พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เปิดโครงการ ‘ปลูกผักกินฟรีช่วยผู้ประสบภัยโควิด’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553210

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เปิดโครงการ‘ปลูกผักกินฟรีช่วยผู้ประสบภัยโควิด’

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวสำเภาว์ งามเชย รองผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ฝ่ายพัฒนา) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจของทั้งประเทศ สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าวจึงจัดโครงการ “ปลูกผักกินฟรี ช่วยเหลือผู้ประสบภัย โควิด-19”เปลี่ยนพื้นที่เรียนรู้ภายในพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เป็นแปลงฝึกปฏิบัติ โดยจะได้เรียนรู้ตั้งแต่กระบวนเตรียมดิน เพาะเมล็ดวิธีปลูก การดูแลรักษา ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต และผลผลิตร้อยละ 30 จะถูกนำไปใส่ไว้ในตู้ปันผัก เพื่อส่งต่อผลผลิตผักอินทรีย์ปลอดภัยไปยังประชาชน หรือผู้ที่เดือดร้อนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และอีกร้อยละ 70 จัดสรร ให้ผู้ที่รับผิดชอบดูแลผลผลิต นำไปจำหน่ายให้เกิดรายได้ ทั้งนี้ โครงการ “ปลูกผักกินฟรี ช่วยเหลือผู้ประสบภัยโควิด -19” เปิดรับสมัครผู้ร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 15-24 กุมภาพันธ์ สัมภาษณ์วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ประกาศผลผู้ร่วมโครงการวันที่ 27 กุมภาพันธ์ และเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป ระยะเวลาเรียนรู้รวม 50 วัน รับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวนครั้งละ 30 ท่าน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางโทรศัพท์ 0-2529-2212-13,06-5640-5915, 09-0370-2766, 08-7359-7171

เกษตรฯขับเคลื่อน กัญชง-กัญชา จากแปลงวิจัยสู่ครัวเรือน 6 ต้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553212

เกษตรฯขับเคลื่อนกัญชง-กัญชา  จากแปลงวิจัยสู่ครัวเรือน6ต้น

เกษตรฯขับเคลื่อนกัญชง-กัญชา จากแปลงวิจัยสู่ครัวเรือน6ต้น

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่าได้ให้นโยบายกับกรมวิชาการเกษตร(กวก.)ไปหารือกับคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการส่งเสริมการปลูกพืชกัญชงและกัญชา หลังกฎกระทรวงสาธารณสุขมีผลบังคับใช้ คาดว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์จะได้แนวปฏิบัติออกมาเพื่อให้ประชาชนที่สนใจจะปลูกรับทราบภายใต้การกำกับของ อย.และมีกรมวิชาการเกษตรเป็นพี่เลี้ยงทางด้านวิชาการ

ทั้งนี้ แนวปฏิบัติประกอบด้วย 1.การนำเข้าเมล็ดพันธุ์และจำหน่ายเมล็ดพันธุ์จะเร่งดำเนินการประกาศให้เมล็ดพันธุ์กัญชาและกัญชงเป็นเมล็ดพันธุ์ควบคุมตามพ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ. 2518 โดยระหว่างรอประกาศ จะใช้ระเบียบและกฎเกณฑ์ของอย.ไปพรางก่อน เมื่อมีประกาศแล้ว ให้สองหน่วยงานบูรณาการในการรับรองใบอนุญาต 2.การขออนุญาตปลูกเป็นของอย. ซึ่งจะมีคณะกรรมการระดับจังหวัด พิจารณาและรวบรวมรายชื่อผู้ปลูกและหลักฐานการยื่นให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดและหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯดูแล ตั้งแต่เตรียมแปลง ตามเก็บเกี่ยว และส่งผลตรวจประเมินความสามารถของผู้ปลูกให้อย. และกระทรวงเกษตรฯจะร่วมตรวจสอบการนำเข้าการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่าย ควบคุมการผลิตต้นกล้าและคุณภาพต้นกล้าเพื่อให้ได้คุณภาพตรงตามสายพันธุ์ 3.ทดสอบคุณภาพของกัญชาและกัญชง ผู้ปลูกและผู้ซื้อสามารถใช้อุปกรณ์ตรวจเบื้องต้นได้เอง และกระทรวงสาธารณสุขสนับสนุนให้เอกชนตั้งห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพและคุณสมบัติทางเคมีของสารสกัดจากกัญชาและกัญชง เพื่อให้การบริการประชาชนทั่วถึง 4.การซื้อ-ขายกัญชาและกัญชง จะเป็นการซื้อ-ขายโดยตรงหรือระบบ contract farming ระหว่างผู้ซื้อและผู้ปลูก รวมถึงตั้งตลาดกลางกัญชา ตลาดกลางกัญชง เป็นศูนย์กลางซื้อ-ขายที่มีกำหนดมาตรฐานสินค้า กำหนดราคากลาง และการซื้อขายเป็นธรรมโดยให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้ง

ส่องเกษตร : พะยอม…บาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553209

ส่องเกษตร : พะยอม…บาน

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งความรักที่คนวัยหนุ่ม-สาวอาจจะเฝ้ารอให้วันแห่งความรักมาถึงซึ่งคนเราควรมีความรักให้แก่กันในทุกวัน เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งก็ยังเป็นช่วงที่ต้นไม้หลายชนิดเฝ้ารอติดดอกออกผลเช่นกัน ทั้งไม้ผลหรือไม้ป่าพืชพรรณหลายชนิดถูกมนุษย์ใช้เป็นสัญลักษณ์ในหลายๆ อย่าง เช่น กุหลาบสีแดงเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของหนุ่มสาว เทศกาลแห่งความรักจึงเป็นเทศกาลที่ดอกกุหลาบสีแดงราคาพุ่งสูงขึ้นกว่าช่วงเวลาอื่น เกษตรกรที่ปลูกกุหลาบมักจะวางแผนให้กุหลาบออกดอกในช่วงเวลานี้ นอกจากนี้ยังมีการนำต้นไม้อีกหลายชนิดมาเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด หน่วยงาน หรือสถาบันต่างๆ นับเป็นกุศโลบายในการสร้างความผูกพันให้คนกับต้นไม้ ซึ่งจะว่าไปก็มีส่วนช่วยให้เกิดการอนุรักษ์และขยายพื้นที่ปลูกต้นไม้ชนิดนั้นเพิ่มมากขึ้นอีกทางหนึ่ง

