สหกรณ์กาฬสินธุ์ ส่งเสริมลูกหลานกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559075

สหกรณ์กาฬสินธุ์ ส่งเสริมลูกหลานกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตร

สหกรณ์กาฬสินธุ์ ส่งเสริมลูกหลานกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตร

วันอาทิตย์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2564, 20.35 น.

ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ และสหกรณ์จังวัดกาฬสินธุ์ ตรวจเยี่ยมผลงานเกษตรกร ตามโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร ที่ตำบลลำหนองแสน อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์

14 มีนาคม 2564 ที่แปลงเกษตรผสมผสาน ของนายมนตรี ทับสมบัติ อายุ 36 ปี ต.ลำหนองแสน อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ นายถาพร ณ นคร ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยนายสดิษฐชัย หาญมนตรี สหกรณ์ จ.กาฬสินธุ์ และเจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์ จ.กาฬสินธุ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลงานของเกษตรกร ตามโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพการเกษตร

นายสดิษฐชัย หาญมนตรี สหกรณ์ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำนักงานสหกรณ์ จ.กาฬสินธุ์ ได้สนับสนุนส่งเสริมเกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ และที่ลูกหลานของสมาชิกสหกรณ์เคยไปขายแรงงานต่างถิ่นและกลับบ้านเกิด  ทั้งนี้ได้จัดโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร ตามโครงการส่งเสริมและสร้างทักษะในการประกอบอาชีพทั้งในและนอกภาคเกษตร เพื่อสนับสนุนให้ลูกหลานที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ หรือบุคคลทั่วไป กลับมาทำอาชีพเกษตรกรรมในบ้านเกิดของตนเอง และมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพการเกษตร

นายสดิษฐชัย กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าว สหกรณ์การเกษตรแต่ละอำเภอ จะเป็นศูนย์กลางในการสร้างอาชีพการเกษตรที่มั่นคง และมีการบริหารจัดการครบวงจร ตั้งแต่การผลิตจนถึงการจัดหาช่องทางการจำหน่าย เพื่อยกระดับสหกรณ์ให้เป็นที่พึ่งของสมาชิกอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 โดยคัดเลือกลูกหลานเกษตรกรที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ ซึ่งในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ มีลูกหลานที่กลับบ้านเกิดสมัครร่วมโครงการจำนวน 51 ราย ซึ่งอาชีพที่ลูกหลานสมาชิกสหกรณ์เลือก เป็นอาชีพดั้งเดิม ที่สามารถต่อยอดด้านการแปรรูปและการตลาดได้ง่าย เช่น เกษตรผสมผสาน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา

ขณะที่นายถาพร ณ นคร ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพการเกษตร มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานภาคี และสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร มีการส่งเสริมการวางแผนการผลิต แผนการตลาด แผนธุรกิจที่เหมาะสมให้แก่ลูกหลานเกษตรกรเป้าหมาย และมีเจ้าหน้าที่ติดตามประเมินผลเป็นระยะ เพื่อให้กิจกรรมที่ดำเนินการประสบความสำเร็จ เกษตรกรมีอาชีพ มีรายได้อย่างยั่งยืน

นายถาพรกล่าวอีกว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อตรวจเยี่ยมผลงานของเกษตรกรที่ดำเนินการมาแล้ว และดูพื้นที่ ความพร้อม ของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ร่วมโครงการ เพื่อประเมินความพร้อมของลูกหลานเกษตรกรเป้าหมาย ทั้งความพร้อมพื้นที่ และความพร้อมของปัจจัยการผลิต วางแผนการผลิต แผนการตลาด แผนธุรกิจเพื่อส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้ การผลิต และการตลาด ระหว่างลูกหลานเกษตรกร และเกษตรกรทั่วไป รวมทั้งถ่ายทอดความรู้ที่จำเป็นและสอดคล้องกับแผนการผลิต แผนการตลาด แผนธุรกิจ จัดหาช่องทางการตลาดให้แก่ลูกหลานเกษตรกรเป้าหมาย อาทิ การออกร้านจำหน่ายสินค้า การขายสินค้าในร้านสหกรณ์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต การร่วมจัดนิทรรศการ การศึกษาดูงาน การอบรม  การรายงานผลการดำเนินงาน ตามขั้นตอนและเงื่อนไขตามที่กรมส่งเสริมสหกรณ์กำหนด

ด้านนายมนตรี ทับสมบัติ อายุ 36 ปี ต.ลำหนองแสน อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่ามีเนื้อที่ทั้งหมด 25 ไร่ แบ่งเป็นปลูกมะม่วง 4 ไร่ ฝรั่ง 3 ไร่ น้อยหน่า 2 ไร่ นาข้าวพร้อมบ่อน้ำ 3 บ่อ 10 ไร่ แปลงหญ้า 2 ไร่ ที่อยู่อาศัยและพืชผักอื่นๆ 4 ไร่ ผลผลิตหลักที่สร้างรายได้ คือ ฝรั่ง หน่อไม้ ข่า และขี้เหล็กต้ม ซึ่งมีรายได้ เดือนละ 7,000 – 10,000 บาท โดยเกษตรกรมีการวางแผนจะทำการเกษตรเชิงท่องเที่ยว แต่ยังขาดเงินทุน จึงต้องการแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการเกษตรต่อไป 

นายมนตรีกล่าวอีกว่า ความคาดหวังที่จะได้รับจากการสมัครเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ได้แก่ เครือข่ายการผลิตองค์ความรู้นวัตกรรมด้านเกษตร ช่องทางจำหน่าย โดยในอนาคตมุ่งหวังการใช้ชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง ให้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ นอกจากนี้ยังอยากได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปพัฒนาขีดความสามารถ ทุกกิจกรรมในแปลงเกษตร  รวมทั้งต้องการเงินทุน เพื่อขยายงานเกษตรให้ครบวงจรมากขึ้นอีกด้วย

สำนักบริการวิชาการ มข.ดูงานการปลูกใบบัวบกอินทรีย์ ส่งเสริมและสร้างอาชีพเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/559027

สำนักบริการวิชาการ มข.ดูงานการปลูกใบบัวบกอินทรีย์ ส่งเสริมและสร้างอาชีพเกษตรกร

สำนักบริการวิชาการ มข.ดูงานการปลูกใบบัวบกอินทรีย์ ส่งเสริมและสร้างอาชีพเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2564, 20.05 น.

