กรมชลฯเข้มมาตรการป้องกันโควิด-19 ย้ำเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติตาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560427

กรมชลฯเข้มมาตรการป้องกันโควิด-19 ย้ำเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติตาม

กรมชลฯเข้มมาตรการป้องกันโควิด-19 ย้ำเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติตาม

วันศุกร์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2564, 18.16 น.

ชป.คุมเข้มมาตรการป้องกันระบาดไวรัสโควิด-19 หลังมีการระบาดระลอกใหม่ ย้ำเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการและทิศทางการป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อแก่บุคลากรอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารจัดการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กรมชลประทาน เปิดเผยถึงการวางมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (Covid-19) ภายหลังพบผู้ป่วยโควิด รายที่ 297 (รายที่ 181 ของการระบาดระลอกใหม่) ตามประกาศจากศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณะสุข จังหวัดนนทบุรี ที่พบว่าจากที่มี Time Line ของผู้ติดเชื้ออยู่บริเวณโดยรอบพื้นที่กรมชลประทาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นั้น ทางกรมชลประทานได้มีการประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์การและรายงานผลการดำเนินงานตามมาตรการเฝ้าระวังป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

โดยที่ประชุมได้กำหนดมาตรการเพื่อเพิ่มความเข้มข้นให้แก่บุคลากรของกรมชลประทาน ในการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด ทั้งการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) การเพิ่มความเข้มข้นให้กับจุดคัดกรองในแต่ละอาคาร การจัดกิจกรรม Big Cleaning อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการขอความร่วมมือในการงดใช้สถานที่ภายในกรมชลประทาน ถนนสามเสน ในการออกกำลังกายแก่บุคคลภายนอก และในส่วนของกรมชลประทาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้มีการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อและทำความสะอาดบริเวณโดยรอบเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (Covid-19) พร้อมกันนี้จะมีการพิจารณากำหนดช่วงเวลาการใช้บริการสนามกีฬาหรือพื้นที่ออกกำลังกายในบริเวณดังกล่าว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โดยขอความร่วมมือให้บุคลากรทุกคนงดเดินทางหรือหลีกเลี่ยงไปยังสถานที่เสี่ยงอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยแก่บุคลากรกรมชลประทานทุกคน

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : น้ำกับเนเธอร์แลนด์ได้อะไร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560168

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : น้ำกับเนเธอร์แลนด์ได้อะไร?

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : น้ำกับเนเธอร์แลนด์ได้อะไร?

วันศุกร์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ประเทศเนเธอร์แลนด์ ถือเป็นประเทศทวีปยุโรปที่มีความเชี่ยวชาญในการป้องกันน้ำท่วมและจัดการน้ำในเขตเมืองมายาวนานตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน และได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีในเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นประเทศที่มีระบบการบริการจัดการน้ำที่ดีมากที่สุดอีกประเทศหนึ่งของโลก เป็นที่น่ายินดีที่ประเทศเนเธอร์แลนด์จะให้ความร่วมมือกับประเทศไทย ในการแก้ไขปัญหาอุทักภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำเฉพาะกรุงเทพฯและปริมณฑล

ล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะตัวแทนราชอาณาไทย และ นายเกสปีเตอร์ ราเดอ เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ในฐานะตัวแทนกระทรวงโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการน้ำแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU)ว่าด้วยความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย

การลงนาม MOU ครั้งนี้มีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กรมชลประทาน สำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) เป็นต้น ร่วมเป็นสักขีพยาน

ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไรจาก MOU ฉบับนี้ ?

ดร.สมเกียรติ บอกว่า การลงนามเอ็มโอยูครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ความร่วมมือด้านน้ำระหว่าง 2 ประเทศเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งการแลกเปลี่ยนบุคลากร ความร่วมมือและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานด้านน้ำของทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านน้ำที่เนเธอร์แลนด์ประสบความสำเร็จ โดยมี สทนช. เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานและอำนวยการความสะดวก

นอกจากนี้ยังจะเป็นกลไกในการเปิดโอกาสให้นักวิชาการ สถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจได้แลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมมือกันในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในอนาคตอีกด้วย