เมื่อเอ่ยถึง ลูกนนทรี ก็จะเข้าใจว่าเป็นผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีสัญลักษณ์สีเขียวของต้นนนทรีที่สื่อถึงการเกษตร หรือ หากเป็นต้นจามจุรี ก็เข้าใจกันว่าเป็นต้นไม้สัญลักษณ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระดับหน่วยงานมีการนำต้นไม้มาเป็นสัญลักษณ์เช่นกัน เช่น ต้นพะยอม ต้นไม้ประจำกรมวิชาการเกษตร เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง-ใหญ่ สูงประมาณ 15-30 เมตร จัดเป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ยาง เช่นเดียวกัน เต็ง รัง ชอบขึ้นในที่แล้ง ดินทรายไม่ชอบดินเค็ม ทรงต้นหากปลูกเดี่ยวๆ จะเป็นพุ่มสวยงามโดยไม่ต้องมีการตัดแต่งกิ่ง ปัจจุบันหลายคนนำมาปลูกไว้ในบ้าน โดยจะออกดอกปีละ1 ครั้ง ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ด้วยการทิ้งใบก่อนที่จะออกดอกทั้งต้น ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการรอคอยนานหลายปีกว่าจะออกดอก เพราะเป็นไม้ที่โตช้า ต้องเป็นคนรักไม้ชนิดนี้จริงๆ จึงจะนำมาปลูก ทำให้เป็นไม้ที่ค่อนข้างหายาก ลักษณะดอกเป็นช่อแยกแขนงออกที่ปลายกิ่ง โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น 5 กลีบ เรียงเวียนแบบกังหัน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ในช่วงเย็น คนไทยในยุคก่อนเชื่อกันว่าหากบ้านใดปลูกต้นพะยอมไว้ในบ้าน จะทำให้ผู้พักอาศัยเป็นผู้ที่มีนิสัยอ่อนน้อม ประณีประนอม ไม่ขัดสน เพราะบุคคลทั่วไปให้ความเห็นใจและยอมให้ในสิ่งที่ดีงามเสมอ อย่างไรก็ตาม จากการที่ต้นพะยอมเป็นไม้ที่โตช้า กว่าจะติดดอกต้องใช้เวลาปลูกนานหลายปี และยังออกดอกเพียงปีละครั้งเท่านั้น ในความเห็นของผม ต้นพะยอมถูกคัดเลือกให้เป็นต้นไม้ประจำกรมวิชาการเกษตร คงเป็นผลจากลักษณะของต้นพะยอม เพราะภารกิจหลักของกรมวิชาการเกษตร คือ การวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับพืชและเครื่องจักรกลการเกษตร การทำงานวิจัยและพัฒนาเป็นงานที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ เป็นงานที่ต้องคิดล่วงหน้า กำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจน จึงต้องมีความอดทน ผ่านกระบวนการบ่มเพาะและสะสมองค์ความรู้ เมื่อได้เวลาที่เหมาะสมจึงจะนำเสนอต่อสาธารณะ เพื่อให้ผู้คนได้นำไปใช้ประโยชน์จากผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองไปตลอด

ดังนั้น ลักษณะของนักวิจัยจึงมักไม่แสดงตัวต่อสาธารณะ มุ่งมั่นกับงานวิจัยที่ตนรับผิดชอบไม่มีการออกมาสร้างภาพไปวันๆ โดยขาดหลักฐานงานวิจัยมารองรับ ดังนั้นจึงไม่ค่อยเห็นนักวิจัยที่ออกมาวุ่นวายนำเสนอข้อมูลพร่ำเพรื่อ หรือนำเสนอข้อมูลที่ไม่ใช่ผลจากงานวิจัยที่เกิดขึ้น หากงานวิจัยถูกบีบคั้นด้วยเหตุผลต่างๆ นานาให้นำเสนอผลงานออกมาโดยที่งานวิจัยนั้นยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วน จะด้วยข้อจำกัดหรือข้อสั่งการต่างๆ ส่งผลให้งานวิจัยดังกล่าวไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน และบางครั้งอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดีที่สร้างภาพขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น โดยในบรรดานักวิจัยที่ผมระลึกถึงและเป็นแบบอย่างของนักวิจัยที่ดี คือ ดร.อาวุธ ณ ลำปาง ผู้คัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสง สร้างพันธุ์ถั่วลิสงไทนาน 9 ที่ยังคงเป็นพันธุ์ถั่วลิสงที่มีการปลูกอย่างแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่า ดร.อาวุธ จะล่วงลับไปนานแล้วก็ตาม

หันกลับมามองความเป็นจริงในปัจจุบัน เกรงว่าความเข้าใจและไม่เข้าใจของผู้เกี่ยวข้องซึ่งเผชิญปัญหาในการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างผลงานที่มีประโยชน์และทรงคุณค่า กับการเร่งรัดสร้างผลงานให้เกิดขึ้นตามนโยบาย จะดำเนินไปในลักษณะใด ความเข้มแข็งของการวิจัยและพัฒนาของกรมวิชาการเกษตรที่เคยเป็นมาในอดีต จะยังคงอยู่หรืออ่อนแรงลงไปจนเลือนหายไปจากวงการวิจัยของชาติ ยังคงเป็นประเด็นที่น่าห่วงใย

