กรมชลฯปรับแผนสู้น้ำเค็มรุกเจ้าพระยา เตรียมรับมือน้ำทะเลหนุน 11-14 ก.พ.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/552038

กรมชลฯปรับแผนสู้น้ำเค็มรุกเจ้าพระยา เตรียมรับมือน้ำทะเลหนุน11-14ก.พ.นี้

กรมชลฯปรับแผนสู้น้ำเค็มรุกเจ้าพระยา เตรียมรับมือน้ำทะเลหนุน11-14ก.พ.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 16.19 น.

กรมชลประทาน รับมือสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงอีกครั้งในช่วงวันที่ 11-14 กุมภาพันธ์ 2564 นี้ พร้อมสั่งการโครงการชลประทานลุ่มเจ้าพระยา เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามมาตราการควบคุมค่าความเค็มอย่างเคร่งครัด
นายสัญญา  แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังจากการลงพื้นที่เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงในช่วงวันที่ 11-14 กุมภาพันธ์ 2564 นี้ ว่า จากสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดค่าความเค็มเพิ่มขึ้นในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่สถานีสูบน้ำประปาสำแลของการประปานครหลวง(กปน.) มีค่าความเค็มสูงกว่าเกณฑ์วิกฤติ ประกอบในช่วงวันที่ 13 – 14 ก.พ. 64 นี้ จะมีอิทธิพลของลมใต้ทำให้เกิด storm surge ส่งผลให้เเม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากอ่าวไทยมีระดับน้ำสูงขึ้น

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ปรับแผนการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตั้งเเต่วันที่ 10 ก.พ. 64 เพิ่มจากอัตรา   55 ลบ.ม./วินาที เป็น 80 ลบ.ม./วินาที ไปจนถึงเช้าของวันที่ 16 ก.พ. 64 เวลา 06.00 น. หลังจากนั้นลดลงเหลือ   45 ลบ.ม./วินาที  พร้อมกับปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนพระรามหก ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ. 64 จากา 45 ลบ.ม./วินาที เป็น 55 ลบ.ม./วินาที และตั้งเเต่วันที่ 11 ก.พ. 64 เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป จะเพิ่มการระบายเป็น 70 ลบ.ม./วินาที ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 16 ก.พ. 63 เวลา 06.00 น. จากนั้นจะทะยอยลดลงเหลือ 25 ลบ.ม./วินาที โดยไม่ให้กระทบต่อการใช้น้ำในพื้นที่ตอนบน

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมค่าความเค็มที่กำหนดไว้ พร้อมขอความร่วมมือประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าทุกแห่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาจนถึงสถานีสูบน้ำสำแล ให้งดการรับน้ำหรือสูบน้ำในระยะนี้ เพื่อให้การควบคุมค่าความเค็มเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดและมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญขอให้ทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดให้มากที่สุด โดยเฉพาะชาวเมืองหลวงและปริมณฑลที่ใช้น้ำจาก กปน. เพื่อให้ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนหน้า

แม็คโครจับมือกรมปศุสัตว์สร้างความเชื่อมั่น บริโภคเนื้อสัตว์ปลอดภัยเทศกาลตรุษจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551850

แม็คโครจับมือกรมปศุสัตว์สร้างความเชื่อมั่น บริโภคเนื้อสัตว์ปลอดภัยเทศกาลตรุษจีน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กรกล่าวว่า แม็คโครทำงานร่วมกับกรมปศุสัตว์ในการยกระดับและพัฒนามาตรการคุมเข้ม
ด้านอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภคมาต่อเนื่อง โดยในการขอรับรองเครื่องหมายปศุสัตว์ OK สถานประกอบการต้องผ่านหลักเกณฑ์ 4 ข้อของกรมปศุสัตว์ ตั้งแต่สินค้าที่นำมาขายต้องมาจากฟาร์มมาตรฐาน (GAP) เชือดจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับใบอนุญาต หรือผลิตจากสถานที่รวบรวมที่ได้รับการรับรอง และตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเสริม เพิ่มความปลอดภัยขั้นสูงสุดให้ผู้บริโภคมั่นใจด้วย

