สกู๊ปพิเศษ : อธิบดี ชป.ติดตามการบริหารจัดการน้ำคลองจินดา วางแนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบจากน้ำเค็มระยะยาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559614

สกู๊ปพิเศษ : อธิบดี ชป.ติดตามการบริหารจัดการน้ำคลองจินดา  วางแนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบจากน้ำเค็มระยะยาว

สกู๊ปพิเศษ : อธิบดี ชป.ติดตามการบริหารจัดการน้ำคลองจินดา วางแนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบจากน้ำเค็มระยะยาว

วันพุธ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ว่า สถานการณ์ค่าความเค็มของแม่น้ำท่าจีน ล่าสุดที่สถานีปากคลองจินดา(ประตูระบายน้ำคลองจินดา) จุดเชื่อมต่อกับแม่น้ำท่าจีน วัดค่าความเค็มได้ 2.04 กรัม/ลิตร ในขณะที่ด้านในคลองจินดาวัดค่าความเค็มได้ 0.55 กรัม/ลิตร อยู่ในเกณฑ์ปกติ (เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับกล้วยไม้ 0.75 กรัม/ลิตร เกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2 กรัม/ลิตร) ซึ่งกรมชลประทานได้ติดตามสถานการณ์และกำหนดมาตรการต่างๆเพื่อไม่ให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเค็ม ซึ่งได้ผลอย่างดียิ่ง

สำหรับพื้นที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำจืดน้อยนั้น กรมชลประทาน ได้วางแผนงานแก้ไขปัญหาไว้หลายแนวทาง อาทิ การปรับปรุงสถานีสูบน้ำคลองจินดาให้สามารถสูบน้ำได้สองทาง กล่าวคือ สูบน้ำลงสู่แม่น้ำท่าจีนเพื่อเร่งระบายน้ำในฤดูน้ำหลากเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ส่วนฤดูแล้งในช่วงเวลาที่แม่น้ำท่าจีนมีค่าความเค็มของน้ำต่ำก็สามารถสูบน้ำกลับขึ้นไปช่วยเหลือเกษตรกรได้ การผันน้ำจากแม่น้ำท่าจีนผ่านคลองประชานารถพร้อมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 3 ลบ.ม.1 เครื่อง ทำหน้าที่ผันน้ำมาลงคลองจินดาเพื่อกระจายน้ำให้กับพื้นที่การเกษตร การขุดลอกกำจัดวัชพืชน้ำโดยเฉพาะผักตบชวาและการขุดลอก ขุดขยายคลองต่างๆให้สามารถระบายน้ำได้อย่างสะดวกในฤดูน้ำหลากและเก็บน้ำไว้ในคลองสำหรับเป็นแหล่งน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง การผันน้ำมาจากแม่น้ำแม่กลองผ่านมาทางคลองสายใหญ่ฝั่งซ้ายช่วงที่ตัดกับคลองท่าผา-บางแก้ว พร้อมทั้งขุดลอกกำจัดวัชพืช บริเวณคลอง 6 ขวา-5 ซ้าย และคลอง 7 ขวา-5 ซ้าย และก่อสร้างปรับปรุงประตูระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและเติมน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรบริเวณคลองจินดาและพื้นที่ใกล้เคียง

“ได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 13ประสานกับสำนักเครื่องจักรกลในการเร่งนำเครื่องจักรเครื่องมือเข้ามาดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชพร้อมการขุดลอกและขุดขยายคลองให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 3-4 เดือน ก่อนฤดูฝนจะมาถึงเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่คลองจินดาและพื้นที่ใกล้เคียง สำหรับพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคได้สั่งการให้เร่งนำรถบรรทุกน้ำเข้ามาช่วยชาวบ้านโดยด่วน” นายประพิศ กล่าวในที่สุด

‘ธรรมนัส’ ลงพื้นที่เพชรบุรี 18 มี.ค.นี้ ติดตามแก้ปัญหากระเหรี่ยงบางกลอย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559603

'ธรรมนัส'ลงพื้นที่เพชรบุรี 18 มี.ค.นี้ ติดตามแก้ปัญหากระเหรี่ยงบางกลอย

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่เพชรบุรี 18 มี.ค.นี้ ติดตามแก้ปัญหากระเหรี่ยงบางกลอย

วันอังคาร ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564, 18.17 น.