ผมเห็นดอกพะยอมบานเต็มต้นไปเมื่อไม่กี่วันก่อน จึงหวนคิดถึงและย้อนกลับไปคิดเรื่องงานวิจัยที่ต้องอดทนและรอคอยกว่าจะได้ผลสำเร็จ เหมือนต้นพะยอมกว่าจะออกดอกก็ต้องใช้เวลาเป็นปี แต่เมื่อออกดอกแล้วก็สร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นกับผู้คนที่ได้พบเห็น เกิดประโยชน์ต่อทุกๆคน ผู้อาวุโสอดีตข้าราชการของกรมวิชาการเกษตรท่านหนึ่งได้กล่าวถึงต้นพะยอมไว้ว่า“โอ้พะยอมจงอยู่ยั่งยืนยง แต่ชีวิตเราคงปลดปลงลงแน่…” เหมือนจะสื่อให้คนกรมวิชาการเกษตรเชื่อมั่นในผลงานที่เกิดขึ้นจากการวิจัยและพัฒนาที่จะยังคงอยู่ตลอดไปเหมือนกับต้นพะยอมที่ยังคงเติบโตไปอย่างช้าๆ และออกดอกมาให้ชื่นชมกันทุกปี ในขณะที่ชีวิตคนผ่านมาแล้วก็ผ่านไปขึ้นกับว่าระหว่างทางจะเหลืออะไรไว้ให้เกิดประโยชน์ต่อแผ่นดินนี้หรือไม่ก็เท่านั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

กยท.ทุ่มงบ 700 ล. หนุนสหกรณ์แปลงใหญ่ ดันมาตรการดึงน้ำยางออกจากระบบ 2 แสนตัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553211

กยท.ทุ่มงบ700ล.หนุนสหกรณ์แปลงใหญ่ ดันมาตรการดึงน้ำยางออกจากระบบ2แสนตัน

วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กยท.ดำเนินโครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรชาวสวนยางในโครงการ 18,095 รายพื้นที่สวนยางจำนวนกว่า 270,000 ไร่ มุ่งพัฒนาเกษตรกรชาวสวนยางสู่การเป็น Smart Farmer ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 5 ด้าน ได้แก่ การลดต้นทุนการผลิต /การเพิ่มผลผลิต /การพัฒนาคุณภาพ /การตลาด /การบริหารจัดการ โดยการบูรณาการร่วมกันทั้งในส่วนของเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางหน่วยราชการ และภาคเอกชน ทั้งนี้ มีการกำหนดเป้าหมายให้มีโรงงานแปรรูปยางพาราครอบคลุมพื้นที่ทุกเขตของ กยท. ทั้ง 7 เขต วงเงินงบประมาณ 700 ล้านบาทต่อปี ล่าสุด (4 ก.พ.64) คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย อนุมัติโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำยางข้นในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ยางพาราให้สหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานน้ำยางข้นของสถาบันเกษตรกรโรงงานเดียวที่รับซื้อน้ำยางสดมาแปรรูปเป็นน้ำยางข้น โดย กยท. สนับสนุนเงินอุดหนุนจากมาตรา 49(3) วงเงินกว่า 31 ล้านบาทเพื่อใช้ขยายกำลังการผลิตและปรับปรุงคุณภาพผลผลิต โดยหลังจากปรับปรุงโรงงานจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มากขึ้นจากเดิม 3 เท่าต่อวัน สามารถรองรับน้ำยางสดจากเกษตรกรในภูมิภาคได้มากขึ้นด้วย ซึ่งจะรับซื้อน้ำยางสดในราคานำตลาด เพื่อนำมาแปรรูปเป็นน้ำยางข้นเก็บไว้ชะลอขายได้ ถือเป็นอีกวิธีบริหารจัดการน้ำยางสดอีกวิธีหนึ่งในช่วงที่สถานการณ์ยางมีความผันผวน

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า กยท. พยายามกระตุ้นการดึงน้ำยางสดออกจากตลาดโดยดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำยางสด ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรชะลอการขาย เก็บรวบรวมน้ำยางสดไว้ รอจังหวะที่ตลาดมีความต้องการ เช่น ในฤดูปิดกรีดที่ราคายางสูงขึ้น หรืออยู่ในระดับราคาที่สถาบันเกษตรกรเห็นว่าเหมาะสมแล้วนำออกมาขาย ซึ่ง กยท. จัดหาอุปกรณ์แท็งก์เก็บน้ำยางสดพร้อมสารเคมี เพื่อยืดระยะเวลาเก็บรักษาน้ำยางสดให้คงคุณภาพไว้ได้ 2 เดือน และสามารถกู้ยืมเงินจากกองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49 (3) เพื่อใช้เป็นเงินทุนซื้อน้ำยางสดมาจัดเก็บตามมาตรการดังกล่าว โดยมีเป้าหมายสามารถดึงน้ำยางออกจากตลาดได้กว่า 200,000 ตัน

เกษตรกรภาคอีสานเฮ! รับมอบโค-กระบือ ณ วัดป่าสตึกพัฒนาและพุทธอุทยานอาณาจักรหลวงปู่ทวด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/553093

เกษตรกรภาคอีสานเฮ! รับมอบโค-กระบือ ณ วัดป่าสตึกพัฒนาและพุทธอุทยานอาณาจักรหลวงปู่ทวด

เกษตรกรภาคอีสานเฮ! รับมอบโค-กระบือ ณ วัดป่าสตึกพัฒนาและพุทธอุทยานอาณาจักรหลวงปู่ทวด

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 14.36 น.

