สกู๊ปพิเศษ : ก.แรงงานพลิกชีวิตกลุ่มเปราะบางกรุงเก่า หนุน ‘จักสานผักตบชวา’ ต่อยอดอาชีพยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560991

สกู๊ปพิเศษ : ก.แรงงานพลิกชีวิตกลุ่มเปราะบางกรุงเก่า  หนุน‘จักสานผักตบชวา’ต่อยอดอาชีพยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ก.แรงงานพลิกชีวิตกลุ่มเปราะบางกรุงเก่า หนุน‘จักสานผักตบชวา’ต่อยอดอาชีพยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 หลายคนต้องเผชิญกับผลกระทบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จนต้องผันตัวเองจากที่เคยทำงานในระบบกลับไปตั้งต้นชีวิตใหม่ในการประกอบอาชีพอิสระยังภูมิลำเนา ซึ่งรัฐบาล ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีมีนโยบายสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ สตรี ผู้สูงอายุผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงแรงงาน ภายใต้การนำของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ต้องการให้แรงงานนอกระบบ สตรี ผู้สูงอายุผู้พิการ และกลุ่มเปราะบางมีงานทำมีอาชีพ มีรายได้ ได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือ ได้รับสวัสดิการและการคุ้มครองทางสังคมตามกฎหมาย มีหลักประกันความมั่นคงในชีวิต และมีความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

โดยได้มอบหมายให้ นางธิวัลรัตน์อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นางเธียรรัตน์นะวะมะวัฒน์ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่เพื่อสอบถามความต้องการด้านอาชีพเพื่อบูรณาการสนับสนุนความช่วยเหลือตามภารกิจของกระทรวงแรงงาน พร้อมมอบวัสดุปกรณ์และเครื่องมือพื้นฐานในการทำมาหากินภายหลังการฝึกอบรมโครงการแก่กลุ่มอาชีพ “จักสานผักตบชวา” โครงการเตรียมความพร้อมแก่กำลังแรงงาน กิจกรรมเพิ่มอาชีพเพิ่มรายได้ แก่สมาชิกกลุ่มอาชีพ “จักสานผักตบชวา” จำนวน 20 คน เพื่อให้ชาวบ้านกลุ่มเปราะบางได้นำไปต่อยอดในการประกอบอาชีพต่อไปได้

สำหรับกลุ่มอาชีพแห่งนี้มี ธนณัฎฐ์ รุ่งแจ้ง กำนันตำบลพยอม อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นผู้บุกเบิก เล่าถึงที่มาที่ไปว่า ด้วยสภาพภูมิประเทศของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน ผักตบชวาที่มีอยู่ในท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นวัชพืชที่ในแต่ละปีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในการกำจัด จึงมีแนวคิดว่า ทำอย่างไรจึงนำผักตบชวาเหล่านี้มาดัดแปลงให้เกิดมูลค่า และสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้ชาวบ้านมีรายได้เลี้ยงตนเองและจุนเจือครอบครัว จึงได้รวมกลุ่มของสมาชิกราว 20 คน ขึ้นมาเป็นกลุ่มอาชีพ “จักสานผักตบชวา” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ผู้ที่เกษียณจากการทำงาน ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง ช่วงแรกได้นำวิทยากรจากจังหวัดอ่างทองมาสอนชาวบ้านเพื่อให้เกิดประโยชน์และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้กลุ่มอาชีพมีความเข้มแข็ง จนในทุกวันนี้กำนันตำบลพยอมได้มีการนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดให้กับลูกบ้าน

โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่เกษียณอายุจากงานประจำแล้วกลับมาอยู่บ้าน รวมถึงกลุ่มเปราะบาง มีอาชีพเสริม มีงานทำ มีรายได้ เลี้ยงดูตนเองและจุนเจือครอบครัวได้ หลายหน่วยงานเข้ามาสนับสนุนทั้งในเรื่องวิทยากร วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือ ตลอดจนช่องการจัดจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ ให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการกลุ่ม การกู้ยืมเงินกองทุนฯ การจัดตั้งกลุ่มเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน การตลาด การทำบัญชีเบื้องต้นและค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อำเภอวังน้อย สนับสนุนวิทยากร กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน สนับสนุนและมอบเครื่องมือทำกินให้กับผู้เข้ารับการฝึก มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา สนับสนุนด้านช่องทางการจำหน่าย การออกแบบผลิตภัณฑ์ผ่านตลาดออนไลน์

ทองอ่อน รุ่งเรือง วัย 75 ปี เล่าว่าเมื่อก่อนตนอยู่บ้านเลี้ยงหลาน กำนันตำบลพยอม ได้ชวนมาฝึกอบรมกับวิทยากรที่มาสอนฝึกอาชีพจักสานผักตบชวา จนเริ่มทำเองได้ จักสานเป็นตะกร้า กระเป๋า ทั้งใบเล็ก ใบใหญ่ ถ้าใบเล็กต้องใช้เวลาในการทำได้วันละ 1-2 ใบ แล้วแต่ความยากง่าย เนื่องจากเป็นงานละเอียด มีการบุผ้า ลงน้ำมันเคลือบเงา เพ้นท์ลายต่างๆ ตามออเดอร์ที่ลูกค้าต้องการ ส่วนกระเป๋าใบใหญ่จะใช้เวลาทำนาน 3-5 วันต่อใบ ราคาเฉลี่ยเริ่มต้นใบละ 350 บาท สามารถให้มีรายได้คนละ 1,500 -3,000 บาทต่อเดือน ซึ่งการจักสานต้องมีความประณีต มีใจรัก เนื่องจากเป็นงานฝีมือ ที่ต้องใช้ความละเอียด