14 มีนาคม 2564 ผศ.ณัฐพัชญ์ อนันต์ธีระกุล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและบริการวิชาการ และรักษาการรองผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ นำบุคลากรสำนักบริการวิชาการ ผู้ประสานงานลงพื้นที่โครงการมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน 9 ตำบล ดูงานการปลูกใบบัวบกอินทรีย์ ของกลุ่มวิสาหกิจปลูกสมุนไพรหนองหญ้าม้า ต.หนองเหล็ก อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม เพื่อนำความรู้ไปส่งเสริมเกษตรกร เป็นการสร้างอาชีพและรายได้ 

ผศ. ณัฐพัชญ์ อนันต์ธีระกุล เปิดเผยว่า สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีหน้าที่นำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่ชุมชน และสำนักบริการวิชาการ ร่วมมือกับคณะเภสัชศาสตร์ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกใบบัวบกแบบอินทรีย์ แปรรูปเป็นใบบัวบกผง ส่งต่อให้กับคณะเภสัชศาสตร์ ในราคากิโลละ 700 บาท โดยรับซื้อไม่จำกัดจำนวน ซึ่งคณะเภสัชศาสตร์จะได้นำไปผลิตเป็นเวชสำอางต่อไป

นายเสถียร ยอดสิงห์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกสมุนไพรหนองหญ้าม้า เล่าถึงวิธีการปลูกใบบัวบกอินทรีย์ ว่า “การปลูกใบบัวบกอินทรีย์ ที่สำคัญคือเราต้องปลูกพืชแนวกันสารพิษรอบแปลง เป็นไม้ยืนต้นหรือกล้วยก็ได้เพื่อป้องกันสารพิษปลิวมาในอากาศ โดยมีขั้นตอนคือ  1) เตรียมดินโดยการไถดินตาก 1 อาทิตย์ ไถพรวนยกแปลง ใส่ปุ๋ยหมัก ในอัตรา 100 กก./งาน แล้วฉีดพ่นสารอินทรีย์สังเคราะห์แสง ในอัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร  2) นำไหลใบบัวบกปลูก ระยะห่างระหว่างต้น 1 คืบ  3) รดน้ำวันละ 1 ครั้ง  4) ฉีดพิ่นน้ำหมักสูตรบำรุงใบ (น้ำหมักแม่) ผสมจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง หลังปลูก 20 วัน  5) การป้องกันโรค ด้วยการผสมไตรโคเดอร์มาในปุ๋ยหมัก เมื่อพบหนอนกินใบให้พ่นด้วยไส้เดือนฝอย หรือ เชื่อบีที และกำจัดวัชพืชสม่ำเสมอ และ 6) เก็บเกี่ยวเมื่ออายุครบ 45 วัน ส่วนการแปรรูป หลังเก็บเกี่ยวแล้วต้องนำมาคัดแยกและล้างน้ำปกติ 3 น้ำ และตามด้วยน้ำกรองสะอาด นำไปผึ่งลมให้แห้ง อบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และบดให้ละเอียด แล้วส่งต่อหน่วยงานรับซื้อต่อไป” 

ด้าน ดร.จารุพงศ์ ประสพสุข นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 ขอนแก่น กล่าวว่า “การปลูกพืชอินทรีย์เป็นระบบการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สมดุลธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ มีการจัดการระบบนิเวศที่คล้ายคลึงกับธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช กำจัดวัชพืช ฮอร์โมนสังเคราะห์ต่าง ๆ ไม่ใช้พันธุ์พืชที่ได้รับจากการตัดต่อทางพันธุกรรม เน้นการใช้อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยชีวภาพ ในการปรับปรุงดิน ให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้ต้นพืชมีความแข็งแรง สามารถต้านทานโรค และแมลงได้ด้วยตนเอง กระบวนการผลิตและผลผลิตที่ได้จึงปลอดภัยต่อผู้ผลิต และผู้บริโภค ไม่ทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม” 

ทั้งนี้สำนักบริการวิชาการ จะได้นำไปส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบปลูกใบบัวบกแบบอินทรีย์ให้ได้รับใบรับรองการปลูกพืชแบบอินทรีย์ แปรรูป และส่งต่อให้คณะเภสัชศาสตร์ นำไปผลิตเป็นเครื่องเวชสำอางต่อไป” 

‘ข้าวโพดหวาน’ ล้นตลาด! เกษตรกรโคราชประชดแจกฟรี! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558661

'ข้าวโพดหวาน'ล้นตลาด! เกษตรกรโคราชประชดแจกฟรี!

‘ข้าวโพดหวาน’ล้นตลาด! เกษตรกรโคราชประชดแจกฟรี!

วันศุกร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.27 น.

‘ข้าวโพดหวาน’ล้นตลาด เกษตรกรประชดแจกฟรี ขณะที่ ผวจ.โคราช เตรียมประสาน จว.ข้างเคียง ระบายผลผลิตที่จะออกอีกกว่า 3,600 ตัน

12 มีนาคม 2564 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ได้มีกลุ่มพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา นำข้าวโพดหวาน บรรทุกใส่รถกระบะ จำนวน 20 คัน รวมปริมาณข้าวโพดหวานกว่า 50 ตัน และผลผลิตทางเกษตร อื่นๆ เช่น แฟง , ฟักทอง และมันเทศ นำมาแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนฟรี หลังราคาข้าวโพดหวานตกต่ำ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้โรงงานรับซื้อผลผลิตข้าวโพดลดลง ส่งผลให้ข้าวโพดหวานล้นตลาด ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากมาต่อคิวเพื่อรอรับข้าวโพดหวานและผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก 

โดยมีนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เดินทางมาเป็นผู้แจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนนำไปรับประทานฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และไม่ต้องใช้โครงการคนลละครึ่ง หรือโครงการเราชนะใดๆทั้งนั้น

นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ขณะนี้ราคาสินค้าทางเกษตรมีราคาที่ลดลงเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้โรงงานที่รับซื้อผลผลิตทางเกษตร ลดปริมาณการซื้อลง เพราะส่งออกไม่ได้ ส่งผลให้เกิดสินค้าล้นตลาด และราคาลดต่ำลง โดยเฉพาะข้าวโพดหวาน ผลผลิตทางการเกษตรที่ ขึ้นชื่อของจังหวัดนครราชสีมา เมื่อเดือน ก.พ.64 ที่ผ่านมา ราคายังอยู่ที่ กก.11-12 บาท แต่ ณ ปัจจุบันราคาตกลงอยู่ที่ 3-5 บาท ต่อ กก. ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากราคาที่ตกต่ำและสินค้าล้นตลาด จึงมีการนำข้าวโพดหวานมาแจกจ่ายให้ประชาชนได้ชิมฟรี เพื่อรณรงค์ให้พี่น้องประชาชน ช่วยกันอุดหนุนสินค้าทางเกษตรจากเกษตรกร  

ทั้งนี้ทางจังหวัด ได้เปิดให้เกษตรกรที่มีผลผลิตทางการเกษตร นำสินค้าทางการเกษตรที่มี มาจำหน่ายบริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา เปิดเป็นตลาดชุมชน เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกร มีพื้นที่ มีแหล่งในการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร บรรเทาความเดือดร้อน  

อย่างไรก็ตาม ในจังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวาน รวมกว่า 12,000 ไร่ และจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดในปีนี้ อีกกว่า 3,600 ตัน จึงต้องแนวทางในการช่วยเหลือเกษตรกรจากผลผลิตที่ล้นตลาด ซึ่งอาจจะต้องประสานจังหวัดใกล้เคียง เพื่อให้มีการนำข้าวโพดหวานไปจำหน่ายเป็นการช่วยเหลือเกษตรของจังหวัดนครราชสีมา  

ขณะที่นายกังสดาล สวัสดิ์ชัย เกษตรจังหวัดนครราชสีมาเรียน ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเรื่อง จังหวัดนครราชสีมาขอรายงานสถานการณ์สินค้าเกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค Covid-19 ซึ่งผลผลิตออกสู่ท้องตลาด ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ดังนี้

1.ข้าวโพดหวาน ปลูกมากในอำเภอเสิงสาง อำเภอครบุรี – พื้นที่ปลูก 12,784 ไร่ – ผลผลิตรวม 38,352 ตัน (พื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 6,500 ไร่ ผลผลิตรวม 19,500 ตัน)- ราคาขายส่ง กิโลกรัมละ 2-3 บาท – ราคาขายปลีก กิโลกรัมละ 5-7 บาท การจัดการผลผลิต จำนวน 38,352 ตัน – เก็บเกี่ยว/จำหน่ายแล้ว 15,390 ตัน (คิดเป็นพื้นที่ 5,130 ไร่) – ยังไม่เก็บเกี่ยว/รอจำหน่าย 22,962 ตัน (คิดเป็นพื้นที่ 7,654 ไร่) สำหรับแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกร 1. จัดตลาดจำหน่าย หน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ทุกวันพุธ/ศุกร์ (ตลาดเกษตรกร) , 2. จำหน่ายให้ส่วนราชการต่างๆ , 3. จำหน่ายออนไลน์ , 4. จำหน่ายในตลาดเกษตรกรของอำเภอต่างๆ ในจังหวัด

เตือนชาวนางดปลูกข้าวรอบ 3 หน้าแล้งเสี่ยงเสียหาย100% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558524

เตือนชาวนางดปลูกข้าวรอบ3หน้าแล้งเสี่ยงเสียหาย100%

เตือนชาวนางดปลูกข้าวรอบ3หน้าแล้งเสี่ยงเสียหาย100%

วันศุกร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรขอความร่วมมือเกษตรกรในพื้นที่ 28 จังหวัด งดปลูกข้าวรอบที่ 3 (นาปรังรอบที่ 2) เนื่องจากปีที่ผ่านมามีฝนตกน้อยทำให้บางพื้นที่มีสภาพแล้งถึงแล้งจัด อาจส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกเสียหายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ 14 จังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคเหนือซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาประสบปัญหาฝนตกน้อยกว่าปกติ ทำให้ประสบปัญหาภัยแล้งถึงแล้งจัด ทำให้อ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่มีอยู่มีปริมาณน้ำคงเหลือน้อย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการปลูกพืชในช่วงฤดูแล้ง หลายพื้นที่จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ปัจจุบันเกษตรกรเริ่มเก็บเกี่ยวบ้างแล้ว ซึ่งหากมีการปลูกข้าวอีกครั้งเป็นรอบที่ 3 ของปี (นาปรังรอบที่ 2) จะทำให้เกิดความเสี่ยงสูงที่จะขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง เนื่องจากไม่มีน้ำต้นทุนเพียงพอ นอกจากนี้บริเวณพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เกษตรกรไม่ควรให้นำน้ำมาใช้ในการปลูกข้าวโดยเด็ดขาด เนื่องจากจะส่งผลเสียต่อระบบนิเวศจากภาวะน้ำเค็มรุกท้ายลุ่มเจ้าพระยา และในท้ายที่สุดต้นข้าวจะยืนต้นตายจากการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง

ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอความร่วมมือ เกษตรกรในพื้นที่ 28 จังหวัดให้งดปลูกข้าวนาปรังรอบ 2 เด็ดขาด ประกอบด้วย พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 14 จังหวัด (พื้นที่เน้นหนักในการขอความร่วมมือให้งดปลูก) ได้แก่ จังหวัดพิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย ชัยนาท นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ฉะเชิงเทรา นครนายก นครปฐม สมุทรสาคร และจังหวัดสุพรรณบุรี และพื้นที่ลุ่มน้ำอื่นๆ 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย น่าน ลำพูน บึงกาฬ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี ราชบุรี ระยอง สระแก้ว ชุมพร และจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเกษตรกรควรพักนา
และไถกลบฟางข้าวเพื่อเป็นปุ๋ย หรือเลือกปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทน อีกทั้งหากมีการปลูกข้าวในช่วงนี้จะทำให้เกษตรกรประสบปัญหาศัตรูพืชและโรคพืชเข้าทำลายได้ โดยศัตรูและโรคพืชที่สำคัญ มี 3 ชนิด คือ 1.โรคไหม้ข้าว 2.เพลี้ยไฟ3.เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