“ธรรมนัส”ลงพื้นที่ติดตามแก้ปัญหา”บางกลอย”18 มี.ค.นี้  หลัง”นายกฯ”ตั้งคกก.ตรวจสอบข้อเท็จจริง ย้ำเดินหน้าหาทางออกทุกเรื่อง

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2564 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาชาวกระเหรี่ยงบางกลอย จ.เพชรบุรี ว่า ในวันที่ 18 มี.ค.นี้ ตนเอง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะลงไปในพื้นที่ ภายหลังนายกรัฐมนตรีได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 30 วัน แต่ย้ำว่าสามารถขยายกรอบเวลาได้​หากยังไม่ได้ข้อสรุป​ ส่วนที่ชาวบ้านมีความกังวลเรื่องการถูกดำเนินคดีนั้น ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า เป็นขั้นตอนที่จะต้องหาทางออก เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยความละเอียดรอบครอบ ทั้งนี้ ต้องอยู่ในกรอบที่นายกรัฐมนตรีลงนามไว้

‘อธิบดีปศุสัตว์’ ลงพื้นที่พระตำหนักปางตอง ส่งเสริม ‘แกะ’ เป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559599

'อธิบดีปศุสัตว์'ลงพื้นที่พระตำหนักปางตอง ส่งเสริม'แกะ'เป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่

‘อธิบดีปศุสัตว์’ลงพื้นที่พระตำหนักปางตอง ส่งเสริม’แกะ’เป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่

วันอังคาร ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564, 18.10 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ส่งเสริมแกะเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ พัฒนาอาชีพด้านปศุสัตว์ให้มั่นคง สร้างรายได้มั่งคั่งและประกอบอาชีพได้ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2564 ณ พระตำหนักปางตอง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่ติดตามโครงการเลี้ยงและปรับปรุงพันธุ์แกะ พระตำหนักปางตอง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยปศุสัตว์เขต 5 ผู้อำนวยการกองแผนงาน ผู้อำนวยการกองคลัง เลขานุการกรม ผู้แทนกองการเจ้าหน้าที่ รักษาการปศุสัตว์จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

พระตำหนักปางตอง จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ให้มีอาชีพ มีรายได้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นการพัฒนาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในบริเวณพื้นที่ชายแดนและขยายผลไปยังพื้นที่ต่างๆ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ เป็นการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ โดยให้พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาค้นคว้าทดลองด้านการเกษตรเป็นหลัก ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีการพัฒนาส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร ปศุสัตว์ และประมง ด้านปศุสัตว์มีศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์แม่ฮ่องสอน กรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยหลักในการดำเนินการ

ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์แม่ฮ่องสอน กรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินโครงการปรับปรุงพันธุ์แกะเพื่อสาธิตและขยายพันธุ์สู่เกษตรกร นำไปส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงแกะและกลุ่มทอผ้าขนแกะ ปรับปรุงพันธุ์แกะที่มีอยู่เดิมให้มีคุณภาพในการผลิตขนที่เหมาะสมกับการทำผลิตภัณฑ์จากขนแกะ ทดแทนการทำไร่เลื่อนลอยมาทำอาชีพการเลี้ยงสัตว์ มีการนำเข้าแกะจากประเทศออสเตรเลียมาปรับปรุงพันธุ์แกะบอนด์และคอร์ริเดล ซึ่งพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน เป็นพันธุ์กึ่งเนื้อกึ่งขน ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศได้ดี เนื้อมาก ขนดี โตเร็ว แข็งแรง ช่วยให้คนทอผ้าขนแกะมีรายได้เพิ่มขึ้น ปัจจุบันผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากขนแกะ ได้แก่ ผ้าพันคอ เสื้อ หมวก กระเป๋า และผ้าคลุมไหล่ เป็นงานฝีมือที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ โดยใช้สีย้อมจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ใบไม้ เปลือกไม้ รากไม้ เมล็ดกาแฟ ผลไม้ และเมล็ดพืชต่างๆ เป็นการเชื่อมโยงอาชีพเลี้ยงสัตว์กับอาชีพทำสวนของเกษตรกรในแม่ฮ่องสอน

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์มุ่งให้บริการและพัฒนาเกษตรกรเพื่อการขยายผลตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในลักษณะศูนย์บริการและพัฒนาต้นแบบในชุมชนเพื่อยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชน สามารถประกอบอาชีพด้านปศุสัตว์ สร้างรายได้เพิ่มให้กับประชาชนได้อย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

เชียงใหม่ประชุมสัมมนาวิชาการ กัญชาทางการแพทย์นานาชาติ หนุนพืชเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559368