ถือเป็นความโชคดีของชาวบ้าน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ และกลุ่มเปราะบาง ที่ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ท่ามกลางวิกฤตการณ์จากผลกระทบโควิด-19
ที่ต้องใช้เวลาในการเร่งฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาล กระทรวงแรงงานและหลายหน่วยงานได้บูรณาการทำงานเพื่อช่วยเหลือตามภารกิจให้มีประชาชน มีอาชีพ มีรายได้ มีความเข้มแข็งลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นต่อไป

หนุนเกษตรกรใช้ ‘HandySense’ ยกระดับการผลิตคุณภาพสินค้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560990

หนุนเกษตรกรใช้‘HandySense’ ยกระดับการผลิตคุณภาพสินค้า

วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานแถลงข่าว “โครงการความร่วมมือส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่” HandySense :Smart Farming Open Innovation ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ธ.ก.ส. และหน่วยงานพันธมิตร ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ คือ ระบบการบริหารจัดการแปลงเกษตรด้วยระบบเกษตรอัจฉริยะ (HandySense) โดยการสร้างต้นแบบแปลงเรียนรู้การบริหารจัดการแปลงเกษตรด้วยระบบเกษตรอัจฉริยะ ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์ปฏิบัติการในสังกัดของกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 50 ศูนย์ พร้อมพัฒนาความรู้ทักษะในการบริหารจัดการให้แก่เกษตรกรต้นแบบ ใน ศพก. และเจ้าหน้าที่ กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อยกระดับเป็นวิทยากรเกษตรอัจฉริยะ รวมทั้งศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลการบริหารจัดการแปลงเกษตรด้วยระบบอัจฉริยะ แล้วนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของชุมชน โดยเชื่อมโยงการทํางานกับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อยกระดับสู่การทําเกษตรสมัยใหม่และเกษตรแบบแม่นยํา (Precision Agriculture)รวมทั้งได้มอบหมายให้หน่วยงานภายใต้สังกัดดำเนินการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ในประเด็นการเกษตร โดยมีจุดเน้นในด้านการเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งจะต้องเริ่มต้นจากการมีข้อมูลทางการเกษตร ประกอบกับเทคโนโลยี และแบบจำลองต่างๆ ซึ่งจุดเน้นคือการให้เกษตรกรและหน่วยงานเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลระบบเทคโนโลยีและ applications ต่างๆ และเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้มากขึ้น” ปลัดเกษตรฯ กล่าว

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดแนวทางการส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้แก่เกษตรกร ประกอบด้วย 1) การส่งเสริมการเกษตรบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการ โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ลดต้นทุนการผลิต พัฒนาคุณภาพผลผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่ม นำไปสู่การพัฒนาอาชีพการเกษตรและยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกร 2) การส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรกลุ่มต่างๆ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรจากแหล่งต่างๆ ได้มากขึ้น เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและพัฒนาเข้าสู่การเกษตรสมัยใหม่และ 3) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากการศึกษาวิจัยสำหรับถ่ายทอดสู่เกษตรกร และสะท้อนข้อมูลจากประสบการณ์ในงานส่งเสริมการเกษตรเพื่อนำไปกำหนดโจทย์หรือประเด็นการศึกษาวิจัย เพื่อให้ได้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรที่เหมาะสม สอดคล้องกับศักยภาพ และความต้องการของเกษตรกร ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ร่วมดำเนินการขยายผลงานวิจัยแบบบูรณาการร่วมกับ ดีแทคและ เนคเทค

‘หนองสูง’ จัดงานโฮมเหง้าเผ่าผู้ไทย เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชนเผ่า น้อมรำลึกบรรพชน-ผู้ปกครองเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560986

‘หนองสูง’จัดงานโฮมเหง้าเผ่าผู้ไทย เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชนเผ่า น้อมรำลึกบรรพชน-ผู้ปกครองเมือง

วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวีระชัย นาคมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานในพิธีเปิด“งานโฮมเหง้า เผ่าผู้ไทย ไหว้พระไกรสรราชเมืองหนองสูง” ประจำปี 2564  และงานรวมพลังสตรี สามัคคีชาวเมืองหนองสูง ที่ถนนวัฒนธรรมผู้ไทยหนองสูง อ.หนองสูงจ.มุกดาหาร โดยมีนายปิติณัช นิธิศธานี นายอำเภอหนองสูง นางกัลยกร  สุขสานต์เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มุกดาหาร ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

โดยในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้เพื่ออนุรักษ์ เผยแพร่ประเพณีและศิลปวัฒนธรรมของชนเผ่าผู้ไทย นำมาพัฒนาต่อยอด สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน และนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย 

สำหรับ อ.หนองสูง ได้รับโปรดเกล้าฯ จัดตั้งเป็นเมืองหนองสูง ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อวันศุกร์ที่ 9 มี.ค. 2387 โดยมีพระไกรสรราช (สิงห์) เป็นเจ้าเมืององค์แรก ประชากรเป็นชนเผ่าผู้ไทย ที่อพยพมาจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เมืองคำอ้อและเมืองวัง ในปัจจุบันอยู่ในพื้นที่แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว

สำหรับประชากรส่วนใหญ่ของ อ.หนองสูง ยังคงความเป็นชนเผ่าผู้ไทยที่มีภาษาพูดเป็นของตนเองที่ดูโดดเด่นและแตกต่างจากชนเผ่าพันธุ์อื่นๆ กระจายอยู่ตามตำบล และหมู่บ้านต่างๆ รวม 6 ตำบล 44 หมู่บ้าน และยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นการน้อมรำลึกถึงพระไกรสรราช (สิงห์)ผู้ปกครองเมืองหนองสูง และบรรพชนผู้ร่วมก่อตั้งเมืองหนองสูง สืบทอดมาจนกลายเป็นอำเภอหนองสูงในขณะนี้ ประชาชนที่เข้าร่วมงานต่างแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองของชนเผ่าผู้ไทย ซึ่งเป็นชุดที่สวยงามโดดเด่นเป็นที่ประทับใจแก่นักท่องเที่ยวและผู้ที่มาเที่ยวชมงานพร้อมทั้งเป็นการอนุรักษ์สืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของผู้ไทยหนองสูงให้คงอยู่ตลอดไป

เปิดตัว ‘พด.13นวัตกรรมไมคอร์ไรซาสำหรับข้าวโพด’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560987

เปิดตัว‘พด.13นวัตกรรมไมคอร์ไรซาสำหรับข้าวโพด’

วันอังคาร ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน ได้ดำเนินการวิจัยคิดค้นนวัตกรรมการใช้จุลินทรีย์ช่วยเพิ่มแร่ธาตุอาหารให้กับพืชในรูปแบบปุ๋ยชีวภาพ ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้เกษตรกร และผู้บริโภคปลอดภัยจากสารพิษ ทำให้มีสุขภาพดีรักษาสมดุลของระบบนิเวศ สนับสนุนการผลิตอาหารปลอดภัยและช่วยสนับสนุนนโยบายการขับเคลื่อนวาระเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ โดยการคัดเลือกเชื้อราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริม การเจริญเติบโตของพืช และในปี 2563 จึงนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ชนิดใหม่ ใช้ชื่อว่า “พด.13ไมคอร์ไรซาสำหรับข้าวโพด”ซึ่งประกอบด้วย ราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา 2 สายพันธุ์ (Glomus sp. และ Acaulospora sp. ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของข้าวโพด) และแบคทีเรีย 2 สายพันธุ์ (แบคทีเรียตรึงไนโตรเจนแบบอิสระ Azotobacterchroococcum และแบคทีเรีย ผลิตฮอร์โมนพืชBacillus sp. ช่วยให้ไมคอร์ไรซาเข้าอยู่อาศัยในรากได้เพิ่มขึ้น)

สำหรับจุลินทรีย์ซุปเปอร์ พด.13 ไมคอร์ไรซาสำหรับข้าวโพด เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มการดูดใช้ธาตุอาหารพืชโดยเฉพาะฟอสฟอรัส ส่งเสริมการเจริญเติบโตและเพิ่มผลผลิตข้าวโพด ลดการใช้ปุ๋ยเคมีโดยราไมคอร์ไรซา เป็นราที่อาศัยอยู่ร่วมกับรากพืชโดยมีความสัมพันธ์แบบเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ราจะสร้างเส้นใยเจริญรอบราก แล้วเข้าไประหว่างเซลล์รากพืช โดยมีการสร้างโครงสร้างพิเศษ ช่วยดูดซับธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ส่งต่อให้กับพืช สร้างความทนทานให้กับพืชและเพิ่มผลผลิตพืชมีประสิทธิภาพดีในสภาพพื้นที่ดินมีปัญหา เช่น ดินกรด และดินเค็ม ทนต่อสภาพความแห้งแล้ง พิษของโลหะหนัก รวมทั้งลดการเข้าทำลาย ของเชื้อโรคในดิน นอกจากนี้ ยังช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินโดยเส้นใยของเชื้อราจะสร้างสารกลูมาลิน ช่วยทำให้เกิดการจับตัวกันของอนุภาคดินเกิดเป็นก้อนดิน (aggregate) ส่งผลต่อการพัฒนาสมบัติดินทั้งทางกายภาพและเคมีของดิน และมีผลต่อปริมาณและคุณภาพของข้าวโพด

“การนำผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ พด.13 ไมคอร์ไรซา ไปใช้ประโยชน์สำหรับปลูกข้าวโพด ต้องมีการขยายเชื้อโดยนำไปขยายเชื้อร่วมกับข้าวโพดหรือข้าวฟ่างในกระถางหรือถุงปลูกก่อน โดยใช้ทราย 8 กิโลกรัมและปุ๋ยหมัก 2 กิโลกรัมผสมกันเป็นวัสดุปลูก นำวัสดุปลูกนี้ใส่กระถางหรือถุงพลาสติก จากนั้นโรยผง พด.13 ประมาณ 1 ซอง รองก้นหลุม แล้วหยอดเมล็ดข้าวโพดลงในกระถางหรือถุงพลาสติก (ปลูกข้าวโพดร่วมกับเชื้อจุลินทรีย์เพื่อเป็นการขยายเชื้อจุลินทรีย์)เป็นเวลา 60 วัน เชื้อที่ขยายแล้วในวัสดุปลูก 1กระถาง หรือ 1 ถุงพลาสติก สามารถนำไปใช้หยอดร่วมกับเมล็ดข้าวโพดในการปลูกข้าวโพดได้พื้นที่ประมาณ 1 ไร่ ผลจากการใช้ผลิตภัณฑ์ พด.13 ไมคอร์ไรซาทำให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ ร้อยละ 20-50 ข้าวโพดสามารถดูดซับฟอสฟอรัสได้เพิ่มขึ้นร้อยละ20-30 และผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 10-20 ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ กองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน กรมพัฒนาที่ดิน โทร. 0-2579-0679 และ Call Center 1760 ต่อ 1379

