rice GCF) และคณะ ในโอกาสเข้าหารือแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย โดยมี นายสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว และนางอรทัย ใจตุ้ย ผู้อำนวยการกลุ่มวิเทศสัมพันธ์และโครงการพิเศษ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าว ร่วมให้การต้อนรับและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ณ ห้ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

ในการประชุม ได้มีการนำเสนอภาพรวมการพัฒนาระบบข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ซึ่งมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตข้าว ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพเกษตรกรให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นการพัฒนาระบบการติดตาม รายงาน และทวนสอบการลดก๊าซเรือนกระจก (Measurement, Reporting and Verification: MRV) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย โดยระบบดังกล่าวจะครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดแนวปฏิบัติ การติดตามตรวจสอบ การทวนสอบ การจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก การสนับสนุนการดำเนินงานตามเป้าหมาย NDC ของประเทศ ตลอดจนการรับรองคาร์บอนเครดิตและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศอันจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอนาคต

นายอานนท์ กล่าวว่า กรมการข้าวให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาภาคเกษตรอย่างยั่งยืนของประเทศ และการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยความร่วมมือกับ GIZ และโครงการ Thai Rice GCF จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบบริหารจัดการที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรไทยให้พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศในอนาคต

นายอานนท์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันกรมการข้าวอยู่ระหว่างขับเคลื่อนโครงการนำร่องการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่เป้าหมายจำนวน 100,000 ไร่ เพื่อเป็นต้นแบบการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนให้กับเกษตรกร โดยการพัฒนาระบบ MRV ที่มีประสิทธิภาพจะเป็นหัวใจสำคัญในการเข้ามาช่วยวัดผลสัมฤทธิ์ของโครงการและรองรับการขยายผลในอนาคต

“ความร่วมมือกับ GIZ จะช่วยเสริมศักยภาพการดำเนินงานของกรมการข้าว ทั้งในด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี การพัฒนาระบบ MRV ของภาคข้าวไทยให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์จากนานาชาติ ซึ่งจะช่วยยกระดับการดำเนินโครงการข้าวคาร์บอนต่ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นการวางรากฐานสู่การขยายพื้นที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำในระดับประเทศ ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาระบบการผลิตข้าวที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

กรมฝนหลวงฯ เตรียมลุย โปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ เฉลิมพระเกียรติฯ 28 ก.ค. นี้

กรมฝนหลวงฯ เตรียมลุย โปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ เฉลิมพระเกียรติฯ 28 ก.ค. นี้

กรมฝนหลวงฯ เตรียมลุย โปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ เฉลิมพระเกียรติฯ 28 ก.ค. นี้

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.51 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เตรียมจัดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่าในเดือนกรกฎาคมนี้ ถือเป็นเดือนมหามงคลของปวงชนชาวไทย เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้เตรียมจัดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช 
บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญมากมายและมีคุณค่าคุณูปการต่อการพัฒนาประเทศชาติ และเพื่อรักษาระบบนิเวศ ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม 

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

ทำให้พื้นที่ป่าไม้ต้นน้ำสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเอื้อประโยชน์ต่อพื้นที่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นการเร่งขยายพันธุ์กล้าไม้ กลายเป็นสภาพป่าธรรมชาติ การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และยังเป็นการเพิ่มต้นทุนความชื้นสัมพัทธ์ให้กับระบบนิเวศทางธรรมชาติ และเป็นต้นทุนความชื้นที่สำคัญ ในการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือประชาชนต่อไป โดยจะมีพิธีเปิดโครงการฯ ในวันที่ 17 กรกฎาคม นี้ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยมี พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เป็นประธานในพิธี 

อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวต่อด้วยว่า สำหรับการดำเนินโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ จะเป็นการดำเนินการหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน โดยจะนำเมล็ดพันธุ์พืชที่มีการปั้นหุ้มด้วยดินเหนียว ไปโปรยบริเวณอุทยานแห่งชาติต่างๆ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติออบขาน จังหวัดเชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง จ.พิษณุโลก และ จ.เพชรบูรณ์ อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ จ.หนองบัวลำภู อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว จ.มุกดาหาร และอุทยานแห่งชาติตาพระยา จ.สระแก้ว  และจะใช้เมล็ดพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ป่านั้น จำนวน 15 ชนิด ได้แก่ มะค่าแต้ มะค่าโมง สัก พะยูง แดง เพกา กัลปพฤกษ์ ขี้เหล็ก ชิงชัน ราชพฤกษ์ อะราง สมอพิเภก มะขามป้อม ตะแบก และพฤกษ์ ทั้งนี้ประชาชนสามารถเข้าร่วมกิจกรรมการปั้นเมล็ดพันธุ์ที่ได้ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 8 แห่งทั่วประเทศ

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยกระดับแผนที่ดิจิทัล ช่วยค้นหาแหล่งน้ำอย่างแม่นยำ รับมือภัยแล้งในอนาคต

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยกระดับแผนที่ดิจิทัล ช่วยค้นหาแหล่งน้ำอย่างแม่นยำ รับมือภัยแล้งในอนาคต

กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยกระดับแผนที่ดิจิทัล ช่วยค้นหาแหล่งน้ำอย่างแม่นยำ รับมือภัยแล้งในอนาคต

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.57 น.