เชียงใหม่ประชุมสัมมนาวิชาการ กัญชาทางการแพทย์นานาชาติ หนุนพืชเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก

วันอังคาร ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุม แคนนาบีส ซิตี้ฮอลล์ เวียงอโรคยา เดอ สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ได้มีการแถลงข่าวการประชุมสัมมนาวิชาการ กัญชาทางการแพทย์นานาชาติ ครั้งที่ 1 “กัญชา กัญชง กระท่อม พืชเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก” การจัดประชุมสัมมนาวิชาการ งานวิจัยกัญชาทางการแพทย์นานาชาติครั้งที่ 1 เชียงใหม่ วันครอบครัวกัญชาไทย ร่วมกับภาคีกัญชาแห่งชาติเพื่อนำความรู้แบบแพทย์องค์รวมคือการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก แพทย์ผสมผสานทั้งจากประเทศไทย ประเทศเพื่อนบ้าน และทั่วโลก มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ รวมถึงเคสรักษาจริง

โดยมีผู้แถลงข่าวประกอบด้วย รศ.ดร.พิพัฒน์ นนทนาธรณ์ นายกสมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย พร้อม ดร.แก้มหอม ณ ลานช้าง ในฐานะผู้จัดตั้งงานสัมมนาวิชาการวันกัญชาโลก เชียงใหม่ ที่ปีนี้ และมีนายปริญญา จินตวง นายบัณฑูร นิยมาภา ในฐานะกลุ่มจิตอาสาลุงตู้ เครือข่ายกัญชาเพื่อผู้ป่วย มาร่วมแถลงข่าวและพร้อมนำเสนอผลงานของลุงตู้ ในงานวันกัญชาโลก เชียงใหม่ด้วย

โดยการประชุมสัมมนาวิชาการครั้งนี้ ได้จัดให้มีหัวข้อการอภิปราย เสวนาประเด็นเรื่องราว ข้อกฎหมายต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ กฎหมายการขนส่งระหว่างประเทศ อัพเดตที่สุด จากประสบการณ์และสถานการณ์จริง รวมทั้งหัวข้อที่อยู่ในกระแสความสนใจของประชาชนในปัจจุบันทั้งในประเทศไทย ประเทศเพื่อนบ้าน และทั่วโลก เรื่อง “กัญชา กัญชง กระท่อม” องค์ความรู้ที่สามารถขยายผลในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตลาดอุตสาหกรรมสมุนไพร เช่น “แบบจำลองธุรกิจกัญชง กัญชา” เน้นย้ำการปลูกเพื่อทำตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีความต้องการที่หลากหลายและแตกต่างกันออกไป

โดยในแต่ละเวทีจะมีวิชาการสื่อสารกับภาคประชาชน บุคลากร รวมถึงชาวบ้านผู้ป่วยจริง ให้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้ แนวทางการเดินหน้าด้านการผลักดัน ร่างพ.ร.บ.พืชเสพติดให้คุณทางการแพทย์ กฎหมายจากภาคประชาชน นิทรรศการองค์ความรู้สมุนไพร นิทรรศการจิตอาสาหลาย 1,000 เคสที่ร่วมโครงการจากภาคประชาชน โครงการคลินิกสงฆ์ ให้คำแนะนำในด้านโภชนาการสำหรับผู้ถวายและผู้รับ การตรวจสุขภาพร่างกายแบบแพทย์แผนไทย แพทย์องค์รวม แพทย์ผสมผสาน เป็นต้น

สกู๊ปพิเศษ : ‘นายกแบน’ ประสงค์ บริรักษ์ นำทีมพัฒนาเขารูปช้าง ปราศรัยใหญ่- Live สด พร้อมล่ามภาษามือเข้าถึงทุกกลุ่ม เดินหน้านโยบาย ‘ร่วมคิด สร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559374

สกู๊ปพิเศษ : ‘นายกแบน’ ประสงค์ บริรักษ์ นำทีมพัฒนาเขารูปช้าง  ปราศรัยใหญ่-Live สด พร้อมล่ามภาษามือเข้าถึงทุกกลุ่ม  เดินหน้านโยบาย ‘ร่วมคิด สร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี’

สกู๊ปพิเศษ : ‘นายกแบน’ ประสงค์ บริรักษ์ นำทีมพัฒนาเขารูปช้าง ปราศรัยใหญ่-Live สด พร้อมล่ามภาษามือเข้าถึงทุกกลุ่ม เดินหน้านโยบาย ‘ร่วมคิด สร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี’