เกษตรฯจัดยิ่งใหญ่ ‘Mango of SIAM’ 2-6 เม.ย. ที่สุดแห่งมะม่วงไทยถูกใจทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560719

เกษตรฯจัดยิ่งใหญ่‘Mango of SIAM’2-6เม.ย. ที่สุดแห่งมะม่วงไทยถูกใจทั่วโลก

วันจันทร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เกษตรฯ ยกทัพผลไม้บุกห้างกลางกรุงในงาน “Mango of SIAM ที่สุดแห่งมะม่วงไทย ถูกใจทั่วโลก” ระหว่าง 2–6 เมษายน 2564 ณ ห้างสรรพสินค้า ICONSIAM พร้อมรณรงค์แคมเปญ “ซื้อสินค้าเกษตรไทย เกษตรกรอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” อุดหนุน

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้นโยบายเกี่ยวกับการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนถึงความร่วมมือและความเป็นไปได้ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับห้างสรรพสินค้าต่างๆ ได้แก่ ICONSIAM, Central Pattana, The Mall, Tops Market, Makro, Lotus, Big C เพื่อวางแผนภาพรวมทั้งปีในการเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำสินค้าเกษตรเข้าไปจำหน่ายตามฤดูกาล ภายใต้ความร่วมมือการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2564 และช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 สำหรับในช่วงระยะเวลานี้สิ่งที่จำเป็นต้องเร่งทำเป็นกรณีพิเศษคือเรื่องผลไม้ ซึ่งผลไม้เขตร้อนเริ่มออกสู่ตลาดแล้วและจะออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคมถัดจากนี้ไป ผลไม้ไทยถือว่ามีคุณภาพมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งทางด้านการตลาดต้องดำเนินการทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ต้องดำเนินการช่วยระบายผลไม้ทั้งในส่วนตลาดออฟไลน์และตลาดออนไลน์ควบคู่กันไปด้วยเพื่อไม่ให้ผลผลิตกระจุกตัว โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศขณะนี้ประสบปัญหาเรื่องการส่งออกผลไม้ในภาพรวมยังทำได้ไม่ 100% จึงต้องหันมาส่งเสริมด้านการตลาดในประเทศเพื่อช่วยชาวสวนเพิ่มให้มากขึ้น

กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับ ICONSIAM ได้กำหนดจัดงาน “Mango of SIAM ที่สุดแห่งมะม่วงไทย ถูกใจทั่วโลก” ระหว่างวันที่ 2-6 เมษายน 2564 ณ บริเวณชั้น G ห้างสรรพสินค้า ICONSIAM พร้อมรณรงค์แคมเปญ“ซื้อสินค้าเกษตรไทย เกษตรกรอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” อุดหนุนชาวสวนผลไม้ โดยวัตถุประสงค์เพื่อช่วยชาวสวนผลไม้กระจายผลผลิต โดยเฉพาะระยะนี้เป็นเทศกาลของมะม่วงซึ่งมีผลผลิตจากหลายพื้นที่ทยอยออกสู่ตลาด กรมฯ จึงร่วมกับสมาคมชาวสวนมะม่วงไทยคัดสรรผลผลิตและผลิตภัณฑ์มะม่วงคุณภาพดีที่ได้รับการรับรองมาตรฐานมาร่วมออกบูธจำหน่าย รวม 25 บูธ ประกอบด้วย สินค้ามะม่วงจากสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย 8 บูธสินค้าเกษตรจากตลาดเกษตรกร 5 บูธ สินค้าเกษตรจากกลุ่มแปลงใหญ่ 6 บูธและการบริการต่างๆ จำนวน 5 บูธ ได้แก่ อุปกรณ์ทางการเกษตร ปุ๋ย สารชีวภัณฑ์ ฮอร์โมน ที่เหมาะสมสำหรับชุมชนเมือง รวมทั้งการให้บริการขนส่ง เช่น ไปรษณีย์ไทย, kerry เป็นต้น

กิจกรรมภายในงานนอกจากมีการออกร้านจำหน่ายผลผลิตการเกษตรแล้ว ยังจัดแสดงนิทรรศการประกอบเพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้าชมงาน เช่น เทคโนโลยีการผลิตมะม่วงคุณภาพดี ตั้งแต่การปลูก การดูแลรักษามะม่วง ศัตรูสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง การพัฒนาคุณภาพมะม่วงส่งออก/ดัชนีการเก็บเกี่ยวมะม่วง การแสดงความหลากหลายทางสายพันธุ์มะม่วง และมะม่วงที่ได้รับการรับรองเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