ด้านนายกิตติพันธ์ จันทาศรีผู้อำนวยการกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การงดปลูกข้าวก่อให้เกิดประโยชน์ด้านดีหลายด้าน ได้แก่ ช่วยลดความเสี่ยงที่จะขาดทุน ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนน้ำในภาพรวมของประเทศ เป็นการพักดินเพื่อลดปัญหาการสะสมของโรคและแมลงศัตรูข้าว ปลูกพืชปุ๋ยสดทดแทนจะช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น ช่วยลดต้นทุนการผลิตด้านการใช้ปุ๋ยในฤดูกาลผลิตถัดไปได้ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้เพิ่มเติมด้านการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้คำปรึกษาเบื้องต้นแก่เกษตรกร 50 จังหวัดพร้อมแผนอบรมให้ความรู้ด้านการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มเติมให้แก่เจ้าหน้าที่และเกษตรกรต้นแบบ ในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป ในกรณีที่เกษตรกรมีแหล่งน้ำของตนเองหรือแหล่งน้ำอื่นๆ ที่ประเมินแล้วว่าเพียงพอต่อการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เกษตรกรสามารถเลือกปลูกพืชที่มีตลาดรองรับในกลุ่มพืชไร่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วเหลืองฝักสด และถั่วลิสง กลุ่มพืชสมุนไพร เช่น อัญชัน ตะไคร้ กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ เช่น ดาวเรืองตัดดอก และอโกลนีมา และ กลุ่มพืชผัก เช่น ตระกูลกะหล่ำ ตระกูลแตง ตระกูลถั่ว ตระกูลมะเขือ ผักกินใบ พืชหัว กระเจี๊ยบเขียว ข้าวโพดฝักสด และเห็ด เป็นต้น

‘เฉลิมชัย’ มอบรางวัล King Bhumibol ประจำปี 2563 ให้สภาพัฒนาการเกษตรแห่งอินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558523

‘เฉลิมชัย’มอบรางวัลKing Bhumibolประจำปี2563 ให้สภาพัฒนาการเกษตรแห่งอินเดีย

วันศุกร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ จัดพิธีมอบรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award ประจำปี 2563 ให้แก่ สภาพัฒนาการเกษตรแห่งอินเดีย (Indian Council of Agricultural Research: ICAR)

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบเหรียญรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award ประจำปี 2563 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยหน่วยงานที่ชนะเลิศรางวัล ได้แก่ สภาพัฒนาการเกษตรแห่งอินเดีย(Indian Council of Agricultural Research: ICAR) จากประเทศอินเดีย ซึ่งมีผลงานการจัดกิจกรรม “Soil health awareness week” ในมหาวิทยาลัยและสถานศึกษา เพื่อสร้างความตระหนักถึงสุขภาพของดิน และความสำคัญของการรักษาผลิตภาพดิน ควบคู่ไปกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่ด้วยการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ลุกลามไปทั่วโลก และประเทศไทยอยู่ในช่วงของการเฝ้าระวังส่งผลให้การเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยมีมาตรการป้องกันเข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ทำให้หน่วยงานสภาพัฒนาการเกษตรแห่งอินเดีย (ICAR-IISS) ของสาธารณรัฐอินเดีย ไม่สามารถเดินทางมาเข้ารับเหรียญรางวัลได้ จึงได้เรียนเชิญเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย Mrs. SuchitraDurai (มิสซิส สุจิตรา ดูไร) เป็นผู้แทนรับมอบเหรียญรางวัลดังกล่าวแทน

ทั้งนี้ รางวัล King Bhumibol World Soil Day Award เป็นรางวัลที่มอบให้แก่บุคคล หน่วยงาน องค์กร หรือประเทศ ที่มีความรู้ความเข้าใจ ดำเนินกิจกรรมด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืน สร้างจิตสำนึกในการรักษาทรัพยากรดินให้กับประชาชน ตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ ในเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม นำไปสู่ความมั่นคงทางอาหาร และการขจัดความอดอยากหิวโหย โดยที่ประชุมใหญ่สมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก (Global Soil Partnership: GSP) ครั้งที่ 6 ณ กรุงโรมสาธารณรัฐอิตาลี เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 มีมติรับรองการจัดตั้งรางวัล World Soil DayAward และให้มีพิธีมอบรางวัลทุกวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และถวายสดุดีพระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงศึกษาค้นคว้าวิธีการจัดการปัญหาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนนำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีของพสกนิกร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เชิญพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบรมฉายาลักษณ์ และพระราชดำรัสคัดตัดตอน เป็นชื่อรางวัล และประดิษฐานในเหรียญรางวัล

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผลงานการจัดกิจกรรม “Soil health awareness week” ประกอบด้วย การประชุมสัมมนาทางวิชาการ การตรวจเยี่ยมพื้นที่การทำเกษตรพร้อมให้คำแนะนำ การเดินขบวนพาเหรดรณรงค์ต่างๆการจัดเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างนักวิชาการและเกษตรกร และการฝึกอบรมเกษตรกรโดยเน้นเรื่องสุขภาพของดินพร้อมทั้งแจก soil health card ให้แก่เกษตรกรที่ได้รับการตรวจสุขภาพดิน ระหว่างวันที่ 1-7 ธันวาคม 2562 ในมหาวิทยาลัย สถานศึกษา และชุมชนเกษตรกรรมเพื่อสร้างความตระหนักถึงสุขภาพของดิน และความสำคัญของการรักษาผลิตผลพืชควบคู่ไปกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ทุ่งใหญ่นเรศวร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558525

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ทุ่งใหญ่นเรศวร

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ทุ่งใหญ่นเรศวร

วันศุกร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงวันหยุดต่อเนื่องเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาท่องเที่ยวธรรมชาติใน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ผืนป่าที่ที่ได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์การยูเนสโก

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ถูกประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2517 มีเนื้อที่มากกว่า 2 ล้่านไร่ แยกการบริหารเป็นด้านตะวันตก อยู่ในท้องที่ อ.ทองผาภูมิ และ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และด้านตะวันออกอยู่ในพื้นที่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก

“ทุ่งใหญ่นเรศวร” เป็นดินแดนที่มีตำนาน สันนิษฐานจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ว่า บริเวณนี้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเคยใช้เป็นฐานที่มั่นและแหล่งเสบียงอาหารเพื่อเตรียมทำศึกกับพม่าในปี พ.ศ. 2138 และ 2142 ว่ากันว่า พื้นที่นาข้าวผืนใหญ่ ที่หมู่บ้านจะแก หรือบ้านหินตั้ง ที่อยู่ใจกลางทุ่งใหญ่ฯ ใช้ปลูกข้าวสำหรับเป็นเสบียงอาหารทำศึก

การเดินทางเข้าทุ่งใหญ่ฯในครั้งนี้ขอบคุณ หัวหน้าฯศุภฤกษ์ กลั่นประเสริฐ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ ทำหน้าที่หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ที่อนุญาตเข้าไปในพื้นที่ได้ และ น้องแมน-ภาณุวัฒน์ พันชนะ ผู้ช่วยหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกที่ช่วยประสานงานให้จนภารกิจสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

แม้การเดินทางครั้งนี้จะเข้าไปในพื้นที่ชายขอบทุ่งใหญ่ฯ คือ ที่บ้านไล่โว่ บ้านสาละวะ และบ้านเกาะสะเดิ่ง แต่ก็ได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของป่า ลำธาร และความสวยงามของธรรมชาติ ที่จะต้องจดจำอีกยาวนาน เหมือนย้อนเข้าไปในอดีต..สวยงามจริงๆ โดยตั้งแคมป์พักแรมที่หน่วยพิทักษ์ป่าสาละวะ และหน่วยพิทักษ์ป่าเกาะสะเดิง

นอกจากจะเข้าไปศึกษาท่องเที่ยวธรรมชาติ ยังได้รับการร้องขอจาก ผอ.สุวินัย พลีเพื่อชาติ ผู้อำนวยการโรงเรียนกองม่องทะ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ให้บรรทุกนมโรงเรียนเข้าไปส่งให้กับโรงเรียนสาขาที่ที่บ้านไล่โว่
บ้านสาละวะ และบ้านเกาะสะเดิ่ง รวมประมาณ 300 กล่องใหญ่ อีกด้วย เพราะทางโรงเรียนไม่มีงบประมาณในการจัดส่ง

“ค่าขนส่งเข้าไปในพื้นที่ค่อนข้างแพงกล่องละประมาณ 70 บาท 300 กล่องคิดเป็นเงินมากกว่า 20,000 บาท โรงเรียนมีงบไม่เพียงพอ” ผอ.สุวินัยเล่าให้ฟัง แต่พวกเราขนส่งฟรีครับ เพื่อเด็กๆ จะได้มีนมบริโภคตลอดปีการศึกษา สร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในพื้นที่ทุรกันดาร

การเดินทางเข้าทุ่งใหญ่ฯ จะต้องยื่นหนังสือขออนุญาตล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วันก่อนเดินทาง รถยนต์ที่จะใช้ควรจะเป็นรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น และจะต้องปฏิบัติตามประกาศของกรมอุทยานแห่งชาติฯอย่างเคร่งครัดขนาดยางต้องกว้างไม่เกิน 10.5 นิ้ว สูงไม่เกิน 32.5 นิ้ว เพื่อป้องกันการทำลายเส้นทาง เนื่องจากเส้นทางที่ท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติ เป็นเส้นทางเดียวกับที่ชาวบ้านในพื้นที่ใช้สัญจรทั่วไป หากเส้นทางถูกทำลาย การสัญจรซึ่งปกติก็ลำบากอยู่แล้ว ยิ่งจะลำบากมากขึ้น ชาวบ้านที่ป่วย ไม่สบาย อาจจะเดินทางเข้ามารักษาในเมืองไม่ได้

แม้ทางกรมอุทยานแห่งชาติฯ จะอนุญาตให้เข้าไปท่องเที่ยว ศึกษา วิจัย และทำงานจิตอาสาได้ก็ตาม แต่ต้องทำกฎระเบียบ เพราะเขตรักษาพันธุ์สัตว์ฯ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นพื้นที่ให้สัตว์ที่ได้อยู่อาศัย เราไปเยือนก็ต้องเป็นผู้เยือนที่ดีด้วย

ดินแดนนี้มีอาถรรพ์ ใครทำอะไรไม่ดี ไม่ถูก ไม่ควรผลกรรมจะตามมาอย่างที่เราๆได้เห็นเป็นข่าวกัน

กรมชลฯเผยความคืบหน้าโครงการพัฒนาฟื้นฟู ‘บึงบอระเพ็ด’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558326

กรมชลฯเผยความคืบหน้าโครงการพัฒนาฟื้นฟู'บึงบอระเพ็ด'

กรมชลฯเผยความคืบหน้าโครงการพัฒนาฟื้นฟู’บึงบอระเพ็ด’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564, 08.58 น.

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2564 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) มีนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานด้านการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ เพื่อเพิ่มพื้นที่แก้มลิงในการแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งอย่างยั่งยืนเนื่อง จากที่ผ่านมาในพื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาด้านการระบายน้ำ และการบริหารจัดการน้ำที่ไม่เป็นเอกภาพ ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ ยังมีตะกอนดินทับถมจนทำให้แหล่งน้ำมีสภาพตื้นเขินและเกิดปัญหาด้านคุณภาพน้ำ กรมชลประทานจึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด เพื่อใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และประมง

นอกจากนั้น ยังเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำเพื่อการชลประทาน ปัจจุบันสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทานได้ทำการขุดลอกบึงบอระเพ็ดในลักษณะเป็น DEEP POOL (บ่อลึก) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด รวม 4 จุด เมื่อขุด DEEP POOL ครบทั้ง 4 จุด จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักในบึงได้กว่า 12 ล้าน ลบ.ม.ช่วยรักษาระบบนิเวศด้านการประมงของบึงบอระเพ็ด โดยมีผลการดำเนินงานคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 31 ของแผนงาน เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะมีพื้นที่กักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น สามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ได้กว่า 21,000 ไร่ ทั้งยังสนับสนุนน้ำช่วยเหลือพื้นที่ในช่วงฤดูแล้งได้กว่า 85,000 ไร่ คาดโครงการดังกล่าวจะแล้วเสร็จในเดือน มิถุนายน 2564 นี้