เกษตรกรภาคอีสานเฮ!! ได้รับมอบโค-กระบือ จากบริษัทเมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด และคณะ ณ วัดป่าสตึกพัฒนาและพุทธอุทยานอาณาจักรหลวงปู่ทวด 

บริษัทเมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัดและคณะปวงชนชาวไทยเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จัดพิธีส่งมอบโค-กระบือ ให้กับเกษตรกร จำนวน 39 ตัว ณ วัดป่าสตึกพัฒนา อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ในวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 และร่วมกับมูลนิธิศิษย์หลวงพ่อทวด (เขาใหญ่) และสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ จัดพิธีส่งมอบโค-กระบือ ให้กับเกษตรกรให้กับเกษตรกร จำนวน 30 ตัว ณ พุทธอุทยานอาณาจักรหลวงปู่ทวด(เขาใหญ่) ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 9.30 -15.00 น. โดยมีนาวาอากาศเอก(พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทเมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด เป็นประธานในพิธี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในโอกาสวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ตรงกับวันแห่งความรักพอดี กิจกรรมที่จัดขึ้นได้มอบความรักโดยการเป็นผู้ให้ การให้ไม่มีวันสิ้นสุดเสมอ เท่าที่กำลังจะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ เพื่อส่งต่อให้ผู้รับได้มีความสุข โดยมีนาวาอากาศเอก(พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทเมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด เป็นประธานในพิธี ได้รับเกียรติจาก คุณภาวนา ประจิตต์ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานนครราชสีมา มาร่วมในพิธี , คุณธีรเดช เมฆดาราประธานที่ปรึกษามูลนิธิศิษย์หลวงพ่อทวดเขาใหญ่ ในนามมูลนิธิศิษย์หลวงพ่อทวดเอื้อเฟื้อสถานที่ในการจัดงาน บริเวณพุทธอุทยานอาณาจักรหลวงปู่ทวด (เขาใหญ่) มีหลวงพ่อทวดตั้งอยู่ภายใน เป็นองค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สีทองเหลืองอร่าม มีความสูง 111 เมตร ตั้งโดดเด่นอยู่ท่ามกลางภูเขาและธรรมชาติอันสวยงาม , คุณพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ร่วมกับสมาชิกสมาคมฯ และคุณวิโรจน์ อรุณพันธ์ ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารปากช่อง-เขาใหญ่ร่วมกับสมาชิกชมรมฯ ร่วมกันออกโรงทาน เห็นได้ว่ากิจกรรมในวันนี้ได้สะท้อนถึงความร่วมแรงร่วมใจของชาวเขาใหญ่เป็นอย่างมาก

ในงานนี้เป็นการร่วมบุญกันส่งมอบโค -กระบือ ทั้งหมดจำนวน 30 ตัว แบ่งเป็น มอบชีวิตโค-กระบือให้กับเกษตรกรทั้งจากจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียงในภาคอีสาน จำนวน 20 ตัว และมีการจับสลากมอบโค-กระบือเป็นของขวัญให้แก่เกษตรกรในอำเภอปากช่อง จำนวน 10 ตัว ผู้โชดดีที่ได้รับการจับสลาก ดังนี้ 1.นางรำพึง โพลงเงิน ต.ปากช่อง 2.น.ส.ประเทือง ทวนพรมราช ต.หมูสี 3.นายวิญญาณ ฌานวิปัสสนา ต.ปากช่อง 4.น.ส.สุธนี เฮ้าจันทึก ต.ขนงพระ 5.นายบถญทัน สังข์ทอง ต.หมูสี 6.นายโคด แจ้งกลีบ ต.ขนงพระ 7.นายอานนท์ สุภาษิต ต.หมูสี 8.นายจรัญ หวังก่อกลาง ต.หนองสาหร่าย 9.น.ส.ฆริกาภูรณียา ขจรประวีณ์ ต.วังไทร 10.นายนันทวุฒิ พยัคศรี ต.หมูสี นอกจากนี้บริษัทเมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัดได้ส่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ ( หน้ากากอนามัย SKY MED ) ให้กับโรงพยาบาลปากช่องนานา อ.ปากช่องอีกด้วย

กิจกรรมภายในงานเริ่มด้วย พิธีสงฆ์ , นิมนต์พระสงฆ์เจริญพุทธมนต์แก่โค-กระบือ , ประธานคล้องพวงมาลัยให้โค-กระบือ การแสดงชุดรำถวาย จากโรงเรียนปากช่องวิทยา อ.ปากช่อง , การแสดงฟ้อนเอิ้นขวัญ จากโรงเรียนบ้านท่าช้าง อ.ปากช่อง , การแสดงเซิ้งกระโป๋ จากโรงเรียนบ้านท่าช้าง , การแสดงเพลงโคราช จากอดีตนายกสมาคมหมอเพลงโคราชและคณะ ในโอกาสนี้ทางประธานผู้จัดงานและคณะได้มอบเงินจำนวนหนึ่งให้กับนักแสดงทุกการแสดง และการแสดงที่สร้างความประทับใจ ชื่นชมในความสามารถให้กับผู้ชมมากที่สุด คือ การแสดงดนตรีของนักเรียนผู้พิการทางสายตา จากโรงเรียนสอนคนตาบอดมกุฏคีรีวัน(เขาใหญ่) อ.ปากช่อง ถึงแม้เด็กนักเรียนเหล่านี้จะมองไม่เห็น ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับการฝึกซ้อมเล่นดนตรีแต่อย่างใด ประธานผู้จัดงานและคณะเห็นถึงความสามารถ จึงได้มอบทุนการศึกษาและทุนสำหรับการฝึกซ้อมวงต่อไป เป็นจำนวนเงิน 55,000 บาท นอกจากนี้มีผู้ใหญ่ใจดีสมทบเพิ่มอีก คือ มูลนิธิศิษย์หลวงพ่อทวดเขาใหญ่ 5,000 บาท , คุณชดา บูรณพิมพ์และคณะสื่อมวลชนจากกรุงเทพมหานคร 6,000 บาท , คุณพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ 1,000 บาท และ ผู้แทนบริษัทTrekking and Organize (Thailand) สมทบให้เป็นทุนการศึกษาเพิ่มอีก 800 บาท งานนี้อิ่มบุญกันไปถ้วนหน้าทุกคน

ไตรมาส 4/2563 ไทยส่งออกเนื้อโคฉลุย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552938

