กรมประมงเปิดโครงการ ‘คืน คง เพิ่ม’ ปล่อยพันธุ์ปูทะเล 3 แสนตัวสู่ธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558184

กรมประมงเปิดโครงการ‘คืน คง เพิ่ม’ ปล่อยพันธุ์ปูทะเล 3 แสนตัวสู่ธรรมชาติ

กรมประมงเปิดโครงการ‘คืน คง เพิ่ม’ ปล่อยพันธุ์ปูทะเล 3 แสนตัวสู่ธรรมชาติ

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.56 น.

“กรมประมง” เปิดโครงการ “คืน คง เพิ่ม เติมสัตว์น้ำบริเวณแหล่งก่อเกิดทรัพยากรประมง” จัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปูทะเลกว่า 3 แสนตัว กลับสู่ธรรมชาติ

ที่ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง จัดโครงการ “คืน คง เพิ่ม เติมสัตว์น้ำบริเวณแหล่งก่อเกิดทรัพยากรประมง” ประเดิมปล่อยลูกพันธุ์ปูทะเลจำนวนกว่า 3 แสนตัว เร่งฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศป่าชายเลน เพื่อคงความยั่งยืนให้กับทรัพยากรสัตว์น้ำ พร้อมเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรชาวประมงในพื้นที่ โดยในโอกาสนี้ นายสืบยศ ใบแย้ม คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้เกียรติเป็นประธานในการเปิดกิจกรรมและปล่อยลูกพันธุ์ปูทะเล

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า  “ปูทะเล” นับเป็นทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีความสำคัญและมีคุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก เนื่องจากเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ ด้วยรสชาติที่ดีและยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง จึงทำให้ความต้องการปูทะเลสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ปัจจุบันกลับพบว่าปริมาณปูทะเลในธรรมชาติมีแนวโน้มลดลง อันเป็นผลมาจากระบบนิเวศที่เปลี่ยนแปลงไป และการทำการประมงที่เกินกำลังการผลิต จึงจำเป็นที่จะต้องเร่งฟื้นฟูเพื่อเพิ่มปริมาณทรัพยากรปูทะเลให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่องในอนาคต  ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นให้มีการฟื้นฟูทรัพยากรประมง และเร่งสร้างแหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่ชุมชนประมงต่าง ๆ ทั่วประเทศให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน พร้อมลดอุปสรรคและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวประมง  

การจัดโครงการ “คืน คง เพิ่ม เติม สัตว์น้ำบริเวณแหล่งก่อเกิดทรัพยากรประมง” ณ ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศชายเลนสิรินาถราชินี ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อปล่อยพันธุ์ปูทะเลจำนวนกว่า 3 แสนตัว ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการเพิ่มปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำในระบบนิเวศป่าชายเลนให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งได้เป็นอย่างดี  เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวจัดเป็นแหล่งวางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อน ที่มีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ ซึ่งจะส่งผลให้ลูกพันธุ์ปูทะเลที่ปล่อยไปนั้นสามารถเจริญเติบโตกลายเป็นพ่อแม่พันธุ์และเพิ่มผลผลิตทรัพยากรปูทะเลต่อไป 

ทั้งนี้ ภายในงานยังได้มีการจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ปูทะเลเศรษฐกิจชนิดต่าง ๆ อาทิเช่น ปูทะเล ปูม้า และปูแสม  นิทรรศการธนาคารปูม้าของกลุ่มเกษตรกรบ้านปากน้ำปราณ และนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการมอบหนังสือรับรองมาตรฐานการทำประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวประมง จำนวน 11 ราย และมอบเงินอุดหนุนโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนให้แก่องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นด้านชายฝั่งในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อีกจำนวน 24 กลุ่มด้วย

รองอธิบดีกรมประมง  กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปูทะเลที่พบในน่านน้ำไทยมี 4 ชนิด คือ ปูดำหรือปูแดง (Scylla olivacea) ปูเขียวหรือปูทองโหลง (Scylla serrata) ปูม่วง (Scylla tranquebarica) และ ปูขาวหรือปูทองหลาง (Scylla paramamosain) ซึ่งชนิดที่นิยมนำมาเพาะเลี้ยงคือ ปูขาวหรือปูทองหลาง ซึ่งกรมประมงดำเนินการทดลองเพาะพันธุ์ครั้งแรกในปี 2522 และได้เริ่มดำเนินการเพาะพันธุ์จนประสบความสำเร็จอีกครั้งในปี 2538 พร้อมได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกองวิจัยพัฒนาสัตว์น้ำชายฝั่งดำเนินการผลิตเพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเรื่อยมา  นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายลูกพันธุ์ปูทะเลให้เกษตรกรได้นำไปเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์อีกด้วย

“เชื่อมั่นว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรปูทะเลในธรรมชาติเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า และคืนความอุดมสมบูรณ์กลับมาในระยะยาวได้เป็นอย่างดี  อีกทั้ง ยังสามารถเพิ่มรายได้และทำให้เกษตรกรชาวประมงมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพที่ยั่งยืนต่อไป” รองอธิบดีกรมประมง กล่าว 

ชวนเกษตรกรขายสินค้าผ่านตลาดเกษตรกรออนไลน์ เพิ่มช่องทางจัดซื้อ-ลดต้นทุน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558180

ชวนเกษตรกรขายสินค้าผ่านตลาดเกษตรกรออนไลน์ เพิ่มช่องทางจัดซื้อ-ลดต้นทุน

ชวนเกษตรกรขายสินค้าผ่านตลาดเกษตรกรออนไลน์ เพิ่มช่องทางจัดซื้อ-ลดต้นทุน

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.50 น.

“กรมส่งเสริมการเกษตร” ชี้ช่องทางการทำตลาดให้กับสินค้าเกษตรผ่านตลาดเกษตรกรออนไลน์ หวังเสริมสร้างศักยภาพการทำตลาดสินค้าเกษตรให้มีความหลากหลาย ทันสมัย  เข้มแข็งและแข่งขันกับต่างประเทศได้

10 มีนาคม 2564 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า นโยบายการตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายหลักที่ กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะหน่วยงานด้านการส่งเสริมการเกษตรขานรับและดำเนินงานต่อเนื่องตลอดมา โดยในส่วนของการส่งเสริมการทำตลาดออนไลน์ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เปิดเว็บไซต์ขึ้นมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2563  http://www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com  เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางให้เกษตรกรสามารถสมัครเข้าร่วมจำหน่ายสินค้าบนเว็บไซต์ตลาดเกษตรกรออนไลน์ของ กรมส่งเสริมการเกษตรด้วยตนเอง ภายใต้สโลแกน “เกษตรกรจริงจริง ทุกสิ่งปลอดภัย เพียงคุณสั่ง เราพร้อมส่ง” ซึ่งปัจจุบันมียอดจำหน่ายแล้วกว่า 170 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 9 มีนาคม 2564)

ในเว็บไซต์ได้มีการแบ่งประเภทการขายสินค้าออกเป็น 9 หมวด ได้แก่ ข้าวและธัญพืช, ผัก,  ผลไม้, ไม้ดอกไม้ประดับ, อาหารแปรรูปและเครื่องดื่ม, สมุนไพรและเครื่องสำอาง,  ผ้าและเครื่องแต่งกาย,  หัตถกรรมและสิ่งประดิษฐ์  และ สุดท้ายเป็นหมวดสินค้าอื่น ๆ ซึ่งเกษตรกรสามารถสมัครได้ด้วยตนเอง โดยมีคุณสมบัติตรงที่กำหนดได้แก่ 1. มีประสบการณ์จำหน่ายสินค้านั้นในรูปแบบออนไลน์อยู่แล้ว 2. ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร และประเภทองค์กรเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนต้องจำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ หรือช่องทาง e-Commerce ต่าง ๆ อยู่แล้ว

3.สินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูปต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน เช่น Good Agricultural Practice (GAP), มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ Participatory Guarantee System (PGS), Good Manufacturing Practice (GMP), Primary GMP, Hazard Analysis Critical control Point (HACCP), อย., มาตรฐานอาหารฮาลาล , มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) 4. กรณีสินค้าที่ยังไม่มีมาตรฐานรองรับ จะต้องได้รับการรับรองคุณภาพจากสำนักงานเกษตรอำเภอ เช่น ไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อรับประกันคุณภาพเบื้องต้น และ 5. ต้องไม่เป็นพ่อค้าคนกลางที่ซื้อสินค้าเกษตรหรือผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรเพื่อมาจำหน่ายในระบบออนไลน์

“สำหรับเกษตรกรตัวจริงที่สนใจทำตลาดออนไลน์กับเว็บไซต์ http://www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ของกรมส่งเสริมการเกษตร สามารถดูคู่มือการสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ http://bit.ly/farmer-manual ซึ่งกรมฯ หวังว่าช่องทางดังกล่าวจะมีส่วนช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางการตลาดในการจำหน่ายสินค้าคุณภาพ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้อีกหนึ่งช่องทางต่อไป”  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

‘ธรรมนัส’ ลงพื้นที่เพชรบุรี ติดตาม-แก้ไขปัญหาป่าไม้ถาวรทับซ้อนที่ทำกินเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558169

'ธรรมนัส'ลงพื้นที่เพชรบุรี ติดตาม-แก้ไขปัญหาป่าไม้ถาวรทับซ้อนที่ทำกินเกษตรกร

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่เพชรบุรี ติดตาม-แก้ไขปัญหาป่าไม้ถาวรทับซ้อนที่ทำกินเกษตรกร

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.34 น.

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2564 ที่ จ.เพชรบุรี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ พร้อมติดตามการแก้ไขปัญหาเขตป่าไม้ถาวร ตามมติคณะรัฐมนตรีทับซ้อนที่ทำกินของพี่น้องเกษตรกร ณ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าตะคร้อ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพขรบุรี เนื่องด้วยปัจจุบันเขตป่าไม้ถาวร หมายเลข 86 และป่าหนองหญ้าปล้องมีสภาพเป็นบ้านเรือนและที่ทำกินของประชาชน ไม่มีสภาพเป็นป่าแล้ว ทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความเดือดร้อน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกเลิกเขตป่าไม้ถาวรนั้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินพิจารณาข้อเรียนชี้แจง ดังนี้ หากประชาชนมีที่ทำกินหรือที่อยู่อาศัย ในพื้นที่ป่าไม้ถาวรนอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต้องการเพิกถอนเขตป่าไม้ถาวร สามารถดำเนินการได้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540 ที่เห็นชอบตามมาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ป่าไม้ โดยคณะอนุกรรมการจำแนกประเภทที่ดินประจำจังหวัดแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบพื้นที่ และเมื่อคณะอนุกรรมการจำแนกประเภทที่ดินประจำจังหวัดพิจารณาผลการตรวจสอบของคณะทำงานตรวจสอบพื้นที่แล้ว ให้นำเสนอคณะกรรมการพัฒนาที่ดินพิจารณา เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรี เพื่อกำหนดเขตป่าไม้ถาวรใหม่ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยจำแนกเป็นพื้นที่ที่ทำกิน หรือพื้นที่ใช้ประโยขน์อย่างอื่นๆ แล้วมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อไป

อย่างไรก็ตาม ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งการว่าหลังจากนี้อีก 1 เดือน จะต้องมีการประชุมผลการตรวจสอบของคณะทำงานตรวจสอบพื้นที่ ของคณะอนุกรรมการจำแนกประเภทที่ดินประจำจังหวัด เพื่อเร่งส่งให้คณะกรรมการพัฒนาที่ดินพิจารณา เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี พร้อมทั้งรับฟังปัญหาเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่

พาณิชย์จับมือเกษตรฯ-บินไทย เปิดตัวส่งออก ‘มะม่วงน้ำดอกไม้’ ประเดิมลอตแรกไปเกาหลีใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558034

พาณิชย์จับมือเกษตรฯ-บินไทย เปิดตัวส่งออก‘มะม่วงน้ำดอกไม้’ ประเดิมลอตแรกไปเกาหลีใต้

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเดินหน้าแก้ปัญหาเร่งด่วนด้านโลจิสติกส์และการขนส่งในสถานการณ์โควิด-19 เพื่อรองรับผลไม้ที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ตามนโยบาย“เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด” ที่ได้รับจากนายจุรินทร์ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยที่ผ่านมาได้ประสานงานและเจรจาหารือกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท Profreight Group (ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์) และ บริษัท Swift จำกัด (ผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ไทย)ในการขนส่งผลไม้ไทย เช่น มะม่วง ทุเรียน มังคุด ทางอากาศไปยังประเทศเป้าหมาย เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด เพิ่มมูลค่าการส่งออก และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศและสร้างความเชื่อมั่นของสินค้าไทย อันจะนำไปสู่การขยายตัวทางการค้าของประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ผลจากการหารือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นร่วมกันในการจัดงานเปิดตัวการส่งออกผลไม้ไทยผ่านการขนส่งทางอากาศไปยังตลาดต่างประเทศ โดยนำร่องส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้เกรดพิเศษด้วยเที่ยวบินของสายการบินไทย ไปยังตลาดเกาหลีใต้ ในวันที่ 6 มีนาคม 2564 เป็นเที่ยวบินแรก จำนวน 20 ตัน ณ เขตปลอดอากรและคลังสินค้า ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ โดยจะมีการขนส่งมะม่วงน้ำดอกไม้ไปยังเกาหลีใต้รวม 13 เที่ยวเที่ยวละ 20 ตัน รวมทั้งสิ้น 260 ตัน

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรเป็นอย่างมาก โดยสินค้าเกษตรที่ผลิตต้องมีคุณภาพมาตรฐาน ความปลอดภัย และตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อตอบสนองนโยบายดังกล่าว โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรเตรียมแปลงให้มีความพร้อมสำหรับตรวจประเมินมาตรฐานแปลงเบื้องต้น ในปี 2564 มีเกษตรกรยื่นขอรับการรับรองคุณภาพไม้ผลทั้งหมด จำนวน 15,642 ราย18,336 แปลง พื้นที่ 223,969 ไร่และผ่านการประเมินในเบื้องต้น จำนวน12,550 ราย 14,713 แปลง พื้นที่ 192,230 ไร่เพื่อดำเนินการขอรับรองคุณภาพมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP) จากกรมวิชาการเกษตรต่อไป

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดปัญหาการปิดด่านชายแดนไม่สามารถดำเนินการซื้อขายผลผลิตเกษตรได้โดยปกติ ประกอบกับมะม่วงเกรดคุณภาพดีที่ส่งออกไปเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ก็ประสบปัญหาค่าระวางเครื่องบินที่สูงมาก ทำให้ผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น การซื้อขายมะม่วงจึงเกิดการหดตัวเป็นอย่างมาก คาดว่าจะมีผลผลิตมะม่วงที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาผลผลิตล้นตลาดไม่สามารถส่งออกได้ และเป็นแหล่งผลิตสำคัญของประเทศไทยที่จะเผชิญกับปัญหาดังกล่าว 21 จังหวัด พื้นที่ปลูกมะม่วงประมาณ 621,000 ไร่ ผลผลิตรวมประมาณ 743,700 ตัน โดยจะมีผลผลิตในฤดูที่กระจุกตัว (Peak) 446,220 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 60 และเฝ้าระวังเดือนเมษายนที่จะมีผลผลิตออกมาก 223,110 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ทำให้ภาคการเกษตรต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงก้าวสู่เกษตรวิถีใหม่ โดยยกระดับผลผลิตทางการเกษตร ภายใต้นโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ร่วมสร้าง Single Big Data โดยใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน ภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ดังนั้นการจัดงานเปิดตัวส่งออกผลไม้ไทยผ่านการขนส่งทางอากาศไปยังเกาหลีใต้ 20 ตันในเที่ยวบินแรกนี้ และจะขนส่งมะม่วงน้ำดอกไม้ไปเกาหลีใต้อีกต่อเนื่องรวม 13 เที่ยวบิน เที่ยวบินละ 20 ตัน รวม260 ตัน ช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วนด้านโลจิสติกส์และขนส่งในสถานการณ์โควิด-19 รองรับผลไม้ที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดจำนวนมาก ตามนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์” ได้เป็นอย่างดี

สำหรับกรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ที่เน้นความสอดคล้องตามยุคสมัยปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีและเครื่องมือสื่อสารที่อำนวยความสะดวกมากขึ้นในยุค 4.0 ตลอดจนให้เข้ากับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 โดยเน้นช่องทางการซื้อขายออนไลน์ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกระจายได้สูง เกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนวิถีการขายแบบใหม่ ไม่ต้องพึ่งพ่อค้าคนกลาง เน้นการป้องกันพึงระวังตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวและการจัดการในสวนผลไม้จนถึงการขนส่งไปยังผู้บริโภคให้มีการปฏิบัติที่ปลอดภัย และได้วางแนวทางการขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

กยท.ให้ทุนเรียนปริญญาตรีบุตรเกษตรกร 4 ล. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558033

กยท.ให้ทุนเรียนปริญญาตรีบุตรเกษตรกร4ล.

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กยท.เดินหน้าโครงการทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี สำหรับบุตรเกษตรกรชาวสวนยางต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จำนวน 10 ทุน รวม 4 ล้านบาท มั่นใจช่วยสร้างนวัตกรรมพัฒนาอาชีพทำสวนยางให้มั่นคงอย่างยั่งยืน

นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ดำเนินโครงการทุนการศึกษาสำหรับบุตรเกษตรกรชาวสวนยาง พ.ศ.2564 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังประสบผลสำเร็จในการดำเนินโครงการนำร่องในปี 2563ที่ผ่านมา โดยให้ทุนศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาที่เกี่ยวข้องกับยางพาราแก่บุตรเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับกยท. 10 ทุนต่อเนื่อง 4 ปี ปีละ 100,000 บาท / คน รวมเป็นเงิน 4 ล้านบาท ภายใต้การจัดสรรงบประมาณตามมาตรา 49(5) ของพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 เพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง

“การดำเนินโครงการทุนการศึกษาสำหรับบุตรเกษตรกรชาวสวนยางดังกล่าว เพื่อสร้างบุคลากรในท้องถิ่นที่มาจากบุตรเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง ให้มีความรู้ความสามารถเรื่องยางพารา ทำให้เกิดแนวคิดร่วมพัฒนาอาชีพการทำสวนยางและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆเกี่ยวกับยางพาราให้เพิ่มขึ้น ช่วยพัฒนาอาชีพการทำสวนยางในอนาคตให้มั่นคงอย่างยั่งยืน” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่ขอรับทุนการศึกษา นอกจากเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายของเกษตรกรชาวสวนยาง ยกเว้นบุตรบุญธรรมแล้ว ต้องมีอายุไม่เกิน 25 ปี ไม่อยู่ระหว่างถูกฟ้องเป็นจำเลยคดีอาญา ไม่อยู่ระหว่างการสมัครขอรับทุนการศึกษาจากหน่วยงานอื่น หรือเคยได้รับทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี และที่สำคัญจะได้รับพิจารณาตอบรับเข้าศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่เป็นสถานบันการศึกษาที่กยท.กำหนด ในปีการศึกษา 2564

“ดังนั้น บุตรเกษตรกรชาวสวนยางที่ขอรับทุนการศึกษาต้องสอบเข้าเรียนในหลักสูตรสาขาวิชา จากมหาวิทยาลัยที่ กยท.กำหนดไว้ ในปีการศึกษา 2564 ให้ได้ก่อนถึงจะสมัครของรับทุนการศึกษาดังกล่าวได้”นายสุขทัศน์ กล่าวย้ำ

ส่วนสถานบันการศึกษา และหลักสูตรการศึกษาที่ กยท. กำหนดนั้น ได้แก่ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเทคโนโลยียางและพอร์ลิเมอร์ 2 ทุน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาเทคโนโลยียางและพอร์ลิเมอร์ 2 ทุน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรมวัสดุ 2 ทุน มหาวิทยาลัยบูรพาคณะโลจิสติกส์ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 2 ทุน มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่เฉลิมพระเกียรติ สาขาวิชาเกษตรป่าไม้ 1 ทุนและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน คณะวนศาสตร์ สาขาวนศาสตร์ 1 ทุน

ทั้งนี้ ชาวสวนยางที่ต้องการให้บุตรขอรับทุนการศึกษาขอใบสมัครได้ที่ กยท. ทุกแห่งทั่วประเทศ หรือดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ กยท. http://www.raot.co.th และกรอกข้อมูลการสมัครให้เรียบร้อย จากนั้นให้ไปยื่นที่กยท.เขต/จังหวัด/สาขา ตามที่ตั้งสวนยางของผู้ขอรับทุนการศึกษา ซึ่งกยท.จะคัดเลือกผู้ที่ได้รับทุนจากคุณสมบัติตามที่กยท. กำหนด เท่านั้น

อำนาจเจริญถก จัดงานแห่ยักษ์คุ หนึ่งเดียวในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558032

อำนาจเจริญถก จัดงานแห่ยักษ์คุ หนึ่งเดียวในโลก

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายทวีป บุตรโพธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการดำเนินโครงการงานประเพณีส่งเสริมและวัฒนธรรม จ.อำนาจเจริญ กิจกรรมงานประเพณีแห่ยักษ์คุอัตลักษณ์ จ.อำนาจเจริญ โดยมี นางสาววันเพ็ญตั้งสกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ นายสกลธ์ บุญวิทย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.อำนาจเจริญ นางสาวเพ็ญศิริรัตน์ อาจทวีกุล ท่องเที่ยวและกีฬา จ.อำนาจเจริญ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนส่วนราชการ เข้าร่วมประชุม ที่ห้องประชุมพระมงคลมิ่งเมือง ศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ       

ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมงานประเพณีที่เป็นอัตลักษณ์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวของ จ.อำนาจเจริญ ให้การจัดงานประเพณีแห่ยักษ์คุอัตลักษณ์ จ.อำนาจเจริญ ประจำปี 2564 เป็นที่รู้จักแพร่หลาย โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 เม.ย. 2564 ที่อำเภอชานุมาน จ.อำนาจเจริญ

โดยงานดังกล่าว สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จ.อำนาจเจริญ ดำเนินการวางแผนผังบริเวณงานภาพรวมทั้งหมด จัดทำซุ้มประตูเข้า-ออกและซุ้มประตูด้านหน้าหมู่บ้านยักษ์ จุดถ่ายภาพ เช็คอิน, สำนักงานพัฒนาชุมชน จ.อำนาจเจริญ จัดทำหมู่บ้านยักษ์ซุ้มแสดงสิ่งของเครื่องใช้เกี่ยวกับยักษ์ ตัวยักษ์แบบต่างๆ และยักษ์คุจากขบวนแห่ร้านจำหน่ายของที่ระลึกยักษ์คุ และกิจกรรมต่างๆ ร้าน OTOP ร้านอาหาร ร้านจำหน่ายสินค้า สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา จ.อำนาจเจริญ จัดทำเวทีกลาง พร้อมระบบแสง สี เสียง พิธีเปิดงาน ประดับไฟบริเวณงาน

สำนักงานวัฒนธรรม จ.อำนาจเจริญ จัดเทศกาลศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขง การแสดง แสง สี เสียงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ดำเนินการปรับพื้นที่งาน รวมทั้งแลนด์มาร์คยักษ์ย้อนยุค การประกวดธิดาชานุมานและธิดายักษ์คุ เป็นต้น

สกู๊ปพิเศษ : สหกรณ์บุรีรัมย์ส่งเสริมอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558030

สกู๊ปพิเศษ : สหกรณ์บุรีรัมย์ส่งเสริมอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร

สกู๊ปพิเศษ : สหกรณ์บุรีรัมย์ส่งเสริมอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ ส่งเสริมกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมเป็นกลุ่มอาชีพ ผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์จำหน่าย สร้างรายได้ ให้ครอบครัว

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ จัดอบรมพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้กับสมาชิกกลุ่มอาชีพตามพระราชดำริ จำนวน 20 คน โดยมีนางอัญชลี ศรีหามาตย์ สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานพิธีเปิด มีนางฉันทนาฤทธิ์ไธสง ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ เข้าร่วม ที่ศูนย์การเรียนรู้นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยบ้านโนนตะคร้อ อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์  

 ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้าง และพัฒนาประสิทธิภาพของกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริฯ เพื่อพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานกลุ่มอาชีพตามพระราชดำริ เพื่อให้กลุ่มสามารถปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ ได้ดีตามความต้องการของกลุ่ม และทำให้กลุ่มมีความเจริญก้าวหน้าต่อไป

โดยได้เชิญวิทยากรจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ บุรีรัมย์มาให้ความรู้ด้านการรวมกลุ่ม การสหกรณ์ การจัดทำแผนการดำเนินการ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทอผ้าไหม และการตลาด

นางอัญชลี ศรีหามาตย์ สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การพัฒนากลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนรวมกลุ่มกันประกอบอาชีพเสริม ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความมั่นคงทางรายได้ สามารถพึ่งตนเองได้ มีความรู้ ความสามารถที่จะสร้างความก้าวหน้าให้แก่ตนเอง ส่งผลให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการพัฒนาศักยภาพทางการตลาดในด้านการผลิตการบริหารจัดการกลุ่ม และมีจิตสำนึกในการทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ร่วมทั้งสนองงานโครงการตาม
พระราชดำริฯ 

ซึ่ง กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุน และร่วมพัฒนา การดำเนินงานของกลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ ในด้านต่างๆ ตามความต้องการของกลุ่ม เพื่อให้ประชาชนในถิ่นทุรกันดารรวมกันเป็นกลุ่มอาชีพ ผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของกลุ่มขึ้นมาเพื่อจำหน่าย ทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้ มีความมั่นคงทางรายได้มีความรู้ความสามารถที่จะสร้างความก้าวหน้าให้แก่ตนเอง ส่งผลให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งให้เกิดความร่วมมือการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดทักษะในการใช้กระบวนการการแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานและสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้อีกด้วย

‘เกษมราษฎร์’ เปิดศูนย์การแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน-ฟื้นฟูสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/558031

‘เกษมราษฎร์’เปิดศูนย์การแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน-ฟื้นฟูสุขภาพ

วันพุธ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการบริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์การแพทย์เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ ที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น โดยมีคุณกันตพร หาญพาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด BCH, รศ.นพ.ปิยะ เนตรวิเชียร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น รวมทั้งแขกผู้มีเกียรติ นักแสดง/ศิลปิน มาร่วมแสดงความยินดี ทั้งคุณทนงค์ศักดิ์ ศุภการ, คุณอุ้ย-รวิวรรณ จินดา,คุณสอง-วจี กัลย์จาฤก, คุณแก้มบุ๋ม-ปรียาดาสิทธาไชย, คุณต้อง-สมิตพงษ์ สกุลพงศ์ชัย,คุณน้ำมนต์-กฤตนัย อาสาฬห์ประกิต,คุณโบวี่-อัฐมา และคุณแกรนด์-วรรณภัสสร ด้วยเศียรเกล้า

สำหรับศูนย์การแพทย์เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ จัดตั้งขึ้นด้วยวิสัยทัศน์อันก้าวไกล เล็งเห็นถึงความสำคัญด้านสุขภาพ การป้องกันก่อนการเจ็บป่วย การดูแลเอาใจใส่สุขภาพของตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากอาการป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การดูแลสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุข

ชายคาพระพิรุณ : 8 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557528

ชายคาพระพิรุณ :  8 มีนาคม 2564

ชายคาพระพิรุณ : 8 มีนาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์แม่น้ำโขงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศวิทยาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำในธรรมชาติมีปริมาณลดลง จนหลายชนิดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์และยังกระทบต่อวิถีการประกอบอาชีพของชาวประมงริมฝั่งแม่น้ำโขงรวมถึงลำน้ำสาขาในหลายพื้นที่ที่ผ่านมากรมประมง ในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างความมั่นคงให้ทรัพยากรประมงในแหล่งน้ำธรรมชาตินั้น ได้มีการวางแนวทางเพื่อเร่งฟื้นฟูผลผลิตสัตว์น้ำ คืนความสมบูรณ์สู่ระบบนิเวศแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชนและการบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร พร้อมฟื้นฟูและเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ ซึ่งจะเป็นการช่วยลดอุปสรรคในการประกอบอาชีพให้กับชาวประมง เช่น การเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำประจำถิ่นสำหรับปล่อยคืนสู่แม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา โดยเฉพาะ “ปลายี่สกไทย”หรือ “ปลาเอิน” ในภาษาถิ่นอีสาน

ปัจจุบันกรมประมงได้ดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อตั้งแคมป์ริมฝั่งแม่น้ำโขงใน 2 พื้นที่ คือ 1. บ้านน้ำไพร อ.สังคม จ.หนองคาย และ 2. บ้านสองคอน อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์และรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาเอินที่ว่ายขึ้นมาวางไข่ในพื้นที่ดังกล่าว ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563 – กุมภาพันธ์ 2564 สำหรับนำไปใช้เพาะขยายพันธุ์ด้วยการกระตุ้นฮอร์โมน แล้วพักพ่อแม่พันธุ์ปลาไว้ในถังไฟเบอร์บริเวณริมแม่น้ำโขงเพื่อรอรีดไข่ผสมน้ำเชื้อและลำเลียงไข่ที่ได้รับการผสมแล้วไปเพาะฟัก ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดจังหวัดหนองคาย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดจังหวัดมุกดาหาร จนอนุบาลลูกปลาให้ได้ขนาด 5-7 เซนติเมตร จึงปล่อยลงสู่ลำน้ำโขงและลำน้ำสาขาที่ใกล้เคียง นอกจากนี้ กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเลย ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดมุกดาหาร ยังมีการดำเนินกิจกรรมเพิ่มผลผลิตปลาเอินในเเหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการเพาะเเละปล่อยลงในเเหล่งน้ำธรรมชาติอีกด้วย

ซึ่งนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง บอกว่า ในปี 2564 กรมประมงวางเป้าหมายที่จะปล่อยปลายี่สกไทยคืนสู่ลำน้ำโขง
และลำน้ำสาขาที่ใกล้เคียง จำนวน 5 แสนตัว โดยในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2564 จะทำการปล่อยลูกปลาลอตแรกที่มีขนาด 5-7 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่มีอัตรารอดตายสูง จำนวน 1 แสนตัว ที่บ้านสองคอน อำเภอห้วยใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร โดยเชื่อมั่นว่าจะทำให้พี่น้องชาวประมง ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำโขงได้รับประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำเริ่มฟื้นตัวในไม่ช้านี้ ซึ่งจะเป็นการสร้างอาชีพและรายได้จากการทำประมงให้แก่ชุมชนได้จำนวนมาก

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ภาครัฐจะร่วมมือกันฟื้นฟูเพื่อคืนความสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรสัตว์น้ำ แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำในลุ่มน้ำโขงกลับมาคงความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งได้ก็คือความร่วมมือ ร่วมใจจากผู้ใช้ทรัพยากรทุกภาคส่วนที่จะต้องมีสำนึกรับผิดชอบในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรโดยยึดหลักความยั่งยืนนั่นเอง

ขุนเกษตรา

เตือนชาวสวนมะปราง-มะยงชิด เฝ้าระวังโรค ‘แอนแทรคโนส’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557527

เตือนชาวสวนมะปราง-มะยงชิด เฝ้าระวังโรค‘แอนแทรคโนส’

วันจันทร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมะปรางและมะยงชิดให้ระวังโรคแอนแทรคโนส ซึ่งจะสามารถพบโรคแอนแทรคโนสได้ในระยะติดผลจนถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต อาการบนใบ จะพบแผลรูปร่างไม่แน่นอน ขอบแผลชัดเจนสีน้ำตาลเข้ม กลางแผลสีน้ำตาลอ่อนบางใสกว่าเนื้อใบรอบๆ กรณีมีความชื้นสูง แผลที่เกิดบนใบอ่อนจะเพิ่มจำนวนขยายใหญ่อย่างรวดเร็วจนติดกันทั้งใบ ทำให้ใบบิดเบี้ยวหรือแห้งไหม้ หากรุนแรงจนถึงระยะออกดอก เชื้อราสาเหตุโรคจะเข้าทำลายช่อดอก โดยเห็นเป็นจุดสีน้ำตาลดำกระจายบนก้านดอก ทำให้ดอกเหี่ยว หลุดร่วง และไม่ติดผล อาการบนผลอ่อน จะพบผลอ่อนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำและร่วงหล่น เชื้อราสาเหตุโรคนี้สามารถแฝงอยู่ที่ผลอ่อนและไม่แสดงอาการของโรค แต่จะแสดงอาการเมื่อผลแก่ โดยพบจุดแผลสีดำเล็กๆต่อมาแผลจะขยายลุกลาม บริเวณแผลอาจพบรอยแตก ทำให้ผลเน่า

หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคและกำจัดวัชพืชรอบโคนต้นแล้วนำไปทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อราสาเหตุโรค ลดความชื้นในทรงพุ่ม และไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของโรคในฤดูกาลผลิตต่อไป จากนั้น ให้ควบคุมปริมาณธาตุอาหารให้เหมาะสม ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป ส่วนแหล่งปลูกที่พบการระบาดของโรคเป็นประจำ ในช่วงที่ต้นแตกใบอ่อน เริ่มแทงช่อดอก และหลังติดผลอ่อน เกษตรกรควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน หลีกเลี่ยงการพ่นสารในช่วงที่ดอกบาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อแมลงช่วยผสมเกสร และควรหยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างน้อย 7 วัน