กรมชลฯเผยค่าความเค็มแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมวางมาตรการคุมเข้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552880

กรมชลฯเผยค่าความเค็มแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมวางมาตรการคุมเข้ม

กรมชลฯเผยค่าความเค็มแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมวางมาตรการคุมเข้ม

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 17.51 น.

กรมชลฯยืนยันค่าความเค็มแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว หลังกรมชลประทานจับมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับแผนการระบายน้ำ พร้อมวางมาตรการคุมเข้มเพื่อควบคุมค่าความเค็ม

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังการประชุมมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ในส่วนสถานการณ์น้ำค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน (15 ก.พ.64) เมื่อเวลา 07.00 น.ที่สถานีสูบน้ำประปา-สำแล วัดค่าความเค็มได้ 0.14 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวัง 0.25 กรัมต่อลิตร มาตรฐานเพื่อการผลิตน้ำประปาไม่เกิน 0.50 กรัมต่อลิตร) ที่สถานีปากคลองจินดา แม่น้ำท่าจีน วัดค่าความเค็มได้ 0.46 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับกล้วยไม้ 0.75 กรัมต่อลิตร เกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2 กรัมต่อลิตร) ที่สถานีวัดน้ำปากคลองดำเนินสะดวก แม่น้ำแม่กลอง วัดค่าความเค็มได้ 0.15 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับกล้วยไม้ 0.75 กรัมต่อลิตร เกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2 กรัมต่อลิตร)

ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมชลประทานได้ปรับแผนการระบายน้ำ และร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ปัจจุบันสามารถควบคุมค่าความเค็มให้อยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันที่ 18 – 19 ก.พ.64 นี้ ค่าความเค็มจะขึ้นสูงอีกครั้ง กรมชลประทานได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักเป็น 75 ลบ.ม./วินาที ในวันที่ 16 ก.พ.64 ตั้งแต่เวลา 06.00 น.เป็นต้นไป ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนพระรามหกจาก 45 ลบ.ม./วินาที เป็น 60 ลบ.ม./วินาที และตั้งแต่วันที่ 17 ก.พ.64 สูบผันน้ำจากแม่น้ำท่าจีนผ่านคลองพระยาบรรลือ ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่ ปตร.สิงหนาท 2 ในอัตรา 18 ลบ.ม./วินาที เพื่อผลักดันค่าความเค็มดังกล่าว นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำทะเลหนุนตลอดช่วงเดือนนี้ พร้อมประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำให้แก่ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 42,980 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 57 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 19,049 ล้าน ลบ.ม.จนถึงขณะนี้มีการใช้น้ำไปแล้ว 9,261ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 54 ของแผนฯ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 10,630 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 43 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีน้ำใช้การได้ประมาณ 3,934 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันจัดสรรน้ำไปแล้ว 2,709 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 66 ของแผนฯ เนื่องจากปีที่ผ่านมาปริมาณน้ำต้นทุนมีจำนวนจำกัด จำเป็นต้องจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนตามลำดับความสำคัญ โดยเน้นการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ ควบคุมคุณภาพน้ำ ไม้ผลไม้ยืนต้น และสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนหน้า

ชายคาพระพิรุณ : 15 กุมภาพันธ์ 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552695

ชายคาพระพิรุณ : 15 กุมภาพันธ์ 2564

ชายคาพระพิรุณ : 15 กุมภาพันธ์ 2564

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ขุนเกษตรา ขอแสดงความยินดี กับผู้ที่ได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย ประกอบด้วย 1. นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2.พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการ(นักบริหารระดับต้น) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3.นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น)กรมส่งเสริมการเกษตร ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 4.นายสุชาติเจริญศรี รองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น)กรมชลประทาน ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ 5.นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านด้วยนะครับ

สำหรับในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ก็ได้สร้างผลงานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งรองอธิบดี และล่าสุดได้จับมือกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เพื่อนำระบบสหกรณ์พัฒนาความมั่นคงให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โครงการบ้านมั่นคง เน้นส่งเสริมรายได้ให้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต สามารถผ่อนชำระหนี้ค่าบ้านและลดรายจ่ายในครัวเรือน เตรียมตั้งคณะทำงานร่วมกันและทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าพัฒนาสหกรณ์บ้านมั่นคงในพื้นที่ 68 จังหวัดทั่วประเทศ โดยขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เตรียมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาโครงการสหกรณ์บ้านมั่นคง เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีอาชีพเสริมและเชื่อมโยงตลาดเพื่อให้มีรายได้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น ภายหลังการประชุมร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งพบว่า มีปัญหาในการดำเนินในหลายประเด็น เช่น การประสานงานระหว่างหน่วยงาน การจัดทำบัญชีสหกรณ์ การแบ่งแยกโฉนด เป็นต้น ทำให้สมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่โครงการสหกรณ์บ้านมั่นคงที่จัดตั้งในหลายพื้นที่บางพื้นที่ประสบปัญหาการดำเนินงาน ประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ส่งผลต่อการชำระหนี้สหกรณ์และคุณภาพชีวิต จึงเห็นว่าควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนากลไกการทำงานส่วนกลาง และระดับพื้นที่ขึ้น เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนการในการพัฒนา/แก้ปัญหาให้ตรงประเด็น ส่งเสริมและพัฒนาให้มีการส่งเสริมอาชีพอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้กับสมาชิกสหกรณ์รวมถึงจะมีการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งนายวิศิษฐ์ บอกว่า ปัจจุบันได้มีการดำเนินโครงการสหกรณ์บ้านมั่นคงตั้งแต่ปี 2548 ทั่วประเทศมีจำนวน 414 แห่งสมาชิก 46,313 คน ใน 68 จังหวัด พบว่ามีสหกรณ์ที่ยกเลิกแล้ว 12 แห่ง ประสบปัญหาปิดบัญชี 137 แห่ง และสหกรณ์ที่สามารถดำเนินการต่อตามปกติ 265 แห่งโดยมีปัญหาและอุปสรรคในช่วงที่ผ่านมาอาทิ ปัญหาการทำบัญชี ปัญหาขาดความเข้าใจด้านการดำเนินงานของสหกรณ์ทั้งทางด้านกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมถึงปัญหาเชิงนโยบาย ไม่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งกรมจะดำเนินการจัดโครงการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการสหกรณ์และผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ขุนเกษตรา

สกู๊ปพิเศษ : แห่ชมบ่อน้ำพุบาดาลรสซ่า ต.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเดินหน้าแก้แล้งช่วยประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552699

สกู๊ปพิเศษ : แห่ชมบ่อน้ำพุบาดาลรสซ่า ต.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี  กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเดินหน้าแก้แล้งช่วยประชาชน

สกู๊ปพิเศษ : แห่ชมบ่อน้ำพุบาดาลรสซ่า ต.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเดินหน้าแก้แล้งช่วยประชาชน

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากกรณีนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล มอบหมายให้นายเกรียงศักดิ์ ภิระไร ผู้อำนวยการสำนักสำรวจและประเมินศักยภาพน้ำบาดาล น.ส.อัคปศร อัคราช ผู้อำนวยการส่วนวิจัยและพัฒนางานสำรวจน้ำบาดาล พร้อมทีมงานลงพื้นที่สำรวจพื้นที่เจาะบ่อน้ำบาดาลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ ต.ห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ที่มีอยู่ ทั้งหมด 21 หมู่บ้าน ตลอดเวลานายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าในการสำรวจพื้นที่ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง

ในที่สุดสามารถเจาะบาดาลในพื้นที่หมู่ 12 บ้านพะยอมงาม ได้ จำนวน 4 บ่อ ปริมาณน้ำที่พัฒนาได้ จำนวน 52 ลบ.ม./ชม. และที่ หมู่ 19 บ้านทุ่งคูณ อีกจำนวน 2 บ่อ ปริมาณน้ำที่พัฒนาได้ 66 ลบ.ม./ชม.คิดปริมาตรรวม 1,700,000 กว่า ลบ.ม./ปี ประชากรจะได้รับประโยชน์ จำนวน 15 หมู่บ้าน 7,000 กว่าครัวเรือน พื้นที่เกษตร 6,000 ไร่ แต่ที่สร้างความฮือฮาให้กับคนไทยทั้งประเทศก็คือรสชาติของน้ำซ่าคล้ายโซดา ซึ่งถือว่าเป็นบ่อบาดาลแห่งแรกของประเทศไทย

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงพื้นที่อีกครั้งหนึ่งเมื่อไปถึงปรากฏพบประชาชนทยอยเดินทางมาชมบ่อบาดาลโซดาที่น้ำกำลังพุ่งสูงขึ้นไปร่วม 10 เมตร บางรายถ่ายเซลฟี่เอาไว้เพื่อเป็นที่ระลึก บางรายต้องการทดลองดื่มน้ำเพื่อพิสูจน์ว่ามีรสชาติคล้ายโซดาจริงหรือไม่ แต่ก็ต้องผิดหวัง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อร่างกาย โดยทางเทศบาลตำบลห้วยกระเจา ได้นำเชือกมาขึงกั้นบ่อเอาไว้ พร้อมกับนำป้ายประกาศเตือนมาติดตั้งเอาไว้ ระบุว่า “ห้ามดื่มน้ำแร่โซดา เนื่องจากอยู่ระหว่างการทดสอบคุณภาพน้ำ”