ไตรมาส4/2563ไทยส่งออกเนื้อโคฉลุย

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Beef Board รายงานตัวเลขสินค้าโคเนื้อและผลิตภัณฑ์ ประจำไตรมาสที่ 4/2563 เดือนธันวาคม พบไทยยังคงสามารถส่งออกเนื้อโคและโคมีชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคเนื้อ-กระบือ และผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (Beef Board) โดยที่ประชุมได้มีการรายงานสินค้าโคเนื้อและผลิตภัณฑ์ ประจำไตรมาสที่ 4/2563 เดือนธันวาคม แบ่งเป็น ด้านการผลิตมีการผลิตโคเนื้อ ในช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2563 จำนวน 0.291 ล้านตัว เป็นเนื้อโค 48.95 พันตัน (ในปี 2563 มีเนื้อโค 206.15 พันตันต่อปี) การนำเข้าพ่อ-แม่พันธุ์ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2563 จำนวน 1,000 ตัว (แม่พันธุ์ 915 ตัวพ่อพันธุ์ 85 ตัว และน้ำเชื้อ 127,491 โดส) มีจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตโคเนื้อที่สำคัญ ได้แก่ นครราชสีมา สุรินทร์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ ด้านการตลาด ตลาดส่งออกโคมีชีวิตไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เวียดนาม ยังคงมีความต้องการต่อเนื่อง และการส่งออกเนื้อโค แบ่งเป็น เนื้อโคสด ไปยังเมียนมา 53% กัมพูชา 35% ลาว 12% และเนื้อโคแปรรูปไปยังญี่ปุ่น 100%

สำหรับการนำเข้าเนื้อโคของไทยส่วนใหญ่นำเข้าจากออสเตรเลีย เพื่อบริโภคและเป็นวัตถุดิบแปรรูปส่งออก ปริมาณการส่งออก-นำเข้าเนื้อและโคของไทย ในปี 2563 มีการนำเข้าโคมีชีวิตจากเมียนมา 96% และส่งออกไปประเทศสาธารณรัฐประชาชนลาว 63% ทั้งนี้ ตลาดโคเนื้อไตรมาส 4/63 ราคาโคมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ93.10 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 0.05 และเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/63 ร้อยละ 0.27

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานในด้านต่างๆ ได้แก่ 1) ความก้าวหน้าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาโคเนื้อ กระบือและผลิตภัณฑ์ พ.ศ. 25… 2) คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาโคเนื้อ-กระบือ และผลิตภัณฑ์แห่งชาติ 3) การบรรจุแผนการผลิตและการตลาดโคเนื้อ เข้าไปอยู่ในแผนการพัฒนาของ EEC 4) สรุปการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ กระบือ ภายใต้ยุทธศาสตร์โคเนื้อ-กระบือ กรมปศุสัตว์ 5) การใช้มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น และมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปิดตลาดการค้าเสรี (FTA) 6) ความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อที่ขอรับการสนับสนุนเงินกู้จากกองทุน FTA และ 7) ความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง (MOU)

กรมส่งเสริมการเกษตรแจงข้อเท็จจริง ราคาผลผลิตลำไยตกต่ำที่จันทบุรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552943

กรมส่งเสริมการเกษตรแจงข้อเท็จจริง ราคาผลผลิตลำไยตกต่ำที่จันทบุรี

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ชี้แจงกรณีที่มีสำนักข่าวบางแห่งได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับประเด็น ราคาลำไยจังหวัดจันทบุรีตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ ขณะที่คนงานจากล้งรับซื้อผลไม้เข้ามาเก็บลำไยตามสวนต่างๆ โดยเก็บไปเฉพาะลูกที่มีขนาดใหญ่ ผิวสวย ส่วนผลที่มีขนาดเล็ก และกลาง จะปล่อยทิ้งไว้ในสวน จนต้องพากันเก็บผลผลิตที่เหลือเอง และเกษตรกรชาวสวนต้องเก็บลำไยสภาพดีออกขายเป็นลำไยร่วง ณ จุดรับซื้อลำไยร่วงของพ่อค้ารายย่อย บริเวณริมถนนทั่วไปในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งการรับซื้อดังกล่าวทำให้ราคาลำไยตกต่ำเหลือกิโลกรัมละ 6 บาท นั้น

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับแจ้งจากนางปัทมา นามวงษ์ เกษตรจังหวัดจันทบุรีว่าสำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรีลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอโป่งน้ำร้อน ผู้นำท้องถิ่น และเกษตรกรผู้ผลิตลำไยในพื้นที่ พบว่า สถานการณ์การผลิตลำไยในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ขณะนี้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วประมาณ 160,716 ตันคิดเป็นร้อยละ 83.19 และมีผลผลิตคงเหลือประมาณ 32,475 ตัน คิดเป็นร้อยละ 16.81 ส่วนสถานที่/จุดรับซื้อผลผลิตตามที่เป็นข่าวเป็นจุดรับซื้อผลผลิตตกเกรด ซึ่งจะซื้อผลผลิตไปเพื่อส่งผู้ประกอบการแปรรูป ตั้งอยู่ที่ตำบลสะตอน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งไม่ใช่ผู้รับซื้อผลผลิตในอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

นอกจากนี้ เกษตรกรชาวสวนลำไยส่วนใหญ่ได้ทำการเก็บเกี่ยวลำไยเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว มีเพียงส่วนน้อยที่ยังมีผลผลิตตกค้างอยู่ในช่วงนี้ และผลผลิตดังกล่าวจะเป็นผลผลิตที่มีขนาดผลเล็ก ผิวไม่สวย มีการรับซื้อผลผลิต (ลูกร่วงขนาดเล็ก) ไปขายต่อในราคา 6 บาทต่อกิโลกรัม และราคารับซื้อผลร่วง(ลูกร่วงขนาดผลใหญ่) ราคาประมาณ 10 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจังหวัดจันทบุรีได้ดำเนินแก้ไขและช่วยเหลือเกษตรกรในเบื้องต้นแล้ว ดังนี้ 1.ส่งเสริมให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตโดยตรงให้กับผู้บริโภคภายในประเทศ เช่น การทำการตลาดออนไลน์ การนำผลผลิตไปจำหน่ายยังสถานที่ต่างๆ เช่น อ.ต.ก. ห้างสรรพสินค้า ศูนย์ราชการต่างๆ 2.ส่งเสริมให้มีการแปรรูปผลผลิตที่เกรดไม่ได้คุณภาพ หรือตกเกรด เพื่อไม่ให้สินค้าดังกล่าวปะปนหรือทำลายตลาด3. ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการพักต้นลำไย หรือแบ่งพื้นที่เพื่อทำการราดสาร จะทำให้ผลผลิตกระจายตัว พร้อมทั้งส่งเสริมการปลูกพืชอื่นเป็นพืชเสริมในสวนลำไย เช่น การปลูกพริก การปลูกมะเขือ และการปลูกกระวาน เป็นต้น 4.กรณีสวนที่มีขนาดเล็กให้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตลำไยโดยใช้แรงงานในครัวเรือน และเพื่อนบ้านช่วยในการเก็บเกี่ยว แล้วนำผลผลิตที่เก็บได้ไปส่งสถานประกอบการรับซื้อผลผลิต (ล้ง) เนื่องจากขณะนี้ในพื้นที่ประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19