ชายคาพระพิรุณ : 22 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560720

ชายคาพระพิรุณ :  22 มีนาคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 22 มีนาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ทราบมาว่าขณะนี้ ได้มีขบวนการของคนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ลักลอบนำเข้าส้มโอจากเพื่อนบ้านหวังใช้เป็นทางผ่านขอใบ PC เบิกทางส่งออกไปประเทศที่ 3 โดยแอบลักลอบนำเข้ามาคัดบรรจุที่พิจิตรแล้วส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายเศรษฐกิจและส่งผลกระทบกับเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอของจังหวัดพิจิตรกว่าพันราย แต่ทันทีที่เรื่องปรากฏนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ก็รีบเดินทางไปพบ นายรังสรรค์ ตันเจริญผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ถึงศาลากลางจังหวัดพิจิตรทันที เพื่อหารือวางแนวทางแก้ปัญหา โดยนายพิเชษฐ์ ให้ข้อมูลว่า จากการตรวจสอบแน่ใจแล้วว่าส้มโอจำนวนดังกล่าวไม่ใช่ส้มโอของไทยที่จะส่งออกต่างประเทศ แต่น่าจะเป็นส้มโอมาจากประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งเข้ามาประเทศไทย ซึ่งนำเข้ามาอย่างถูกต้อง เพียงแต่ว่าไม่ได้เอามาใช้จำหน่ายในประเทศไทย แต่นำเข้ามาเพื่อใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อส่งออกไปต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง โดยพบว่ามีผู้ประกอบการจากจังหวัดพิจิตร ใช้โรงคัดบรรจุหรือล้งรับซื้อส้มโอร่วมกับผู้ส่งออกไปขอใบ PC (Phytosanitary Certificate) หรือใบรับรองสุขอนามัยพืชเพื่อประกอบการส่งออกไปต่างประเทศ จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตรซึ่งเป็นหน่วยงานในพื้นที่ของกรมฯ เข้าตรวจสอบในโรงคัดบรรจุดังกล่าว ปรากฏว่าไม่น่าใช่ส้มโอจากประเทศไทย จึงสั่งระงับห้ามส่งออกและไม่ออกใบ PC ให้ จึงได้หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เพื่อวางมาตรการร่วมกันในการดำเนินการตามกฎหมายทั้งทางปกครองและทางอาญาต่อไปโดยนายพิเชษฐ์ ยังบอกอีกว่า ขณะนี้ได้รับรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า มีโรงคัดบรรจุหรือล้งไม่น้อยกว่า 5 แห่งที่ร่วมมือกับพ่อค้าส่งออกนำส้มโอจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมรอยเป็นส้มโอพิจิตร โดยสวมสิทธิ์ใบรับรอง GAP แล้วส่งออกไปประเทศที่ 3 หวังแค่ผลประโยชน์แต่ทำลายเศรษฐกิจของเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอของจ.พิจิตรที่มีมากถึง 1,037 ราย พลอยได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมดังกล่าว…เป็นเรื่องของความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ของคน บางคนโดยแท้ ไม่คิดถึงผลกระทบระยะยาวหรือเห็นอกเห็นใจพี่น้องเกษตรกรชาวไทยด้วยกันเอาเสียเลย…

ด้าน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ฝากชี้แจงกรณีที่มีสื่อมวลชนบางสำนักได้นำเสนอข่าวว่า ขณะนี้มีการเกิดโรคระบาดในสุกรในหลายพื้นที่ของประเทศไทย จนส่งผลให้ฟาร์มสุกรขนาดเล็กและกลางเร่งเทขายสุกร และทำให้ราคาสุกรตกต่ำ ซึ่งกรมปศุสัตว์ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่พบการระบาดของโรค ASF ในประเทศไทยแต่อย่างใด และกรมปศุสัตว์ก็ได้มีการกำหนดมาตรการ อย่างเข้มงวด โดยการประเมินความเสี่ยงต่อโรคตามหลักการทางระบาดวิทยา ด้วยแอปพลิเคชั่น e-smart plus โดยใช้วิธี Spatial Multi – criteria decision Analysis ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการเฝ้าระวังโรคทั้งในเชิงรุกและเชิงรับในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นในฟาร์มสุกร โรงฆ่าสุกร สถานที่จำหน่ายเนื้อสุกร และสถานที่จำหน่ายอาหารสัตว์ รวมไปถึงการเคลื่อนย้ายสุกร/หมูป่าที่มีชีวิตและซากทั้งการเคลื่อนย้ายภายในประเทศ ระหว่างประเทศหรือการลักลอบเคลื่อนย้ายทุกกรณีอย่างเข้มงวดหากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์ หรือ call center 063-225-6888 หรือแจ้งผ่านแอปพลิเคชั่น DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา


ขุนเกษตรา

งัดแผนรับมือภัยพิบัติด้านเกษตรหน้าฝน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560716

งัดแผนรับมือภัยพิบัติด้านเกษตรหน้าฝน

วันจันทร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านเกษตร ครั้งที่ 1/2564 ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า จากการคาดการณ์สถานการณ์ในช่วงฤดูฝน ปี 2564 คาดว่าฝนจะเริ่มตกเร็วขึ้นกว่าปกติ ช่วงกลางเดือนเมษายน – พฤษภาคม ก่อนเว้นช่วงเดือนมิถุนายน ดังนั้น
เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมป้องกันและลดผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติช่วงฤดูฝนจะเกิดขึ้นต่อภาคการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ จึงเตรียมการจัดทำแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านเกษตร ช่วงฤดูฝน ปี 2564 โดยขอความร่วมมือให้กรมชลประทานทำแผนจัดสรรน้ำช่วงฤดูฝน และร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินทำแผนคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงอุทกภัย

นอกจากนี้ ยังมอบหมายกรมการข้าว กรมชลประทาน และกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกันวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูฝน ปีการผลิต 2564 ตลอดจนให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกันร่างแผนป้องกันและเผชิญเหตุอุทกภัยด้านการเกษตร ในเรื่องของการป้องกันและลดผลกระทบ การเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุ ตลอดจนการฟื้นฟูและดูแลหลังเกิดภัย โดยการเตรียมการจัดทำแผนดังกล่าว สำหรับใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานราชการ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านเกษตร และเตรียมการให้ความช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2564 ให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สำหรับแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2563/64 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 สิ้นสุดวันที่ 30 เมษายน 2564 สถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำของประเทศในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 15 มี.ค. 2564) มีน้ำใช้การ 16,065 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็น ภาคเหนือมีปริมาณน้ำใช้การ 3,459 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำใช้การ 3,700 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันตกมีปริมาณน้ำใช้การ 3,119 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคกลางมีปริมาณน้ำใช้การ 625 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันออกมีปริมาณน้ำใช้การ 1,037 ล้านลูกบาศก์เมตร และภาคใต้มีปริมาณน้ำใช้การ 4,125 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยในภาพรวมถือว่าการบริหารจัดการเป็นไปตามแผนบริหารจัดการน้ำ

Q2 ผลผลิตปาล์มออกมากดึงราคาตกรัฐพร้อมชดเชยประกันรายได้4บาท/กก. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560717

Q2ผลผลิตปาล์มออกมากดึงราคาตกรัฐพร้อมชดเชยประกันรายได้4บาท/กก.