สำหรับมาตรการตรวจสอบเนื้อสัตว์ปลอดภัยของแม็คโคร ประกอบด้วย 7 มาตรการสำคัญคือ 1.สินค้ากลุ่มเนื้อสัตว์ต้องผ่านมาตรฐานการรับรองฟาร์มเพาะเลี้ยงจากกรมปศุสัตว์ 2.สถานที่ผลิตต้องผ่านการประเมินด้านสุขลักษณะอาหารจากกระทรวงสาธารณสุข 3.สินค้าต้องผ่านการตรวจความปลอดภัยทางจุลินทรีย์และเคมี โดยห้องปฏิบัติการ ISO17025 ซึ่งมีการตรวจสอบลึกระดับ DNA เพื่อเฝ้าระวังสินค้าปลอมปน 4.มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มา โดยใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ Makro i-Trace 5.กระบวนการจัดเก็บสินค้าและขนส่งสินค้าที่สะอาด ถูกสุขอนามัยเป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล 6.เข้าร่วมในระบบ e-Privilege Permit ของกรมปศุสัตว์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมกระบวนการเคลื่อนย้ายเนื้อสัตว์ ก่อนเข้าจำหน่ายในสาขาแม็คโคร 7.แม็คโครทุกสาขาได้เครื่องหมาย ปศุสัตว์ OK ซึ่งหมายถึงการเป็นสถานที่จัดจำหน่ายที่ผ่านมาตรฐานการควบคุมเรื่องสุขลักษณะที่ดี และความปลอดภัยสินค้าเนื้อสัตว์ อันเป็นไปตามมาตรฐานของกรมปศุสัตว์

เตือนเฝ้าระวังโรคใบจุดสีม่วงในหอมหัวใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551851

เตือนเฝ้าระวังโรคใบจุดสีม่วงในหอมหัวใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงนี้มีอากาศเย็นตอนกลางคืนและมีหมอกในตอนเช้า ส่วนตอนกลางวันแดดแรง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง หอมแบ่ง และกระเทียม ให้เฝ้าระวังโรคใบจุดสีม่วง ที่สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช อาการเริ่มแรกจะพบแผลจุดเล็กฉ่ำน้ำ รูปร่างกลมหรือรีบนใบ หากแผลแห้งจะเปลี่ยนเป็นจุดแผลสีขาว ต่อมาแผลขยายออกตามความยาวของใบ มีลักษณะเป็นรูปไข่ เนื้อเยื่อยุบตัว แผลมีสีม่วงเข้มหรือสีน้ำตาลอมม่วง ตรงกลางแผลซีดจางกว่าเล็กน้อย มีแถบสีขาวหรือสีเหลืองส้มล้อมรอบแผล กรณีอากาศชื้นจะพบบนแผลมีผงสปอร์สีดำของเชื้อราสาเหตุโรค เมื่อมีหลายแผลขยายต่อกันจะทำให้ใบแห้ง ต้นโทรม ผลผลิตลดลง หากโรคมีการระบาดรุนแรง ใบจะแห้งตายหมด ทำให้ไม่ได้ผลผลิต ถ้าเชื้อราสาเหตุโรคเข้าทำลายที่ส่วนหัว จะทำให้หัวเน่าและเก็บไว้ได้ไม่นาน

ทั้งนี้ ก่อนการปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง หอมแบ่ง และกระเทียม เกษตรกรควรปรับปรุงดินให้มีสภาพเหมาะสมกับการปลูก โดยการใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อปรับสภาพดิน และเลือกใช้หัวพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค จากนั้นให้แช่หัวพันธุ์หรือต้นกล้าพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดฟีโนโคนาโซล
25% อีซี อัตรา 30-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไอโพรไดโอน50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร แช่นาน 15-20 นาที อีกทั้งในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรค เกษตรกรควรเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่สกุลหอมและกระเทียมสลับหมุนเวียน

สำหรับในแปลงปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง หอมแบ่ง และกระเทียมที่มีการระบาดของโรค ให้เกษตรกรหมั่นตรวจทำความสะอาดเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูก และกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุของโรค หากพบโรค ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดฟีโนโคนาโซล 25%อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไอโพรไดโอน 50% ดับเบิลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 50% ดับเบิลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยให้พ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่ง หากโรคยังคงระบาดควรพ่นซ้ำทุก 5-7 วัน แต่ไม่ควรเกิน 4 ครั้ง และให้สลับพ่นด้วยสารแมนโคเซบ80% ดับเบิลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ20 ลิตร เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อสาเหตุโรค

ซอกแซกอาเซียน : 11 กุมภาพันธ์ 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551852

ซอกแซกอาเซียน : 11 กุมภาพันธ์ 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับการออกกฎหมายเพื่อควบคุมพันธุ์ข้าว ที่ผมต้องช่วยทำความเข้าใจ คือ การที่มีผู้คัดค้านให้ความเห็นต่อการมีกฎหมายดังกล่าวว่า มีเจตนาแอบแฝงหรือเป็นการสมคบคิดในอันที่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทหรือพ่อค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวรายใหญ่เพื่อผูกขาดการจำหน่ายในประเทศไทย ประเด็นนี้ถือเป็นการกล่าวหาที่ค่อนข้างรุนแรง และดูเหมือนจะมองโลกในแง่ร้ายสักหน่อย