ดัน ‘กัญชง’ ขึ้นแท่นพืชเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552945

ดัน‘กัญชง’ขึ้นแท่นพืชเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ

ดัน‘กัญชง’ขึ้นแท่นพืชเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการทำการแทนผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวหลังงานแถลงข่าวโครงการวิจัยศึกษาการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชงเป็นแหล่งอาหารโคนมว่า จากที่มีการอนุญาต หรือปลดล็อก “กัญชง” ให้ทุกภาคส่วนทั้งเกษตรกร ภาครัฐและเอกชน ประชาชนสามารถขออนุญาตและนำกัญชงไปใช้ในทางการค้า การแพทย์ การศึกษาวิจัย พัฒนาและการผลิตเมล็ดพันธุ์รับรองได้นั้น อ.ส.ค.ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและสนใจในการนำทุกส่วนของกัญชงและของเหลือจากการเก็บเกี่ยวหรือการแปรรูปกัญชงมาศึกษาวิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มมูลค่าในการผลิตเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะส่วนของกากเมล็ดกัญชงหลังจากที่บีบสกัดน้ำมันออกไปแล้ว จากการรายงานวิจัยพบว่ามีคุณค่าโภชนาการที่สูงได้แก่ โปรตีนและพลังงาน โดยมีคุณค่าใกล้เคียงเทียบเท่ากากถั่วชนิดต่างๆที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ซึ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศไทย ดังนั้น อ.ส.ค.จึงได้จับมือกับองค์การอาหารและยา (อย.) และพันธมิตรอีก 3 หน่วยงาน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนพันธุ์บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ภายใต้โครงการความร่วมมือทางวิชาการในการศึกษาวิจัยการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆของกัญชงเป็นอาหารโคนมในเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้โครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก

สำหรับวัตถุประสงค์และขอบเขตความร่วมมือ เพื่อรองรับโครงการศึกษาวิจัยด้านการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชง ได้แก่ เมล็ด ใบ ลำต้น ราก กากเมล็ด น้ำมันจากเมล็ด น้ำมันจากดอก และส่วนอื่นๆ ของลำต้นกัญชง หรือส่วนที่แปรรูปจากพืชกัญชงในการเป็นอาหารโคนมคุณภาพ โดยร่วมกันศึกษาวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการองค์ความรู้ในการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชงในรูปแบบต่างๆ เช่น การผลิตน้ำนมกัญชง การผลิตอาหารเสริมสำหรับโคนม เป็นต้น ตลอดจนร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยไปยังเกษตรกรผู้มีความสนใจ ซึ่งการลงนามความร่วมมือดังกล่าว อ.ส.ค. ยังได้ประสานองค์ความรู้จากหน่วยงานพันธมิตร เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ด้านสายพันธุ์กัญชงและฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับกัญชงให้กับบุคลากรของ อ.ส.ค. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยภาควิชาสัตวบาลได้ร่วมเป็นที่ปรึกษาในโครงการวิจัยต่างๆ ซึ่งถือเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในวงการปศุสัตว์ ที่จะมีกากเมล็ดกัญชงและส่วนอื่นๆของกัญชงไปเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยมุ่งหวังที่จะนำงานวิจัยไปผลักดันให้มีการพิจารณาอนุญาตใช้ในอาหารสัตว์ต่อไป

ด้านภญ.สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ทางองค์การอาหารและยา (อย.) คาดว่า เมื่อมีการเพาะปลูกกัญชงเพิ่มขึ้นในประเทศไทย จะสามารถผลักดันให้มีของเหลือจากอุตสาหกรรมการแปรรูปกัญชงมากยิ่งขึ้น และเป็นโอกาสที่ดีในการนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศไทยในอนาคตได้อย่างมหาศาล เพราะกัญชงนั้นยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อีกมาก โดยเฉพาะโปรตีนที่สามารถทำหารสัตว์ได้ ส่วนอื่นก็สามารถใช้ประโยชน์ได้มากและขณะนี้ทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ภาครัฐเอกชน และประชาชนทั่วไป สามารถขออนุญาตปลูกได้ทุกวัตถุประสงค์ ตั้งแต่การค้าการแพทย์ การศึกษา วิจัย การใช้ตามวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม หรือผลิตเมล็ดพันธุ์รับรอง โดยผู้ที่ต้องการขออนุญาตให้ยื่นคำขอ ณ สถานที่ปลูกที่ตั้งอยู่ หากอยู่ที่กรุงเทพฯ ให้ยื่นที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หากอยู่ต่างจังหวัดให้ยื่นที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ส่วนผู้ขอนำเข้าเมล็ดพันธุ์กัญชง ให้ยื่นคำขอที่ อย.