นายภัชรพล สืบดา กำนันตำบลห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา เปิดเผยว่า เหมือนชาวบ้านถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 เพราะว่าตำบลห้วยกระเจาเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุดจนได้รับฉายาว่าเป็นภาคอีสานของจังหวัดกาญจนบุรี การที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลโดยท่านอธิบดีศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ มาขุดเจาะครั้งนี้เหมือนชาวบ้านนั้นถูกหวย สำหรับน้ำบาดาลหากทำโครงการได้สำเร็จจะสามารถช่วยเกษตรกรได้มากถึง 10 หมู่บ้าน ที่มีประชากร 4,000-5,000 คน พื้นที่การเกษตรที่จริงมีประมาณกว่า 1 แสนไร่แต่พื้นที่โซนนี้มีประมาณ 5 หมื่นไร่ น้ำที่ได้มาจากการอุปโภค-บริโภค สามารถนำไปใช้ด้านการเกษตรได้

ซึ่งก็อยากจะฝากไปถึงท่านอธิบดีฯช่วยให้โครงการนี้สำเร็จให้ได้ ไม่ว่าจะมีปัญหาเรื่องที่ดินหรือกรณีข้อพิพาทที่อาจจะเกิดเพราะตนกลัวว่าจะเกิดขึ้น แต่ไม่อยากให้เกิด แต่อยากจะให้หาทางออกร่วมกัน ตั้งพื้นที่แห่งนี้เป็นที่จ่ายน้ำให้ได้ แล้วมาใช้น้ำร่วมกันทั้งสองเขตคือเขตตำบลบ่อพลอยและเขตตำบลห้วยกระเจา เพราะว่าพื้นที่บริเวณนี้มีความเหมาะสมเพราะคนในเขตพื้นที่ตำบลบ่อพลอย ส่วนมากก็เป็นคนห้วยกระเจา

สำหรับปัญหาที่กังวลคือ กลัวระเบียบระบบข้าราชการ เพราะหากเลยพื้นที่ของตำบลห้วยกระเจาจะทำให้ตั้งโรงส่งน้ำไม่ได้ ทำให้ดูแลไม่ได้เหมือนกับเป็นข้อพิพาท เพราะตำบลห้วยกระเจาเมื่อก่อนอยู่ในพระราชกฤษฎีกา 2481 ทะเลาะกันเรื่องอยากได้เอกสารสิทธิในที่ดินก็สู้กันมาน่าจะ 4-5 ชั่วอายุคน ซึ่งภาษากฎหมายก็ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่ เมื่อชาวบ้านได้น้ำมาใช้แล้วแต่ต้องมาเจอปัญหาเรื่องพระราชกฤษฎีกาอีก และต้องมาแย่งพื้นที่กันอีกผมจึงมองว่าไม่ใช่แบบนั้น แต่ตนอยากให้หาทางออกร่วมกันคือตั้งโครงการนี้ให้ได้ที่ตรงจุดนี้เพราะว่าพื้นที่ตรงนี้คือจุดที่เหมาะสมที่สุดแล้ว สายไฟฟ้าก็ไม่ต้องขยายที่ดินเจ้าของก็อุทิศให้หากทำสำเร็จก็กระจายน้ำได้เลย ดังนั้น ก็อยากให้ช่วยบูรณาการร่วมกัน

สำหรับจุดเริ่มต้นของข้อพิพาทในการแย่งสิทธิ์นั้น คือท่านอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรชาวตำบลห้วยกระเจาเพราะเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุดจนได้รับฉายาว่าเป็นอีสานของจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่สำรวจว่าพื้นที่หมู่บ้านไหนมีแหล่งน้ำที่สามารถขุดเจาะบาดาลได้บ้างซึ่งก็ออกสำรวจพื้นที่กันมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมาเจอตาน้ำบาดาลในที่แห่งนี้ ซึ่งตาน้ำที่พบเราไม่สามารถที่จะขยับไปที่อื่นได้ แต่เมื่อทางอำเภอบ่อพลอยเข้ามามีข้อพิพาทแย่งพื้นที่ตนจึงไม่เห็นด้วย แต่สิ่งที่ดีที่สุดจะต้องมาพูดคุยกันแล้วทำไปด้วยกันใช้น้ำร่วมกัน จึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ด้านนายชลพรรษา บุญซื่อ นักวิชาการทรัพยาธรณีชำนาญการ สำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 2 (สุพรรณบุรี) กล่าวว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีความแห้งแล้งและเราได้รับการร้องขอจากชาวบ้านในพื้นที่ว่าอยากได้ระบบน้ำบาดาล ท่านอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนลงพื้นที่สำรวจเพื่อหาแหล่งน้ำบาดาลแล้วเริ่มลงมือเจาะ บ่อแรกที่เราเจาะปรากฏยังไม่พบน้ำพุแต่เจอปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณ 30 ลูกบาศก์เมตร สำหรับบ่อที่สองปรากฏเจอน้ำพุ ซึ่งบ่อนี้เราเจาะลึกลงไปถึง 303 เมตร เจอน้ำประมาณ 30-40 ลูกบาศก์เมตรโดยน้ำพุขึ้นมาครั้งแรกสูงประมาณ 1 เมตรกว่า