ที่ผมต้องนำเรื่องนี้มาพูดอีกครั้งหนึ่ง ก็เพราะข้อกล่าวหาข้างต้น เท่าที่ทราบยังไม่มีการอธิบายชี้แจงในที่สาธารณะจากคณะผู้ยกร่าง รวมทั้งจากบรรดาเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องแต่ประการใด ผมเดาเอาว่า การที่ผู้คัดค้านกล่าวหาเช่นนั้น เบื้องต้นอาจเนื่องจากความเข้าใจผิดๆ คิดว่าธุรกิจพันธุ์ข้าว หรือการค้าขายเมล็ดพันธุ์ข้าวในประเทศไทย คงจะเป็นธุรกิจที่ทำเงินรายได้มหาศาล โดยมองผลกำไรที่อู้ฟู่จากผู้ที่ทำการค้าขายพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ประเภทต่างๆ เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าวโพด พันธุ์ไม้ผล พันธุ์ผัก พันธุ์เป็ด พันธุ์ไก่ พันธุ์สุกร แต่ความเป็นจริงกำไรงามที่กล่าวกลับเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามในแง่ของพันธุ์ข้าว เนื่องจากพันธุ์ข้าวหรือเมล็ดพันธุ์ข้าวในปัจจุบันราคาขายถูกมาก เพราะถ้าขายแพง คงจะไม่มีชาวนาซื้อไปใช้ เนื่องจากสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ตัวเองไว้ใช้ปลูกต่อๆ กันไปได้

ทุกวันนี้จึงหาเอกชนลงทุนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำหน่ายได้ยาก เพราะทำแล้วแทบไม่มีกำไร ในส่วนที่กรมการข้าวผลิตอยู่และจำหน่ายให้ชาวนานั้น บอกตรงๆ ว่าถ้าคิดรวมต้นทุนทุกอย่างแล้ว เป็นราคาขายที่ขาดทุนครับ ทั้งๆ ที่ตลอดมา กรมการข้าวต้องการให้เอกชนมาร่วมผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เพียงพอกับความต้องการใช้ปลูกทั้งประเทศ แต่กระนั้นยังหาแทบไม่ได้ แล้วอย่างนี้ยิ่งถ้ามีการควบคุมพันธุ์ข้าว มันจะช่วยให้เอกชนหรือนายทุนยักษ์ใหญ่ผูกขาดตลาดพันธุ์ข้าวได้อย่างไรผมยังนึกไม่ออก ส่วนที่บอกว่าจะมีการบังคับให้ชาวนาซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี (ห้ามใช้เมล็ดพันธุ์เก็บเอง) นั้นขอย้ำอีกครั้งว่าถ้าเกิดจากความสับสนเข้าใจผิดระหว่างคำว่าพันธุ์กับเมล็ดพันธุ์ก็แล้วไป แต่ถ้าไม่ใช่ ก็ถือว่าเป็นการสร้างเฟคนิวส์หรือข่าวปลอมครับ