ขณะเดียวกัน กรมชลประทานยังคงเดินหน้าปรับปรุงและพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนที่จะถึงนี้เข้าพื้นที่แก้มลิง หรือบ่อยืม เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้าให้ได้มากที่สุดด้วย

รายงานพิเศษ : ‘เอนก เหล่าธรรมทัศน์’ รมว.การอุดมศึกษาฯปลื้ม ผู้รับการจ้างงานโครงการ U2T ช่วยเพิ่มรายได้ชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558265

รายงานพิเศษ : ‘เอนก เหล่าธรรมทัศน์’รมว.การอุดมศึกษาฯปลื้ม  ผู้รับการจ้างงานโครงการU2Tช่วยเพิ่มรายได้ชุมชน

รายงานพิเศษ : ‘เอนก เหล่าธรรมทัศน์’รมว.การอุดมศึกษาฯปลื้ม ผู้รับการจ้างงานโครงการU2Tช่วยเพิ่มรายได้ชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ที่วัดถ้ำศรีชมภู ต.ถ้ำเจริญ อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬศ.(พิเศษ)ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะผู้บริหารลงพื้นที่โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2T เป็นครั้งแรก โดยมีนักศึกษา บัณฑิตจบใหม่และประชาชนที่ได้รับการจ้างงานมาร่วม โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีกลุ่มชุมชนผ้าทอมือกลุ่มผ้าทอสาวภูไท กลุ่มผ้าอีสานย้อมครามและสีธรรมชาติจากดอกดาวเรือง รวมทั้งชุมชนที่ทำขนมปั้นขลิบไส้ปลา ไส้เห็ด ซึ่งผู้ได้รับการจ้างงานในโครงการ U2T ที่ลงไปใช้ชีวิตกับชาวบ้านได้นำผลิตภัณฑ์มาจัดแสดง

ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก กล่าวว่า ผู้ได้รับการจ้างงานมาจากหลากหลายสถาบันการศึกษามาทำงานและใช้ชีวิตร่วมกันในแต่ละตำบล ได้ใช้ความรู้ความสามารถไปช่วยชาวบ้าน ขณะที่มหาวิทยาลัยก็มีเครื่องมือในการนำผลิตภัณฑ์ของชุมชนมาเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ นี่คือการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เปลี่ยนปัญหาเป็นนวัตกรรม ที่โครงการ U2T จะทำภายใน 1 ปีใน 3,000 ตำบล ที่วิชาการ ความรู้ จะผลิดอกออกผลไปทั่วประเทศ ตำบลอาจจะขาดในเรื่องขององค์ความรู้ซึ่งไม่ใช่ทั้งหมด แต่มหาวิทยาลัยจะใช้ตำบลเป็นสถานที่ปฏิบัติ เพื่อที่จะเปลี่ยนแปงตำบล ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็เห็นคุณประโยชน์ของโครงการ U2T เพราะฉะนั้นทุกคนต้องช่วยกันสร้างผลงานและทำตัวเองให้เป็นต้นแบบของ U2T คือ ต้นแบบเยาวชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงให้ได้ เพราะหลังจากนี้ อว.จะขยายโครงการ U2T จาก 3,000 ตำบลให้ครบ 7,900 ตำบลทั่วประเทศ

ด้านน.ส.หนึ่งฤทัย แก้วกันหา ประชาชนจ้างงานตำบลเหล่าทอง จากราชภัฏอุดรธานี เปิดเผยว่า “ได้เข้ามาโครงการนี้ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว ก่อนหน้านี้ไม่ได้อยู่ที่ชุมชน ทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัด พัทยา จ.ชลบุรี พอมาเจอโควิดก็กลับมาอยู่บ้าน ว่างงานอยู่ประมาณ 3-4 เดือน มีโครงการนี้ เพื่อนๆ ส่งลิงก์มาให้ ลองมาสมัครและสัมภาษณ์ดู เริ่มต้นการทำงาน ได้ลงพื้นที่ในชุมชนตัวเอง พบปะชาวบ้าน ผู้นำชุมชนเก็บข้อมูลต่างๆ เราได้เห็นของดีของตำบลเรา ได้เห็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน อย่างเช่น งานจักสาน กระติ๊บข้าว แล้วลงอีกพื้นที่มีเรื่องเกษตรอินทรีย์เลี้ยงไส้เดือน เอามูลของเดือนมาทำปุ๋ยใส่พืชผักสวนครัว เราอยู่ในกลุ่มทอผ้าด้วย ทราบว่ามูลไส้เดือนสามารถที่ทำสีย้อมผ้าสีธรรมชาติได้ ก็ว่าจะลองกลับไปทำที่บ้านดูค่ะ”

ส่วน นายธาดา เวทย์วัฒนพงษ์ นักศึกษาจ้างงานสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา กล่าวว่า “รับผิดชอบพื้นที่ ต.หนองพันทา อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ เป็นช่วงเดือนแรกของการทำงาน เดือนแรกเราจะสำรวจข้อมูลพื้นฐานของตำบล สิ่งที่เราเรียนรู้คือทักษะการลงพื้นที่ เข้าหาชุมชน ชาวบ้านดูว่าพื้นที่ของเรามีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร และมองว่าจะพัฒนาจุดแข็งตรงนั้นอย่างไรสิ่งที่มองตอนนี้ คืออยากจะพัฒนาเศรษฐกิจ ในชุมชนเรามีอาชีพอยู่หลากหลาย นำมาพัฒนาให้แข็งแกร่งขึ้น”