เลขาธิการ สทนช. กล่าวย้ำว่า ปัญหาน้ำท่วมและความแห้งแล้งที่เพิ่มขึ้น เป็นความท้าทายสำหรับการบริหารจัดการน้ำทั่วโลก ซึ่งรัฐบาลไทยได้มีการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการน้ำให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับนานาประเทศมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเนเธอร์แลนด์ที่ไทยมีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านน้ำระหว่างกันมาอย่างยาวนาน ทั้งระดับผู้นำประเทศ และระดับหน่วยงานปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ให้กับบุคลากรด้านน้ำระหว่างกัน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำ การส่งผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเนเธอร์แลนด์ร่วมทำงานกับฝ่ายไทยในการแก้ไขปัญหาช่วงน้ำท่วมปี 2554 การจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง) การพัฒนาระบบพยากรณ์เพื่อคาดการณ์สภาพอากาศที่มีความแม่นยำสูง เป็นต้น

“เอ็มโอยูฉบับนี้เป็นความร่วมมือในสาขาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บนพื้นฐานของความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน” ดร.สมเกียรติกล่าว

ประเทศไทยโดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลนั้น เป็นที่ลุ่มต่ำ สภาพภูมิประเทศคล้ายๆ กับเนเธอร์แลนด์ ดังนั้นการลงนามMOU ด้วยความร่วมมือในครั้งนี้ จะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การแก้ปัญหาอุทกภัยโดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำและในเขตเมืองของไทย จะได้รับอานิสงส์อย่างแน่นอน

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สศก.นำร่องโครงการ SAS-PSA แห่งแรกของไทย ปักหมุด5อำเภอฉะเชิงเทราสร้างความมั่นคงอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560166

สศก.นำร่องโครงการSAS-PSAแห่งแรกของไทย ปักหมุด5อำเภอฉะเชิงเทราสร้างความมั่นคงอาหาร

วันศุกร์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นการนำร่องครั้งแรก ตามโครงการ Supporting Agricultural Survey on PromotingSustainable Agriculture in ASEAN Region หรือ โครงการ SAS-PSA ซึ่ง สศก.โดยสำนักงานเลขานุการ AFSIS หรือ ASEAN Food Security Information System ร่วมกับ กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง ประเทศญี่ปุ่น ดำเนินโครงการฯ เพื่อสนับสนุน และส่งเสริมการสำรวจการเกษตรแบบยั่งยืนตามตัวชี้วัดขององค์การสหประชาชาติ (UN) SDGs 2.4.1 Proportion of Agricultural Area under Productive and Sustainable Agriculture ซึ่งหมายถึงสัดส่วนของเนื้อที่เกษตรที่ทำการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อเนื้อที่เกษตรทั้งหมด รวมถึงใช้เป็นฐานข้อมูลให้แก่ภาครัฐ และผู้วางนโยบายด้านการเกษตร

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ นับเป็นการนำร่องสำรวจครั้งแรกในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีการผลิตสินค้าเกษตรที่หลากหลาย ทั้งพืชไร่ พืชสวนปศุสัตว์ และประมง โดยคัดเลือกอำเภอที่มีจำนวนประชากรเกษตรมากที่สุด 5 อำเภอได้แก่ อ.พนมสารคาม (ต.บ้านช่อง)อ.สนามชัยเขต (ต.ท่ากระดาน) อ.บางน้ำเปรี้ยว (ต.หมอนทอง)อ.เมืองฉะเชิงเทรา (ต.บางเตย) และ อ.บ้านโพธิ์ (ต.สิบเอ็ดศอก) รวมจำนวนเกษตรกรตัวอย่าง 240 ราย เพื่อเก็บข้อมูลพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2564 ซึ่งจะครอบคลุมการสำรวจทั้ง 3 มิติ ประกอบด้วย มิติด้านเศรษฐกิจ อาทิ การใช้ประโยชน์ที่ดิน การเพาะปลูกพืช ผลผลิต มิติสิ่งแวดล้อม อาทิ ปัญหาในพื้นที่ การใช้ทรัพยากรดินและน้ำการใช้ปุ๋ยและสารเคมี และ มิติทางสังคม อาทิ การใช้แรงงานภาคเกษตร การจ่ายค่าตอบแทน ปัญหาการขาดแคนอาหาร และการถือครองที่ดินของเกษตรกร เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสำรวจถึงผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกษตรกรต้องพบเจอในช่วงของการแพร่ระบาดที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน

“จากรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ระบุว่า ปัจจุบัน ไทยมีจำนวนผู้อดอยากหิวโหยอยู่ที่ร้อยละ 9 ซึ่งมีระดับความอดอยากหิวโหยมากกว่าร้อยละ 5 ที่ UN กำหนด ดังนั้นไทยจะต้องรายงานผลความก้าวหน้าในการพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน ตามตัวชี้วัด SDGs 2.4.1 ต่อ UN ภายในปี 2573 โดยการลงพื้นที่นำร่องสำรวจในครั้งนี้ เราแบ่งทีมเป็น 7 สาย สำรวจทั้ง 5 อำเภอ ซึ่งผลสำรวจที่ได้จากการลงพื้นที่ จะวิเคราะห์ตามระเบียบวิธีของ FAO และที่สำคัญจะเป็นแนวทางหลักในการขยายผลการสำรวจให้ครอบคลุมทั่วประเทศในระยะต่อไป ซึ่งการรายงานผล จะรายงานในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เกษตรกรรม 3 รูปแบบ ได้แก่ ยั่งยืน ไม่ยั่งยืน และยอมรับได้ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 โดยได้ผลักดันการดำเนินงานตามตัวชี้วัด SDGs 2.4.1 มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560-2563 ในการดำเนินการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนรวมกว่า 4.38 ล้านไร่”รองเลขาธิการ สศก. กล่าว

ทั้งนี้ โครงการ SAS-PSA มีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี 8 เดือน (26 มีนาคม 2563 – 25 พฤศจิกายน 2565) โดยนำร่องใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา และลาว ในส่วนของประเทศไทย ภายในเดือนกรกฎาคม 2564 และจัดทำรายงานผลการสำรวจให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2564 ก่อนเตรียมขยายผลการสำรวจให้ครอบคลุมทั่วประเทศในระยะต่อไป

กรมฝนหลวงฯ สนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ ดับไฟป่า ‘เชียงใหม่’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/560170

กรมฝนหลวงฯ สนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ ดับไฟป่า'เชียงใหม่'

กรมฝนหลวงฯ สนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ ดับไฟป่า’เชียงใหม่’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2564, 19.10 น.

กรมฝนหลวงฯ สนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ ดับไฟป่าจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทั้งใช้เทคนิคทำฝนเมฆอุ่น เมฆเย็น บรรเทาปัญหาไฟป่าและหมอกควัน

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2564 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนบน จ.เชียงใหม่ ได้สนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ จำนวน 1 ลำ ในภารกิจดับไฟป่าและบรรเทาปัญหาหมอกควัน บริเวณ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้ขึ้นบินปฏิบัติการตักน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่สาบเป็นจำนวน 15 เที่ยวบิน และสามารถตักน้ำช่วยเหลือได้จำนวน 7,500 ลิตร โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กองบัญชาการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง ภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 , กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อป้องกันและควบคุมไฟป่าไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ

ขณะเดียวกันหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดพิษณุโลก ได้ใช้เทคนิคทำฝน เมฆอุ่น เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ประสบปัญหาหมอกควันและไฟป่าบริเวณ อำเภอสูงเม่น อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ และใช้เทคนิค เมฆเย็น ซึ่งทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตร อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ รวมถึงพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดน่าน โดยมีปริมาณฝนตก 0.2 – 3.2 มิลลิเมตร แต่อย่างไรก็ตามปัญหาหมอกควันและไฟป่ายังคงมีอย่างต่อเนื่อง จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันลดการเผาในพื้นที่การเกษตร ที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาไฟป่าและหมอกควัน

นอกจากนั้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 11 หน่วยทั่วประเทศ โดยมีการร่วมมือกับกองทัพอากาศและกองทัพบกในการสนับสนุนอากาศยานในการปฎิบัติภารกิจช่วยเหลือเกษตรกรโดยแบ่งออกเป็น 4 ภารกิจหลัก คือ 1.ภารกิจช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง 2.ภารกิจเติมน้ำให้กับเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำที่ขาดแคลนน้ำหรือที่มีปริมาณน้ำต้นทุนน้อย 3.ภารกิจบรรเทาไฟป่าและหมอกควัน 4.ภารกิจติดตามพายุฤดูร้อนที่จะกลายเป็นพายุลูกเห็บ

ทั้งนี้ กรมฝนหลวงฯ ยังคงติดตามพื้นที่ประสบปัญหาหมอกควันและไฟป่า และหากสภาพอากาศระหว่างวันมีความเหมาะสมต่อการปฏิบัติการฝนหลวง หน่วยฯ จ.เชียงใหม่ จะเร่งช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายบรรเทาปัญหาหมอกควัน จ.เชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง สำหรับอีก 10 หน่วยฯ ทั่วประเทศ ยังคงมีการติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ถ้าสภาพอากาศเข้าเงื่อนไขในการปฏิบัติการฝนหลวงก็พร้อมให้การช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีน้ำใช้การน้อยกว่า 30% ต่อไป

‘มนัญญา’ เปิดโครงการพัฒนาผู้บริหารสหกรณ์จังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559878