เอาล่ะ ถึงแม้ว่าในอนาคตการขายพันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์ข้าว อาจกลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้มหาศาลเหมือนพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์อื่นๆ ก็เถอะ การเสนอให้มีการควบคุมโดยต้องใช้เฉพาะพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐานผ่านการรับรองพันธุ์ข้าวแล้วเท่านั้น ก็ยังมองไม่ออกว่าจะไปช่วยเอื้อประโยชน์แก่นายทุนยักษ์ใหญ่ได้อย่างใร เนื่องจากหากมองในด้านอุปสงค์ สิทธิในการเลือกพันธุ์ข้าวปลูก ก็ยังเป็นของชาวนาโดยแท้ ไม่มีใครไปบังคับได้ และถ้ามองทางด้านอุปทาน พันธ์ุข้าวที่ผ่านการรับรองแล้วปัจจุบันมีเป็นร้อยๆ พันธุ์ กรมการข้าวต้องขายหัวเชื้อพันธุ์ข้าวให้แก่ผู้มาซื้อทุกคน เพื่อนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์ขายอีกต่อหนึ่ง แข่งกันทำตลาดกันเอาเอง ก็ไม่เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้จะไปเข้าข้างใครหรือไม่เข้าข้างใคร ในทางตรงกันข้าม การที่ไม่มีกฎหมายควบคุมพันธุ์ข้าวเลย ใครจะผลิตพันธุ์ข้าวใดจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ก็ได้ มันน่าจะเป็นการเอื้อต่อการผูกขาดตลาดได้มากกว่าเสียอีก เพราะเมื่อเอกชนหรือใครก็ตามวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวได้เอง ย่อมสามารถนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่ายให้ชาวนานำไปปลูกได้ทันที ได้มาตรฐานหรือเปล่าก็ไม่รู้ เอกชนที่มีทุนมากก็ย่อมได้เปรียบไม่ใช่หรือ และที่เป็นจริงอยู่ในทุกวันนี้เพื่อลดต้นทุนมีการใช้วิธีรวบรวมพันธุ์ข้าวจากชาวนาทั่วๆ ไป เพียงแต่ไปเสาะหาแปลงพันธุ์ข้าวจากแหล่งปลูกใหญ่ๆ หรือแม้กระทั่งลักลอบนำเอาพันธุ์ข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาตั้งชื่อใหม่ ผลิตเมล็ดพันธุ์และบรรจุกระสอบขาย สามารถทำกันอย่างเสรีและง่ายดาย ในท้องตลาดจึงมีชื่อพันธุ์ข้าวแปลกๆ ใหม่ๆ ที่โฆษณาอวดอ้างว่าคุณภาพดี ผลผลิตสูง หลอกลวงให้ชาวนาหลงซื้อไปปลูก เสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อพันธ์ุข้าวไทยอย่างประเมินค่ามิได้ ผมว่าปล่อยไปแบบนี้แหละ น่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนยักษ์ใหญ่อย่างแท้จริง

สุดท้าย ถ้าจะบอกว่าการบังคับให้ต้องรับรองพันธุ์ข้าวก่อน อาจมีการเลือกปฏิบัติเข้าข้างบริษัทยักษ์ใหญ่ ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้อีก เนื่องจากคณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าว ประกอบด้วยนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และมีตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์ สมาคมผู้ส่งออกข้าว สมาคมโรงสี รวมทั้งชาวนา ซึ่งก็คงยากมากทีเดียวที่กรมการข้าวจะไปชี้นำท่านเหล่านี้ได้ จริงไหมครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

อธิบดี ‘น้ำบาดาล’ นำคณะกรรมการ กปร. เยี่ยมชมระบบส่งน้ำบาดาลระยะไกลสุพรรณบุรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551889

อธิบดี 'น้ำบาดาล' นำคณะกรรมการ กปร. เยี่ยมชมระบบส่งน้ำบาดาลระยะไกลสุพรรณบุรี

อธิบดี ‘น้ำบาดาล’ นำคณะกรรมการ กปร. เยี่ยมชมระบบส่งน้ำบาดาลระยะไกลสุพรรณบุรี

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 20.34 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล นำคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อเยี่ยมชมโครงการศึกษานำร่องรูปแบบระบบส่งน้ำบาดาลระยะไกล เพื่อแก้ไขปัญหาความขาดแคลนน้ำในพื้นที่ขอบแอ่งเจ้าพระยาตอนล่าง พื้นที่ตำบลตลิ่งชัน ตำบลสนามคลี อำเภอเมือง และตำบลไร่รถ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นชุมชนต้นแบบการบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจร ที่มุ่งเน้นการใช้น้ำบาดาลเชิงอนุรักษ์ช่วยเหลือประชาชนกว่า 25,000 คน หรือกว่า 7,500 ครัวเรือน มีน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรไม่ขาดแคลนตลอดทั้งปี

นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปลายปี 2562 จนถึงต้นปี 2563 จังหวัดสุพรรณบุรี ประสบปัญหาภัยแล้งมากกว่าในทุกปีๆ ที่ผ่านมา ฝนตกน้อย และน้ำในคลองชลประทานแห้งขอด โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลตลิ่งชัน ตำบลสนามคลี อำเภอเมือง และตำบลไร่รถ อำเภอดอนเจดีย์ ประชาชนต่างได้รับความเดือดร้อน ทั้งในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ ซึ่งเป็นผลิตผลขึ้นชื่อของจังหวัดมากกว่า 3,000 ไร่ ยืนต้นตายเพราะขาดแคลนน้ำ ต้องลงทุนปลูกใหม่ทั้งหมด ทำให้หนี้สินครัวเรือนมากขึ้น กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจึงได้ดำเนินโครงการศึกษานำร่องรูปแบบระบบส่งน้ำบาดาลระยะไกลเพื่อแก้ไขปัญหาความขาดแคลนน้ำในพื้นที่ขอบแอ่งเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาน้ำบาดาล เพื่อศึกษาศักยภาพและผลกระทบการใช้น้ำในพื้นที่ รวมทั้งศึกษาแนวทางการบริหารจัดการระบบรูปแบบการส่งน้ำบาดาลระยะไกลสำหรับการอุปโภคบริโภค และเกษตรกรรม พร้อมส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจร ให้ประชาชนสามารถใช้น้ำบาดาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ดำเนินการเจาะน้ำบาดาลแล้ว จำนวน 18 บ่อ ได้ปริมาณน้ำมากกว่า 420 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง หรือประมาณ 2.50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี พร้อมติดตั้งสถานีสังเกตการณ์ จำนวน 3 สถานี หอถังเหล็กเก็บน้ำชนิดรักษาแรงดัน ความสูง 30 เมตร ความจุ 300 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 1 หอถัง และหอถังเก็บน้ำ ความสูง 15 เมตร ความจุ 150 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 4 หอถัง พร้อมทั้งระบบเชื่อมต่อเข้าท่อประปาเดิมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และติดตั้งระบบตรวจวัดแสดงผลอัตโนมัติ เพื่อติดตามปริมาณการสูบน้ำบาดาลและระดับน้ำบาดาล

นอกจากนี้ ยังได้สร้างศูนย์เรียนรู้ด้านน้ำบาดาล พร้อมระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำและจุดบริการน้ำแร่ เพื่อบริการน้ำอุปโภคบริโภค พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับน้ำบาดาลแก่ประชาชนที่มาใช้บริการอีกด้วย โดยน้ำบาดาล ที่เจาะได้ มีอายุประมาณ 10,750 ปี เป็นน้ำแร่ที่มีคุณภาพดีมาก “จากความร่วมมือของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล หน่วยงานราชการ และประชาชนในพื้นที่ ทำให้การดำเนินงานโครงการศึกษานำร่องรูปแบบระบบส่งน้ำบาดาลระยะไกล เพื่อแก้ไขปัญหาความขาดแคลนน้ำในพื้นที่ขอบแอ่งเจ้าพระยาตอนล่าง ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทำให้ทั้ง 3 หมู่บ้าน 3 ตำบล ของจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นชุมชนต้นแบบการบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจร ที่มุ่งเน้นการใช้น้ำบาดาลเชิงอนุรักษ์ ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอตลอดทั้งปี” นายศักดิ์ดา กล่าว

ลุยแก้หนี้เกษตรกร! ‘กฟก.เชียงราย’ รับมอบโฉนดที่ดิน โอนตามกฎหมายกองทุนฟื้นฟูฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551803

ลุยแก้หนี้เกษตรกร! 'กฟก.เชียงราย'รับมอบโฉนดที่ดิน โอนตามกฎหมายกองทุนฟื้นฟูฯ

ลุยแก้หนี้เกษตรกร! ‘กฟก.เชียงราย’รับมอบโฉนดที่ดิน โอนตามกฎหมายกองทุนฟื้นฟูฯ

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 16.14 น.

ลุยแก้หนี้เกษตรกร กฟก.จังหวัดเชียงราย รับมอบโฉนดที่ดิน จาก สหกรณ์ฯเชียงแสน โอนตามกฎหมายกองทุนฟื้นฟูฯ

10 กุมภาพันธ์ 2564 นายนิยม สุวรรณประภา หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรสาขาจังหวัดเชียงราย (กฟก.) รับมอบโฉนดที่ดิน จำนวน 19 แปลง เนื้อที่รวม 50 ไร่ -​งาน 77.7 ตารางวาจาก น.ส.ชนิต พรมเมือง ตำเเหน่งผู้จัดการสำนักงาน สหกรณ์การเกษตรเชียงแสน จำกัด เพื่อดำเนินการโอนที่ดินตามกฎหมายกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (มาตร 37/9) โดยสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย  ได้ดำเนินการชำระหนี้แทนเกษตรกร ลูกหนี้สหกรณ์การเกษตรเชียงแสน จำกัด จำนวน 16 ราย โดยมีนายรุ่งรัตน์  มานะรุ่งเรือง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาเชียงแสน อำนวยความสะดวกในการโอนที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาเชียงแสน

นายนิยม กล่าวว่า เกษตรกรได้ทำสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน (ที่ดิน) คืนกับ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย ตามจำนวนเงินที่กองทุนฯได้จ่ายเพื่อการชำระหนี้แทน ระยะเวลาการเช่าซื้อไม่น้อยกว่า 5 ปี และไม่เกิน 20 ปี โดยไม่มีค่าบริการหรือดอกเบี้ย และเกษตรกรต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพ ตามที่คณะกรรมการกำหนด.