จากนั้นเราได้เจาะบ่อเพิ่มอีกหนึ่งบ่อเป็นบ่อที่ 3 ซึ่งก็เจอน้ำพุเช่นกันโดยน้ำพุพุ่งสูงขึ้นมาประมาณ 3 เมตร มีปริมาณน้ำมากถึง50 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการติดตั้งวาล์วเพื่อปิดปากบ่อเอาไว้ แล้วรีดปากบ่อจาก 6 นิ้ว ให้เหลือประมาณ3 นิ้ว จึงทำให้น้ำพุพุ่งสูงขึ้นมามากกว่าเดิมเท่าที่เห็น

สุพจน์ แก้วกาสี

เริ่มแล้วปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งปี ’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552697

เริ่มแล้วปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งปี’64

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2564 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 8 หน่วยฯ ทั่วประเทศ ปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาปัญหาภัยแล้ง หมอกควันไฟป่า ปัญหาฝุ่นละอองในอากาศเกินค่ามาตรฐาน และเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำรองรับการใช้การอุปโภค-บริโภคและทำการเกษตร

นายปนิธิ เสมอวงษ์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการเปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้เปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2564 อย่างเป็นการทางการเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งในปีนี้เปิดหน่วยปฏิบัติการฯ เร็วขึ้น จากเดิมปกติทุกวันที่ 1 มีนาคมของทุกปี เนื่องด้วยสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2564 มีแนวโน้มอาจจะรุนแรงมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา รวมถึงปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำมีปริมาณต่ำกว่า 30% ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบให้พื้นที่การเกษตรและพี่น้องประชาชนการขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคน้ำ

โดยในปี 2564 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีแผนปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบภัยแล้ง สร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้ การเติมน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ ป้องกันการเกิดไฟป่า บรรเทาปัญหาหมอกควัน รวมทั้งสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เกินเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2564 ประกอบด้วยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนบน ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่ ณ สนามบินกองบิน 41 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดตาก ณ สนามบินท่าอากาศยานตาก อำเภอเมือง จังหวัดตากศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดพิษณุโลก ณ กองบิน 46 อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลางตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครสวรรค์ ณ สนามบินนครสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ และตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดกาญจนบุรี ณ สนามบินกาญจนบุรี ค่ายสุรสีห์ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดอุดรธานี ณ สนามบินกองบิน 23 อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี และตั้งฐานเติมสารฝนหลวงจังหวัดขอนแก่น ณ สนามบินท่าอากาศยานขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดบุรีรัมย์ ณ ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดระยอง ณ สนามบินอู่ตะเภา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง

ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ณ กองบังคับการกองบิน 7 อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี และ ตั้งหน่วยปฏิบัติการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ณ ท่าอากาศยานหัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์อย่างไรก็ตาม ทุกหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจะมีการติดตามสภาพอากาศ และข้อมูลความต้องการน้ำที่เกี่ยวข้องเป็นประจำทุกวันเพื่อวางแผนช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ เกษตรกรและประชาชน ติดตามข้อมูลข่าวสารการปฏิบัติการฝนหลวงและขอรับบริการฝนหลวงได้ทางช่องทางต่างๆ ได้แก่ เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร Instagram, Line OfficialAccount, Twitter (@drraa_pr) หรือโทรศัพท์ 0-2109-5100

สศท.คาดการณ์กระเทียมศรีสะเกษราคาดี ผลผลิตออกตลาดมากสุดมีนาคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552698

สศท.คาดการณ์กระเทียมศรีสะเกษราคาดี ผลผลิตออกตลาดมากสุดมีนาคม

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายนิกร แสงเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 อุบลราชธานี (สศท.11) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดศรีสะเกษ เป็นแหล่งผลิตกระเทียมอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศความหนาวเย็น เหมาะเพาะปลูก ลักษณะพื้นที่ปลูกเป็นดินมูลทรายที่เป็นดินตะกอนลุ่มน้ำโบราณลำน้ำมูลและลำน้ำสาขามูล ที่ทับถมมานาน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์สูง ประกอบกับเมื่อผสมกับดินโพนหรือดินจอมปลวกตามภูมิปัญญาของปราชญ์ชาวบ้านจึงทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

จากการติดตามสถานการณ์การผลิตกระเทียมของจังหวัดศรีสะเกษ (ข้อมูลพยากรณ์ จนถึงวันที่ 19 มกราคม 2564) คาดว่า ปีเพาะปลูก 2563/64 มีเนื้อที่เพาะปลูก 638 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มี 597 ไร่ (เพิ่มขึ้น 41 ไร่ หรือร้อยละ 7)ผลผลิตรวม 527 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 489 ตัน (เพิ่มขึ้น 38 ตัน หรือร้อยละ 7.77) ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว826 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 819 กิโลกรัม/ไร่ (เพิ่มขึ้น 7 กิโลกรัม/ไร่ หรือร้อยละ 0.85) เนื่องจากสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น มีน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโต และไม่มีฝนช่วงใกล้เก็บเกี่ยว ประกอบกับราคาอยู่ในเกณฑ์ดีในปีที่ผ่านมาจูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาผลผลิตมากขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตทั้งจังหวัดมีทิศทางเพิ่มขึ้นแต่ไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน 2564 และจะออกตลาดมากที่สุดเดือนมีนาคม 2564 คิดเป็นร้อยละ 70 ของผลผลิตทั้งหมดในจังหวัด