‘มนัญญา’เปิดโครงการพัฒนาผู้บริหารสหกรณ์จังหวัด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนาศักยภาพผู้บริหารเพื่อการบริหารงานสำนักงานสหกรณ์จังหวัด” ให้กับสหกรณ์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมกล่าวมอบนโยบายว่าภารกิจสําคัญของสหกรณ์จังหวัด จะต้องมีความรอบรู้มีความพร้อมสําหรับการปฏิบัติงานอยู่เสมอ และเข้าใจหลักการบริหารอย่างแท้จริง ทั้งบุคลากรในองค์กร บริหารงบประมาณที่ได้รับอย่างจํากัดให้เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด บริหารแผนงานโครงการให้บรรลุเป้าหมายตัวชี้วัด และบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ที่มีอยู่จํากัด ให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมเพื่อส่งผลให้การส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยนโยบายสำคัญที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการขับเคลื่อนโดยใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยดูแลความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกร

ปัจจุบันมีหลายโครงการที่เร่งดำเนินการ เช่น โครงการนําลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร เป็นการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่กลับสู่ถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อสานต่ออาชีพการเกษตร เน้นการทำเกษตรแบบอินทรีย์ ทำการเกษตรแนวใหม่ นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยผลิตและบริหารจัดการ พร้อมทั้งขยายตลาดให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น การส่งเสริมการปลูกพืชผักปลอดภัย โดยสนับสนุนให้สมาชิกสหกรณ์รวมกลุ่มปลูกพืชผักที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน GAP รวมถึงการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้มีความปลอดภัยต่อสุขภาพต่อเกษตรกรและผู้บริโภค โครงการจัดตั้งซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เพื่อกระจายผลผลิตที่มีคุณภาพของสมาชิกสหกรณ์ มีช่องทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการสร้างธรรมาภิบาลในสหกรณ์ การพัฒนาอาชีพภายใต้โครงการจัดที่ดินทํากินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) การสร้างความเข้าใจแก่สหกรณ์ในเรื่องกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ การช่วยเหลือแก้ไขปัญหาด้านหนี้สินของสมาชิก การปรับปรุงการบริหารสินเชื่อของสหกรณ์ และนโยบายการตลาดนําการผลิต เป็นต้น

ซอกแซกอาเซียน : 18 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559875

ซอกแซกอาเซียน : 18 มีนาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์ขยายและชั้นพันธุ์จำหน่ายนั้น กรมการข้าวมีศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวตั้งอยู่ในจังหวัดต่างๆรวม 28 ศูนย์ ทำหน้าที่ในการผลิต ซึ่งผมขอเรียนเป็นเบื้องต้นให้พวกเราเกิดความภาคภูมิใจว่า จากการที่เดินทางไปปฏิบัติงานแอปเตอร์ในประเทศอาเซียนทั้งหมดแล้ว สำหรับประเทศที่ปลูกข้าว ไม่มีประเทศไหนที่มีระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มันสมัยและดีไปกว่าของประเทศไทยครับ จากจำนวนศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวที่กล่าว ศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์แต่ละปีทำได้เพียง 90,000 ตัน ซึ่งหากจะเทียบกับปริมาณความต้องการมีเมล็ดพันธุ์ปลูกทั้งประเทศ (หมายถึงถ้าต้องใช้เมล็ดพันธุ์ใหม่ทั้งหมด โดยไม่ใช้เมล็ดพันธุ์เก็บไว้เองเลย) จะเห็นว่า ผลิตได้น้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์แต่ในความเป็นจริง ถ้าจะเทียบกับปริมาณที่ใช้จริงจากการวิจัย ที่มีปริมาณการใช้ปีละ3 แสนตัน ก็จะเห็นว่ายังมีส่วนขาดอีกประมาณ 2 แสนตัน ซึ่งจำนวนนี้แหละ ที่ต้องการให้ภาคส่วนอื่นเข้ามาช่วยผลิตด้วย กรมการข้าวในฐานะผู้รับผิดชอบ จึงต้องจัดทำยุทธศาสตร์การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยพยายามที่จะหาแนวร่วมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้พอเพียงในเบื้องต้นในระยะแรก ต่อปริมาณการใช้ปลูกจริง 3 แสนตันก่อน ส่วนในอนาคตหากเป็นยุคที่ชาวนาต้องการเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี ก็ค่อยปรับยุทธวิธีในการรับมืออีกที