วันจันทร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติวงเงินเพื่อดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ปี 2564 จำนวน 8,807.54 ล้านบาท เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 เบื้องต้น ได้จัดสรรให้กระทรวงพาณิชย์แล้ว 4,613.04 ล้านบาท โดยเกษตรกรผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการต้องเป็นเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตรทุกครัวเรือน และเป็นพื้นที่ให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันที่มีอายุไม่น้อยกว่า 3 ปี

สำหรับการจ่ายเงินชดเชย กำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 2564 มีหลักเกณฑ์เงื่อนไข เช่นเดียวกับการดำเนินโครงการฯ ในปี 2562 – 2563 โดยเกษตรกรจะได้รับเงินชดเชยตามพื้นที่ปลูกจริงครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ ประกันรายได้ที่กิโลกรัมละ 4 บาท ดำเนินการจ่ายเงินชดเชยทุกวันที่ 15 ของเดือน อย่างไรก็ตาม รอบในการจ่ายเงินวันที่ 15 มีนาคม 2564 ได้พิจารณาราคาอ้างอิงผลปาล์มน้ำมัน (อัตราน้ำมัน 18%) ที่กิโลกรัมละ 6.25 บาท ซึ่งยังคงสูงกว่าราคาเป้าหมายที่กิโลกรัมละ 4 บาท จึงยังไม่มีการจ่ายเงินชดเชยให้แก่เกษตรกร

หากพิจารณาสถานการณ์การผลิตปาล์ม ปี 2564 (ข้อมูล ณ ธันวาคม 2563) สศก. คาดว่า จะมีปริมาณผลผลิต 16.64 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 16.17 ล้านตัน ในปี 2563 คิดเป็นร้อยละ 3 โดยไตรมาสที่ 1 (มกราคม – มีนาคม 2564) มีปริมาณผลผลิต 3.26 ล้านตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของ ปี 2563 ร้อยละ 6 คิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบเฉลี่ยเดือนละ 0.16 ล้านตัน ในขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 0.20 ล้านต้น ส่งผลให้สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบปรับตัวลดลง ราคาผลปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้จึงยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง

ด้านราคาผลปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้ ในช่วงไตรมาส 1 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 6.15 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบเฉลี่ยกิโลกรัมละ 38.24 บาท อย่างไรก็ตาม ช่วงไตรมาสที่ 2 (เมษายน – มิถุนายน 2564) จะเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดสูงสุด คาดว่าจะมีผลผลิต 5.61 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1 ร้อยละ 72 โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคม ผลผลิตจะออกสู่ตลาดสูงสุด ประมาณ 1.99 ล้านตัน ดังนั้น คาดว่าราคาผลปาล์มที่เกษตรขายได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 อาจมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากไตรมาส 1

“แม้ว่าผลผลิตช่วงไตรมาส 2 จะมีมากขึ้น ก็ตาม เกษตรกรควรให้ความสำคัญเรื่องการทำปาล์มคุณภาพ ยกระดับเปอร์เซ็นต์น้ำมันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรายได้ให้เกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม และขอความร่วมมือเกษตรกรเก็บเกี่ยวทะลายปาล์มคุณภาพ ซึ่งสังเกตจากทะลายปาล์มที่มีผลปาล์มสุก สีผลปาล์มสุก ตรงตามพันธุ์ และมีผลปาล์มร่วงที่สุกตามธรรมชาติ 5 – 10 เมล็ดต่อทะลาย และหากเกษตรกรที่จ้างตัดปาล์มน้ำมัน ขอให้เกษตรกรควบคุมให้ผู้รับจ้างตัดปาล์มน้ำมันให้ได้คุณภาพดังกล่าว” รองเลขาธิการ สศก. กล่าว

เกษตรรุกแก้ปัญหา! หนอนเจาะเมล็ดทุเรียนภาคใต้แบบครบวงจร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560759

เกษตรรุกแก้ปัญหา! หนอนเจาะเมล็ดทุเรียนภาคใต้แบบครบวงจร

เกษตรรุกแก้ปัญหา! หนอนเจาะเมล็ดทุเรียนภาคใต้แบบครบวงจร

วันอาทิตย์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2564, 21.15 น.