ด้านต้นทุนการผลิตกระเทียมของจังหวัดศรีสะเกษ เฉลี่ย 25,783 บาท/ไร่ หรือคิดเป็น 31 บาท/กก. เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 70 – 80 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 826 กก./ไร่ ได้ผลตอบแทน 90,034 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 64,251 บาท/ไร่หลังจากที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจะนำกระเทียมมามัดจุกรวมกันและนำไปแขวนตากในโรงเรือนที่มีอากาศถ่ายเทดีไม่โดนฝน น้ำค้าง และแสงแดด ประมาณ7 – 15 วัน ทำให้กระเทียมแห้งสนิทมีคุณภาพดี ด้านราคากระเทียมแห้งมัดจุกปีนี้ คาดว่าปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (มกราคม 2563) เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ผลผลิตมีคุณภาพ ประกอบกับตลาดมีความต้องการต่อเนื่อง หากจำแนกราคา แต่ละขนาด (ราคาณ 19 มกราคม 2564) พบว่ากระเทียมแห้งหัวใหญ่มัดจุกเฉลี่ย 121 บาท/กก. สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีราคา 110 บาท/กก.กระเทียมแห้งหัวกลางมัดจุกเฉลี่ย 110 บาท/กก. สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีราคา 100 บาท/กก. และกระเทียมแห้งหัวเล็กมัดจุก เฉลี่ย 96 บาท/กก. สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีราคา 86 บาท/กก.

สำหรับสถานการณ์ตลาดกระเทียมแห้งมัดจุก พบว่า ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 50จำหน่ายให้พ่อค้าในชุมชน พ่อค้ารายย่อยพ่อค้าเร่ ซึ่งจะมารับซื้อจากเกษตรกรถึงแหล่งผลิต เพื่อนำไปจำหน่ายต่อให้ลูกค้าทั่วไปภายในจังหวัด ผลผลิตร้อยละ 20 ส่งจำหน่ายจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ อุบลราชธานี และยโสธรส่วนจังหวัดอื่น ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และชลบุรี ผลผลิตร้อยละ 25 เกษตรกรจะเก็บส่วนหัว และกลีบ ไว้สำหรับทำพันธุ์ในการเพาะปลูกรอบถัดไป ส่วนผลผลิตที่เหลืออีกร้อยละ 5 เกษตรกรจะเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน

ผู้อำนวยการ สศท.11 กล่าวเพิ่มเติมว่า กระเทียมศรีสะเกษเป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications:GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญหา เมื่อวันที่ 18มิถุนายน 2563 มีลักษณะเด่นคือ เปลือกนอกสีขาวแกมม่วงเปลือกบาง หัวแน่น กลิ่นฉุน รสเผ็ดร้อน สามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่ฝ่อ ซึ่งกลิ่นและรสชาติมีความโดดเด่นแตกต่างจากสินค้าประเภทเดียวกันที่มาจากแหล่งอื่น อีกทั้ง จังหวัดศรีสะเกษ โดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้ส่งเสริมการปลูกกระเทียมในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มทำการผลิตและบริหารจัดการร่วมกัน โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน ลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน ผลักดันให้เกิดการสร้างรายได้กับเกษตรกรในจังหวัดอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมชลประทานนำทีมลุยจว.แพร่ ตรวจเยี่ยม 2 โครงการสำคัญลุ่มแม่น้ำยม เดินหน้าฝายแม่ยม-อ่างเก็บน้ำแม่แคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552696

อธิบดีกรมชลประทานนำทีมลุยจว.แพร่ ตรวจเยี่ยม2โครงการสำคัญลุ่มแม่น้ำยม เดินหน้าฝายแม่ยม-อ่างเก็บน้ำแม่แคม

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่ติดตาม 2 โครงการสำคัญ จ.แพร่ ประกอบด้วย โครงการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพหัวงานฝายแม่ยม และโครงการอ่างเก็บน้ำแม่แคมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมประชุมร่วมกับ นายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ นายชูชาติ รักจิตรผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางนายวิทยา แก้วมี ผู้อำนวยการกองแผนงานนายเกียรติพงษ์ เพชรศรี เลขานุการกรม และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบและติดตามความก้าวหน้าในด้านต่างๆ พร้อมมอบแนวทางการดำเนินงาน เพื่อให้ทุกๆ กิจกรรมของทั้ง 2 โครงการ สามารถสำเร็จตรงตามแผนงานที่ได้วางไว้

สำหรับโครงการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพหัวงานฝายแม่ยม ต.บ้านหนุน อ.สอง จ.แพร่ เป็นฝายทดน้ำคอนกรีตที่มีความยาวที่สุดในประเทศไทย โดยก่อสร้างแล้วเสร็จมาตั้งแต่ปี 2516 แต่พบว่าในปี 2554 ฝายมีสภาพเสียหายและไม่สามารถใช้การได้ กรมชลประทานจึงได้มีแผนในการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพให้ฝายแม่ยมผ่าน 8 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1.กิจกรรมเตรียมการเบื้องต้น 2.กิจกรรมควบคุมน้ำระหว่างก่อสร้าง 3.กิจกรรมประตูระบายทราย 4.กิจกรรมปรับปรุงฝาย5.กิจกรรมป้องกันการกัดเซาะและขุดลอกตกแต่งลำน้ำ 6.กิจกรรมป้องกันสวะ 7.กิจกรรมระบบควบคุม 8.กิจกรรมระบบไฟฟ้า

ส่วนก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำแม่แคมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ทรงมีพระราชดำริ เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2525 โดยเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางความจุ 8,550,000 ลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับประโยชน์เพื่อการเกษตร 7,500 ไร่  สามารถส่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภคให้แก่ประชาชนจำนวน 15 หมู่บ้าน3 ตำบล ของ อ.เมืองแพร่ ปัจจุบันความก้าวหน้าของโครงการคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 54.3 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2564 นี้

กรมฝนหลวงฯ บูรณาการร่วมสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ดับไฟป่าเชียงใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552621

กรมฝนหลวงฯ บูรณาการร่วมสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ดับไฟป่าเชียงใหม่

กรมฝนหลวงฯ บูรณาการร่วมสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ดับไฟป่าเชียงใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 นายปนิธิ เสมอวงษ์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564) ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนบน จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการประสานขอความร่วมมือการสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ จำนวน 1 ลำ ในภารกิจดับไฟป่า ซึ่งเป็นการทำงานลักษณะบูรณาการร่วมกันระหว่างกองบัญชาการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 , กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมฝนหลวงและการบินเกษตรในภารกิจตักน้ำดับไฟป่าและบรรเทาปัญหาหมอกควัน บริเวณอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้ขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือระหว่างเวลา 11.00 – 14.00 น.จำนวน 6 เที่ยวบิน สามารถตักน้ำช่วยเหลือได้จำนวน 3,000 ลิตร เพื่อป้องกันและควบคุมไฟป่าไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหมอกควันและไฟป่ายังคงมีอย่างต่อเนื่อง จึงขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันลดการเผาในพื้นที่การเกษตรที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาหมอกควันและไฟป่าได้ต่อไป และกรมฝนหลวงฯ ยังคงติดตามพื้นที่ประสบปัญหาหมอกควันและไฟป่า และหากสภาพอากาศระหว่างวันมีความเหมาะสมต่อการปฏิบัติการฝนหลวง หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จังหวัดเชียงใหม่ จะเร่งช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายบรรเทาปัญหาหมอกควัน จังหวัดเชียงใหม่ เชียงรายและลำปาง

ส่วนอีก 7 หน่วยฯ ทั่วประเทศ ยังคงมีการติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ถ้าสภาพอากาศเข้าเงื่อนไขในการปฏิบัติการฝนหลวงก็พร้อมให้การช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ที่มีน้ำใช้การน้อยกว่า 30% ต่อไป

กสส.จับมือพอช.ตั้งกก.ขับเคลื่อนสหกรณ์บ้านมั่นคง เสริมอาชีพสร้างชุมชนยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552112

กสส.จับมือพอช.ตั้งกก.ขับเคลื่อนสหกรณ์บ้านมั่นคง เสริมอาชีพสร้างชุมชนยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) นำระบบสหกรณ์พัฒนาความมั่นคงให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โครงการบ้านมั่นคง เน้นส่งเสริม
รายได้ให้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต สามารถผ่อนชำระหนี้ค่าบ้านและลดรายจ่ายในครัวเรือน เตรียมตั้งคณะทำงานร่วมกันและทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าพัฒนาสหกรณ์บ้านมั่นคงในพื้นที่ 68 จังหวัดทั่วประเทศ

