กยท.ฟันธงปีนี้โอกาสทองราคายางสดใส คลอดมาตรการรักษาเสถียรภาพยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554350

กยท.ฟันธงปีนี้โอกาสทองราคายางสดใส คลอดมาตรการรักษาเสถียรภาพยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กยท.มั่นใจหลายปัจจัยปีนี้ส่งผลบวกต่อยาง เผยสถานการณ์แนวโน้มสดใส ราคาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องพร้อมใช้โอกาสทองเร่งดำเนินงานหลายโครงการ หวังสร้างเสถียรภาพด้านราคา-ความมั่นคงให้เกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคายางพาราว่า มีแนวโน้มที่ดีสภาวะตลาดโลกยังคงเอื้อให้ราคายางยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพในขณะนี้ เนื่องจากสภาวะราคาของน้ำยางสดและยางแปรรูปในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าในช่วงเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็นผลจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงมีความต้องการใช้ยางในตลาดมาก รวมทั้งตลาดยังมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จากยางพาราเพื่อสุขอนามัยและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นถุงมือยาง อุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น ทำให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ยางแปรรูปมีมากขึ้นสวนทางกับปริมาณผลผลิตน้ำยางในตลาดโลกที่ลดลง เพราะกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูปิดกรีด สวนยางพลัดใบ ประกอบกับสวนยางพาราที่ประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซียประสบโรคระบาด และเสียหายจากอุทกภัยรวมกว่า 5 ล้านไร่ จึงมั่นใจว่าแนวโน้มของราคายางแผ่นรมควันและยางก้อนถ้วยยังปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ราคายางมีเสถียรภาพและสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง กยท. ได้ดำเนินโครงการหลากหลายโครงการ กำหนดเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางอย่างยั่งยืนขึ้นมา ได้แก่ โครงการบริหารจัดการน้ำยางสด โดยสถาบันวิจัยยาง ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัด กยท. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ สนับสนุนเทคโนโลยีการจัดเก็บน้ำยางสด เพื่อชะลอและขยายอายุการจัดเก็บน้ำยางสดจากเดิม 4-5 วัน เป็น 1-2 เดือน ให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ดังนั้น เกษตรกรจึงไม่จำเป็นต้องเทขายน้ำยางสดในคราวเดียว เป็นการป้องกันไม่ให้น้ำยางสดทะลักเข้าตลาดในเวลาเดียวกันเป็นจำนวนมากเกินไป และช่วยให้มีน้ำยางสดป้อนโรงงานเพื่อการผลิตอย่างสม่ำเสมอทุกฤดูกาล ส่งผลให้สามารถดำเนินกิจการแปรรูปยางพาราได้อย่างต่อเนื่อง โดย กยท.ได้สนับสนุน แท้งก์เพื่อจัดเก็บน้ำยางและเงินทุนหมุนเวียนให้เกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกรสามารถกู้ยืมเงินจากกองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49 (3) เพื่อใช้เป็นเงินทุนซื้อน้ำยางสดมาจัดเก็บตามมาตรการดังกล่าว โดยมีเป้าหมายสามารถดึงน้ำยางออกจากตลาดได้กว่า 200,000 ตัน ขณะนี้เริ่มดำเนินการแล้วที่ จ.นครศรีธรรมราช และอยู่ระหว่างการขยายโครงการไปยัง จ.พัทลุงและ จ.สงขลา

นอกจากนี้ กยท. ได้ดำเนินโครงการชะลอการขายยางก้อนถ้วยเพื่อรักษาสภาพคล่องให้เกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรสามารถรอจำหน่ายผลผลิตในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้เช่นกัน โดยได้ดำเนินโครงการนี้กับสถาบันเกษตรกรทางภาคเหนือ ผลการดำเนินการเป็นที่น่าพอใจ อีกประการ คือ กยท.ได้สร้างจุดอ้างอิง (Benchmark) ราคายางแผ่นรมควันในตลาดกลางยางพาราในช่วงที่ราคายางแผ่นรมควันมีความผันผวนสูง ช่วยลดความผันผวนของราคายางแผ่นรมควันได้

“ในอนาคตเมื่อเราบริหารจัดการสินค้ายางที่อยู่ในสต๊อกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถจัดเก็บยางไว้ได้ในช่วงความต้องการน้อยและนำออกจำหน่ายเมื่อมีความต้องการใช้ยางมาก จะช่วยให้ราคายางเกิดเสถียรภาพ ประกอบกับ กยท.ดำเนินการสนับสนุนด้านเงินทุน เครื่องมือ เทคโนโลยี องค์ความรู้ การบริหารจัดการ ฯลฯ ให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ก็จะเป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับอาชีพการทำสวนยางได้ต่อไป” ประธานกรรมการ กยท. กล่าวตอนท้าย

พช.สมุทรปราการ ติวศักยภาพผู้ผลิต พัฒนาโอท็อป4.0 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554347

พช.สมุทรปราการ ติวศักยภาพผู้ผลิต พัฒนาโอท็อป4.0

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายศุภมิตร ชิณศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสู่ยุค 4.0 ของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP จ.สมุทรปราการ ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานพัฒนาชุมชน (พช.) จ.สมุทรปราการ โดยมีนางสาวสุกานดา แสงวงษ์ พัฒนาการ จ.สมุทรปราการ กล่าวรายงาน และมี ผู้ประกอบการเข้าร่วมจำนวน 100 คน ที่โรงแรมเบย์ ถนนศรีนครินทร์ ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