หากวันนี้คุณสามารถเปิดแผนที่บนโทรศัพท์เพื่อค้นหาเส้นทางได้ แล้วจะเป็นอย่างไรหากประเทศไทยมี “แผนที่ใต้ดิน” ที่ช่วยบอกว่าพื้นที่ใดมีศักยภาพน้ำบาดาล อยู่ลึกเท่าใด คุณภาพเป็นอย่างไร และเหมาะสมต่อการพัฒนาแหล่งน้ำหรือไม่

แม้จะไม่ใช่ Google Maps ในความหมายของระบบนำทาง แต่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังพัฒนาระบบฐานข้อมูลและแผนที่น้ำบาดาลดิจิทัล ซึ่งเปรียบเสมือน “Google Maps ใต้ดิน” ที่รวบรวมข้อมูลทางธรณีวิทยา ศักยภาพชั้นหินอุ้มน้ำ คุณภาพน้ำบาดาล ความลึกของแหล่งน้ำ และข้อมูลบ่อน้ำบาดาลจากทั่วประเทศ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

เบื้องหลังของแผนที่ดังกล่าว คือ การบูรณาการข้อมูลจากการสำรวจภาคสนาม แผนที่ธรณีวิทยา ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และการสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ เช่น การวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อสร้างภาพโครงสร้างใต้ผิวดินและประเมินตำแหน่งของชั้นหินอุ้มน้ำ ก่อนการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลจริง ช่วยลดความเสี่ยง ลดต้นทุน และเพิ่มความแม่นยำในการเลือกพื้นที่สำรวจ

ปัจจุบันกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้พัฒนาบริการข้อมูลสาธารณะ ทั้งระบบบริการข้อมูลบ่อน้ำบาดาล ระบบ Smart GIS ฐานข้อมูลอุทกธรณีวิทยาแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ รวมถึงแผนที่ศักยภาพน้ำบาดาลรายจังหวัด ซึ่งใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ วิเคราะห์สถานการณ์น้ำบาดาล และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย

ข้อมูลระดับโลกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำใต้ดิน โดยระบุว่า ประชากรโลกประมาณ 50% หรือมากกว่า 4,000 ล้านคน พึ่งพาน้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำดื่ม ดังนั้น น้ำบาดาล นับเป็นทรัพยากรที่มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านน้ำและความมั่นคงทางอาหารของโลก ในยุคที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และประเทศไทยต้องเผชิญทั้งภัยแล้งและฝนที่มีความผันผวน การมีฐานข้อมูลน้ำบาดาลที่ถูกต้องและทันสมัยจะช่วยให้การพัฒนาแหล่งน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการสูญเสียงบประมาณจากการสำรวจที่ไม่ตรงจุด และทำให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศก้าวสู่การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล

อนาคตของการค้นหาแหล่งน้ำ ไม่ได้เริ่มจากรถเจาะ แต่เริ่มจากข้อมูลใต้ผืนดิน เพราะยิ่งเราเข้าใจโลกใต้ดินมากเท่าไร ประเทศไทยก็ยิ่งมีความมั่นคงด้านน้ำมากขึ้นเท่านั้น

‘สุริยะ’ นำคณะลงพื้นที่เชียงราย เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันกรมการข้าวถ่ายทอดเทคโนโลยีข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรกร

‘สุริยะ’ นำคณะลงพื้นที่เชียงราย เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันกรมการข้าวถ่ายทอดเทคโนโลยีข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรกร

‘สุริยะ’ นำคณะลงพื้นที่เชียงราย เร่งพัฒนาแหล่งน้ำ ดันกรมการข้าวถ่ายทอดเทคโนโลยีข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรกร

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว  ตามด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำ รับฟังปัญหาของเกษตรกร และเร่งผลักดันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ โดยย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการเพื่อให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานในการพัฒนาทักษะอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ครอบคลุมอำเภอป่าแดดและอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย โดยติดตามความคืบหน้าโครงการประตูระบายน้ำบ้านร่องเปา โครงการประตูระบายน้ำบ้านแม่หนาด ระบบส่งน้ำ และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอื่น ๆ ที่กรมชลประทานได้บรรจุไว้ในแผนงานระยะปานกลาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ แก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย รวมถึงเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้กับเกษตรกรในจังหวัดเชียงราย