ชลประทานบุรีรัมย์ งดปล่อยน้ำนาปรัง หวั่นเกิดวิกฤติแล้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552940

ชลประทานบุรีรัมย์ งดปล่อยน้ำนาปรัง หวั่นเกิดวิกฤติแล้ง

วันอังคาร ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถึงแม้ปีนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก และอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบสำคัญที่ใช้เป็นน้ำดิบในการผลิตประปาหล่อเลี้ยงเขตเศรษฐกิจ และประชาชนในเขต อ.เมืองบุรีรัมย์ และอ.ห้วยราช บางส่วนจะมีน้ำกักเก็บเกือบรวมกันมากถึง 35 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปริมาณความจุอ่างรวมกัน 56 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ทางโครงการชลประทานก็ไม่มีนโยบายปล่อยน้ำให้เกษตรกรทำนาปรัง เนื่องจากต้องสำรองน้ำไว้ใช้ในการผลิตประปาให้เพียงพอตลอดทั้งปี ทั้งเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาวิกฤติแล้งขาดน้ำแคลนน้ำดิบผลิตประปาซ้ำรอยปีที่ผ่านมา  จนหลายหน่วยงานต้องทำการสูบผันน้ำจากแหล่งอื่นมาเป็นน้ำดิบผลิตประปาแทน  

ขณะที่เกษตรกรในเขตชลประทาน ในพื้นที่ ต.บ้านบัว อ.เมืองบุรีรัมย์ ก็ให้ความร่วมมืองดการทำนาปรังหันมาปลูกพืชอายุสั้น และผักสวนครัว ไว้บริโภคและขายเป็นรายได้เสริมเลี้ยงครัวเรือน เช่น ต้นหอม ผักชี ขึ้นฉ่าย แตงกวา แตงโม และข้าวโพด เพราะเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยและมีอายุสั้นเพียง 2-3 เดือน ก็สามารถเก็บผลิตขายได้แล้ว แต่หากทำนาปรังก็จะเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำหล่อเลี้ยงซึ่งจะทำให้ผลผลิตเสียหายได้     

โดยนายสุนทร วอนรัมย์ เกษตรกร บอกว่า หลังจากปีที่ผ่านมาประสบปัญหาน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก และห้วยตลาดแห้งขอด ทำให้ไม่สามารถสูบผลิตประปาได้ จนต้องมีการไปสูบน้ำจากแหล่งน้ำมาผลิตประปาแทน  ปีนี้เกษตรกรจึงงดการทำนาปรังหันมาปลูกพืชอายุสั้นและใช้น้ำน้อยแทน เพื่อช่วยกันประหยัดให้มีน้ำเพียงพอผลิตประปา โดยพืชอายุสั้นที่ปลูกบางคนก็ใช้น้ำจากคลองธรรมชาติ  บางคนก็ขุดสระสำรองไว้ แต่หากรวมกันเป็นกลุ่มก็สามารถไปขอน้ำจากทางโครงการชลประทานได้ 

พช.จัดประกวดหาผู้นำการเปลี่ยนแปลงต้นแบบในการปลูกพืชผักสวนครัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552902

พช.จัดประกวดหาผู้นำการเปลี่ยนแปลงต้นแบบในการปลูกพืชผักสวนครัว

พช.จัดประกวดหาผู้นำการเปลี่ยนแปลงต้นแบบในการปลูกพืชผักสวนครัว

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 18.34 น.

พช.จัดประกวดหาผู้นำการเปลี่ยนแปลงต้นแบบในการปลูกพืชผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ห้องประชุม War Room กรมการพัฒนาชุมชน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นประธานการประชุมบันทึกเทปทางไกล (VDO conference) โครงการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง กิจกรรมที่ 1 ประชุมสร้างความเข้าใจในการขับเคลื่อนโครงการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยมี นายนิวัติ น้อยผาง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ตรวจราชการกรม ผู้อำนวยการสำนัก / ศูนย์ / กอง พัฒนาการจังหวัด พัฒนาการอำเภอ และเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมประชุม โดยมี กลุ่มเป้าหมาย ผู้นำชุมชน 1,000 ตำบล ๆ ละ 15 คน รวมทั้งสิ้น 15,000 คน

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชน ได้ให้ความสำคัญในการเสริมสร้างผู้นำชุมชน โดยการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในระดับต่างๆ ให้ผู้นำชุมชนมีความรู้ คู่คุณธรรม สามารถบริหารจัดการชุมชนของตนเอง เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดประกวดแข่งขัน เสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อเชิดชูเกียรติ สร้างแรงจูงใจต่อการขับเคลื่อนงาน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น Change for Good สร้างชุมชนเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ โดยน้อมนำแนวพระราชดำริของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สร้างความมั่นคงทางอาหารสู่ปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร แก่พี่น้องประชาชน เช่น ตำบลโก่งธนู จังหวัดลพบุรี ภายใต้โครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” รณรงค์ให้ทุกหลังคาเรือนมีการคัดแยกขยะ สร้างความรู้ ความเข้าใจในการบริหารจัดการขยะเปียก ดูแลรักษาภูมิทัศน์ สิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชน การปลูกผักสวนครัว สร้างคลังอาหารเพิ่มขึ้น