นางสาวสุกานดา กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสู่ยุค4.0 ตามกระแสของโลกการค้าในสภาพปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้ามามีบทบาทของการค้า Online ที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อยู่เสมอ โดยต้องตอบสนองความต้องการทั้งในส่วน Offline และ Online ตลอดจนการเสริมสร้างแนวทาง และองค์ความรู้ต่างๆ ในการพัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ OTOP และการเพิ่มช่องทางการค้าให้กับผู้ประกอบการ

ดังนั้นเพื่อสร้างการสอดรับกับแนวทางนโยบายของภาครัฐ ภายใต้แนวคิดประเทศไทย 4.0 ทำให้เกิดเป็นผลสำเร็จจึงได้เกิดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสู่ยุค 4.0 ขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้มีความสามารถและทักษะในการนำผลิตภัณฑ์ OTOP จำหน่ายในตลาดออนไลน์และเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ผ่านระบบออนไลน์       

โดยกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้มีความสามารถและทักษะในการนำผลิตภัณฑ์ OTOP จำหน่ายในตลาดออนไลน์และช่วยลดการพึ่งพาการตลาดแบบเดิมที่ต้องมีหน้าร้านจำหน่ายหรือจำหน่ายในศูนย์การค้าต่างๆ

Egg Board เร่งแก้ไข่ไก่ราคาตก ดันส่งออก-ใช้งบกองทุนรวมช่วยเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

Egg Boardเร่งแก้ไข่ไก่ราคาตก ดันส่งออก-ใช้งบกองทุนรวมช่วยเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ว่า ที่ประชุมได้มีการรายงานสถานการณ์การผลิตไข่ไก่ในปัจจุบัน และข้อร้องเรียนการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดและราคาตกต่ำโดยการผลักดันการส่งออก ตามข้อเสนอของสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ และมอบหมายกรมปศุสัตว์ แจ้งมติต่อกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อดำเนินการเสนอขอใช้เงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ตามระเบียบกองทุนรวมฯ ต่อไป

ทั้งนี้ สถานการณ์การผลิตไข่ไก่ในปัจจุบันมี แผนการเลี้ยงปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) ในปี 2563 จำนวน 3,800 ตัว นำเข้าเลี้ยงแล้ว 100% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2563) และปี 2564 จำนวน 3,800 ตัว ยังไม่มีการนำเข้าเลี้ยง (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.พ. 2564) แผนการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ปี 2563 จำนวน 440,000 ตัว นำเข้าเลี้ยงแล้ว 439,168 ตัว (99.8%) (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2563) และในปี 2564 จำนวน 440,000 ตัว นำเข้าเลี้ยงแล้ว 74,270 ตัว (16.9%) (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.พ. 2564) จำนวนไก่ไข่ยืนกรง ปัจจุบัน 51,127,140 ตัว ประมาณการผลิต 42,435,526 ฟองต่อวัน (ข้อมูล ณ 31 ม.ค. 2564) การส่งออกไข่ไก่สด ปี 2563 (ม.ค. – ธ.ค.) จำนวน 221.29 ล้านฟอง ลดลงจากช่วงเดียวกันในปี 2562 ร้อยละ 18.45 ตลาดหลัก คือ ฮ่องกง คิดเป็นร้อยละ 49 รองลงมา คือ สิงคโปร์ ร้อยละ 48 ราคา ณ วันที่ 15 ก.พ. 2564 ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม ฟองละ 2.50 บาท ลูกไก่ไข่ตัวละ 28 บาท ไก่ไข่รุ่น ตัวละ 150 บาท ต้นทุนการผลิตไข่ไก่ปี 2563 (ม.ค. – ธ.ค.) เฉลี่ยฟองละ 2.58 บาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ร้อยละ 1.9 และปี 2564 (ม.ค.-มี.ค.) ประมาณการต้นทุน ไตรมาสที่ 1 เฉลี่ยฟองละ 2.66 บาท โดยคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาอาหารสัตว์ปรับตัวเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการ Egg Board เรื่อง หลักเกณฑ์ มาตรการ และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการข้อร้องเรียนด้านการกระจายพันธุ์ไก่ไข่ และการปรับปรุงคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการรณรงค์เพิ่มการบริโภคไข่ไก่โดยเพิ่มผู้แทนจาก 2 หน่วยงาน คือ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ทั้งนี้ จะนำมติดังกล่าวเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนามต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 22 กุมภาพันธ์ 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/554351

ชายคาพระพิรุณ : 22 กุมภาพันธ์ 2564

ชายคาพระพิรุณ : 22 กุมภาพันธ์ 2564

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร นับว่าเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ทำงานปิดทองหลังพระมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ปัญหาหมอกควันไฟป่า ฝุ่นละอองในอากาศ และการเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ ล่าสุดได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ดำเนินการทดลองสารทางเลือกฝนหลวง ในการทำฝนเพื่อคนไทยให้ได้ในทุกสภาพอากาศ ในการบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ซึ่ง นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บอกว่า ความร่วมมือวิจัยสารทางเลือกฝนหลวงได้ดำเนินการทดลองการปฏิบัติการฝนหลวงครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารฝนหลวงทางเลือกทั้ง 5 สูตรที่ได้รับการคัดเลือกจากโครงการต้นแบบการพัฒนาสารฝนหลวงทางเลือกเพิ่มเติมในสภาวะความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้สารฝนหลวงทางเลือกสำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงในขั้นตอนของการก่อกวนในสภาวะความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสารทางเลือกฝนหลวงนั้นมีคุณสมบัติสามารถดูดความชื้นที่ RH ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อละลายน้ำอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 5 องศาเซลเซียส และมีค่าความตึงผิวของสารละลายใกล้เคียงหรือสูงกว่าสารฝนหลวงสูตรปัจจุบัน

โดยในเบื้องต้น ทางหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดพิษณุโลก ได้ร่วมกับหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดตาก ขึ้นบินปฏิบัติการเพื่อทดลองสารทางเลือกฝนหลวงในขั้นตอนที่ 1 (ก่อกวนเมฆ) เป็นขั้นตอนการทำให้เมฆมีปริมาณมากขึ้น โดยใช้สารฝนหลวงทางเลือกสูตร AR 38 จำนวน 700 กิโลกรัม ในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่มอก, อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เป็นพื้นที่เป้าหมายในการทดลองปฏิบัติการ เพื่อบรรเทาปัญหาไฟป่า หมอกควันและเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อน และหลังจากการทดลองครั้งนี้พบว่า ปริมาณเมฆในพื้นที่ที่ทำการทดลองเพิ่มมากขึ้น และนับว่าผลการทดลองในครั้งนี้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ทั้งนี้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดตาก มีแผนการปฏิบัติการ ส่วนในขั้นตอนที่ 2 (เลี้ยงให้อ้วน)และขั้นตอนที่ 3 (โจมตี) ในลำดับต่อไป อย่างไรก็ตาม ท่านอธิบดีสุรสีห์ ย้ำว่า การทดลองครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่เหล่านักวิจัยได้มีโอกาสเก็บข้อมูล เก็บสถิติต่างๆ เพื่อประกอบการวิจัย พัฒนาสารทางเลือกฝนหลวงในโอกาสต่อไป และย้ำว่าสารฝนหลวงทางเลือกนี้มีโอกาสสำเร็จในเร็วๆ นี้ มาก เพื่อเป็นการสนองพระราชปณิธานของพระบิดาแห่งฝนหลวง ที่ต้องการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชน

สำหรับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แล้ว ขุนเกษตรา ได้เฝ้ามองและชื่นชมในความเสียสละของบุคลากรของกรมฝนหลวงฯ โดยเฉพาะท่านอธิบดีและท่านรองอธิบดี ที่มีความตั้งใจปฏิบัติภารกิจปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่เกษตรกรและผู้ใช้น้ำทั่วทั้งประเทศ รวมถึงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศ และยังปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ โดยน้อมนำศาสตร์พระราชา ตำราฝนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระบิดาแห่งฝนหลวง เป็นแนวทางในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน และยังคิดค้นวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้การทำฝนเทียมได้ผลสัมฤทธิ์สูงสุดตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ขุนเกษตรา

ครบรอบ 105 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมน้อมรำลึก “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/459322

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมน้อมรำลึก”พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย”พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

24 กุมภาพันธ์ 2564 – 13:58 น.

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมน้อมรำลึก”พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย”พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

“สหกรณ์เป็นวิธีการจัดการรูปหนึ่ง ซึ่งบุคคลหลายคนรวมกันโดยความสมัครใจของตนเองในฐานะที่เป็นมนุษย์  โดยมีสิทธิ์เสมอหน้ากันหมด เพื่อบำรุงตัวเองให้เกิดความจำเริญในทางทรัพย์”พระดำรัสความตอนหนึ่งที่พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส หรือนามปากกาว่า น.ม.ส.”พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” ตรัสถึงสหกรณ์ไทยในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์พระองค์แรก เมื่อ 105 ปีแล้วและนับเป็นการเริ่มต้นการสหกรณ์ในประเทศไทยอย่างสมบูรณ์

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์
ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

จุดเริ่มต้นของสหกรณ์ไทยเกิดจากสภาพปัญหาความยากจนของชาวนาช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากประเทศไทยเริ่มมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ระบบเศรษฐกิจชนบทค่อยๆ เปลี่ยนจากเลี้ยงตัวเองมาเป็นระบบเพื่อการค้า ชาวนาที่ไม่มีทุนของตนเองต้องหันไปพึ่งพากู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงและยังถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าและนายทุน จึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบตลอดเวลา หนำซ้ำยังมีหนี้สินเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากสภาพปัญหาดังกล่าวทำให้ทางราชการคิดหาวิธีช่วยเหลือ ด้วยการจัดหาแหล่งทุนให้กู้และคิดดอกเบี้ยในอัตราต่ำ

และสรุปมี 2 วิธีที่จะช่วยเหลือชาวนาในขณะนั้น คือจัดตั้งธนาคารเกษตรและวิธีการสหกรณ์ประเภทหาทุน วิธีแรกตกไป เพราะติดขัดปัญหาเรื่องเงินทุนและหลักประกันเงินกู้ จึงเห็นชอบ วิธีที่ 2 วิธีการสหกรณ์ประเภทหาทุน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสหกรณ์  

จากนั้นพระองค์ได้ทดลองจัดตั้งสหกรณ์หาทุนขึ้นเป็นครั้งแรกที่อ.เมือง จ.พิษณุโลก ใช้ชื่อว่า”สหกรณ์วัดจันทร์       ไม่จำกัดสินใช้” โดยจดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459  และเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2527 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติกำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็น “วันสหกรณ์แห่งชาติ ” เป็นวันที่ชาวสหกรณ์ทั่วประเทศ ร่วมใจกัน   น้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระราชวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ที่ทรงริเริ่มทดลองจัดตั้งสหกรณ์ และทรงส่งเสริมให้มีการเผยแพร่ขยายอุดมการณ์สหกรณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ ไปทั่วประเทศ เป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศสืบมาจนบัดนี้ นับเป็นเวลา 105 ปีแล้ว

สำหรับการจัดตั้งสหกรณ์ในระยะแรกได้ดำเนินไปอย่างช้าๆกระทั่งหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 การสหกรณ์จึงได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วมีการจัดตั้งสหกรณ์ประเภทอื่นๆขึ้นเช่นสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ที่ดินร้านสหกรณ์

ต่อมาสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ขยายหน่วยงานที่ดูแลสหกรณ์จากระดับกรมขึ้นมาเป็นระดับกระทรวง     เป็นกระทรวงสหกรณ์ ก่อนถูกยุบไปรวมกับกระทรวงการพัฒนาการแห่งชาติ เพราะขาดกำลังเจ้าหน้าที่ จนเมื่อวันที่   30 กันยายน 2515  ถูกยุบมารวมอีกครั้งเหลือเพียงแค่ระดับกรมเป็น “กรมส่งเสริมสหกรณ์” นับแต่นั้นมา

จากจุดเริ่มต้นการจัดตั้ง”สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้”จวบจนปัจจุบันได้มีการแบ่งย่อยสหกรณ์ออกเป็น             7 ประเภทอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ประกอบด้วย สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ประมง สหกรณ์นิคม สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน รวมทั้งสิ้น 7,976 แห่ง มีสมาชิกกว่า 11 ล้านคน มีทุนดำเนินงานรวมกว่า 3 ล้านล้านบาท
 
“ปัจจุบันมีสหกรณ์ทั้งหมด7,976แห่งเป็นสหกรณ์ภาคการเกษตร 4,422 แห่ง นอกนั้นเป็นสหกรณ์นอกภาคการเกษตร ทั้งสองประเภทนี้แยกย่อยได้ 7 ประเภท แต่ละประเภทให้บริการสมาชิกของตัวเองตามลักษณะของสหกรณ์นั้น ๆ  เช่น สหกรณ์การเกษตรเป็นการรวมกลุ่มของพี่น้องเกษตรกร ช่วยเหลือกันในเรื่องการผลิต รวบรวมผลผลิต เงินทุนต่าง ๆ  สหกรณ์ออมทรัพย์ก็ดูแลประชาชนที่มีรายได้ประจำ เช่น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทเอกชน ทำหน้าที่เป็นแหล่งทุนให้กับสมาชิก”

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงภารกิจของสหกรณ์แต่ละประเภทในโอกาสครอบรอบ 105 ปีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมย้ำว่าความสำเร็จในการดำเนินงาน จนปัจจุบันสหกรณ์มีสินทรัพย์ รวมมูลค่าทั้งสิ้น              3.3 ล้านล้านบาท มากเป็นอันดับ 3 รองจากธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ  กลไกสำเร็จของความสำเร็จดังกล่าวมาจาก 3 ส่วนด้วยกัน ประกอบด้วย ตัวสมาชิกของสหกรณ์ คณะกรรมการสหกรณ์และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้จะต้องร่วมมือประสานการดำเนินกิจการสหกรณ์ให้เป็นไปด้วยดี ภายใต้ธรรมาภิบาล โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นผู้กำกับดูแล ในฐานะนายทะเบียน ให้คำแนะนำ ส่งเสริมการดำเนินงานกิจการของสหกรณ์ในเรื่องต่าง ๆ ภายใต้กรอบของกฎหมาย

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์
ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

                         นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

 “ทั้ง 3 ส่วนนี้จะต้องร่วมด้วยช่วยกัน แต่ละส่วนต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเองว่าตัวเองมีหน้าที่อะไรบ้าง สมาชิกต้องรู้จัก สิทธิและหน้าที่ในฐานะสมาชิกของสหกรณ์  คณะกรรมการซึ่งได้รับเลือกจากสมาชิกก็ต้องดูแลทรัพย์สิน ดูแลสมาชิกให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  ในส่วนของเจ้าหน้าที่ก็ต้องมีหัวจิตหัวใจในการให้บริการ ดูแลให้บริการแก่สมาชิกในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะในส่วนของเงินทุนสหกรณ์ต้องไม่ให้ได้รับความเสียหาย”อธิบดีกรมส่งเสริมหกรณ์กล่าวย้ำ

 ในโอกาสครบรอบ 105 ปี การสหกรณ์ไทย วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 นี้ ขอเชิญชวนสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาคุณขององค์ผู้ให้กำเนิด “สหกรณ์ไทย”พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์”พระบิดาแห่งสหกรณ์ไทย”

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

ติดดาบ ศดปช.จัดการดิน-ปุ๋ยเพื่อชุมชน มุ่งลดต้นทุนผลิตสร้างรายได้ยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553698

ติดดาบศดปช.จัดการดิน-ปุ๋ยเพื่อชุมชน มุ่งลดต้นทุนผลิตสร้างรายได้ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร สัมมนาเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ด้านดินปุ๋ยระดับพื้นที่ 2564 เพื่อวางกรอบแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านดินปุ๋ยสู่เกษตรกร เพื่อช่วยในการลดต้นทุนการผลิตและใช้ปุ๋ยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเป็นกลไกการขับเคลื่อนงานอย่างยั่งยืน

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า งานส่งเสริมการใช้ดินปุ๋ยอย่างถูกต้อง นับเป็นอีกหนึ่งภารกิจของกรม ซึ่งมีหน่วยงานย่อยอย่างศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) เป็นผู้ดูแลหน่วยงานดังกล่าวตั้งขึ้นมาโดยกรมส่งเสริมการเกษตรตั้งแต่ปี 2558 เนื่องจากเห็นความจำเป็นในการส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้เรื่องดินและปุ๋ยอย่างถูกต้อง ประกอบกับปัจจุบันจากนโยบาย Thailand 4.0 และยุทธศาสตร์ 20 ปีของรัฐบาล รวมทั้งนโยบายเกษตรอัจฉริยะของกระทรวงเกษตรฯที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาสนับสนุนการใช้งานในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ดังนั้น การส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินจึงเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีเกษตรที่จะช่วยสร้างความแม่นยำและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการผลิตพืชของเกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้จริง

ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตร มีศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) อำเภอละ 1 ศูนย์รวม 882 ศูนย์ ซึ่งในปี 2560 เป็นต้นมาได้เป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ด้านดินและปุ๋ยในพื้นที่ที่มีอยู่ทั่วประเทศ โดยศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน จะมีบทบาทสำคัญเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้เรื่องการจัดการดินและปุ๋ยที่ถูกต้องให้กับเกษตรกรในชุมชน ผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้ และแปลงเรียนรู้ ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจสอบ N P K และ pH ในดินอย่างรวดเร็ว แปลผลและให้คำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยเบื้องต้นตามค่าวิเคราะห์ดิน ทำให้เกษตรกรที่มารับบริการทราบถึงปริมาณธาตุอาหารหลักของดินในพื้นที่ตนเอง ควรต้องใส่ปุ๋ยอย่างไรให้เหมาะสม เพื่อให้ดินเกิดความอุดมสมบูรณ์และตรงกับความต้องการของพืช ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้เป็นอย่างมาก และช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตไปพร้อมๆ กันด้วย

นายเข้มแข็งกล่าวว่า ปี 2564 กรมวางแนวทางส่งเสริมให้ศดปช. ที่เข้มแข็งสามารถพัฒนาต่อยอด ดำเนินธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชนภายใต้โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One stop Service) ให้เกิดรายได้ยั่งยืน และเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนขยายผล ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใช้ปุ๋ยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สอดคล้องกับบทบาทภารกิจของหน่วยงานที่จะช่วยสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรมีความรู้และมีทักษะเป็นนักส่งเสริมด้านการจัดการดินและใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเป็นพี่เลี้ยงให้เกษตรกรได้ รวมถึงขับเคลื่อนขยายผลดำเนินงานจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไปด้วย

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : จับตา…โรคใบร่วงยางพาราระบาด! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553701

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : จับตา...โรคใบร่วงยางพาราระบาด!

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : จับตา…โรคใบร่วงยางพาราระบาด!

วันศุกร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ท่านประธานกรรมการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)“ประพันธ์ บุณยเกียรติ” ได้นำทีมล่องใต้สำรวจสวนยางพาราที่เป็นโรคใบร่วงชนิดใหม่ พบว่ามีการระบาดกว่า 900,000 ไร่ จังหวัดที่หนักที่สุดก็คือ นราธิวาส พบการระบาดถึง 720,000 ไร่

จริงๆที่แล้วโรคใบร่วงชนิดใหม่ดังกล่าว ไม่ได้ใหม่สำหรับประเทศไทยเสียทีเดียว เคยระบาดมาแล้วในปี 2562 ต่อเนื่องมาปี 2563 และเคยระบาดหนักมากๆ ในประเทศอินโดนีเซียมาก่อน มีสวนยางได้รับผลกระทบถึง 2.5 ล้านไร่ เยอะกว่าประเทศไทยหลายเท่า

ถ้าหากต้นยางต้นใดถูกโรคนี้เข้าทำลายอย่างรุนแรงแล้ว ผลผลิตน้ำยางจะลดลง ถึงขั้นไม่มีน้ำยางเลย และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้ำยางออกสู่ตลาดลดลง ราคายางจึงเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามแม้ราคายางจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ถ้าเกษตรกรไม่มียางขายก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นจะต้องเร่งหาวิธีป้องกันและยับยั้งโรคนี้ให้ได้

“กยท.จะต้องเร่งดำเนินการทำแผนงานระงับยับยั้ง และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคใบร่วงอย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพโดยด่วนที่สุดอย่างช้าภายในเดือนพฤษภาคมหรือก่อนฤดูฝนที่เป็นฤดูที่เหมาะแก่การเติบโตของเชื้อโรค” ประธานกรรมการ กยท.กล่าวยืนยัน

การระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ มีสาเหตุจากเชื้อรากลุ่ม Colletotrichum sp. และ Pestalotiopsis sp. บริเวณที่ระบาดหนักจะเป็นสวนยางพาราที่ปลูกบนภูเขาและมีความชื้นในอากาศสูง ซึ่งยังอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

วิธีสังเกตว่า ต้นยางพาราเป็นโรคใบร่วงชนิดใหม่นี้หรือไม่นั้น ดูง่ายๆ จากใบ อาการเริ่มแรกใต้ใบมีลักษณะรอยช้ำค่อนข้างกลม ผิวใบด้านบนบริเวณเดียวกันสีเหลืองกลม ระยะต่อมาเนื้อเยื่อบริเวณนี้เป็นแผลตายแห้งเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ และเป็นสีสนิมซีดรอบแผลไม่เป็นสีเหลือง รูปร่างแผลค่อนข้างกลมขนาดจำนวนจุดแผลบนแผ่นใบมีมากกว่า 1 แผลอาจเจริญลุกลามซ้อนกันเป็นแผลขนาดใหญ่ และใบจะร่วงในที่สุด อาจจะร่วงซ้ำถึง 3 รอบต่อปี

ส่วนวิธีป้องกันง่ายที่สุดในตอนนี้คือใช้กระบวนการจัดการสวนที่ดี สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับต้นยางพารา และสารการใช้สารเคมีในการป้องกันจำกัด ซึ่ง กยท.ได้ดำเนินการจัดทำเอกสารเผยแพร่เอกสารความรู้เรื่องโรคใบร่วงชนิดใหม่ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและกำจัดแจกจ่ายไปในพื้นที่ทั้งหมดแล้ว

เกษตรกรชาวสวนยางสามารถติดต่อขอเอกสาร ได้ที่สำนักงานของ กยท.ที่อยู่ใกล้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ยังโชคดีการระบาดยังไม่กระจายทั่วไป เพราะยางเริ่มผลัดใบ เชื้อหยุดระบาดเนื่องจากไม่มีอาหาร และยังโชคดีที่พืื้นที่ภาคใต้ตอนบน ภาคกลางภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังไม่พบการระบาด แต่เกษตรกรก็ไม่ควรตายใจ ราคายางแนวโน้มเริ่มดีขึ้น ควรจะดูแลรักษาสวนยางให้ดี

หากเกษตรกรให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและกำจัดแล้ว เชื่อมั่นในการควบคุมโรคระบาดครั้งนี้ได้จะประสบผลสำเร็จแน่นอน…ฟันธง!!!

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

เกษตรฯจับมือพาณิชย์พัฒนาผลไม้ไทย ตั้งเป้าดันส่งออกปี’64 ทะลุ 7 หมื่นล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553700

เกษตรฯจับมือพาณิชย์พัฒนาผลไม้ไทย ตั้งเป้าดันส่งออกปี’64ทะลุ7หมื่นล้าน

วันศุกร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“เกษตรฯ”จับมือ“พาณิชย์”ผนึกจีนขยายความร่วมมือพัฒนามาตรฐานคุณภาพผลไม้ไทย ดันส่งออกปี’64 เพิ่ม ตั้งเป้าทะลุ 7 หมื่นล้านบาท

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ภายใต้นโยบายทำงานเชิงรุกยุคโควิดเพื่อขยายการส่งออกผลไม้ไทยสู่ตลาดโลกของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ จะจัดการประชุมว่าด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาคุณภาพผลไม้เพื่อสร้างโอกาสเพิ่มขึ้นในการส่งออกผลไม้ไทยไปจีน โดยจะมีการประชุมร่วมกันกับผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ และอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านพาณิชย์ของจีนรวมทั้งหอการค้าไทย-จีนและผู้แทนภาคเอกชนของ 2 ฝ่าย ในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้

“ปีที่แล้วเราสามารถส่งออกผลไม้ไปจีนเป็นมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท แม้จะเผชิญกับวิกฤตการณ์โควิด-19 ซึ่งปัจจัยความสำเร็จที่ผ่านมาคือการทำงานภายใต้โมเดล “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ และการพัฒนาระบบผลิตจนถึงผู้บริโภคด้วยนโยบาย “เกษตรปลอดภัย อาหารปลอดภัย”สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้วยมาตรฐาน GAP GMP ฯลฯ และในการขยายความร่วมมือกับจีนครั้งนี้จะสามารถส่งออกผลไม้ไปจีนได้ไม่น้อยกว่า 7 หมื่นล้านบาท” นายอลงกรณ์ กล่าว

สำหรับประเด็นการหารือจะครอบคลุมตั้งแต่ การพัฒนามาตรฐานและคุณภาพผลไม้ไทย ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) จากฟาร์มถึงผู้บริโภค การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การขนส่งโลจิสติกส์ (Logistics Management) การส่งเสริมการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ (O2O model) การพัฒนาการอำนวยความสะดวก (Facilitation) บริเวณด่านส่งออก 4 ด่านได้แก่ ด่านโมฮ่าน ด่านโหยวอี้กวน ด่านตงชิงและด่านผิงเสียงรวมทั้งความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการ (Entrepreneurship Development)ประเทศไทยและประเทศจีนมีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนานผูกพันเสมือนพี่น้องกันและได้พัฒนาความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มีพิธีลงนามความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยให้มีคุณภาพและมาตรฐานสอดคล้องกับกฎระเบียบและข้อบังคับการนำเข้าของสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างหอการค้าไทย-จีน และ บริษัท ซี ซี ไอ ซี (ประเทศไทย) จำกัด

รายงานพิเศษ : ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’ อุดรธานี พืชศก.น่าจับตาส่งออกตปท. 1,800 ตัน/ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553456

รายงานพิเศษ : ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’อุดรธานี  พืชศก.น่าจับตาส่งออกตปท.1,800ตัน/ปี

รายงานพิเศษ : ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’อุดรธานี พืชศก.น่าจับตาส่งออกตปท.1,800ตัน/ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปัจจุบันจังหวัดอุดรธานีเป็นแหล่งผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองส่งออกอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกจำนวนมาก มีระบบการปลูกที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน ส่งผลให้มะม่วงมีคุณภาพสูง เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น เกาหลี จีน ลาว มาเลเซีย เวียดนาม เมียนมา และกัมพูชา คาดการณ์ปี 2564 ส่งออกผลผลิตประมาณ 1,800 ตัน/ปี จึงกลายเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดที่ต้องเร่งการขยายตลาดส่งออกให้เพิ่มมากขึ้น

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จังหวัดอุดรธานี พบว่า มีพื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ประมาณ 6,300 ไร่ ให้ผลผลิตรวม 6,000 ตัน/ปี ผลผลิตเฉลี่ย 900-1,000 กิโลกรัม/ไร่แหล่งผลิตสำคัญอยู่ในอำเภอหนองวัวซอ และกระจายอยู่ในอำเภอน้ำโสม วังสามหมอ กุมภวาปี ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูก 658 ราย ส่วนใหญ่มีการรวมกลุ่มผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเกษตรกร ราคาต้นพันธุ์อยู่ที่ 30-60 บาท/ต้น เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกมะม่วงนอกฤดูเพื่อส่งออก เนื่องจากได้ราคาสูง ซึ่งจะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 2 เริ่มทำนอกฤดูในปีที่ 4 และสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 25 ปี) เกษตรกรจะทำการเก็บเกี่ยวทั้งหมด 3 รอบ คือ รอบที่ 1 ช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม รอบที่ 2 เดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ และรอบที่ 3 ช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน ทำให้มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองจังหวัดอุดรธานี มีผลผลิตจำหน่ายตลอดทั้งปี ซึ่งหลังจากเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เจ้าหน้าที่ของบริษัทส่งออกจะมารับผลผลิตถึงแหล่งผลิต โดยจะทำการคัดเกรดมะม่วงสำหรับส่งออกตลาดต่างประเทศและในประเทศ หลังจากคัดเกรดผลผลิตแล้วจะนำเข้าสู่กระบวนการฆ่าเชื้อ และบรรจุหีบห่อตามมาตรฐานการส่งออก

ด้านสถานการณ์ตลาดมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 70 ส่งจำหน่ายตลาดหลักในประเทศ ได้แก่ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดอุดรเมืองทอง และขายปลีกในจังหวัด ส่วนผลผลิตร้อยละ 30 ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งคุณสมบัติของมะม่วงเพื่อการส่งออกคือ มีผิวนวลสีเหลืองอมเขียวถึงเหลืองอ่อน ไม่มีรอยแมลง รูปร่างไม่ผิดทรงมะม่วง ความแก่ 80 – 90% โดยมีการแบ่งเป็น 3 เกรด คือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเกรด A น้ำหนักประมาณ 300 – 600 กรัม/ผล หรือ 2 – 3 ผล/กิโลกรัม ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 50-70 บาท/กิโลกรัม (ราคา ณ กุมภาพันธ์ 2564) ส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และจีน มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเกรด B น้ำหนักประมาณ 200 – 299 กรัม/ผล หรือ 4 – 5 ผล/กิโลกรัม ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 25 – 35 บาท/กิโลกรัม ส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว มาเลเซีย และเวียดนาม และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเกรด C จะมีคุณสมบัติคล้ายกับเกรด B แต่ผิวของมะม่วง สามารถมีรอยแมลงได้เล็กน้อย โดยราคาขึ้นอยู่ตามเกรด ตลาด และช่วงเวลาการขาย ส่วนมะม่วงผลอ่อนจากการตัดแต่งช่อดอก หรือที่เรียกว่ามะม่วงกะตอย จะเน้นบริโภคเป็นผักเคียงหรือส่วนผสมในอาหารท้องถิ่น ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 7-10 บาท/กิโลกรัม จะส่งออกไปยังตลาดประเทศเมียนมาและกัมพูชา ซึ่งมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากการระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ อาจส่งผลให้ปริมาณการส่งออกและราคาผลผลิตปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ดังกล่าวเริ่มคลี่คลาย คาดว่าทิศทางการส่งออกและราคาจะปรับตัวสูงขึ้น

ผู้อำนวยการ สศท.3 กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองของจังหวัดอุดรธานี ได้รับมาตรฐานรับรอง GAP จึงเป็นเครื่องการันตีและสร้างความมั่นใจกับผู้ค้าและผู้บริโภคได้ว่าผลผลิตได้มาตรฐานและมีคุณภาพ อีกทั้ง จังหวัดยังมีการบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่ดีไม่มีของเสีย (Zero Waste) ซึ่งผลผลิตทุกส่วนสามารถสร้างรายได้ทั้งหมดไม่เหลือทิ้ง ประกอบกับมีการส่งเสริมด้านการตลาด ภายใต้งานกาชาดมะม่วงแฟร์ของดีหนองวัวซอ และตลาดออนไลน์ อาทิ เว็บไซต์ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ เพื่อช่วยกระจายรายได้กับเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรสนใจและหันมาปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพิ่มขึ้น และในอนาคตเกษตรกรมีแนวโน้มที่จะขยายพื้นที่ปลูกเพื่อรองรับความต้องการของตลาด ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาด เกษตรกรควรเฝ้าระวังโรคแอนแทรกโนส โรคขั้วผลเน่า และแมลงศัตรูพืช ได้แก่ ด้วงเจาะเมล็ดมะม่วง เพลี้ยไฟ แมลงวันผลไม้ และเพลี้ยแป้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิต สำหรับเกษตรกรหรือผู้สนใจต้องการข้อมูลสถานการณ์การผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองของจังหวัดอุดรธานี สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.3 อุดรธานี โทร. 04-2292-557 หรืออีเมล zone3@oae.go.th

มกอช.เจรจาผ่านฉลุย ‘เม็กซิโก’ อนุญาตนำเข้าจิ้งหรีดไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553310

มกอช.เจรจาผ่านฉลุย 'เม็กซิโก'อนุญาตนำเข้าจิ้งหรีดไทย

มกอช.เจรจาผ่านฉลุย ‘เม็กซิโก’อนุญาตนำเข้าจิ้งหรีดไทย

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 13.04 น.

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)เผยข่าวดีหลังเจรจากับเม็กซิโกเปิดตลาดผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดเป็นผลสำเร็จ เปิดทางยกระดับอาหารภูมิปัญญาพื้นบ้านไปสู่ตลาดโลก สร้างรายได้เกษตรกร กระตุ้นเศรษฐกิจไทย 

ที่ผ่านมา มกอช. และกรมปศุสัตว์ ได้ผนึกกำลังเปิดตลาดจิ้งหรีดเม็กซิโก เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าจิ้งหรีดหลักของโลก โดยได้ร่วมจัดทำข้อมูลทางเทคนิคและเจรจากับสำนักงานแห่งชาติด้านสุขอนามัยความปลอดภัยและคุณภาพของการเกษตรและอาหาร (Servicio Nacional de Sanidad, Inocuidad y Calidad Agroalimentaria หรือ SENASICA) ของเม็กซิโก จนทำให้เม็กซิโกมีความเชื่อมั่นและให้การยอมรับระบบการควบคุมคุณภาพและ
ความปลอดภัยของการผลิตจิ้งหรีดตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงโรงงาน รวมทั้งมาตรการด้านสุขอนามัยและกระบวนการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนการส่งออกของประเทศไทย 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 เม็กซิโกได้ประกาศอนุญาตการนำเข้าผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดจากประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยได้ประกาศข้อกำหนดด้านสุขอนามัยสัตว์ (Zoosanitary Requirement Sheet หรือ HRZ) สำหรับการนำเข้าผลิตภัณฑ์ผงแป้งจิ้งหรีดสายพันธุ์สะดิ้งจากประเทศไทยบนเว็บไซต์ทางการของ SENASICA ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของดำเนินงานร่วมกันของหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการผลักดันสินค้าแมลงกินได้ของไทยสู่ตลาดโลก ทั้งฝ่ายเจรจาโดย มกอช. และกรมปศุสัตว์ และหน่วยงานร่วมประสานงานที่สำคัญ “ฝ่ายการเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส”
 
ทั้งนี้ สายพันธุ์จิ้งหรีดที่ไทยได้รับอนุญาตส่งออกไปยังเม็กซิโกได้ คือ จิ้งหรีดทองแดงลาย หรือ สะดิ้ง (Acheta domesticus) ในลักษณะผลิตภัณฑ์ผงแป้งจิ้งหรีด โดยมีเงื่อนไขการส่งออกหลัก คือ จิ้งหรีดจะต้องเลี้ยงในฟาร์มที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP (การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด หรือ มกษ. 8202-2560) สินค้าจะต้องไม่มีการปนเปื้อนโปรตีนจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง และต้องได้ใบรับรองสุขอนามัย (Health Certificate) จากกรมปศุสัตว์ประกอบการส่งออก 

การเปิดตลาดจิ้งหรีดไปเม็กซิโกได้สำเร็จ ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมจิ้งหรีดและแมลงกินได้ของไทยเข้าสู่ตลาดมาตรฐานสูง ที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องความปลอดภัยอาหารตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่มาตรฐานการเพาะเลี้ยง การแปรรูป ไปจนถึงการส่งออก และยังถือเป็นการเปิดประตู
สู่ภูมิภาคละตินอเมริกาที่มีการยอมรับบริโภคสินค้ากลุ่มแมลงกินได้ในระดับสูง และอาจนำไปสู่การขยายตลาดไปในภูมิภาคอเมริกาเหนือต่อไปได้ในอนาคต ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่ดีของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยที่จะสร้างรายได้จากการส่งออกจิ้งหรีดไปต่างประเทศ โดยเม็กซิโกมีความต้องการนำเข้าจิ้งหรีดไม่แพ้ตลาดประเทศเพื่อนบ้านอย่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดา และในเชิงวัฒนธรรมแล้วผู้บริโภคชาวเม็กซิโกยังมีความคุ้นเคยกับการบริโภคแมลงเป็นอย่างดี 

เกษตรกรและผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจจะส่งออกจิ้งหรีดไปเม็กซิโก สามารถขอการรับรองมาตรฐานฟาร์มและขอใบรับรองสุขอนามัยได้ที่ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด กรมปศุสัตว์ หรือสอบถามข้อมูลกฎระเบียบการนำเข้าจิ้งหรีดของเม็กซิโกได้ที่ 
กองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เลขที่ 50 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 โทร 02-561-2277 ต่อ 1307 และ 1326