โอกาสนี้ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะเจ้าหน้าที่กรมการข้าวร่วมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมจัดนิทรรศการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวและเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ โดยศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายได้เผยแพร่การใช้ชีวภัณฑ์เชื้อราไตรโคเดอร์มาป้องกันโรคข้าว และมอบชีวภัณฑ์จำนวน 100 ซองแก่ผู้แทนเกษตรกร เพื่อลดการใช้สารเคมี ลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมการผลิตข้าวที่ปลอดภัย

นอกจากนี้ กรมการข้าวยังถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำแก่เกษตรกรกว่า 500 ราย พร้อมสนับสนุนหัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวสำหรับพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ ส่งเสริมการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง และการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมการข้าวยังมีแผนพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีผ่านศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงราย เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ และยกระดับศักยภาพการผลิตข้าวคุณภาพของจังหวัดเชียงรายในระยะต่อไป

สุริยะ จ่อชงปรับเงินช่วยปลูกข้าว เพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาท จำกัด 10 ไร่

สุริยะ จ่อชงปรับเงินช่วยปลูกข้าว เพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาท จำกัด 10 ไร่

สุริยะ จ่อชงปรับเงินช่วยปลูกข้าว เพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาท จำกัด 10 ไร่

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

สุริยะ เผยผลสำเร็จโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ 1,000 บาท เข้าเป้าช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 5 หมื่น 7 พันล้านบาท พร้อมเตรียมเสนอปรับเกณฑ์ช่วยเหลือเป็นไร่ละ 2,000 บาท ครอบคลุมไม่เกิน 10 ไร่ และเดินหน้ามาตรการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไทยอย่างยั่งยืน

6 กรกฎาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนิน โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 หรือโครงการสนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ เพื่อช่วยเสริมความพร้อมให้เกษตรกรในรอบการผลิตโดยให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของภาคเกษตรไทย

สำหรับโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูก และส่งเสริมให้การผลิตข้าวมีความคุ้มค่ามากขึ้น โดยกำหนดหลักเกณฑ์ สนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ หรือไม่เกิน 10,000 บาทต่อครัวเรือน 

อย่างไรก็ตามจากผลการประเมิน พบว่า โครงการสามารถ โอนเงินสนับสนุนถึงมือเกษตรกร 4.515 ล้านครัวเรือน หรือร้อยละ 99.98 ของเป้าหมาย คิดเป็น วงเงินสนับสนุน 36,716.44 ล้านบาท ครอบคลุม พื้นที่ได้รับเงินสนับสนุน 36.71 ล้านไร่ สะท้อนว่าระบบการดำเนินงานสามารถเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างครอบคลุม

ทั้งนี้ ผลประเมินยังพบว่า เงินสนับสนุนมีส่วนช่วยให้เกษตรกรจัดหาปัจจัยการผลิตที่จำเป็นได้มากขึ้น เช่น ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช การเตรียมดิน และเมล็ดพันธุ์ ทำให้ดูแลแปลงนาได้ดีขึ้น โดยพบว่า ค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวลดลงเฉลี่ย 463.02 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 12.22 ขณะที่ ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 79.29 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 16.85 และ มูลค่าผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,898.50 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 38.46 เมื่อประเมินประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวม จากค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวที่ลดลง และมูลค่าผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น พบว่า โครงการก่อให้เกิด ประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมประมาณ 57,473.48 ล้านบาท หรือประมาณ 1.57 เท่าของวงเงินสนับสนุนโครงการ และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจได้รับผลจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น สภาพอากาศ ราคาข้าวในตลาด และการบริหารจัดการของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่

“ผลการประเมินครั้งนี้สะท้อนว่า มาตรการของภาครัฐสามารถช่วยเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกรได้อย่างครอบคลุม และมีส่วนช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการการผลิตได้ดีขึ้น กระทรวงเกษตรฯ จะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้พัฒนามาตรการให้ตอบโจทย์การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับคุณภาพการผลิตข้าวของไทย เพื่อให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งมากขึ้นในระยะต่อไป” นายสุริยะ กล่าว

นายสุริยะ กล่าวด้วยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงผู้แทนเกษตรกร ได้เสนอในการกำหนดหลักเกณฑ์สนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละ ไม่เกิน 10 ไร่ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจากต้นทุนการผลิต ซึ่งที่ประชุมฯได้มอบหมายให้กระทรวงฯนำกลับมาทบทวนนั้น ในการประชุมอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต ที่จะมีขึ้นเร็วๆนี้ กระทระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง 