‘มนัญญา’ หนุนนโยบายภท.ขับเคลื่อน ‘กัญชง-กัญชา’ สู่ครัวเรือน 6 ต้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551739

‘มนัญญา’หนุนนโยบายภท.ขับเคลื่อน‘กัญชง-กัญชา’สู่ครัวเรือน6ต้น

‘มนัญญา’หนุนนโยบายภท.ขับเคลื่อน‘กัญชง-กัญชา’สู่ครัวเรือน6ต้น

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 13.40 น.

สธ. ออกกฎกระทรวง!! “รมช.มนัญญา”ติดเทอร์โบรับลูกขับเคลื่อน “กัญชง-กัญชา” จากแปลงวิจัยสู่ครัวเรือน 6 ต้น

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ให้นโยบายกับกรมวิชาการเกษตร (กวก.) ไปหารือกับคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนการส่งเสริมการปลูกพืชกัญชง และกัญชา ภายหลังที่กฎกระทรวงสาธารณสุขมีผลบังคับใช้  ซึ่งคาดว่า ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 จะได้แนวปฏิบัติออกมาเพื่อให้ประชาชนที่สนใจจะปลูกรับทราบ ภายใต้การกำกับของ อย. และมีกรมวิชาการเกษตรเป็นพี่เลี้ยงทางด้านวิชาการ

“แนวปฏิบัติดังกล่าวจะครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้า และจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ การขออนุญาตปลูก การตรวจแปลง การตรวจสารยาในเมล็ด ไปจนถึงการจับคู่รับซื้อผลผลิตทั้งหมด จนถึงกระบวนการแปรรูป เนื่องจากเป็นพืชควบคุม  ทั้งนี้ จะส่งผลให้ประชาชนทั่วไปที่ประสงค์จะปลูกสามารถที่จะยื่นเรื่องเพื่อขออนุญาตได้ที่คณะกรรมการระดับจังหวัด  เพราะรัฐบาลต้องการให้นโยบายที่ออกมาสร้างอานิสงค์ทั้งการสร้างงาน และการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ภายใต้กำกับของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” รมช.เกษตรฯ กล่าว

ทั้งนี้แนวปฏิบัติประกอบด้วย 

1. การนำเข้าเมล็ดพันธุ์ และจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ กรมวิชาการเกษตรจะเร่งดำเนินการประกาศให้เมล็ดพันธุ์กัญชา และกัญชงเป็นเมล็ดพันธุ์ควบคุมตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ. 2518 โดยในระหว่างรอประกาศ จะใช้ระเบียบ และกฎเกณฑ์ของ อย. ไปพรางก่อน เมื่อมีประกาศแล้วให้สองหน่วยงานบูรณาการในการรับรองใบอนุญาต

2. การขออนุญาตปลูกเป็นของ อย. ซึ่งจะมีคณะกรรมการระดับจังหวัด พิจารณา รวบรวมรายชื่อผู้ปลูก หลักฐานการยื่นให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัด และหน่วยงานในกระทรวงเกษตรดูแล ตั้งแต่การเตรียมแปลง ตามเก็บเกี่ยว และส่งผลการตรวจประเมินความสามารถของผู้ปลูกให้ อย. และ กระทรวงเกษตรฯ จะร่วมตรวจสอบการนำเข้าการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่าย การควบคุมการผลิตต้นกล้า และคุณภาพต้นกล้าเพื่อให้ได้คุณภาพตรงตามสายพันธุ์

3. การทดสอบคุณภาพของกัญชาและกัญชง ผู้ปลูกและผู้ซื้อ สามารถใช้อุปกรณ์ตรวจเบื้องต้นได้เอง  ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขสนับสนุนให้เอกชนตั้งห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพ  และคุณสมบัติทางเคมีของสารสกัดจากกัญชาและกัญชง เพื่อให้การบริการประชาชนทั่วถึง

4. การซื้อ-ขายกัญชาและกัญชง จะเป็นการซื้อ-ขายโดยตรง หรือระบบ contract farming ระหว่างผู้ซื้อและผู้ปลูก รวมถึงการจัดตั้งตลาดกลางกัญชา ตลาดกลางกัญชง เป็นศูนย์กลางการซื้อ-ขาย ที่มีกำหนดมาตรฐานสินค้า การกำหนดราคากลาง และการซื้อขายที่เป็นธรรม โดยให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้ง