“กรมการพัฒนาชุมชนจึงได้น้อมนำมาเป็นแนวทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นรูปแบบการขับเคลื่อนเชิงคุณภาพ ใช้ระยะเวลาในการปฏิบัติ โดยไม่ได้ทำเป็นการทั่วไป ซึ่งทำให้การขับเคลื่อนงานเป็นไปได้ยาก ไม่เหมือนกับทำงานเฉพาะพื้นที่ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จ ฝังรากลึกทางวัฒนธรรมให้อยู่ในจิตสำนึกแก่ประชาชนอย่างยั่งยืน   อย่างไรก็ตามในฐานะที่กรมการพัฒนาชุมชนเป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างทั่วถึง ไม่สามารถทิ้งใครไว้ข้างหลังได้ กรมการพัฒนาชุมชนจึงได้มีการประยุกต์การประกวดแข่งขัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้นำชุมชนให้สามารถบูรณาการงานพัฒนาชุมชน นำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ และมีความหวังว่า พื้นที่ที่มีผู้นำระดับท้องที่ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้นำธรรมชาติ เช่น พระสงฆ์ ผู้ที่มีคนนับถือในชุมชน รวมถึง ผู้นำที่เป็นราชการ เช่น  ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ที่จะร่วมเข้ามาขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกัน โดยการปฏิบัติผู้นำต้องทำก่อน ให้พี่น้องประชาชนปฏิบัติตาม ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว ในครัวเรือน และพื้นที่ส่วนรวม วัด โรงเรียน ถนนหนทางในหมู่บ้าน ให้เป็นพื้นที่ที่สร้างความสวยงาม และสร้างความมั่นคงทางอาหาร ได้อย่างเป็นรูปธรรม และได้รับคำนิยมชมชอบจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก” อธิบดี พช.กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับ กิจกรรมครั้งนี้จะทำให้ 1 หมู่บ้าน สามารถดูแลได้ทั้งตำบล สร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นผู้นำทางความคิด ตามแนวทางของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีสอดคล้องกับเป้าหมายที่ยั่งยืนของ UN (องค์การสหประชาชาติ) เป้าหมายที่ 2 ยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับโภชนาการ ส่งเสริมการเกษตรกรรมที่ยั่งยืน และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์พระราชทานให้พี่น้องประชาชน ซึ่งกระตุ้นให้ผู้นำภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะพัฒนาการจังหวัดและพัฒนาการอำเภอ ซึ่งเป็นฝ่ายเลขาเป็นทัพหน้า หัวหมู่ทะลวงฟัน ใช้กุศโลบาย เพื่อเป็นการกระตุ้นเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วม ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอและหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารส่วนท้องถิ่น ได้เชื่อมั่น และขับเคลื่อนงานดังกล่าว ผ่านกิจกรรมการประกวดผลการดำเนินงาน ระดับตำบลที่มีผลการดำเนินงานดีเด่น ผ่านกระบวนการของผู้ตรวจราชการกรม (เขตตรวจราชการ 18 เขตตรวจ) จะได้รับการจัดสรรงบประมาณ 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน)

อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดกระตุ้นการดำเนินงานสนองพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ตามพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สู่พี่น้องประชาชน อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่ความยั่งยืนโลก (SEP to SDGs) และมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ การมุ่งพัฒนา สร้างความสมดุลในมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม พัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืน เราต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ศึกษาอย่างถ่องแท้และน้อมนำศาสตร์พระราชา “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาเป็นกระบวนทัศน์ในการทำงาน อาทิ โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) โครงการบ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง ในพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาขยายต่อยอดสู่กิจกรรมตามแผนปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ให้ผู้นำในท้องที่ รวมถึงนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ และนักการตลาด ต้องทำก่อน สร้างวัฒนธรรมปลูกพืชผักสวนครัว ให้เต็มพื้นที่ นำไปสู่ 1 หมู่บ้านสามารถดูแลได้ 1 ตำบล 1 ตำบลดูแลได้ 1 อำเภอ เป็นแหล่งของอาหารได้อย่างยั่งยืน ตามรูปแบบ โก่งธนู โมเดล นอกจากนี้จะมีการบูรณาการการทำงานกับภาคีเครือข่าย ท้องถิ่น ปกครอง อสม. กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี OTOP มาช่วยในการขับเคลื่อน โดยยึดหลักการพัฒนา บวร (บ้าน วัด ราชการ) บรม (บ้าน ราชการ มัสยิด) ครบ (คริสต์ ราชการ บ้าน) เพื่อผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ เช่นเดียวกับ ความร่วมมือกับ บริษัท อีสท์ เวลท์ ซีด จำกัด (เมล็ดพันธุ์ผักตราศรแดง) ได้ส่งมอบเมล็ดพันธุ์ผัก จำนวน 100,000 ซอง เพื่อร่วมดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัว สร้างความมั่นคงทางอาหาร แก่พี่น้องประชาชน

ด้าน นายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า โครงการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงในด้านการพัฒนาผู้นำ โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้นำชุมชนให้สามารถบูรณาการงานพัฒนาชุมชน 2) เพื่อใช้พลังชุมชนในการเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนพัฒนาผู้นำชุมชน 1,000 ตำบลๆ ละ 15 คน รวมทั้งสิ้น 15,000 คน  เป็นกลไกในการสร้างพลังและแบ่งปันในการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ประกอบด้วย กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน ผู้แทนองค์กรท้องถิ่น ผู้นำอช/อช อถล. ครัวเรือนต้นแบบ โคก หนอง นา องค์กรสตรี/ศอช.ต. ผู้แทนจากเครือข่ายกองทุนชุมชน ร่วมเป็นเครือข่าย

สำหรับกิจกรรมประกอบด้วย กิจกรรมที่ 1 กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมสร้างความเข้าใจในการขับเคลื่อนโครงการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง กิจกรรมที่ 2 จังหวัดประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง Kick off จานวน 878 อำเภอๆ ละ 1 ตำบล จำนวน 3 วัน กิจกรรมที่ 3 กระบวนการพัฒนาการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร กิจกรรมที่ 4 ติดตามและประเมินผล ภายใต้กิจกรรม “วาไรตี้ผู้นำ” เพราะคุณทำเราจึงตามไปดู กิจกรรมที่ 5 ผู้นำการเปลี่ยนแปลงดีเด่นเป็นการประกวดผลการดำเนินงาน ระดับตำบล คัดเลือกตำบลที่มีผลการดำเนินงานดีเด่น ผ่านกระบวนการของผู้ตรวจราชการกรม (เขตตราจราชการ 18 เขตตรวจ) จะได้รับการจัดสรรงบประมาณ 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) เพื่อนำไปพัฒนาตำบล กิจกรรมที่ 6 เวทีสรุปผลการดำเนินงาน และการประกวดผู้นำการเปลี่ยนแปลงดีเลิศจะได้รับงบประมาณ 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) และการมอบโล่เชิดชูเกียรติผู้นำการเปลี่ยนแปลง กิจกรรมที่ 7 ถอดบทเรียนความสำเร็จ และการถอดบทเรียนจากตำบลที่ได้รับรางวัลระดับดีเลิศ ที่มีความเข้มแข็ง มีผลการดำเนินงานดีเลิศ