เอาเฉพาะ 3 แสนตันก่อน แน่นอนละว่าเป้าหมายแรก คือ ภาคเอกชน ที่ทางราชการต้องการส่งเสริมให้เข้ามามีส่วนร่วมทำธุรกิจด้านนี้ ปัจจุบันมีเอกชนอยู่หลายรายที่ทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตภาคกลาง เช่น นครสวรรค์ ชัยนาท สุพรรณบุรี นนทบุรี ภาคเอกชนเหล่านี้ได้ตั้งเป็นชมรมและสมาคมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เป้าหมายที่สองคือ สหกรณ์การเกษตรของชาวนาเองนั่นแหละ เพราะจริงๆ แล้วจะว่าไป การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขายได้ราคาดีกว่าผลิตข้าวเปลือกขาย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความพิถีพิถัน ละเอียดลออเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น ปัจจุบันก็มีสหกรณ์การเกษตรได้รับการสนับสนุนให้มีเครื่องไม้เครื่องมือทำหน้าที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอยู่มากแห่งเช่นกัน ส่วนเป้าหมายสุดท้าย คือชาวนาที่กรมการข้าวร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมจัดตั้งเป็นกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เรียกว่าศูนย์ข้าวชุมชน ซึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นทั่วประเทศ ทั้งนี้ ทั้ง 3 ภาคส่วนนี้ โดยมีกรมการข้าวเป็นผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวก รวมทั้งส่งเสริมทางด้านวิชาการ ตรวจสอบรับรองมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิตได้มีความเป็นมาตรฐานสอดคล้องกับกฎหมายพันธุ์พืช

ยุทธศาสตร์การผลิตเมล็ดพันธุ์นี้ จากที่ดำเนินการมา ในส่วนของเอกชนก็ค่อนข้างจะลำบากพอสมควร บางปีก็ดี บางปีก็ไม่ดี ไม่ได้บุ่มบ่ามทำกำไรจากธุรกิจมากเท่าที่ควร ส่วนของสหกรณ์ก็ค่อนข้างจะไปได้ดีพอสมควร เนื่องจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ประกอบกับมีสมาชิกชาวนาเป็นลูกค้าอยู่แล้ว ธุรกิจจึงพอประคองไปได้ แต่ที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง คือ ศูนย์ข้าวชุมชน เพราะเป็นองค์กรตั้งขึ้นแบบหลวมๆ แรกๆ ภาครัฐก็สนับสนุนดี แต่ระยะหลังความที่อยากให้ศูนย์ข้าวชุมชนพึ่งตัวเองได้ จึงลดการสนับสนุนลง ผลก็คือการบรรลุเป้าหมายยังต้องรออีกนานครับ

ความยากลำบากของการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวสนองความต้องการของชาวนา ไม่ใช่แค่เพียงผลิตเมล็ดพันธุ์ให้พอ 3 แสนตันเท่านั้น หากแต่ยังต้องวางแผนล่วงหน้ากะเก็งถึงชนิดพันธุ์ที่ต้องผลิตด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะคาดเดาความต้องการในอนาคตอย่างถูกต้อง ปัญหาที่เกิดคือ บางทีชาวนาอยากได้พันธุ์ข้าวที่ไม่มี ส่วนที่มีชาวนากลับไม่อยากได้ มันจึงเป็นปัญหาว่าบางครั้งมีเมล็ดพันธุ์ขาดแคลนหรือไม่พอ หลายต่อหลายครั้งที่ภาคเอกชนต้องขายเมล็ดพันธุ์ทิ้ง เพราะขายไม่ออกขณะที่ของทางราชการก็เช่นกันต้องประมูลจำหน่ายเป็นข้าวเปลือกธรรมดาไป เหตุสำคัญอย่างที่อธิบายเรื่องชั้นของเมล็ดพันธุ์ไปแล้ว การวางแผนผลิตเมล็ดพันธุ์จากพันธุ์หลักเป็นพันธุ์ขยาย และจากพันธุ์ขยายเป็นพันธุ์จำหน่าย ต้องวางล่วงหน้าถึง 3 ปี ดังนั้นเมื่อถึงเวลาปลูกจริงๆ ข้าวพันธุ์ที่กะเก็งผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ล่วงหน้าชาวนาไม่ต้องการ ก็ต้องเหลือบานเบะ เพราะขายไม่ออก นี่แหละครับปัญหาเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวที่อยากให้ทุกคนได้รับทราบครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

‘ธรรมนัส’ สั่งเดินหน้าปฏิบัติการฝนหลวง ยับยั้งพายุลูกเห็บ-แก้หมอกควันไฟป่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559876

‘ธรรมนัส’สั่งเดินหน้าปฏิบัติการฝนหลวง ยับยั้งพายุลูกเห็บ-แก้หมอกควันไฟป่า

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การปฏิบัติการฝนหลวงยับยั้งความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บและบรรเทาปัญหาหมอกควันไฟป่า ภายใต้โครงการความร่วมมือกับกองทัพอากาศ ประจำปี 2564 และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุลูกเห็บจัดขึ้นเพื่อสานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า สำหรับปี 2564 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรกำหนดให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ ปฏิบัติการฝนหลวงบริเวณพื้นที่ปฏิบัติครอบคลุมพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ โดยพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้านตะวันตก ใช้เครื่องบิน Super King Air 350 ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร 2 ลำดำเนินการ และในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้รับความร่วมมือจากกองทัพอากาศสนับสนุนอากาศยานและบุคลากรในการดำเนินงานประกอบด้วยเครื่องบินโจมตีแบบที่ 7 หรืออัลฟ่าเจ็ท ซึ่งเป็นเครื่องบินที่มีสมรรถนะสูงและมีความเร็วในการเข้าถึงเป้าหมาย โดยการใช้วิธีโจมตีด้วยพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ โดยการนำสารฝนหลวงซิลเวอร์ไอโอไดด์ เพื่อเร่งกระบวนการทางธรรมชาติ ทำให้ผลึกน้ำแข็งเปลี่ยนสถานะเป็นเม็ดน้ำ ตกลงมาเป็นน้ำฝน ซึ่งจะช่วยบรรเทาความรุนแรงและความเสียหายอันเกิดจากพายุลูกเห็บลงได้

นอกจากนี้ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-10 มีนาคมที่ผ่านมา กรมฝนหลวงฯ ยังปฏิบัติภารกิจบินสำรวจโดยเฮลิคอปเตอร์ 6 เที่ยวบิน (10 ชั่วโมง) บริเวณพื้นที่ อ.แม่แจ่ม อ.เชียงดาว อ.กัลยาณิวัฒนา อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ อ.ลี้ จ.ลำพูน และบริเวณรอยต่อเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ – ต.บ้านนา อ.สามเงา จ.ตาก – อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน และปฏิบัติภารกิจช่วยดับไฟป่า ดังนี้ 1.ภารกิจตักน้ำดับไฟป่าบริเวณพื้นที่เขาดอยหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 2.ภารกิจตักน้ำดับไฟป่าบริเวณพื้นที่ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ 3.ภารกิจตักน้ำดับไฟป่าบริเวณพื้นที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ 4.ภารกิจตักน้ำดับไฟป่าบริเวณพื้นที่ อ.แม่วางจ.เชียงใหม่ 5.ภารกิจตักน้ำดับไฟป่าบริเวณพื้นที่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ 6.ภารกิจตักน้ำดับไฟป่าบริเวณพื้นที่ อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน 7.ภารกิจตักน้ำดับไฟป่าบริเวณพื้นที่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ 8.ภารกิจตักน้ำดับไฟป่าบริเวณพื้นที่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ รวมปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าจำนวนทั้งสิ้น 93 เที่ยวบิน (19.55 ชั่วโมง)

กรมชลฯเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ เร่งเติมน้ำดิบช่วยประปา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559829

กรมชลฯเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ เร่งเติมน้ำดิบช่วยประปา

กรมชลฯเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ เร่งเติมน้ำดิบช่วยประปา

วันพุธ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2564, 16.36 น.

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2564 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ล่าสุด นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศประเมินพื้นที่ชลประทานในความรับผิดชอบ เพื่อเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปา พร้อมเดินหน้าให้ความช่วยเหลือเร่งเติมน้ำดิบผลิตประปา สร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคจนถึงสิ้นฤดูแล้งนี้

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ทำการประเมินพื้นที่ต่างๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำดิบสำหรับสนับสนุนการผลิตน้ำประปา โดยศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ได้สั่งการไปยังศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะทั่วประเทศทำการรวบรวมข้อมูลดังกล่าว เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้ตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชนในแต่ละพื้นที่ อาทิ ในพื้นที่อีสานกลาง 5 จังหวัด (ขอนแก่น ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด) มีจำนวนแม่ข่ายของการประปาส่วนภูมิภาคทั้งหมด 22 สาขา 49 หน่วยบริการ 71 สถานีสูบน้ำดิบ ซึ่งใช้น้ำดิบในเขตชลประทาน 44 แห่ง และนอกเขตชลประทาน 27 แห่ง พบว่ามีการประปาฯ 2 สาขาที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ การประปาส่วนภูมิภาคสาขาชุมแพ หน่วยบริการอำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น (นอกเขตชลประทาน) และการประปาส่วนภูมิภาคสาขาสุวรรณภูมิ หน่วยบริการเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด (ในเขตชลประทาน)