วันอังคาร ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ที่สนามกีฬาข้างโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา เขตเทศบาลเมืองเขารูปช้าง อ.เมือง จ.สงขลา “นายกแบน” ประสงค์ บริรักษ์ หัวหน้าทีมพัฒนาเขารูปช้างนำลูกทีมเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งที่ 3 ในศึกเลือกตั้งเทศบาลเมืองเขารูปช้าง ตอกย้ำกระแสเสียงตอบรับที่ “เสียงดีไม่มีตก” ชาวเขารูปช้าง ทุกเพศ ทุกวัย จูงลูกอุ้มหลาน กว่า 4,500 คน ร่วมฟังนโยบาย ถึงแม้เก้าอี้ไม่พอ แต่ก็พอใจที่จะยืนฟัง

สำหรับบรรยากาศการเปิดเวทีปราศรัยเต็มไปด้วยเสียงเพลงประจำทีมดังกระหึ่มทั่วบริเวณ โดยชาวเขารูปช้างพร้อมส่งเสียงเชียร์ โบกธงเขียว นายกแบน เบอร์ 2 เต็มพื้นที่ ด้วยเสียงโฆษกพรรคที่เป็นเอกลักษณ์ จึงสร้างมนต์ขลัง แสดงถึงพลังความเชื่อมั่นของประชาชนที่คงมีต่อ “นายกแบน”

และไฮไลท์ เวทีปราศรัยในคืนวันนี้ ได้มีล่ามภาษามือ ควบคู่กับ Live สด เพื่อทำหน้าที่สื่อสารให้ผู้ที่บกพร่องทางการได้ยิน ได้รับทราบถึงนโยบาย ถือเป็นการฉีกแนวการปราศรัยทางการเมืองที่เคยมีมา เพราะทีมพัฒนาเขารูปช้าง ให้ความสำคัญกับคนทุกกลุ่มที่มีสิทธิ์เลือกตั้งได้เข้าใจ เข้าถึงนโยบาย และมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันให้มากๆ

“นายกแบน” ประสงค์ บริรักษ์ เน้นย้ำ ถึงการเดินหน้าพัฒนาทุกๆ ด้าน เสริมถนนหนทางเพิ่มคูระบายน้ำ และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น 13 นโยบายที่คำนึงถึงพี่น้องประชาชนและดูแลคุณภาพชีวิตชาวเขารูปช้างเป็นหลักสำคัญ โดยส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่ทำอยู่แล้ว และเป็นเรื่องที่ทำได้จริง ทำได้เลย เพียงแต่ขอโอกาสเพื่อทำต่อเนื่อง ตามสโลแกนที่ว่า “สานงานต่อ ก่องานใหม่”

ทีมพัฒนาเขารูปช้าง ต้องขอขอบพระคุณประชาชนทุกท่านที่ต้อนรับอย่างอบอุ่น ได้เห็นความรักความเมตตา ของลุงป้าน้าอาพ่อแม่พี่น้องมีมิตรไมตรีจิตที่ดีให้กันเสมอมา การเดินหาเสียงที่ผ่านมา แม้กระแสตอบรับดีมาก แต่เรายังต้องเดินหน้าหาเสียงอย่างหนักกันต่อไป เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่รับทราบและเข้าใจในนโยบายของเราที่ชัดเจน ทำได้ และทำจริง” นายประสงค์ กล่าว

นายกแบน ได้ฝากทีมเขารูปช้างให้ประชาชนไว้วางใจในการทำงาน นายกแบน เบอร์ 2 สท.เบอร์ 7 
ถึง เบอร์ 12

สำหรับนโยบาย ร่วมคิด สร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี ทีมพัฒนาเขารูปช้าง ประกอบด้วย

1.One Stop Service มุ่งมั่นบริการ รวดเร็ว สะดวก ประทับใจ มืออาชีพ

2.ความปลอดภัยต้องมาก่อน Safety First โดยชุมชนมีส่วนร่วม

3.มุ่งมั่นการศึกษา 3 ภาษา ห้องเรียนอัจฉริยะ  เก่ง ดี มีสุข

4.มุ่งมั่นพัฒนากีฬา กีฬาสร้างคน  คนสร้างชาติ

5.พัฒนายกระดับ คุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุ เยาวชน เด็ก และผู้ด้อยโอกาส

6.มุ่งมั่นสาธารณสุขชุมชน สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยชุมชนมีส่วนร่วม ผ่านชมรมจิตอาสา