ซอกแซกอาเซียน : 11 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558263

ซอกแซกอาเซียน : 11 มีนาคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 11 มีนาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วมักเป็นหน้าที่ของภาคเอกชนทำการผลิตในลักษณะเป็นธุรกิจ และชาวนาของเขาก็จะไปซื้อมาปลูกกันเกือบทุกปีทั้งนี้เพราะการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้เองจากฤดูก่อน มีความยุ่งยากพอสมควร แต่ตรงกันข้ามกับประเทศไทย เพราะอย่างที่อธิบายไปแล้วว่า เมล็ดพันธุ์ข้าว ชาวนาสามารถเก็บจากผลผลิตฤดูก่อนมาปลูกต่อได้ ยิ่งราคาข้าวเปลือกของไทยเราที่ชาวนาขายได้ไม่ได้แพงมากนัก ชาวนาจึงไม่ค่อยอยากจะเพิ่มเงินลงทุนไปซื้อหาจากภายนอก ลำพังค่าปุ๋ยเคมี ค่าไถ ค่าแรง ก็หนักอยู่แล้ว ถ้าต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ราคากิโลกรัมละ 30 บาท ก็ต้องเสียเงินอีกประมาณไร่ละ 600 บาท เป็นอย่างต่ำ ทำให้ตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวในบ้านเราไม่สดใสขยายตัวเท่าที่ควร เอกชนจึงสนใจทำธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าวน้อย ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเบื้องต้นแน่ละว่าจะต้องดำเนินการวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวต่างๆ ให้ออกมาต่อสู้กับพันธุ์ข้าวจากประเทศอื่นๆ ในอันที่จะแข่งขันส่งขายข้าวในตลาดโลก เมื่อได้พันธุ์ข้าวที่ดีและผ่านการรับรองแล้ว ก็จะทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อส่งเสริมชาวนาปลูกต่อไป

เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิต ในทางวิชาการก็จะแบ่งชั้นตามลำดับความเข้มข้นหรือความบริสุทธิ์ของเชื้อพันธุ์ ออกเป็น 4 ชั้น ได้แก่ 1) พันธุ์คัด 2) พันธุ์หลัก 3) พันธุ์ขยาย
และ 4) พันธุ์จำหน่าย ซึ่งกระบวนการผลิตและการลงทุนย่อมแตกต่างกันมาก จากชนิดเมล็ดพันธุ์ชั้นที่ 1-4 นั้น สำหรับชั้น 1 และ 2 ซึ่งได้แก่ชั้นพันธุ์คัด พันธุ์หลัก มักไม่ค่อยมีภาคเอกชนไทยทำกัน เพราะกระบวนการยุ่งยาก ใช้วิทยาการชั้นสูง รวมทั้งมีต้นทุนสูง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐที่จะต้องรับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งในส่วนของพันธุ์ข้าวส่วนมากรับผิดชอบผลิตโดยกรมการข้าว และด้วยความสำคัญของข้าวที่มีต่อประเทศและสังคมไทยดังที่ทุกคนทราบกัน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลในยุคปี 2548-2549 ได้คิดฟื้นฟูจัดตั้งกรมการข้าวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ดังได้เกริ่นกล่าวมาแล้วในตอนต้นๆ

เมื่อได้เมล็ดพันธุ์ชั้นที่ 2 หรือพันธุ์หลักมาแล้วทีนี้จึงเป็นหน้าที่ของเอกชนที่สนใจจะลงทุนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาย จะเข้ามาซื้อจากทางราชการไปทำการผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่าย เพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรชาวนาซื้อไปปลูกต่อไป ถามว่า ชาวนาเอาเมล็ดพันธุ์คัด พันธุ์ หลักไปปลูกได้เลยหรือไม่ ตอบว่าได้ แต่การกระทำดังนั้นก็เปรียบเสมือนเอารถเบนซ์ไปวิ่งในทุ่งนานั่นแหละครับ เพราะไม่จำเป็นเลยที่จะเอาของดีราคาแพงไปลงทุนเพื่อผลิตข้าวเปลือกขายในราคาที่ไม่สูงพอ ถามต่อไปอีกว่าบริษัทเอกชนจะผลิตเมล็ดพันธุ์คัดพันธุ์หลักด้วยตัวเองได้หรือไม่ ตอบว่าก็ได้อีกนั่นแหละ แต่ต้องเป็นเอกชนรายใหญ่จริงๆ ที่สามารถวิจัยพัฒนาพันธุ์และใช้วิทยาการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นสูง รวมทั้งต้องลงทุนมากอยู่ แต่ถ้าไม่ลงทุนดังกล่าวก็อาจต้องมีการเจรจาเรื่องสิทธิบัตรพันธุ์กับเจ้าของพันธุ์ข้าวเพื่อนำมาทำธุรกิจขยายพันธุ์ต่อด้วย ฉะนั้นโดยทั่วไปวิธีง่ายๆ คือ ซื้อพันธุ์หลักจากกรมการข้าวมาทำการผลิตต่อ หรือแม้แต่อาจได้พันธุ์หลักที่ผลิตโดยส่วนราชการ หรือ มหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็มี

แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่า การขายเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับประเทศไทยเรานั้น ค่อนข้างมีตลาดจำกัด ชาวนาเฉพาะกลุ่มหัวไวใจสู้ที่ปลูกข้าวเพื่อขายเป็นอาชีพเท่านั้น ที่มักจะเสาะหาเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่ๆ มาปลูกอยู่เสมอ ตรงกันข้ามกับส่วนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนาที่ปลูกข้าวเพื่อการยังชีพก็มักไม่นิยมที่จะไปซื้อหาเมล็ดพันธุ์ใหม่มาปลูก หากแต่เก็บเมล็ดพันธุ์จากผลผลิตฤดูที่แล้วมาปลูก บางทีซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเกินเวลา 3-4 ปี ตามที่ทางวิชาการแนะนำให้เปลี่ยนเสียบ้าง เลยทำให้ปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านเรา ไม่จูงใจจากภาคเอกชนเท่าที่ควร ก็เลยเป็นที่มาอีกนั่นแหละว่าภาครัฐ โดยกรมการข้าวจึงต้องกระโจนเข้ามาทำการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายและชั้นพันธุ์จำหน่ายด้วย มิฉะนั้น ชาวนาไทยก็คงจะไม่สามารถหาเมล็ดพันธุ์ข้าวดีๆ ใหม่ๆ มาปลูกได้อย่างเพียงพอ สรุปแล้วในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าวนั้นผู้เล่นที่สำคัญของไทยเราก็คือภาครัฐ เนื่องจากเอกชนมีความสนใจน้อย แต่ก็อีกนั่นแหละ อย่างที่เคยบอกไปข้างต้น บ้านเรามีพื้นที่ปลูกข้าวเยอะ ดังนั้นปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวจึงมากตามไปด้วย ปัญหาจึงยังคงแก้กันไม่หมด คงมาว่าต่อนะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