โดยกรมชลประทาน ในส่วนสำนักงานชลประทานที่ 6 ได้ประเมินน้ำต้นทุนของการประปาส่วนภูมิภาคสาขาชุมแพ หน่วยบริการ อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น พบว่ามีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำดิบสูง จึงวางแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยการปรับปรุงฝายกระสอบทรายชั่วคราวปิดกั้นลำน้ำพอง เพื่อยกระดับน้ำดิบบริเวณสถานีสูบน้ำดิบแรงต่ำ ปัจจุบันการประปาส่วนภูมิภาคฯ ได้ดำเนินการแล้ว ซึ่งในระยะต่อไปหากปริมาณน้ำดิบยังไม่เพียงพอ อาจจะต้องสูบน้ำหรือระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยลอมไผ่ ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางของกรมชลประทาน ความจุ 5.6 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเก็บกัก 2.5 ล้าน ลบ.ม.เป็นน้ำใช้การได้ 2.3 ล้าน ลบ.ม.โครงการชลประทานขอนแก่น ได้วางแผนสำรองน้ำไว้สนับสนุนน้ำดิบผลิตประปา ด้วยการระบายน้ำผ่านห้วยลอมไผ่ ไหลลงห้วยทรายขาว และลำน้ำพองท้ายสถานีสูบน้ำดิบตามลำดับ พร้อมกับก่อสร้างฝายทำนบชั่วคราวเก็บกักน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำของประชาชน

ขณะที่การประปาส่วนภูมิภาคสาขาสุวรรณภูมิ หน่วยบริการเกษตรวิสัย อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำดิบในระดับปานกลาง คาดว่าปริมาณน้ำดิบที่มีอยู่ในขณะนี้จะสามารถผลิตน้ำประปาได้ถึงวันที่ 6 ก.ค.64 หากจะให้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูแล้ง (สิ้นสุด 31 ก.ค.64) จะต้องใช้น้ำอีกประมาณ 60,000 ลบ.ม.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเสียวใหญ่ ได้ก่อสร้างทำนบดิน 2 จุด ให้เป็นแก้มลิง และติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 4 เครื่อง สูบน้ำเติมให้กับแก้มลิงดังกล่าว รวมไปถึงการขุดลอกแก้มลิงหนองอีดำ ที่อยู่บริเวณเหนือโรงสูบ เพื่อใช้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำดิบไว้ใช้ในการผลิตน้ำประปาต่อไป

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้กำหนดมาตรการการบริหารจัดการน้ำที่คุ้มค่า โดยเน้นการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด จัดทำแผนเผชิญเหตุและเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือไว้ให้พร้อมสำหรับการให้ความช่วยเหลือ รวมถึงลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนขอความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า เพื่อให้มีน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอไปจนถึงสิ้นฤดูแล้งนี้

รายงานพิเศษ : สศก.ศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรแห่งชาติ บริการข้อมูล-ตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559609

รายงานพิเศษ : สศก.ศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรแห่งชาติ บริการข้อมูล-ตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่

รายงานพิเศษ : สศก.ศูนย์กลางสารสนเทศการเกษตรแห่งชาติ บริการข้อมูล-ตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่

วันพุธ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามภารกิจหลักสำคัญอย่างหนึ่งของ สศก. คือ เป็นหน่วยงานศูนย์กลางการให้บริการข้อมูลสารสนเทศการเกษตรของประเทศ สำหรับเกษตรกรผู้ประกอบการ และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ในการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ทั้งการวางแผนบริหารจัดการการแก้ไขปัญหา ตลอดจนการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศ โดยมีศูนย์สารสนเทศการเกษตร ดำเนินการจัดทำข้อมูล และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการเกษตร ในรูปของสื่อต่างๆ