7.มุ่งมั่นปรับภูมิทัศน์ เพิ่มพื้นที่สีเขียว จัดสวนสาธารณะ ให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ

8.การจัดวางผังเมือง พัฒนาสาธารณูปโภค ถนน คูระบายน้ำ ไฟฟ้า ประปา ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน

9.อนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

10.การทำงานพัฒนาท้องถิ่นควบคู่กับการบูรณาการกับภาครัฐ เอกชน

11.มุ่งส่งเสริม พัฒนาอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน

12.มุ่งมั่นจัดตั้งชมรมจิตอาสา เพื่อช่วยภาครัฐและชุมชน เกิดการมีส่วนร่วม

13.ส่งเสริมการท่องเที่ยวในตำบลเขารูปช้างเพื่อสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน

กยท.ร่วมพื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดระบาด อัดงบ 1,400 ล. เดินหน้าสวนยางแปลงใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559370

กยท.ร่วมพื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดระบาด  อัดงบ1,400ล.เดินหน้าสวนยางแปลงใหญ่

กยท.ร่วมพื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดระบาด อัดงบ1,400ล.เดินหน้าสวนยางแปลงใหญ่

วันอังคาร ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กยท.อัดงบ 700 ล้านบาท ขยายผลโครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ พร้อมสนองนโยบายรัฐฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมหลังการระบาดของโควิด-19 เตรียมจัดสรรงบกลางอีกกว่า750 ล้านบาท หนุนโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด หวังยกระดับสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพลดต้นทุนการผลิต และสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้ยางพารา

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กยท. ยังได้เร่งขยายผลโครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ ไปยังกลุ่มสหกรณ์อื่นๆ ให้ครอบคลุมตามเป้าหมาย หลังจากประสบผลสำเร็จในการสนับสนุน โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำยางข้นในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ยางพารา ของสหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด จำกัด ซึ่งในปัจจุบันมีกลุ่มสหกรณ์ยื่นเสนอเข้าร่วมโครงการ 8 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มสหกรณ์จากจังหวัดพะเยา บึงกาฬ บุรีรัมย์ ตราด สุราษฎร์ธานี ตรัง สงขลา และสตูล

ทั้งนี้โครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ จะได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนพัฒนายางพารามาตรา 49 (3) ในการดำเนินงานปีละ 700 ล้านบาท กำหนดเป้าหมายครอบคลุมทั้ง 7 เขตของ กยท. งบประมาณเขตละไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว 1 เขตที่จังหวัดตราด โดยคณะกรรมการ กยท.ได้อนุมัติเงินอุดหนุน เป็นจำนวนเงิน 30.84 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 6 เขตจะพยายามเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในปี 2564

สำหรับเงื่อนไขสำคัญในการพิจารณาโครงการที่กลุ่มสหกรณ์ต่างๆจะขอรับการสนับสนุนนั้น จะต้องเป็นโครงการที่สร้างผลประโยชน์ให้กับสมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกรชาวสวนยางที่อยู่ในบริเวณที่สหกรณ์ตั้งอยู่ เช่น สามารถซื้อน้ำยางในราคาที่แพงกว่าท้องตลาดและไม่ต่ำกว่าราคากลางของประเทศไทย เป็นต้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำยางข้น เช่นเดียวกับสหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด จำกัด ก็ได้ แต่จะต้องมีแผนงานดำเนินและเป้าหมายที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตามภายหลังโครงการที่กลุ่มสหกรณ์ผ่านการพิจารณาและได้รับงบประมาณสนับสนุนแล้ว จะต้องดำเนินโครงการตามแผนงานที่วางไว้ การจัดซื้อจัดจ้างจะต้องเป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์ ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ควบคุมอยู่ และกยท.ก็จะตรวจสอบให้ตรงตามระเบียบที่กำหนดไว้อีกด้วย