สกู๊ปพิเศษ : ‘ม.นเรศวร’ ร่วมภาคเอกชนจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากกัญชง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558262

สกู๊ปพิเศษ : ‘ม.นเรศวร’ร่วมภาคเอกชนจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากกัญชง

สกู๊ปพิเศษ : ‘ม.นเรศวร’ร่วมภาคเอกชนจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากกัญชง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปัจจุบัน “กัญชง” ถูกยกให้เป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ โดยทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วสามารถขออนุญาตปลูกกัญชงในประเทศไทยได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย และยังเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ทั้งทางยา และเครื่องสำอาง โดยถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในทางธุรกิจของประเทศไทย ดังนั้น การถ่ายทอดความรู้จากการทำวิจัย และทางวิชาการจะเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ หรือเกษตรกรที่สนใจในการผลิตเป็นอย่างมาก

ล่าสุด วันที่ 10 มีนาคม 2564 ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร อ.เมือง จ.พิษณุโลก ทางมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน ได้นำผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชง มาให้ได้ศึกษา และทดสอบ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหาร ของว่างที่มีส่วนผสมของกัญชง ไม่ว่าจะเป็น คุกกี้ น้ำส้มผสมกัญชง เปาะเปี๊ยะสดใบกัญชง เป็นต้นโดยเฉพาะคุกกี้ได้รับความสนใจมีภาคเอกชนเตรียมผลิตออกมาจำหน่ายให้ประชาชนสามารถซื้อหารับประทานได้

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยนเรศวร ยังได้จัดการฝึกอบรม “การผลิตกัญชงเพื่ออุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง” เพื่อเผยแพร่ความรู้และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เกษตรกรและผู้สนใจทุกท่าน เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิชาการ นักธุรกิจ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป เพื่อมุ้งเน้นการยกระดับองค์ความรู้ให้ก้าวทันต่อเทคโนโลยี และองค์ความรู้สมัยใหม่ และแนวทางในการสร้างอาชีพให้กับประชาชน โดยโครงการ “การผลิตกัญชงเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มและเครื่องสำอาง”

สำหรับส่วนของกัญชงที่ไม่จัดเป็นยาเสพติด ได้แก่ เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน ราก ใบ ซึ่งไม่มียอดหรือช่อดอกติดมาด้วย สารสกัด CBD ที่มี THC ไม่เกิน 0.2% เมล็ด น้ำมันหรือสารสกัดจากเมล็ด และกากที่เหลือจากการสกัดกัญชง ซึ่งต้องมี THC ไม่เกิน 0.2%

ในส่วนความต่างของกัญชงและกัญชา  กัญชาต้นเตี้ยและใบอ้วนใบสีเขียวจัด มี 5-7 แฉก ส่วนกัญชงต้นสูงและใบเรียว ใบสีเขียวอ่อนมีประมาณ 7-11 แฉก นอกจากนี้สารสกัดที่ได้จากพืชทั้ง 2 ชนิดก็มีปริมาณที่ต่างกันด้วย กัญชงและกัญชามีสารที่เรียกว่า THC (Tetrahydroconnabinol) และ CBD (Canabidiol) ซึ่งสารเหล่านี้จะเป็นตัวแบ่งแยกพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ออกจากกัน

THC เป็นสารที่ทำให้เมาหรือเคลิบเคลิ้ม พบได้มากในกัญชา โดยมีประมาณ 1-20% ส่วนกัญชงมีสารชนิดนี้น้อยกว่า 1% ในทางการแพทย์สาร THC มีประโยชน์ช่วยลดอาการปวด ช่วยเพิ่มความอยากอาหาร รักษาผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัด แต่การใช้สารชนิดนี้ในการรักษาก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยปากแห้ง ตาแห้ง หรือการตอบสนองช้าลงได้

ส่วนสาร CBD ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในกัญชงมากกว่ากัญชา คือพบประมาณ 2% แต่ในกัญชามีสารชนิดนี้อยู่น้อยมาก เมื่อเสพสารชนิดนี้เข้าไปจะไม่มีอาการเมาหรือเคลิบเคลิ้มเหมือนกัญชา คุณสมบัติทางการแพทย์ของ CBD มีหลากหลาย ช่วยลดอาการปวด แก้อาการนอนไม่หลับ แก้อาการโรคลมชัก แม้จะใช้ในปริมาณมากก็ไม่มีผลข้างเคียง และสารนี้ยังนิยมนำมาใช้ในเครื่องสำอางและสกินแคร์ต่างๆ ด้วย

อีกประโยชน์หนึ่งของกัญชงคือ เป็นพืชที่ให้เส้นใยยาว เส้นใยมีความละเอียดใกล้เคียงกับลินิน มีความเหนียวทนทาน และมีความเงางาม ครบถ้วนคุณสมบัติเส้นใยชั้นดี จึงเป็นเส้นใยชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มกันมาเป็นเวลายาวนานแล้ว ในปัจจุบันผ้าที่ทอจากเส้นใยกัญชงมีราคาสูงและเป็นที่ต้องการมาก

ด้าน ผศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาทคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปิดเผยว่า จัดการฝึกอบรม “การผลิตกัญชงเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มและเครื่องสำอาง” จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจตั้งแต่ ขั้นตอนการขอรับใบอนุญาต การสกัดสารสำคัญจากกัญชง การผลิตกัญชงแบบโรงเรือนกึ่งเปิดและแบบแปลงปลูก ตลอดจนนวัตกรรมการผลิตอาหาร/เครื่องดื่มจากกัญชง การผลิตอาหารเสริม/เครื่องสำอางจากกัญชง  โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้มีความรู้จากหลายสถาบัน อาทิ สำนักคณะกรรมการอาหารและยา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง สถาบันอาหาร และภาคเอกชนในเครือข่าย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการอบรมได้รับความรู้และนวัตกรรมจากการทำวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน