ก.เกษตรฯผนึกความร่วมมือจีน พัฒนาเกษตรอัจฉริยะ-อีคอมเมิร์ซ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557464

ก.เกษตรฯผนึกความร่วมมือจีน พัฒนาเกษตรอัจฉริยะ-อีคอมเมิร์ซ

ก.เกษตรฯผนึกความร่วมมือจีน พัฒนาเกษตรอัจฉริยะ-อีคอมเมิร์ซ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564, 22.05 น.

“เกษตร”ขับเคลื่อนโมเดล”เกษตรผลิต-พาณิชย์ตลาด” ผนึกความร่วมมือจีนพัฒนาเกษตรอัจฉริยะและอีคอมเมิร์ซ เพิ่มศักยภาพเกษตรกร ขยายส่งออกด่านใหม่”ตงชิง-ผิงเสียง” พร้อมส่งเสริมการลงทุนนิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหารในไทย

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2564 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังจากนายหวัง ลี่ผิง (Mr. Wang Liping) อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทยและคณะ เข้าเยี่ยมคารวะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า การหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นความร่วมมือระหว่างไทย-จีนเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ดียิ่ง ได้แก่ ความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการ (Entrepreneurship Development) การพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การพัฒนาเส้นทางขนส่งสินค้าทางรถไฟเชื่อมระหว่าง ไทย-ลาว-จีน และ ไทย-เวียดนาม-จีน การขยายความร่วมมือด้านตลาดอีคอมเมิร์ซในจีนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยักษ์ใหญ่ อาทิ JD Alibaba (TAPBAO Tmall) Lazada และ Shopee เป็นต้น

รวมทั้งความร่วมมือในโครงการนิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร ซึ่งขณะนี้มี 8 กลุ่มจังหวัดที่เริ่มและอยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินการ เพื่อรองรับการลงทุนจากผู้ประกอบการจีน เช่น นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 60%โดยฝ่ายจีนยืนยันพร้อมสนับสนุนการลงทุนในโครงการอุตสาหกรรมเกษตรอาหารและยังเสนอที่จะสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรและผู้ประกอบการ เช่น การศึกษาดูงานของผู้นำเกษตรกรไทยในจีน การศึกษาดูงานด้านเกษตรกรอัจฉริยะ การสัมมนาการจับคู่ผู้ประกอบการ โครงการฝึกอบรม ฯลฯ และฝ่ายไทยได้นำเสนอโครงการความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน และสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง และส่งเสริมกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียน ปัจจุบัน กระทรวงเกษตรฯ ได้รับงบสนับสนุนดำเนินโครงการแล้วทั้งหมด 7 โครงการ ในวงเงินราว 60 ล้านบาท และครั้งล่าสุด เมื่อปี 2563 ได้เสนอโครงการจำนวน 8 โครงการ โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในกรอบความร่วมมือนี้ และพร้อมที่จะดำเนินงานร่วมกับประเทศสมาชิกทุกประเทศเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่ออนุภูมิภาคนี้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้จะหารือต่อเนื่องในการประชุมคณะทำงานความร่วมมือด้านการเกษตรไทย – จีน ครั้งที่ 12 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีกำหนดการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ในช่วงเดือนมิถุนายน 2564 ผ่านระบบออนไลน์

ทั้งนี้ จีนถือเป็นพันธมิตรและคู่ค้าสำคัญโดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้ไทย โดยในปี 2563 ไทยสามารถส่งออกผลไม้ไปจีนเป็นมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท แม้จะเผชิญกับสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งปัจจัยความสำเร็จที่ผ่านมาคือความร่วมมืออย่างดียิ่งระหว่างไทยกับจีน และการทำงานภายใต้โมเดล “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ ตามนโยบายร่วมระหว่าง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนการพัฒนาระบบผลิตจนถึงผู้บริโภคด้วยนโยบาย “เกษตรปลอดภัย อาหารปลอดภัย” สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้วยมาตรฐาน GAP, GMP, Organic, Halal และ Q เป็นต้น รวมทั้งคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ซึ่งมี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ปี 2564 – 2566 เพื่อเป็นกรอบในการทำงานเน้นการเทคโนโลยีมากขึ้นในยุค 4.0 และในสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อผู้บริโภคได้รับประทานผลไม้ที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและรสชาติอร่อย และได้มีการพัฒนามาตรฐานและคุณภาพผลไม้ไทย อาทิ ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) จากฟาร์มถึงผู้บริโภค การส่งเสริมการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ (O2O model) การพัฒนาการอำนวยความสะดวก (Facilitation) บริเวณด่านส่งออก 4 ด่าน ได้แก่ ด่านโมฮ่าน ด่านโหยวอี้กวน ด่านตงชิงและด่านผิงเสียงขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ โดยคณะกรรมการโลจิสติกส์เกษตร (Logistic) ที่มีนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตร เป็นประธาน กำลังจัดทำแผนพัฒนาเส้นทางขนส่งทางรถไฟ โดยจะเชื่อมระหว่าง ไทย-ลาว-จีน และ ไทย-เวียดนาม-จีน

สำหรับสถิติการส่งออกผลไม้สดไปจีน ปี 2563 มีดังนี้ ปริมาณรวม 1,624,000 ตัน มูลค่า 102,800 ล้านบาท โดยผลไม้ที่มีปริมาณการส่งออกไปจีน 5 อันดับแรก คือ 1.ทุเรียน 620,000 ตัน มูลค่า 66,000 ล้านบาท 2.ลำไย 378,000 ตัน มูลค่า 14,400 ล้านบาท 3.มังคุด 287,000 ตัน มูลค่า 15,700 ล้านบาท 4.มะพร้าวอ่อน 270,000 ตัน มูลค่า 4,900 ล้านบาท และ 5.ขนุน 22,700 ตัน มูลค่า 400 ล้านบาท ในส่วนของทุเรียนเป็นผลไม้สดที่จีนนำเข้ามากที่สุดในปี 2563 คิดเป็น 23% ของปริมาณการนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศทั้งหมดของจีน โดยไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่จีนอนุญาตให้นำเข้าผลทุเรียนสด

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยสามารถขยายการส่งออกผลไม้และสินค้าเกษตรผ่านด่านตงซิงและด่านผิงเสียงที่เปิดใหม่ได้ช่วยลดปัญหาและอุปสรรคการขนส่งสินค้าไปจีนและช่วยขยายความร่วมมือการค้าของทั้งสองประเทศ และหากสามารถเปิดในรูปแบบ Green lane ตรวจปล่อยสินค้าบริเวณด่านการค้าพิเศษและเขตฟรีโซนหนานหนิงจะทำให้การขนส่งผลไม้จากไทยไปจีนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคได้รับประทานผลไม้ที่มีคุณภาพ จึงได้ขอให้ฝ่ายจีนติดตามความก้าวหน้าการอนุญาตนำเข้าผลไม้ไทยผ่านด่านใหม่ หากสามารถเปิดดำเนินการได้โดยเร็ว จะลดความแออัดบริเวณด่านโหย่วอี้กวนในช่วงฤดูกาลการส่งออกทุเรียนของปีนี้โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะได้หารือในความเป็นไปได้ในการพัฒนาความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายต่อไป

‘ประภัตร’ หนุนเกษตรกรสุพรรณฯเลี้ยงจิ้งหรีด ประกาศรับซื้อคืนโลละ 80 บาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557475

'ประภัตร'หนุนเกษตรกรสุพรรณฯเลี้ยงจิ้งหรีด ประกาศรับซื้อคืนโลละ 80 บาท

‘ประภัตร’หนุนเกษตรกรสุพรรณฯเลี้ยงจิ้งหรีด ประกาศรับซื้อคืนโลละ 80 บาท

วันอาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564, 21.30 น.

“รมช.ประภัตร”ประเดิมเปิดเวทีจัดฝึกอบรมเลี้ยงจิ้งหรีดส่งเสริมอาชีพเกษตรกรสุพรรณฯ พร้อมประกาศรับซื้อคืน กก.ละ 80 บาท ป้อนโรงงานจิ้งหรีดผง เตรียมส่งออกตลาดต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2564 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการอบรมส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีด ครั้งที่ 1 ภายใต้โครงการส่งเสริมอาชีพ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร แก้วิกฤตโควิด-19 ซึ่ง สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมกับกรมปศุสัตว์ จัดขึ้น โดยมีนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช. นายอาชว์ ชัยชาญ อธิบดีกรมการข้าว นายพิทักษ์ ชายสม ผู้อำนวยการกลุ่มมาตรฐานสุขอนามัยสัตว์ และนายชนวัฒน์ สิทธิธูรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายระหว่างประเทศ กองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ปศุสัตว์จังหวัด หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ร่วมต้อนรับ ณ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี

นายประภัตร กล่าวว่า รัฐบาลได้ตระหนักและมีความเป็นห่วงเกษตรกร และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และผลกระทบจากภัยพิบัติ ทั้งอุทกภัยและภัยแล้งตลอดจนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงมีนโยบายเร่งด่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชน ให้สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้ ซึ่งวันนี้อาชีพหนึ่งที่น่าส่งเสริมมากที่สุด คือ การเลี้ยงจิ้งหรีด เนื่องจากเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว และมีคุณประโยชน์ทางด้านโปรตีน ใช้ต้นทุนเพียง 4,500 – 5,000 บาท และปัจจุบันนจิ้งหรีดเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ได้แก่ สหรัฐฯ เม็กซิโก นิวซีแลนด์ และประเทศในยุโรป

ทั้งนี้ จากแนวทางดังกล่าว จึงได้มีการจัดอบรมเกษตรกรผู้สนใจเลี้ยงจิ้งหรีด เป็นอาชีพเสริม ในพื้นที่ 4 อำเภอ ของจังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ อำเภอวังน้ำทรัพย์ อำเภอวังยาง อำเภอดอนเจดีย์ และอำเภอสามชุก จำนวน 300 คน พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ในการเลี้ยงฟรี อาทิ ลังเลี้ยงจิ้งหรีด ไข่จิ้งหรีด รวมทั้งเปิดรับซื้อจิ้งหรีดคืนจากเกษตรกรกิโลกรัมละ 80 บาท นอกจากนี้ มีการสร้างโรงงานแปรรูปจิ้งหรีดผง เพื่อส่งออกจำหน่ายให้กับตลาดต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรเชื่อมั่นว่าเลี้ยงแล้วมีตลาดรองรับที่แน่นอน

ขณะที่ นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช.กล่าวว่า การส่งออกจิ้งหรีดไปยังประเทศต่างๆ ฟาร์มจิ้งหรีดจะต้องได้การรับรองมาตรฐาน ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย มกอช. ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด (มกษ.8202-2560) เป็นมาตรฐานทั่วไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อความปลอดภัยของผลิตผลจากจิ้งหรีด โดยมีกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการตรวจรับรอง ดังนั้น เกษตรกรที่เลี้ยงจิ้งหรีดจะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐาน และสามารถยื่นขอการรับรองมาตรฐานฟาร์มจิ้งหรีด GAP ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด เมื่อผ่านการรับรองมาตรฐานแล้วก็สามารถส่งจิ้งหรีดไปยังโรงงานแปรรูป ทำให้กระบวนการส่งออกง่ายขึ้น เพราะดำเนินการตามเกณฑ์คู่ค้าต้องการ รวมทั้งเป็นการขยายตลาดจิ้งหรีดของไทยไปทั่วโลก

วอนเยียวยา !พิษฝนถล่มสุโขทัยไร่ยาสูบพัง 7 พันไร่สูญกว่า 77 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557281

วอนเยียวยา !พิษฝนถล่มสุโขทัยไร่ยาสูบพัง7พันไร่สูญกว่า77ล้านบาท

วอนเยียวยา !พิษฝนถล่มสุโขทัยไร่ยาสูบพัง7พันไร่สูญกว่า77ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564, 12.59 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ต.บ้านนา  อ. ศรีสำโรง จ. สุโขทัยว่าเกิดพายุลมแรงและฝนตกอย่างหนักต่อเนื่องติดต่อกันหลายชั่วโมงเมื่อวันที่ 3 ที่ผ่านมา ในพื้นที่ ต.บ้านนา ต.วังทอง ต.วังใหญ่ ต.ทับผึ้ง ทำให้ไร่ยาสูบซึ่งอยู่ในช่วงพร้อมเก็บเกี่ยวผลผลิตเสียหาย ขณะที่ใบยาที่ตากไว้ในโรงบ่มเพื่อรอขายและโรงบ่มสำหรับตากใบยาก็ได้รับความเสียหายโดยเฉพาะ ต.บ้านนา คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 77 ล้านบาท

นางสาวสุนิสา แก้วสุข ผู้ประสานงานสมาคมชาวไร่ยาสูบ จ. สุโขทัย กล่าวว่า ยาสูบเป็นพืชที่ต้องการการดูแลอย่างพิถีพิถัน เกษตรกรต้องใส่ใจในการให้น้ำในปริมาณที่พอดี แต่พอมาเจอกับพายุฝนกระหน่ำ น้ำท่วมไร่ยาสูบแบบนี้ เกษตรกรที่ปลูกยาสูบพันธุ์เบอร์เลย์ ในพื้นที่ตำบลต่างๆ ของ อ.ศรีสำโรงก็ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะพายุฤดูร้อนทำให้บ้านเรือนพังเสียหายกว่า 5 ร้อยครอบครัว ที่แย่กว่านั้นคือต้นยาสูบกว่า  7 พันไร่ที่กำลังเตรียมเก็บเกี่ยวจมน้ำตาย บางส่วนที่ยังพอรักษาไว้ได้ ชาวไร่ก็ต้องรีบสูบน้ำออก ขณะที่ผลผลิตอีกบางส่วนที่เก็บเกี่ยวแล้วและนำไปตากแห้งในโรงบ่มเพื่อเตรียมขายให้กับการยาสูบแห่งประเทศไทย ก็ได้รับความเสียหาย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 77 ล้านบาท

“ชาวไร่ลงทุนลงแรงไปแล้ว หวังว่า จะได้ขายผลผลิต เอาเงินไปใช้หนี้หรือใช้จ่ายในครอบครัว กลับต้องมาฝันสลาย อยากให้หน่วยงานราชการ หรือการยาสูบแห่งประเทศไทยเข้ามาช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบด้วย” ผู้ประสานงานสมาคมชาวไร่ยาสูบ จ. สุโขทัย กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ปศุสัตว์แนะเกษตรกรปลูกหญ้าแพงโกล่า สร้างแหล่งอาหารสัตว์ในพื้นที่ ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยว 10 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557165

สกู๊ปพิเศษ : ปศุสัตว์แนะเกษตรกรปลูกหญ้าแพงโกล่า  สร้างแหล่งอาหารสัตว์ในพื้นที่ ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยว 10 ปี

สกู๊ปพิเศษ : ปศุสัตว์แนะเกษตรกรปลูกหญ้าแพงโกล่า สร้างแหล่งอาหารสัตว์ในพื้นที่ ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยว 10 ปี

วันเสาร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสามารถ ดาวเศรษฐ์ ปศุสัตว์อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เปิดเผยว่าหญ้าแพงโกล่าเป็นหญ้าที่นิยมของตลาดเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ เนื่องจากให้โปรตีนสูงประมาณ 15%  ทั้งนี้ในพื้นที่อำเภอนาหว้ามีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสม หันมาปลูกหญ้าชนิดนี้ จำนวน 42 ราย ประมาณ 283 ไร่ถือว่ามากที่สุดในพื้นที่จังหวัดนครพนม เพราะมีการเล่าแบบปากต่อปาก จากการมาศึกษาดูงาน ด้วยเห็นว่าสร้างรายได้ให้กับตัวพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำในรูปแบบหญ้าสดหรือหญ้าแห้ง ที่สำคัญคือหญ้าชนิดนี้ยังทนต่อน้ำท่วม อย่างที่บ้านดอนพระทาย ตำบลบ้านเสียวแห่งนี้ ครั้งที่ผ่านมาเจอกับน้ำท่วมประมาณ60 วัน นึกว่าหญ้าจะตายแล้ว แต่ที่ไหนได้เมื่อน้ำลดก็กลับมาเจริญงอกงามเหมือนเดิมขณะที่หน้าแล้งถ้าไม่มีน้ำรดก็ปล่อยไปตามปกติ เพราะพอถึงหน้าฝนที่มีน้ำ หญ้าก็จะ
ฟื้นตัวกลับมาได้เองตามปกติ แต่ถ้าพื้นที่ไหนมีน้ำหรือว่าสามารถบริหารจัดการน้ำได้ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี

โดยอายุการเก็บเกี่ยวหญ้าแพงโกล่านั้น คือปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้ตลอดอย่างน้อย 10 ปี เพียงแต่พี่น้องเกษตรกรต้องรู้จักการบำรุงดูแล โดยเฉพาะคนที่เลี้ยงวัวก็สามารถนำขี้วัวมาบำรุงภายหลังการตัดหญ้าได้ ถือเป็นการเกื้อหนุนกันระหว่างตัววัวและอาหารสัตว์ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี

สำหรับอายุหญ้าที่เหมาะกับการนำไปเลี้ยงสัตว์จะอยู่ที่ 1 เดือน หรือประมาณ 45 วัน ดังนั้นจึงถือเป็นรอบการตัดหญ้าที่ดีที่สุด ส่วนการจำหน่ายปัจจุบันจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 3 บาท ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะถ้าคิดเฉลี่ยแล้วตกประมาณตันละ 3,000 บาทโดยที่เราสามารถเก็บผลผลิตได้ 10 ปี ขณะที่ตลาดหญ้าชนิดนี้ยังมีอนาคตไปได้อีกไกลและจากการพูดคุยกับปศุสัตว์อำเภอใกล้เคียงเราพบว่ายังมีผู้ประกอบการเลี้ยงม้าสำหรับการท่องเที่ยวที่ต้องการหญ้าชนิดนี้อีกจำนวนมาก ปัจจุบันต้องนำหญ้ามาจากจังหวัดอื่นๆ เช่น จังหวัดสุพรรณบุรีมาเลี้ยงม้า เพราะปริมาณหญ้าในพื้นที่มีไม่เพียงพอ จึงถือเป็นโอกาสดีที่อยากแนะนำให้เกษตรกรในพื้นที่ได้ปลูกหญ้าแพงโกล่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการปลูกพืชในช่วงนี้ เพื่อสร้างแหล่งอาหารให้กับสัตว์เลี้ยงของตนเอง อีกทั้งถ้ามีปริมาณมากพอก็สามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้ให้กับครอบครัวได้อีกทาง

นายเหลา คะสุดใจ หนึ่งในเกษตรกรที่ปลูกหญ้าแพงโกล่าบ้านดอนพระทาย อำเภอนาหว้า เปิดเผยว่า การปลูกหญ้าแพงโกล่าก็เพียงไถคราดพื้นที่นาให้เป็นตมแล้วก็หว่านเมล็ดพันธุ์ จากนั้นก็หาอะไรมาทำให้เมล็ดพันธุ์ติดดินทิ้งไว้ประมาณ 40 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยตนเองไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาจากจังหวัดสกลนคร ในราคา300 บาท ซึ่งสามารถปลูกได้ประมาณ 2 ไร่กว่าเกือบ 3 ไร่ เนื่องจากตนเองหว่านเมล็ดพันธุ์หนา ส่วนปุ๋ยก็ใส่เพียงครั้งเดียวก่อนการเก็บเกี่ยว ส่วนหลังตัดรอบแรกแล้วจะสูบน้ำมาใส่พื้นที่เพาะปลูกพร้อมกับใส่ปุ๋ยอีกครั้ง ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 20 วัน ก็จะโตให้เห็นว่าสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว โดยปกติตนเองจะปล่อยไว้ประมาณ 1 เดือนถึงจะเก็บเกี่ยว ก็ทำแบบนี้มาเรื่อยๆ

‘ธรรมนัส’ รุกพัฒนาเกาะใหญ่ พร้อมดันสะพานสงขลาเชื่อมพัทลุง เปิดท่องเที่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/557226

'ธรรมนัส'รุกพัฒนาเกาะใหญ่ พร้อมดันสะพานสงขลาเชื่อมพัทลุง เปิดท่องเที่ยว

‘ธรรมนัส’รุกพัฒนาเกาะใหญ่ พร้อมดันสะพานสงขลาเชื่อมพัทลุง เปิดท่องเที่ยว

วันศุกร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564, 21.02 น.

“ธรรมนัส”รุกพัฒนาพื้นที่เกาะใหญ่ จ.สงขลา สั่ง จนท.ดำเนินการสำรวจ หลังได้รับหนังสือร้องมีการขุดดินหลวงขาย บอกไม่ได้รังแก แต่ต้องรักษาสมบัติหลวง พร้อมดันสะพานสงขลาเชื่อมพัทลุง เปิดการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดสงขลา พร้อมติดตามการใช้ประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ณ พื้นที่ตำบลเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา โดยมอบแนวทางแก้ไขปัญหาการทับซ้อนพื้นที่ระหว่างพื้นที่ ส.ป.ก.กับกรมที่ดิน ซึ่งเห็นสมควรให้ทางจังหวัดสงขลาแต่งตั้งคณะทำงาน โดยให้นายอำเภอกระแสสินธุ์ เป็นประธานคณะทำงาน ให้มีอำนาจหน้าที่ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตอนนั่งเฮลิคอปเคอร์มองลงมาพบว่ามีการขุดดิน อาจจะเป็นการนำไปขาย ขอให้เจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดินไปตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว ที่มีการขุดดินขายเป็นพื้นที่การทับซ้อนหรือไม่ ถ้าขุดดินเอาไปขาย ถือเป็นสมบัติของหลวง ตนไม่ได้มารังแกใคร แต่มีหนังสือร้องเรียนมาและในฐานะเป็นรัฐมนตรีที่กำกับดูแลตรงนี้ ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็จะเจอมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตนต้องการมาสร้างความเจริญให้กับประชาชน จากนี้ขอให้เจ้าหน้าที่ดูเรื่องพื้นที่ ส.ป.ก.ด้วยว่ามีจำนวนเท่าไหร่

จากนั้นเราจะส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในพื้นที่ ตามแผนที่จะสร้างสะพานเชื่อม 2 จังหวัด ระหว่าง จ.สงขลา จ.พัทลุง อำนวยความสะดวกการสัญจร เปิดการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นการพัฒนาส่งเสริมพื้นที่ชาวเกาะใหญ่ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ทางวัฒนะธรรมในพื้นที่

“ขอย้ำในฐานะ ส.ป.ก.จะต้องเป็นผู้พิทักษ์รักษาสมบัติของชาติที่ดิน ส.ป.ก.เป็นของหลวง สิ่งไหนที่ทำมาก่อนโดยไม่ถูกกฎหมายในฐานะผู้กำกับดูแลจะต้องรับนโยบายไปทำให้ถูกต้อง แต่อย่าไปรังแกใคร นโยบายคือไม่รังแก แต่ต้องทำให้เกิดประโยชน์กับชุมชน เกิดประโยชน์กับพี่น้องและต้องให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการพัฒนา ตนต้องการมาพัฒนาไม่ได้ต้องการทำลาย ตอนนั่งบนเฮลิคอปเตอร์ มองลงดูสภาพพื้นที่เห็นว่าพื้นที่ประแสสินธุ์ มีสภาพธรรมชาติที่สวยงาม หากมีการพัฒนาน่าจะเป็นเมืองที่เจริญได้”

ทั้งนี้ ขอให้ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐในพื้นที่ร่วมมือในการพัฒนาแบบมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ขอยืนยัน ส.ป.ก.ยุคใหม่จะต้องทำงานแบบเอาจริงเอาจังตามกฎหมาย เพื่อพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่

รมช.ธรรมนัสลุยนครปฐม รับฟังปัญหาพร้อมเยียวยาชาวสวนกล้วยไม้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556948

รมช.ธรรมนัสลุยนครปฐม รับฟังปัญหาพร้อมเยียวยาชาวสวนกล้วยไม้

วันศุกร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมรับฟังปัญหาสหกรณ์ประกอบการกล้วยไม้ไทย ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลงอย่างมาก แต่ยังคงมีรายจ่ายอยู่อย่างต่อเนื่อง อาทิ แรงงานค่าปุ๋ย ค่าสารเคมีกำจัดวัชพืช ค่าน้ำ ค่าไฟซึ่งเกษตรกรจำเป็นต้องดูแลรักษาต้นกล้วยไม้ให้แข็งแรง มีคุณภาพอยู่เสมอ ซึ่งต้องใช้ต้นทุนเฉลี่ย 10,000 บาท/ไร่/เดือน แต่เนื่องจากรายได้ไม่สมดุลกับรายจ่ายทำให้เกษตรกรหลายรายต้องปล่อยสวนให้ร้างหรือรื้อถอนสวน ยกเลิกกิจการไปเป็นจำนวนมาก

ในการให้ความช่วยเหลือของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง สหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย จำกัด รวมทั้งหน่วยงานเอกชนนั้น จะขยายตลาดภายในและต่างประเทศ มีมาตรการด้านการเงิน เช่น การลดดอกเบี้ยของกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับธนาคาร ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ พร้อมวางแผนจัดงานกล้วยไม้เป็นงานประจำปีของจังหวัดนครปฐมและวางแผนจัดงานกล้วยไม้สัญจร ร่วมกับสหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย จำกัด จำนวน 12 ครั้ง กระจายทั่วทุกภาคของประเทศไทย พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ มีการสร้าง แพลตฟอร์มตลาดสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร ทั้งนี้ ได้ร่วมมือกับ ลาซาด้าในการออกแบบรูปแบบกล่องบรรจุให้เหมาะสมกับกล้วยไม้ และลดราคาค่าขนส่งให้กับเกษตรกรและผู้บริโภคที่ซื้อสินค้ากล้วยไม้

ทั้งนี้ จังหวัดนครปฐม เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกกล้วยไม้มากที่สุดในประเทศไทยโดยเฉพาะกล้วยไม้สกุลหวาย ในปี 2563 มีพื้นที่ทั้งหมด 11,572.96 ไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ 652 ครัวเรือน มีผลผลิตรวม 15,414 ตัน คิดเป็นมูลค่า 712 ล้านบาท/ปีโดยอำเภอที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด คือ อำเภอบางเลน จำนวน 4,447.66 ไร่ รองลงมาคือ อำเภอสามพราน จำนวน2,702.1 ไร่ และอำเภอนครชัยศรี จำนวน 2,093.74ไร่ โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญคือประเทศจีนมากที่สุดถึง 90% ของผลผลิตทั้งหมด ประมาณ 1,156.5 ตัน/เดือน คิดเป็นมูลค่า 54,350,534.7 บาท/ เดือน

ก.เกษตรฯเซ็น MOU 12 กระทรวง โครงการบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556949

ก.เกษตรฯเซ็นMOU12กระทรวง โครงการบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง

วันศุกร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการบูรณาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน ระหว่าง 12 กระทรวง 1 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงสาธารณสุข และกรุงเทพมหานคร โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมลงนาม ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

ซึ่งการลงนามดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางให้ครอบคลุมทุกมิติแบบองค์รวม รวมถึงให้กลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ พัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางและให้ครอบครัวมั่นคงมีความสุข สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งให้มีฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือนระดับประเทศที่เกิดจากการบูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยงาน มีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี(พ.ศ. 2564 – 2568)

ทั้งนี้ คำว่า “ครัวเรือนเปราะบาง” นั้นหมายถึง ครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและมีบุคคลที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น ครอบครัวยากจนที่มีเด็กเล็ก แม่เลี้ยงเดี่ยวผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียงมีปัญหาที่อยู่อาศัย จำเป็นต้องร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มดังกล่าวอย่างเร่งด่วน จริงจัง และต่อเนื่อง

สำหรับในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะสนับสนุนการเสริมสร้างองค์ความรู้ในด้านการเกษตรและการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อพัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้แก่เกษตรกรที่เป็นกลุ่มเปราะบาง และส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรที่เป็นกลุ่มเปราะบางในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือกันในการบริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน

“บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ จัดทำขึ้นจากความร่วมมือกันของทุกฝ่ายที่มีความมุ่งมั่นและเห็นความสำคัญในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในประเทศ รวมถึงการพัฒนาคนทุกช่วงวัย เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข ได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : แบ่งลุ่มน้ำใหม่ได้อะไร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556950

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : แบ่งลุ่มน้ำใหม่ได้อะไร?

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : แบ่งลุ่มน้ำใหม่ได้อะไร?

วันศุกร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เดิมนั้นลุ่มน้ำหลักของประเทศไทยมีทั้งหมด 25 ลุ่มน้ำ แต่เพื่อให้ที่เหมาะสมสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและวิถีชีวิตของประชาชน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) จึงได้ดำเนินการศึกษาจัดแบ่งลุ่มน้ำใหม่ โดยพิจารณาจากจุดออกของลุ่มน้ำ
สภาพภูมิศาสตร์พื้นที่ วัฒนธรรมองค์กร การแบ่งเขตการปกครอง
การใช้น้ำ ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำ และที่สำคัญพื้นที่ลุ่มน้ำไม่ควรอยู่ต่างภูมิภาค

ในที่สุดพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำใหม่ จาก 25 ลุ่มน้ำ
ลดลงเหลือ 22 ลุ่มน้ำก็มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา

สำหรับลุ่มน้ำหลักใหม่ทั้ง 22 ลุ่มน้ำนั้น ประกอบด้วย ลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำโขงเหนือ
ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำโตนเลสาป ลุ่มน้ำ
แม่กลอง ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบน ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง และลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการแบ่งลุ่มน้ำใหม่แล้ว ก็ยังจะไม่บริหาร
จัดการทรัพยากรน้ำได้ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ
พ.ศ.2561 ถ้ายังไม่มีกรรมการลุ่มน้ำ

เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 ต้องการให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เป็นไปบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน สามารถใช้ในการวิเคราะห์ด้านการบริหารจัดการแหล่งน้ำแบบองค์รวมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน รวมทั้งสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จในแต่ละลุ่มน้ำ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. ยืนยันว่าสทนช.จะดำเนินการสรรหาและคัดเลือกกรรมการลุ่่มน้ำให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2564 ซึ่งประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้น และผู้แทนจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และผู้ทรงคุณวุฒิ

หลังจากนั้นก็จะดำเนินการคัดเลือกกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อไปนั่งในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ( กนช.) จำนวน 6 คน ประกอบด้วย กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1 คน กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ 4 คน และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 1 คน จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2564

“ภายหลังจากได้คณะกรรมการลุ่มน้ำใหม่ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำหลักและกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำใน กนช.แล้วจะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการสถานการณ์ในปัจจุบันและปัญหาในพื้นที่รวมทั้งตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ช่วยให้การพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพครอบคลุมทุกมิติมากยิ่งขึ้น” เลขาธิการ สทนช.ยืนยัน

ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 เป็นต้นไป มิติใหม่ของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศจะเริ่มนับ..หนึ่ง

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

ปชช.แห่หาข้อมูลขอปลูก ‘กัญชา’ ราคาพุ่งใบสดกิโลกรัมละ 15,000 บาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556736

ปชช.แห่หาข้อมูลขอปลูก‘กัญชา’ราคาพุ่งใบสดกิโลกรัมละ15,000บาท

ปชช.แห่หาข้อมูลขอปลูก‘กัญชา’ราคาพุ่งใบสดกิโลกรัมละ15,000บาท

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564, 10.53 น.

ผู้คนตื่นตัวเรื่องการปลูกกัญชาและกัญชง หันมาสนใจเรื่องการปลูกเป็นจำนวนมาก ซึ่งการปลูกกัญชา ต้องรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน จำนวน 7 ราย และร่วมกับรพ.สต.หรือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เเละยื่นขอปลูกกับคณะกรรมการฯอาหารเเละยา (อย.) ในการออกใบอนุญาตปลูกตามกฎกระทรวง สาธารณสุขกำหนด ปัจจุบันพรบ. อาหาร กับการปลดกัญชง กัญชา (เฉพาะส่วนที่อนุญาต) ออกเป็นพืชห้ามใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์  2564 เป็นต้นไป ซึ่งทำให้ประชาชน หาข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มปลูกกัญชา และทำการ MOU กลุ่มปลุกกัญชาที่เป็นวิสาหกิจชุมชน  เพื่อขอซื้อใบกัญชาและส่วนต่างๆของกัญชาที่ปลดจากยาเสพติดประเภทที่ 5

นางอรพินทร์ พญาพิทักษ์สกุล ที่ปรึกษาวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกและแปรรูปบุก, เกษตรอินทรีย์บ้านทุ่งแพม จ.แม่ฮ่องสอน  ได้เปิดเผยว่า หลังจากที่ องค์การเภสัชกรรม ประกาศราคาการรับซื้อช่อดอกแห้งเกรด A ปริมาณสารสำคัญ CBD  มากกว่า 12 เปอร์เซ็นต์ (โดยน้ำหนัก) กิโลกรัมละ 45,000 บาท และเกิดพรบ. อาหาร กับการปลดกัญชง กัญชา (เฉพาะส่วนที่อนุญาต) ออกเป็นพืชห้ามใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์  2564 เป็นต้นไป เป็นประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 424) พ.ศ. 2564 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 และที่สำคัญที่สุดต้องขอบคุณนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่เริ่มต้นเรื่องกัญชาทางการแพทย์ตั้งแต่ต้น

“วันนี้ผู้คนร้านค้าต่างถามหาใบกัญชา และเลือกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกและแปรรูปบุก, เกษตรอินทรีย์บ้านทุ่งแพม จ.แม่ฮ่องสอน  ซึ่งที่นี่เป็นกัญชาออแกนิกล้วนๆ ห่วงใยเรื่องสุขภาพ ราคากัญชาวันนี้ทั้งใบ ลำต้น ราก ราคาเปลี่ยนไปเยอะวันต่อวัน ใบสดจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 15,000 บาท ใบแห้งจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 40,000 บาท ลำต้นจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 15,000 บาท รากอยู่ที่กิโลกรัมละ 45,000 บาท ซึ่งเราผลิตได้จำนวนจำกัด และยังนำไปแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆด้วย คนรู้จักเราเพราะเราทำตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข และอย.กำหนด วันนี้กัญชามาไกลมาก ถ้าออยากรู้ว่าผลิตภัณฑ์เราเด็ดอย่างไรต้องไปงานที่บุรีรัมย์จัด ในวันที่ 5-7 มีนาคม ที่จะจัดใหญ่เราให้คำปรึกษาได้  ซึ่งงานนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาออกร้านมาให้องค์ความรู้ด้านกัญชา กัญชงด้วย” นางอรพินทร์ กล่าว

นางอรพินทร์  กล่าวว่า สำหรับงาน “กัญชากัญชง 360 องศา เพื่อประชาชน” จะจัดขึ้นที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล จ.บุรีรัมย์ 5-7 มี.ค.64  เวลา 10.00 น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะเป็นประธานเปิดงาน มหกรรมกัญชงกัญชา 360 องศา เพื่อประชาชน ณ สนามช้างอินเตอร์เนชั่นเเนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ภายในงานประกอบไปด้วย นิทรรศการทีชีวิตกับกัญชาเเละกัญชง 360 องศาเพื่อประชาชน เปิดตำรับยา อาหาร เวชสำอาง ก้าวเเรกกัญชาจากการคลายล็อก  นอกจากนี้ยังพบกับวิทยากรที่ดีสุดของประเทศ คือ ดร.ภก. อนันต์ชัย อัศวเมฆิน บรรยายเรื่อง กฎหมายยาเสพติดกับอนาคตประเทศไทย  ในวันงาน จะให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนผู้สนใจจะปลูกต้องทำอย่างไรถึงจะถูกกฎหมาย เริ่มตั้งแต่การรวมตัวของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รวมกันขออนุญาตกับเกษตรอำเภอ แล้วมาจับมือร่วมกันปลูกกับ รพสต.หรือหน่วยงานของรัฐ การสร้างโรงเรือน ทำอย่างไร ทำไมต้องไปขออนุญาตปลูกกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ปลูกแล้วใครรับซื้อ ปลูกผิดกฎหมายอย่างไร

“ที่สำคัญที่สุดต้องศึกษาเรื่องกฎหมาย รวมไปถึงการปลูกกัญชา 6 ต้น สำหรับพี่น้องเกษตรกร ปลุกอย่างไร อยากให้มาฟัง จะได้เข้าใจตรงกัน ไม่ใช่จะฟังตามข่าวสารในโซเชี่ยล ว่าปลูกผิดกฎหมาย ตอนนี้ยังไม่ปลดล็อก สุดท้ายพี่น้องประชาชนสนใจปลูกกัญชงและกัญชาสับสน นอกจากเรื่องการขออนุญาตปลูก ครอบครอง งานนี้ยังได้เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารเเละยา มาร่วมสัมมนาเรื่อง การกำกับดูเเล การนำกัญชงเเละกัญชงไปใช้ประโยชน์ภายใต้กฎหมายใหม่ และสถาบันกัญชาทางการเเพทย์ จะบอกขอบเขตการทำงานที่ชัดเจนเกี่ยวกับกัญชงเเละกัญชา” นางอรพินทร์ กล่าว

อย่างไรก็ตามภายในงานยังประกอบไปด้วย จุดรับบริการตรวจรักษาฟรีที่คลีนิคกัญชาทางการเเพทย์เเบบบูรณาการ รวมไปถึงการนำนวัตกรรมกัญชงสร้างมูลค่าด้วยภูมิปัญญาคนไทย ที่สำคัญที่การจัดเเสดงสินค้าผลิตภัณฑ์กัญชา กัญชงจากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ ที่สำคัญได้เรียนรู้เพื่อต่อยอดกับเวิร์กชอป กัญชา กัญชง ฟรีทุกวัน ผู้เข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนได้  ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้มีประชาชนเข้ามาลงทะเบียนเเล้วนับหมื่นคน 

ซอกแซกอาเซียน : 4 มีนาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/556674

ซอกแซกอาเซียน : 4 มีนาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฉบับนี้มาว่าต่อจากฉบับที่แล้วนะครับในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าวว่า อย่างไรก็ดี ชาวนาไทยทุกวันนี้ที่ปลูกข้าวเพื่อการค้า หรือทำนาเป็นอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตชลประทานภาคกลาง นอกเหนือจากที่แต่เดิมสามารถเลือกเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวของตนเองไว้ปลูกเอง จึงพบว่าได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปเป็นการซื้อหาเมล็ดพันธุ์ข้าวจากภายนอกมาปลูกแทนมากขึ้น ทั้งนี้ แล้วแต่ว่าพันธุ์ (variety) เดิมที่ปลูกนั้นชาวนาชอบหรือไม่ หรือสามารถให้ประโยชน์ตอบแทนแก่ชาวนาผู้ปลูกมากน้อยประการใด เช่น มีราคาดีหรือไม่ ต้านทานโรคแมลงที่ระบาดหรือไม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าพันธุ์ที่ชาวนาเลือกปลูกอยู่นั้นให้ผลตอบแทนดี ชาวนาก็จะปลูกข้าวพันธุ์นั้นต่อ แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าพันธุ์ข้าวที่ปลูกให้ผลตอบแทนไม่ดี ชาวนาก็อาจเปลี่ยนไปหาพันธุ์ข้าวชนิดอื่นมาปลูกแทน ซึ่งก็ต้องทำด้วยการไปซื้อเมล็ดพันธุ์ (seed) ที่ชอบนั้นมาจากภายนอกนั่นเอง และจากประสบการณ์ของผมเอง ทราบว่า ด้วยเหตุที่ชาวนาในเขตภาคกลางนี้เป็นกลุ่มที่ปลูกข้าวทั้งนาปีและนาปรัง หรือแม้กระทั่งปลูกต่อเนื่องกันจนแยกไม่ออกว่าปีหรือปรัง อีกทั้งปลูกไว้เพื่อขายเป็นหลัก พวกเขาจึงต้องการข้าวชนิดพันธุ์ที่ขายได้ราคาดี และได้ผลผลิตต่อไร่สูงด้วย ฉะนั้น เมื่อได้ยินว่าข้าวพันธุ์ไหนดีหรือมีพันธุ์ข้าวออกใหม่ พวกเขาจึงพยายามเสาะแสวงหามาปลูกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการเลือกปลูกพันธุ์ข้าวที่ว่านี้ เป็นเรื่องของชาวนาโดยแท้ ไม่มีใครที่จะไปบังคับได้ ส่วนราชการภาครัฐก็ทำได้แต่เพียงไปส่งเสริมแนะนำได้แค่นั้น

แต่กระนั้นก็ตาม ยังมีชาวนาอีกกลุ่มหนึ่งที่มีถิ่นฐานในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือในภาคเหนือบางส่วน นิยมปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 โดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ดังนั้น จึงไม่มีปัญหาที่จะต้องเปลี่ยนชนิดพันธุ์ข้าว กล่าวคือสามารถที่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่ปลูกไว้ในฤดูก่อนหน้าเอามาปลูกต่อได้ แต่ทว่าปัญหาที่พบในกรณีนี้คือ เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เก็บไว้ปลูกต่อนั้น ใช้ต่อกันนานเกิน 3-4 ปี ซึ่งเกินเวลาที่ทางวิชาการแนะนำ ชาวนากลุ่มนี้ก็มีเป็นจำนวนมาก เพราะในประเทศไทยเรานั้น พื้นที่ทำนาในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีขนาดใหญ่เท่ากับครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทำนาทั้งประเทศเลยทีเดียว เท่ากับว่าปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 มีจำนวนสูงมาก เคราะห์ดีที่ในเขตนี้ยังมีการปลูกข้าวเหนียวด้วย เพราะประชาชนเกือบทั้งหมดบริโภคข้าวเหนียว สัดส่วนความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 จึงลดลงไปเยอะอยู่ แต่ทั้งนี้ จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับราคาข้าวเช่นเดียวกันเช่น ปีไหนราคาข้าวขาวดอกมะลิ 105 ดี ปีต่อไปชาวนาก็จะเลือกปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 แต่ถ้าหากปีไหนข้าวเหนียวมีราคาดีกว่า ชาวนาก็จะเลือกปลูกข้าวเหนียวแทน

สภาพการปฏิบัติของชาวนาที่ค่อนข้างจะอีนุงตุงนังกล่าวมาข้างต้น ทำให้เป็นเรื่องยากมากทีเดียวที่จะประเมินได้ว่า แล้วความต้องการจริงๆ ของชาวนาสำหรับเมล็ดข้าวที่จะใช้ปลูกนั้น มีปริมาณเท่าใด เพราะมีทั้งเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเอง และซื้อจากภายนอก ยิ่งในส่วนที่เก็บไว้เองนั้น ใช้ปลูกมาแล้วกี่ปี หนึ่งปี สองปี สามปี หรือมากกว่านั้น จนในที่สุดจึงต้องทำการวิจัยและอาศัยการคำนวณโดยใช้คณิตศาสตร์ชั้นสูง ซึ่งก็จะได้ปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวของประเทศมาแบบคร่าวๆ ว่าปีหนึ่งสรุปแล้ว ชาวนาจะใช้เมล็ดพันธ์ข้าวปลูกใหม่ (ไม่รวมที่เก็บไว้เอง) ประมาณปีละ3 แสนตัน แล้วก็นำไปวางแผนการผลิต

ในการวางแผนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ความยุ่งยากย่อมเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งคือ ก็ในเมื่อพันธุ์ข้าวในประเทศเรามีอยู่เป็นร้อยๆ พันธุ์ อย่างที่เคยนำเสนอท่านผู้อ่านมาแล้ว แม้ว่าในแต่ละฤดูการปลูก ชาวนาจะไม่เลือกปลูกพันธุ์ข้าวทั้งร้อยพันธุ์ แต่ปีๆ หนึ่งเชื่อว่าไม่น้อยกว่า 20 พันธุ์ ดังนั้นปริมาณที่วิจัยบวกคำนวณได้มานั้น จะเป็นพันธุ์ไหน จำนวนเท่าไหร่ถือว่าเป็นงานหินทีเดียว และปัญหานี้แหละที่ทำให้เกิดความเพียงพอ หรือไม่เพียงพอในด้านการบริการเมล็ดพันธุ์ดีตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบันนี่คือที่มาของด้านอุปสงค์ของเมล็ดพันธุ์ข้าวของประเทศไทย ซึ่งในเมื่อปัจจุบันภาคเอกชนเรายังไม่แข็งแกร่งพอ ราคาเมล็ดพันธุ์ก็ไม่สูงพอที่จูงใจการลงทุน ก็เป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องเข้ามาดูแล ซึ่งผมคงจะยกไปเล่าในฉบับหน้าครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org