นอกจากนี้กยท.ได้สนองนโยบายของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม หลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยกยท.ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากงบกลางในกรอบวงเงินกว่า 754.57 ล้านบาท เพื่อเข้าร่วมดำเนินโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดในส่วนของยางพารา ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพและความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพารา ตลอดจนยกระดับการผลิตไปสู่เกษตรสมัยใหม่ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“ขณะนี้ได้ดำเนินการสำรวจสวนยางแปลงใหญ่เพื่อเข้าร่วมโครงการแล้วมีทั้งหมด 169 แปลง จากที่ กยท. ดูแล จำนวน
299 แปลง คิดเป็น 56.52% จากนั้นจะเสนอโครงการให้คณะกรรมการระดับอำเภอเห็นชอบ และเสนอคณะกรรมการะดับจังหวัดเพื่ออนุมัติในลำดับต่อไป พร้อมทั้งบันทึกข้อมูลเพื่อขอรับงบประมาณจากสำนักงบประมาณ คาดว่าจะดำเนินให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2564” ประธานกรรมการ กยท.กล่าวในตอนท้าย

กษ.จับมือภาคีชวนเกษตรกรหยุดเผาลดมลพิษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559373

กษ.จับมือภาคีชวนเกษตรกรหยุดเผาลดมลพิษ

กษ.จับมือภาคีชวนเกษตรกรหยุดเผาลดมลพิษ

วันอังคาร ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือภาคีส่งเสริมทางเลือกอื่นแทนการเผา ผ่านกิจกรรมการรณรงค์ลดการเผาในท้องถิ่น ภายใต้โครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ปี 2564 ณ แปลงอ้อยเกษตรกรต้นแบบ จ.กาญจนบุรี

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ปัญหาหมอกควันปกคลุมและมลพิษทางอากาศเกิดเป็นประจำทุกปี ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการเผาทำลายทั้งในพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และพื้นที่ทางการเกษตร คือ ทำให้เกิดปัญหาดินเสื่อมโทรมดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ภาครัฐจึงให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินนโยบายการควบคุมการเผาในพื้นที่การเกษตร และให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบจากการเผาในพื้นที่การเกษตร

โดยพื้นที่ทางการเกษตรทั้งหมดในจังหวัดกาญจนบุรี มีจำนวน 3,030,599 ไร่ เป็นพื้นที่ปลูกข้าว จำนวน 439,342 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 14 ของพื้นที่ทางการเกษตรทั้งหมด พื้นที่ปลูกอ้อย จำนวน 735,127 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 24 ของพื้นที่ทางการเกษตรทั้งหมด ซึ่งการทำการเกษตรของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยที่ผ่านมายังคงมีการเผาช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต ดังนั้นเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนเกษตรกรในการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรได้วางแนวทางในการเป็นทางเลือกการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุทางการเกษตร และเทคโนโลยีทางการเกษตรทดแทนการเผา เพื่อที่เกษตรกรจะสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตไปสู่ “การทำการเกษตรปลอดการเผา” และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดกิจกรรมการรณรงค์ลดการเผาในท้องถิ่น ภายใต้โครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ปี 2564 ณ แปลงอ้อยเกษตรกรต้นแบบ หมู่ที่ 4 ตำบลวังเย็น อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

ซึ่งภายในงานได้จัดให้มีฐานเรียนรู้เพื่อให้เกษตรกรได้มองเห็นทางเลือกการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุทางการเกษตร และเทคโนโลยีทางการเกษตรทดแทนการเผาในด้านต่างๆ จำนวน 6 สถานี คือ ได้แก่ สถานีที่ 1 ความรู้พื้นฐานด้านการหยุดเผาและผลกระทบที่เกิดจากการเผาในพื้นที่การเกษตร 2 สาธิตการนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาแปรสภาพให้เกิดประโยชน์ ตามความสนใจของเกษตรกรในพื้นที่ เช่น การเพาะเห็ดฟาง การทำน้ำหมักสลายตอซัง และการแปรรูปฟางข้าว สถานีที่ 3 การเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเพื่อใช้เป็นภาชนะสำหรับใส่อาหาร สถานีที่ 4 เทคโนโลยีการบริหารจัดการขยะเหลือทิ้งทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า (การผลิตถ่านหอม) สถานีที่ 5 นำเสนอทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผาได้แก่ การอัดฟ่อนใบอ้อย และสถานีที่ 6 การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน รวมถึงมีการนำร่องสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุการเกษตรทดแทนการเผา โดยการไถกลบตอซังอ้อย การทำปุ๋ยหมักจากใบอ้อยและฟางข้าว และการทำปุ๋ยหมักไม่กลับกอง ซึ่งมีทั้งหน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมจัดนิทรรศการและสาธิตกิจกรรม เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตไปสู่การทำการเกษตรปลอดการเผาถาวรตลอดไป

‘ธรรมนัส’ รุกแก้ปัญหาเกษตรกรรับผลกระทบเขื่อนราษีไศล-เขื่อนหัวนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559287

'ธรรมนัส'รุกแก้ปัญหาเกษตรกรรับผลกระทบเขื่อนราษีไศล-เขื่อนหัวนา

‘ธรรมนัส’รุกแก้ปัญหาเกษตรกรรับผลกระทบเขื่อนราษีไศล-เขื่อนหัวนา

วันจันทร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564, 16.35 น.

“ธรรมนัส”รุกแก้ปัญหาเกษตรกรรับผลกระทบเขื่อนราษีไศล-เขื่อนหัวนา พร้อมสร้างความมั่นคงอาชีพส่งเสริมเกษตรกรมีรายได้ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2564 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนายประสาน หวังรัตนปราณี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษ และ จ.ยโสธร เพื่อประชุมหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนา

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ดังกล่าว เห็นควรเร่งจ่ายค่าชดเชยความเสียหายให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ โดยให้กรมชลประทาน ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้จะมีการส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ตามแนวทางของศาสตร์พระราชาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ฝึกอบรมพัฒนาอาชีพ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนา เพื่อช่วยลดผลกระทบและส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยว่า ได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะเจ้าเมืองนำผลการหารือทั้งหมดไปสู่การแก้ไขปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาส่งมาที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหากระบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม โดยตนจะเร่งรัดและติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

สาธิตนวัตกรรมมทร.ธัญบุรีกางแผน สร้างนักเรียนยุคใหม่เรียนรู้รอบด้าน ค้นหาตัวตนบ่มเพาะ-พัฒนา ‘นวัตกร’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559089

สาธิตนวัตกรรมมทร.ธัญบุรีกางแผน สร้างนักเรียนยุคใหม่เรียนรู้รอบด้าน ค้นหาตัวตนบ่มเพาะ-พัฒนา‘นวัตกร’

วันจันทร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ธัญบุรี กล่าวว่า ขณะนี้โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ได้ขยายชั้นเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยกำลังเปิดรับสมัครนักเรียนในระดับชั้นม.4 จำนวน 1 ห้องเรียน 35 คน ซึ่งเป้าหมายของการขยายชั้นเรียน เพื่อต้องการสร้างนักเรียนรุ่นใหม่ ที่มีความพร้อมในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปะ เป็นรากฐานสำคัญในการบ่มเพาะนวัตกรรุ่นใหม่ นอกจากนี้ยังมุ่งหวังที่จะให้นักเรียนที่จบจากโรงเรียนแห่งนี้ ศึกษาต่อยังมทร.ธัญบุรี ในระดับปริญญาตรี เพราะมทร.ธัญบุรีเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม

ทั้งนี้การเรียนการสอนโรงเรียนสาธิตนวัตกรรมฯ ไม่ใช่การเรียนเฉพาะวิชาสายสามัญเท่านั้น เพราะนอกเหนือจากพื้นฐานความรู้ด้านดิจิทัล เทคโนโลยี การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การแก้ไขปัญหา ยังต้องเรียนรู้ในเรื่อง Design Thinking หรือ การคิดเชิงออกแบบ คือการคิดแก้ปัญหาที่สามารถนำไปสร้างสรรค์นวัตกรรม รวมถึง Mathematics องค์ความรู้ด้านคณิตศาสตร์ ซึ่งแผนการเรียนการสอนที่โรงเรียนได้วางกรอบไว้ เชื่อว่านักเรียนที่สำเร็จการศึกษา จะเป็นนักเรียนที่มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของทักษะภาษาทั้งอังกฤษและจีน โดยได้วางเป้าหมายไว้ว่า นักเรียนจะต้องมีผลการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษโทอิคไม่ต่ำกว่า 450 คะแนน รวมถึงจะต้องผ่านการสอบวัดระดับภาษาจีนของ HSKอีกด้วย

โดยโรงเรียนสาธิตนวัตกรรมแห่งนี้ มีความเป็น Lab School เป็นการศึกษาวิจัยและพัฒนา เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถในการเรียนต่อได้และเป็นนวัตกรในอนาคต โรงเรียนจึงต่างจากโรงเรียนสามัญทั่วไป ที่มีแผนการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษา แต่เราสอนให้เด็กรู้จักคิดเป็น เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง โดยผู้ปกครองที่สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.ids.rmutt.ac.th/apply

สกู๊ปพิเศษ : ศอ.บต.นำคณะศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคกลาง ขับเคลื่อน/ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559094