21 มีนาคม 2564 นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่าทุเรียนเป็นไม้ผลที่สำคัญของภาคใต้ มีพื้นที่ปลูกครอบคลุมทั้ง 14 จังหวัดกว่า 571,439 ไร่ พื้นที่ให้ผล 437,993 ไร่ ผลผลิตรวม 522,101 ตัน (ข้อมูล ณ ปี 2563) ปริมาณความต้องการบริโภคทุเรียนทั้งในและต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ทำให้ราคาสูง เกษตรกรจึงนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ เพื่อให้ทุเรียนออกผลในช่วงที่ต้องการ และมีคุณภาพตรงตามความต้องการของผู้บริโภค แต่ก็ยังคงประสบปัญหาด้านสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน โรคและแมลงศัตรูพืชระบาดที่ทำให้ผลผลิตเสียหาย เกษตรกรสูญเสียรายได้ และผู้บริโภคขาดความเชื่อถือ โดยเฉพาะหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน ที่มักพบการระบาดอยู่เสมอ หนอนเจาะเมล็ดทุเรียน หรือ “หนอนใต้” หรือ “หนอนมาเลย์” ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน ตัวเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ 100-200 ฟอง วางไข่เป็นฟองเดี่ยว ๆ บริเวณหนามทุเรียนใกล้ขั้วผลในระยะผลอ่อน 

จากนั้นตัวหนอนที่เพิ่งฟักจากไข่จะเจาะเข้าไปกัดกินเมล็ดภายในผล การเข้าทำลายจะสังเกตรอยเจาะของหนอนได้ยาก เนื่องจากมีขนาดเล็กมากและเปลือกทุเรียนที่กำลังขยายจะปิดรูเจาะของหนอน ทุเรียนที่ถูกทำลายส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะที่เมล็ดแข็งแล้ว หนอนเจริญเติบโตอยู่ภายในผลทุเรียนกัดกินเมล็ดเป็นอาหาร ถ่ายมูลออกมาปะปนอยู่กับเนื้อทุเรียน เมื่อทุเรียนผลแก่หรือใกล้สุก หนอนจะโตเต็มที่และเจาะรูออกมา  เข้าดักแด้ในดิน ได้นาน 1-9 เดือน ผีเสื้อที่ออกจากดักแด้ภายใน  1 เดือน สามารถเข้าทำลายทุเรียนรุ่นหลังในปีเดียวกันได้ หรืออาจจะออกจากดักแด้ในปีถัดไป โดยอาศัยฝนต้นปีเป็นตัวกระตุ้นให้ตัวเต็มวัยออกจากดักแด้ ดังนั้น เกษตรกรจึงควรหมั่นสำรวจสวนทุเรียนอย่างสม่ำเสมอ   

นายสุพิท กล่าวเพิ่มเติมว่า จากปัญหาดังกล่าวสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา จึงได้ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการในภาคใต้ ทั้งศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช และสำนักงานเกษตรจังหวัด 14 จังหวัด จัดทำแปลงเรียนรู้การป้องกันกำจัดหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนขึ้น โดยคัดเลือกแปลงเรียนรู้  ให้ความรู้เกษตรกร และสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การจัดทำแปลงเรียนรู้ ได้แก่ เครื่องห่อผลทุเรียน ถุงห่อผลทุเรียน ชุดกับดักกาวเหนียว และกำมะถัน เพื่อหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ นำไปขยายผลสู่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในภาคใต้ ในการป้องกันกำจัดหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนแบบครอบคลุมพื้นที่ต่อไป  และกรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีแนวทางป้องกันกำจัดหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน ไว้ดังนี้ 

1. ไม่ควรขนย้ายเมล็ดทุเรียนจากที่อื่นเข้ามาในแหล่งปลูก ถ้ามีความจำเป็นควรทำการคัดเลือกเมล็ดอย่างระมัดระวัง หรือแช่เมล็ดด้วยสารเคมีกำจัดแมลง เช่น คาร์บาริล (เซฟวิน 85% ดับลิวพี) อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ก่อนทำการขนย้ายจะช่วยกำจัดหนอนได้ 

2. สำรวจติดตามสถานการณ์หนอนเจาะเมล็ด โดยตรวจดูตัวเต็มวัยของหนอนเจาะเมล็ดในกับดักแสงไฟ หรือกับดักกาวเหนียวสีม่วง สัปดาห์ ละ 2-3 ครั้ง หากมีฝนตกหนักติดต่อกัน 2-3 วัน ควรตรวจดูทุกวัน 

3. ห่อผลทุเรียนตั้งแต่ผลทุเรียนอายุ 6 สัปดาห์เป็นต้นไป โดยใช้ถุงพลาสติกสีขาวขุ่น หรือถุงห่อผลทุเรียน เจาะรูที่บริเวณขอบล่างเพื่อระบายน้ำ สามารถป้องกันผีเสื้อตัวเต็มวัยมาวางไข่ได้ ก่อนห่อผลควรตรวจสอบและป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งอย่าให้มีติดอยู่กับผลที่จะห่อ 

4. ทำความสะอาดแปลง กำจัดวัชพืช เก็บผลที่ร่วงหล่นไปเผาทำลาย เพื่อกำจัดที่อยู่อาศัยของแมลงศัตรูพืช 

5. ตัดแต่งผลทุเรียนที่มีจำนวนมากเกินไป โดยเฉพาะผลที่อยู่ติดกันควรใช้กาบมะพร้าวหรือกิ่งไม้กั้นระหว่างผล เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเต็มวัยวางไข่ หรือตัวหนอนเข้าทำลายหรือหลบอาศัย 

6. ไล่ผีเสื้อตัวเต็มวัย ด้วยควันไฟ โดยการจุดกำมะถัน กาบมะพร้าวหรือพืชสมุนไพร เช่น ตะไคร้หอม 

7. การป้องกันกำจัดโดยใช้สารเคมีกำจัดแมลง เมื่อเริ่มพบตัวเต็มวัย โดยพ่นทุก 7-10 วัน เมื่อผลทุเรียนอายุ 6 สัปดาห์ (หลังดอกบาน) ทุกสัปดาห์ ติดต่อกัน 5 ครั้ง ดังนี้ 

– แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร  

– คาร์บาริล (Carbaryl) 85% WP อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร  

– เดลทาเมทริน (Deltamethrin) 3% EC อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร 

– เบตา-ไซฟลูทริน (Beta-cyfluthrin) 2.5% EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร 

‘เฉลิมชัย’ สั่งคุมเข้มกันเกษตรกรห้ามตัด ‘ทุเรียนอ่อน’ ขาย ย้ำผิดกฎหมาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560766

'เฉลิมชัย'สั่งคุมเข้มกันเกษตรกรห้ามตัด'ทุเรียนอ่อน'ขาย ย้ำผิดกฎหมาย

‘เฉลิมชัย’สั่งคุมเข้มกันเกษตรกรห้ามตัด’ทุเรียนอ่อน’ขาย ย้ำผิดกฎหมาย

วันอาทิตย์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2564, 20.50 น.

“เฉลิมชัย”สั่งคุมเข้มกันเกษตรกรห้ามตัดทุเรียนอ่อนขาย ย้ำผิดกฎหมาย เตือนพ่อค้ารับมาขายต่อก็เข้าข่ายหลอกลวงมีโทษจำคุก

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2564 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในช่วงเดือนมีนาคม – เดือนพฤษภาคมของทุกปี จะเป็นช่วงที่ทุเรียนเริ่มออกสู่ตลาด โดยเฉพาะทุเรียนภาคตะวันออกในช่วงต้นฤดูกาลจะมีราคาสูง เนื่องจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดยังมีปริมาณน้อย ประกอบกับมียอดสั่งซื้อล่วงหน้าผ่านพ่อค้าคนกลางและล้งอีกจำนวนมาก เป็นโอกาสของเกษตรกรที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น อาจเกิดแรงจูงใจให้รีบตัดทุเรียนออกขายในช่วงนี้เพื่อทำกำไร ในขณะที่ทุเรียนส่วนใหญ่ยังไม่ครบอายุการเก็บเกี่ยว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความห่วงใยในเรื่องคุณภาพของทุเรียนและผลกระทบด้านการตลาดดังกล่าวมาก ขอเน้นย้ำว่า การตัดทุเรียนอ่อน หรือด้อยคุณภาพออกจำหน่ายนั้น ทั้งเกษตรกรผู้ปลูกและพ่อค้าคนกลางที่รับมาจำหน่ายมีความผิดตามกฎหมายจึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการป้องกันปัญหาทุเรียนอ่อนอย่างเข้มงวดแล้ว

ขณะที่ นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า ได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัดแหล่งผลิตที่สำคัญ ร่วมกับฝ่ายปกครองในพื้นที่ โดยใช้บทลงโทษทางกฎหมายได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 47 ผู้ใดเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่น อันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ในพื้นที่หน่วยงานภาครัฐและเกษตรกรได้ร่วมกันกำหนดมาตรการในการควบคุมทุเรียนอ่อนด้วย เช่น จังหวัดจันทบุรี หากเกษตรกรมีผลผลิตที่พร้อมตัดจำหน่ายก่อนวันที่ 10 เมษายน 2564 หากต้องการจะตัดจำหน่ายจะต้องแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครเกษตร หรือเกษตรอำเภอก่อนตัด ซึ่งจะช่วยควบคุมคุณภาพผลผลิตก่อนออกสู่ตลาดได้อีกทางหนึ่ง

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สาเหตุของปัญหาทุเรียนอ่อน นอกจากปัจจัยด้านราคาแล้ว ยังมีปัจจัยด้านการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร เกษตรกรเจ้าของสวนจำนวนไม่น้อยต้องการความสะดวกจึงจำหน่ายให้พ่อค้าคนกลางหรือล้งในลักษณะเหมาสวน ทำให้เกษตรกรไม่ได้ควบคุมการเก็บเกี่ยว รวมไปถึงเป็นกลยุทธ์ของพ่อค้าเองที่จะตัดทุเรียนอ่อนไปจำหน่ายเพื่อทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการน้อยลงในระยะหนึ่ง จากนั้นทุเรียนจะมีราคาลดต่ำลง แล้วพ่อค้าก็กลับไปกดราคาจากชาวสวนหรือเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกมาก และนำมาขายทำกำไรส่วนต่างจำนวนมากนั่นเอง

สำหรับผลเสียหายที่เกิดจากการขายทุเรียนอ่อน นอกจากจะทำลายความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าเกษตรของผู้บริโภคภายในประเทศแล้ว ยังจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อตลาดส่งออกอีกด้วย เนื่องจากในอนาคตอันใกล้ประเทศคู่แข่งของไทยอย่างเวียดนามและกัมพูชาจะสามารถผลิตทุเรียนคุณภาพได้มากขึ้น และมีความได้เปรียบทุเรียนไทย เนื่องจากต้นทุนการผลิตต่ำกว่า อีกทั้งที่ตั้งยังอยู่ใกล้ประเทศจีนที่เป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทยมากกว่าด้วย ซึ่งหากยังมีการลักลอบส่งออกทุเรียนอ่อนไปตลาดต่างประเทศ จะทำให้ทุเรียนไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับประเทศคู่แข่งในไม่ช้า

ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่จะซื้อทุเรียน มีข้อสังเกตง่ายๆ คือ ถ้าหากร่องของเปลือกทุเรียนยังมีสีเขียวและชิดกันอยู่แสดงว่า ยังไม่แก่ แต่ถ้าร่องเริ่มห่างกันและมีสีน้ำตาลแสดงว่า แก่แล้ว หรือใช้ไม้เคาะแล้วฟังเสียง หากได้ยินเสียงโปร่งไม่แน่นทึบแสดงว่าแก่แล้ว