สำหรับการให้บริการข้อมูลแก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ หน่วยงานต่างๆ และประชาชน นั้น สศก. ได้เปิดให้บริการผ่านหลากหลายช่องทางเพื่อให้ผู้ใช้บริการข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว สอดรับกับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)ได้โดยตรงด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาขอรับบริการที่ สศก. ซึ่งปัจจุบัน มีข้อมูลที่ให้บริการครอบคลุมหลายมิติ ได้แก่ ข้อมูลด้านการผลิตของพืช ปศุสัตว์และประมง ประกอบด้วย ข้อมูลเนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่เก็บเกี่ยว ผลผลิต ผลผลิตต่อไร่ตลอดจนปริมาณการผลิตปศุสัตว์และประมง ข้อมูลด้านการตลาด ทั้งราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นา เป็นรายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ข้อมูลการนำเข้า -ส่งออกสินค้าเกษตรข้อมูลการพยากรณ์ผลผลิตสินค้าเกษตรข้อมูลภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรกร รวมทั้งการใช้และการถือครองที่ดินทางการเกษตร และข้อมูลแผนที่แสดงความเหมาะสมในการผลิตพืช เพื่อกำหนดเขตเศรษฐกิจสินค้าเกษตร และที่สำคัญในยุคที่ก้าวกระโดดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลสศก. ได้ให้บริการข้อมูลด้วยการพัฒนา Application ฟาร์ม D และ กระดานเศรษฐี (RCMO)เพื่ออำนวยความสะดวกในการช่วยให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้การวางแผนการผลิตได้ด้วยตนเองตลอดจน ให้บริการเอกสารเผยแพร่ (E-Book) ที่สามารถดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์ เช่น แผนปฏิบัติราชการประจำปีของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ งบประมาณโดยสังเขปประจำปีงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานผลการติดตามการดําเนินงานขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิทินการผลิตสินค้าเกษตร วารสารเศรษฐกิจการเกษตรรายเดือน สถิติการค้าสินค้าการเกษตรไทยกับต่างประเทศ สถิติการเกษตรของประเทศไทย และสารสนเทศการเกษตรรายสินค้า เป็นต้น

นอกจากนี้ สศก. ได้มุ่งเน้นพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ด้านการเกษตร โดยมีศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ(National Agricultural Big Data Center) หรือ NABC เป็นหน่วยงานหลักซึ่งได้ร่วมมือกับกระทรวง และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในภายนอกสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่รวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้บริการแก่ทุกภาคส่วนทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดาวโหลด Applicationฟาร์ม D และกระดานเศรษฐี (RCMO) ได้ที่ QR Code ด้านล่างและสามารถติดต่อขอรับข้อมูลได้หลากหลายช่องทาง ทั้งทางเว็บไซต์ http://www.oae.go.th หรือทาง Call Center หมายเลขโทรศัพท์ 0-2561-2870 และ E-mail : prcai@oae.go.th

ม.สงขลานครินทร์จับมือซีพีเอฟ หนุนสร้างผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559608

ม.สงขลานครินทร์จับมือซีพีเอฟ หนุนสร้างผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร

วันพุธ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟร่วมกันลงนามความร่วมมือทางวิชาการใน “โครงการความร่วมมือทางวิชาการด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร” เพื่อสนับสนุนการศึกษาด้านการเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มุ่งสร้างผู้ประกอบการธุรกิจภาคเกษตร หรือ Young Agribusiness Entrepreneurs

ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีความเชี่ยวชาญในการผลิตบัณฑิตคุณภาพของภาคเกษตร และมีการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อยกระดับความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ให้นักศึกษามาโดยตลอด ครั้งนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่ผู้นำด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารของโลกอย่างซีพีเอฟ ได้ร่วมสนับสนุนงานด้านวิชาการและงานวิจัย ส่งทั้งบุคลากรของบริษัทเข้ามาร่วมเป็นคณะทำงาน ตลอดจนมีสถานที่จริงให้นักศึกษาของเราได้ฝึกปฏิบัติงาน ซึ่งจะเกิดประโยชน์ได้จริงและเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมาก

ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่าซีพีเอฟเป็นบริษัทผู้นำด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ที่มีห่วงโซ่การผลิตสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ คือตั้งแต่ Feed-Farm-Food ไปจนถึง Retail โดยมีวิสัยทัศน์มุ่งสู่การเป็น “ครัวของโลก” และมีความพร้อมที่จะร่วมพัฒนาการศึกษาของเยาวชนไทยโดยล่าสุด ได้ร่วมมือกับภาคการศึกษาที่มีความแข็งแกร่งในด้านเกษตรครบวงจรเช่นเดียวกันอย่าง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้ ทั้งด้านนวัตกรรม ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเชิงเกษตร ด้านการวิจัยพัฒนาในทุกส่วนงานของธุรกิจเกษตรครบวงจร ทั้ง Feed- Farm และ Food ครอบคลุมทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ ตลอดจนพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ ไปจนถึงการเพิ่มพูนทักษะการเป็นเจ้าของกิจการด้านการเกษตร หรือ Young Agribusiness Entrepreneurs ทั้งนี้ เพื่อมุ่งสร้างเยาวชนภาคเกษตรตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน และการบ่มเพาะความพร้อมในการเป็นเจ้าของกิจการภาคเกษตรของเยาวชน