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมได้เตรียมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาโครงการสหกรณ์บ้านมั่นคง เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีอาชีพเสริมและเชื่อมโยงตลาดเพื่อให้มีรายได้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้นภายหลังการประชุมร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งพบว่า มีปัญหาในการดำเนินในหลายประเด็น เช่น การประสานงานระหว่างหน่วยงาน การจัดทำบัญชีสหกรณ์ การแบ่งแยกโฉนด เป็นต้น ทำให้สมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่โครงการสหกรณ์บ้านมั่นคงที่จัดตั้งในหลายพื้นที่บางพื้นที่ประสบปัญหาการดำเนินงาน ประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ส่งผลต่อการชำระหนี้สหกรณ์และคุณภาพชีวิต จึงเห็นว่าควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนากลไกการทำงานส่วนกลาง และระดับพื้นที่ขึ้น เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนการในการพัฒนา/แก้ปัญหาให้ตรงประเด็น ส่งเสริมและพัฒนาให้มีการส่งเสริมอาชีพอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้กับสมาชิกสหกรณ์รวมถึงจะมีการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ปัจจุบันได้มีการดำเนินโครงการสหกรณ์บ้านมั่นคงตั้งแต่ปี 2548 ทั่วประเทศมีจำนวน 414 แห่ง สมาชิก 46,313 คน ใน 68 จังหวัด พบว่า มีสหกรณ์ที่ยกเลิกแล้ว 12 แห่ง ประสบปัญหาปิดบัญชี 137 แห่ง และสหกรณ์ที่สามารถดำเนินการต่อตามปกติ 265 แห่ง โดยมีปัญหาและอุปสรรคในช่วงที่ผ่านมา อาทิ ปัญหาการการทำบัญชี ปัญหาขาดความเข้าใจด้านการดำเนินงานของสหกรณ์ ทั้งทางด้านกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงปัญหาเชิงนโยบาย ไม่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งกรม จะดำเนินการจัดโครงการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการสหกรณ์และผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

“การจับมือกันครั้งนี้เพื่อร่วมแก้ปัญหาที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องการทำระบบบัญชีที่เหมาะสมกับ การดำเนินงานสหกรณ์เคหสถานภายใต้โครงการบ้านมั่นคง การจัดระบบแปลงรวมเพื่อความมั่นคงที่ดิน เนื่องจากเป็นโครงการที่รัฐจัดให้ประชาชนมีที่บ้านอยู่อาศัยตามความจำเป็นเร่งด่วน และในระยะอันใกล้ ก็คาดว่าจะมีอีกหลายชุมชนที่พอช.จะต้องหาที่ดินรองรับ ซึ่งการจะพัฒนาและส่งเสริมอาชีพแก่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มของบ้านมั่นคงให้เพิ่มมากขึ้นนั้น ต้องเป็นไปตามความถนัดของสมาชิกและความพร้อมใจของแต่ละสหกรณ์”นายวิศิษฐ์ กล่าว

ส่งออกสินค้าเกษตรไทย-FTA ยังขยายตัวฝ่าโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552111

ส่งออกสินค้าเกษตรไทย-FTAยังขยายตัวฝ่าโควิด

วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลกระทบด้านการค้าระหว่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปี 2563 ที่ผ่านมาว่า วิกฤติการแพร่ระบาดดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งหากพิจารณาภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบว่า ลดลงร้อยละ 3.2 เมื่อเทียบกับปี 2562

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะการค้าระหว่างไทยกับประเทศที่ไทยทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Area: FTA)ไม่รวมอาเซียน พบว่า การส่งออกสินค้าเกษตรของไทย กลับมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 คิดเป็นมูลค่า 490,726 ล้านบาท โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 ตลาดส่งออกที่ขยายตัวมากที่สุด ได้แก่ จีน ฮ่องกง เปรู ชิลี นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ตามลำดับ สำหรับสินค้าเกษตรที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น ผลไม้สด มูลค่า 83,576 ล้านบาท เนื้อไก่สด/แช่เย็น/แช่แข็ง มูลค่า 27,789 ล้านบาท มันสำปะหลัง มูลค่า 21,626 ล้านบาทผลไม้แช่แข็ง มูลค่า 6,993 ล้านบาทปลาสด/แช่เย็น/แช่แข็ง มูลค่า 4,358 ล้านบาทและ สุกรสด/แช่เย็น/แช่แข็ง มูลค่า 3,273 ล้านบาท เป็นต้น

ด้านนางเบญจวรรณ ศิริโพธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวเสริมว่า สำหรับการค้าสินค้าเกษตรกับอาเซียน 9 ประเทศ ปี 2563 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 พบว่า การค้าขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.80 โดยมีมูลค่าการค้ารวม 421,977 ล้านบาทแต่การส่งออกลดลงร้อยละ 5.75 อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงได้เปรียบดุลการค้า คิดเป็นมูลค่า 171,334 ล้านบาท โดยไทยส่งออกไปเวียดนามอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ มาเลเซีย และ กัมพูชา ตามลำดับ สินค้าเกษตรส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้า ที่กักเก็บได้และไม่เน่าเสียง่าย ได้แก่ น้ำตาล มูลค่า 47,493 ล้านบาท เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาทิ นมยูเอชที นมถั่วเหลือง มูลค่า 47,103 ล้านบาท ของปรุงแต่ง อาทิ ครีมเทียม ซอสปรุงรส น้ำปลา น้ำมันหอย มูลค่า 25,214 ล้านบาท ยางพาราธรรมชาติ มูลค่า 23,271 ล้านบาท และ สัตว์มีชีวิต อาทิ สุกร มูลค่า 23,102 ล้านบาท