สกู๊ปพิเศษ : ศอ.บต.นำคณะศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคกลาง  ขับเคลื่อน/ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่

สกู๊ปพิเศษ : ศอ.บต.นำคณะศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคกลาง ขับเคลื่อน/ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่

วันจันทร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาฝ่ายพลเรือน ศอ.บต. นำคณะเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาเกษตร เกษตรและสหกรณ์ สถานีพัฒนาที่ดิน สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการ ตลอดจนผู้แทนเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กว่า 40 คน เดินทางศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคกลาง ระหว่างวันที่ 8-12 มีนาคม 2564 ภายใต้กิจกรรมการขับเคลื่อนการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ตามแนวทางวิถีชุมชน 

การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต้นโกโก้และกาแฟในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นกิจกรรมที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ดำเนินการ โดย ศอ.บต. ได้ร่วมหารือกับบริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัด และเจ้าหน้าที่ภาคการเกษตรในพื้นที่ จชต. เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนงานด้านพืชเศรษฐกิจใหม่ (โกโก้)  

ทั้งนี้ บริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัด และ สวนโกโก้ อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คณะฯ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมสวนโกโก้ ซึ่งอุณหภูมิที่เหมาะสมในการปลูกโกโก้นั้นอยู่ที่ 15-30 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ต้องการแสงน้อย และกระบวนการผลิตได้รับซื้อโกโก้จากหลายที่ โดยจะคัดสรรผลโกโก้ที่มีคุณภาพ มีความชื้นอยู่ที่ 7 องศาเซลเซียส และมีกำลังในการผลิตโกโก้วันละ 2 ตัน ปัจจุบันได้ขยายเครือข่ายการผลิตไปตามภูมิภาคต่างๆ แทบทั่วโลก รวมถึงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมีเกษตรกรให้ความสนใจเริ่มปลูกต้นโกโก้กันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่ภาคใต้เป็นภูมิประเทศที่เหมาะในการปลูกโกโก้ 

นางสาวพิมพ์พิชชา เกสรรัตน์ กรรมการบริษัทโกโก้ไทย 2017 เปิดเผยว่า ต้นโกโก้ เป็นพืชที่ต้องการแสงน้อย เมื่อผลิดอกออกผลต้องใช้แสงค่อนข้างมาก ถ้าแสงเข้าไปไม่ถึง การเจริญเติบโตตั้งแต่แรกมันก็จะไม่ได้ ซึ่งระยะเวลาในการปลูกนั้น ต้องจัดหาต้นพันธุ์ตามระบบเกษตรพันธสัญญา 1 ปี 5 เดือน 1 ปีจะผลิตดอก 5 เดือนก็จะได้ผลผลิตแล้วก็เก็บขาย ซึ่งในโรงงานของเรามีการรับซื้อในราคาขั้นต่ำกิโลกรัมละ 5 บาท แต่รับซื้อจริงอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 10 บาท โดยใช้ราคาของตลาดโลกบวก 2 คิดจากเม็ดแห้งของผลโกโก้ สำหรับในการผลิตโกโก้ โรงงานของเรามีกำลังในการผลิตโกโก้วันละ 2 ตัน คิดว่าการปลูกโกโก้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นจะต้องมีตลาดเพื่อรองรับโกโก้ก่อน หากมีตลาดรองรับเชื่อว่าโกโก้ จะสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างแน่นอน 

สำหรับกิจกรรมการขับเคลื่อนการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ตามแนวทางวิถีชุมชนในครั้งนี้ยังได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมบริษัท ดิสมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จังหวัดนครสวรรค์ บริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี และ สวนโกโก้ อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด ตำบลถนนขาดอำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม วิสาหกิจใบหม่อน บริษัท สกายอินเตอร์ฟู๊ด จำกัด จังหวัดลพบุรี อำเภอท่าหลวงจังหวัดลพบุรี เพื่อศึกษา เรียนรู้ พืชเศรษฐกิจใหม่ที่หลากหลาย ถ่ายทอดให้เกษตรกรในพื้นที่รับรู้ถึงกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ การเพาะปลูกที่ต้นทุน การปรับสภาพดิน อากาศให้เหมาะกับการเพาะปลูก

ที่สำคัญมีความต้องการของตลาดรองรับ มีการส่งออกสินค้าทั้งในและต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรเพื่อพัฒนาภาคการเกษตรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีรายได้ และมีอาชีพที่มั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ต่อไป