นอกจากนี้ยังมีมาตรการอื่นๆที่จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวประณีต ข้าวเฉพาะทาง และการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและไม่แน่นอนในปัจจุบัน

ปรับขึ้น 20 สตางค์/ฟอง!! พรุ่งนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ 3.80 บาทต่อฟอง จากเดิม 3.60 บาท

ปรับขึ้น 20 สตางค์/ฟอง!! พรุ่งนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ 3.80 บาทต่อฟอง จากเดิม 3.60 บาท

ปรับขึ้น 20 สตางค์/ฟอง!! พรุ่งนี้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ 3.80 บาทต่อฟอง จากเดิม 3.60 บาท

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ประกาศปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกรเป็นฟองละ 3.80 บาท จากเดิม 3.60 บาท มีผลพรุ่งนี้​ นับเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบกว่า 3 เดือน หลังตรึงราคามาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม โดยผู้เลี้ยงระบุว่าผลผลิตยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่ความต้องการบริโภคทยอยฟื้นตัว

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2569 เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด ออกประกาศแจ้งสมาชิกและเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ให้ใช้ราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มสำหรับไข่น้ำหนัก 20.5 กิโลกรัมขึ้นไปที่ฟองละ 3.80 บาท หรือ 114 บาทต่อแผง เพิ่มขึ้น 20 สตางค์ต่อฟองจากราคาเดิม โดยจะใช้จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาในครั้งต่อไป

ขณะที่นายปราโมช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า ผลผลิตไข่ไก่ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แม้สภาพอากาศจะคลี่คลายจากช่วงฤดูร้อน แต่ยังมีความแปรปรวน ประกอบกับยังพบโรคไข่ลดในบางพื้นที่ ส่งผลให้แม่ไก่บางส่วนให้ผลผลิตลดลง ทำให้ปริมาณไข่ไก่ออกสู่ตลาดยังไม่นิ่ง

อย่างไรก็ตามแม้ว่าสถานการณ์ด้านพลังงานจะเริ่มคลี่คลาย แต่ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้นก่อนหน้านี้ยังไม่ปรับลดลง ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม หากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับลดลงในระยะต่อไป ก็จะช่วยผ่อนคลายแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้

ขณะเดียวกัน ความต้องการบริโภคไข่ไก่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปิดภาคเรียนที่ผ่านมา หลังสถานศึกษากลับมาเปิดการเรียนการสอนตามปกติ ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัว โดยมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส มีส่วนช่วยให้การบริโภคฟื้นตัว ส่งผลให้อุปสงค์และอุปทานในตลาดกลับมาใกล้เคียงกันมากขึ้น

ทั้งนี้ที่ผ่านมาผู้เลี้ยงพยายามประคับประคองราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมมาอย่างต่อเนื่อง และคาดหวังว่า​การปรับราคาแนะนำในครั้งนี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งพยายามรักษาระดับราคาดังกล่าวไว้ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ หากไม่มีปัจจัยผิดปกติเข้ามากระทบ

ปัจจัยด้านผลผลิตไข่ไก่ในช่วงนี้ยังได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และการยังพบโรคไข่ลด (Egg Drop Syndrome: EDS) ในบางพื้นที่ ส่งผลให้แม่ไก่บางส่วนให้ผลผลิตลดลง ทำให้ปริมาณไข่ไก่ออกสู่ตลาดยังไม่สม่ำเสมอ ขณะที่กรมปศุสัตว์ยังคงดำเนินมาตรการเฝ้าระวังเชิงรุก พร้อมแนะนำผู้เลี้ยงให้เข้มงวดระบบความปลอดภัยทางชีวภาพภายในฟาร์ม เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรค โดยโรคดังกล่าวไม่ติดต่อสู่คน จึงไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบริโภคไข่ไก่

ก่อนหน้านี้ เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ได้ปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจากฟองละ 3.20 บาท เป็น 3.40 บาท เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ก่อนขยับเป็นฟองละ 3.60 บาท ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 และตรึงราคาไว้เป็นเวลากว่า 3 เดือน เนื่องจากในช่วงปิดภาคเรียนกำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปิดภาคเรียน ประกอบกับมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและการบริโภค ส่งผลให้ความต้องการไข่ไก่ปรับตัวดีขึ้น ก่อนที่เครือข่ายฯ จะประกาศปรับราคาแนะนำขึ้นเป็นฟองละ 3.80 บาท ซึ่งมีผลวันที่ 6 กรกฎาคม 2569