ทั้งนี้ แม้ว่าช่วงครึ่งปีแรกของ ปี 2563 ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19แต่จะเห็นได้ว่า การค้าสินค้าเกษตรไทยในปี 2563 ยังถือว่ามีทิศทางที่ดี และแม้จะมีการระบาดระลอกใหม่ในช่วงที่ผ่านมา แต่ผู้บริโภคเริ่มปรับตัว และหลายประเทศได้ผ่อนคลายความเข้มงวดของมาตรการนำเข้าสินค้ามากขึ้น ตลอดจนความพร้อมของไทยในการควบคุมการแพร่ระบาด จึงทำให้ไทยมีโอกาสและแนวโน้มในการส่งออกเพิ่มขึ้นไปด้วย

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : EEC มั่นคงเรื่องน้ำตลอดกาล? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552113

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : EEC มั่นคงเรื่องน้ำตลอดกาล?

วันศุกร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เขียนถึงการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในฤดูแล้งปีที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ ทั้งๆ ที่ปริมาณน้ำต้นทุนมีจำนวนจำกัด แต่ก็ผ่านพ้นวิกฤติมาได้ ด้วยการทำงานแบบบูรณาการภายใต้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.)

มาถึงฤดูแล้งปีนี้สถานการณ์น้ำในพื้นที่ EEC เป็นอย่างไร?

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) บอกว่า ปริมาณน้ำต้นทุนในภาคตะวันออกปีนี้มีปริมาณน้ำรวม 1,928 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 62%มีปริมาณน้ำมากกว่า 303 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเป็นผลมาจากฝนที่ตกลงมากกว่าปีที่แล้ว ประกอบกับหลากหลายมาตรการที่ทุกหน่วยงานได้ดำเนินการร่วมกัน รวมทั้งรัฐบาลยังได้อนุมัติงบกลางเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2563 ที่ผ่านมารวมทั้งสิ้น 1,451 แห่ง ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมากกว่าปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาถึงความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ EEC ในอนาคตนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถในการวางแผนแก้ปัญหา ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีความต้องการใช้น้ำรวม 2,419 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 58 ของความต้องการใช้น้ำภาคตะวันอออก ในปี 2570 ความต้องการจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,888 ล้านลบ.ม. และในปี 2580 ความต้องการจะพุ่งขึ้นถึง 3,089 ล้านลบ.ม.

ในขณะที่ปริมาณน้ำต้นทุนที่หล่อเลี้ยงพื้นที่ EEC ในปัจจุบันมีทั้งสิ้น 2,540 ล้านลบ.ม.ต่อปี โดยเป็นปริมาณน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และกลาง 1,368 ล้านลบ.ม. จากลุ่มเจ้าพระยา 597 ล้านลบ.ม. จากแม่น้ำปราจีนบุรี-นครนายก 395 ล้านลบ.ม. จากน้ำบาดาล 79 ล้านลบ.ม. ผันจากคลองพระองค์ไชยานุชิต 70 ล้านลบ.ม. และจากลุ่มน้ำบางปะกง 30 ล้านลบ.ม.

ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่มากกว่าความต้องการใช้น้ำในปัจจุบันประมาณ 100 กว่าล้านลบ.ม.เท่านั้น หากไม่หาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น อีกไม่กี่ปีน้ำในพื้นที่ EEC จะขาดแน่นอน

“สทนช. ได้วางแผนในเชิงป้องกัน โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงน้ำในเขต EEC ระยะยาวไว้แล้ว” เลขาธิการ สทนช. กล่าวถึงแนวทางในการแก้ปัญหา

ระหว่างปี 2563-2580 จะดำเนินการทั้งหมด 38 โครงการ เน้นการบริหารจัดการน้ำต้นทุนในพื้นที่แหล่งน้ำนอกลุ่มน้ำ แหล่งน้ำผิวดิน น้ำบาดาล รวมถึงพัฒนาน้ำจืดจากน้ำทะเล โดยคำนึงถึงความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศมาใช้ในการพัฒนาโครงการด้วย โดยขณะนี้ได้แล้วเสร็จ 4 โครงการ ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 46.47 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการ 13 โครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2567 ได้ปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก 216.32 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่เหลิือจะดำเนินในระยะต่อๆ ไปจนครบตามแผน

นอกจากนี้ สทนช. ยังได้เร่งจัดทำผังน้ำของลุ่มน้ำบางปะกงขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากรน้ำตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อย่างเป็นระบบและเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำต้นทุนให้พื้นที่ EEC อีกทางหนึ่ง

ฟันธง!!! “EEC จะมีความมั่นคงในเรื่องน้ำอย่างแน่นอน” ดร.สมเกียรติการันตี

รัฐศักดิ์ พลสิงห์