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ภายหลังแนวปฏิบัติได้รับการเห็นชอบแล้ว ทั้งสองหน่วยงาน จะมีการขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เพื่อให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ของกฎหมายที่แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่การผลิต ในขณะที่กรมวิชาการเกษตรเอง ปัจจุบันได้เร่งงานวิจัยพันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ที่เหมาะสมกับภูมิประเทศ และภูมิอากาศของไทย โดยจะมีการลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ในระยะต่อไป  ขณะที่งานการรับรองพันธุ์ ตามพ.ร.บ.พันธุ์พืช  พ.ศ. 2518   ปัจจุบันกรมฯ ได้มีการขึ้นทะเบียนแล้ว 1 พันธุ์คือ กัญชาพันธุ์อิสระ 01 เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์  ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นกรมวิชาการเกษตรได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โครงการปลูกกัญชา 6 ต้น โนนมาลัยโมเดล ที่บ้านโคกนาค ต.หินเหล็กไฟ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์  โดยให้คำปรึกษาด้านการขยายพันธุ์ด้วยวิธีปักชำกิ่ง  การปลูก การดูแลรักษาเพื่อให้เป็นต้นแบบการปลูกกัญชาในระดับครัวเรือน และพร้อมสนับสนุนหาก สธ. จะขยายการดำเนินการไปทั่วประเทศ

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตร ได้มีแผนการวิจัย และพัฒนาพืชกัญชา และกัญชง โดยการรวบรวม ศึกษาขยายพันธุ์พื้นเมือง และพันธุ์การค้าต่างประเทศ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ โดยดำเนินการที่กรุงเทพฯ เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ดี และที่ศูนย์เชียงรายเป็นการทดลองปลูกในสภาพโรงเรือน การทดสอบสายพันธุ์คุณภาพเพื่อใช้ทางการแพทย์ การศึกษาการจำแนกกัญชาเพื่อรองรับการคุ้มครองพันธุ์พืช การวิจัยยีน และการแสดงออกของยีน

นอกจากนั้น ได้มีการคัดเลือกสายพันธุ์ และทดสอบเทคโนโลยีการผลิตพืชสกุลกัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์ และอุตสาหกรรม ที่วิสาหกิจชุมชนเพ-ลา เพลิน และวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชสมุนไพรไทยโนนมาลัย จ.บุรีรัมย์

ก.เกษตรฯเร่งทำฐานข้อมูล ขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551599

ก.เกษตรฯเร่งทำฐานข้อมูล ขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมและบรรยายพิเศษแนวทางการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และถ่ายทอดสัญญาณประชุมออนไลน์ไปยังหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นอันดับต้น จึงมอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการฯ โดยให้จัดตั้งกองหรือสำนัก เพื่อรับผิดชอบโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทุกประเภทของหน่วยงานตน และถ้ามีการจัดตั้งกองหรือสำนักที่รับผิดชอบโครงการฯ แล้ว ให้ดำเนินการจัดทำฐานข้อมูล โดยใช้ระบบเดียวกันทุกหน่วยงาน และแจ้งให้กระทรวงทราบต่อเนื่อง รวมทั้งหน่วยงานต้องเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การดำเนินโครงการฯ ที่แล้วเสร็จหรือกำลังดำเนินโครงการฯอยู่ เพื่อให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่รับทราบด้วย

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ยังเปิดโอกาสให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อนำไปขับเคลื่อนและสนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมกำหนดแนวทางดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯต่อไป

การดำเนินงานเพื่อสนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามข้อมูลที่สำนักงาน กปร.รวบรวมไว้ตั้งแต่ปี 2495 ถึง 31 กรกฎาคม 2563 มีจำนวน 4,877 โครงการ จำแนกตามการพัฒนาด้านต่างๆ 8 ด้าน ได้แก่ 1) โครงการพัฒนาด้านแหล่งน้ำ 3,386 โครงการ 2) โครงการพัฒนาด้านการเกษตร 142 โครงการ 3) โครงการพัฒนา ด้านสิ่งแวดล้อม 199 โครงการ 4)โครงการพัฒนาด้านการส่งเสริมอาชีพ 347 โครงการ 5) โครงการพัฒนาด้านสาธารณสุข 59 โครงการ 6) โครงการด้านคมนาคม/สื่อสาร 84 โครงการ 7) โครงการพัฒนาด้านสวัสดิการสังคม/การศึกษา 399 โครงการ และ8)โครงการพัฒนาแบบบูรณาการ และโครงการพัฒนาด้านอื่นๆ 261 โครงการ โดยกระทรวงเกษตรฯร่วมสนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาต่อเนื่อง และเป็นหน่วยงานหลักสนับสนุนการดำเนินงาน โดยเฉพาะด้านพัฒนาแหล่งน้ำ และส่งเสริมพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร

เดินหน้ายกระดับแปลงใหญ่ หนุนเกษตรสมัยใหม่-เชื่อมโยงตลาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551313

เดินหน้ายกระดับแปลงใหญ่ หนุนเกษตรสมัยใหม่-เชื่อมโยงตลาด

วันอังคาร ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งรัดกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล พร้อมเร่งทบทวนกิจกรรมและจัดทำแผนการดำเนินงานเพื่อเดินหน้าโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัด/ อำเภอ ลงพื้นที่แบบเคาะประตูบ้านเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ทั้ง 2,012 แปลง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมการเกษตร ทั้งเรื่องการจดทะเบียนนิติบุคคล ประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับ รวมถึงเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ในการดำเนินงานทุกขั้นตอน ตามข้อสั่งการของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564

สำหรับโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกร โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม และยกระดับการผลิตไปสู่สินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มแปลงใหญ่ที่เสนอความต้องการเข้าร่วมโครงการ จำนวน 5,250 แปลง แบ่งเป็นแปลงใหญ่จากกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 2,012 แปลง แปลงใหญ่จากกรมการข้าว จำนวน 2,638 แปลง แปลงใหญ่จากกรมปศุสัตว์ จำนวน 185 แปลง แปลงใหญ่จากการยางแห่งประเทศไทย จำนวน 299 แปลง แปลงใหญ่จากกรมหม่อนไหม จำนวน 26 แปลง และแปลงใหญ่จากกรมประมง จำนวน 90 แปลง

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้เร่งรัดเจ้าหน้าที่ดำเนินงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ในการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล พร้อมเร่งทบทวนกิจกรรมและจัดทำแผนการดำเนินงาน และเสนอขออนุมัติ
โครงการฯ ให้เสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564 เพื่อขับเคลื่อนโครงการฯ ต่อไป ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรแจ้งยืนยันเข้าร่วมโครงการแล้ว จำนวน 1,150 แปลง จากทั้งหมด 5,250 แปลง

ก.เกษตรฯจับมือประปานครหลวง ปรับแผนระบายน้ำสู้ความเค็มรุกเจ้าพระยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551314

ก.เกษตรฯจับมือประปานครหลวง ปรับแผนระบายน้ำสู้ความเค็มรุกเจ้าพระยา

วันอังคาร ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ก.เกษตรฯจับมือการประปานครหลวงปรับแผนการระบายน้ำสู้ความเค็มแม่น้ำเจ้าพระยา ลดผลกระทบต่อประชาชน

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างฤดูแล้ง ปี 2563/2564 มีนายวชิรวิทย์ โพธิ์วิจิตร ผู้ช่วยผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการอธิบดี กรมชลประทาน เข้าร่วม ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เพื่อร่วมหาแนวทางแก้ปัญหาค่าความเค็มรุกล้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะน้ำดิบที่ใช้ผลิตประปา

ดร.ทองเปลวเปิดเผยว่า รัฐบาลเป็นห่วงสถานการณ์ค่าความเค็มรุกล้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา จึงกำชับให้กรมชลประทานวางมาตรการเพื่อเร่งแก้ไขปัญหา ด้วยการปรับแผนระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระรามหก เพื่อควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ให้สอดคล้องกับระดับการขึ้นลงของน้ำทะเล พร้อมสั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่ตอนบน ขอความร่วมมือสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า งดสูบน้ำเข้าพื้นที่เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ระหว่างลำเลียงน้ำลงมายังพื้นที่ตอนล่าง ส่วนโครงการชลประทานในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ให้จัดทำรายงานเปิด-ปิดประตูระบายน้ำตลอดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไปจนถึงสถานีสูบน้ำดิบสำแล จ.ปทุมธานี เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์บริหารจัดการน้ำและควบคุมค่าความเค็มต่อไป

ส่วนพื้นที่ด้านท้ายน้ำจะควบคุมการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ จ.สมุทรปราการ ตามจังหวะการขึ้น-ลงของน้ำทะเลอย่างเคร่งครัด รวมไปถึงบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร ในการระบายน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงเวลาน้ำลง พร้อมขอความร่วมมือจากการประปานครหลวง ปรับเพิ่มจำนวนชั่วโมงในการทำ water hammer operation เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากเกิดกรณีวิกฤติ จะผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง ส่วนหนึ่งลงมาควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาอีกทางหนึ่ง โดยไม่กระทบต่อการใช้น้ำในลุ่มน้ำแม่กลอง

“กระทรวงเกษตรฯโดยกรมชลประทานเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้าไว้ โดยจะส่งน้ำเพื่อผลักดันน้ำเค็มที่จะหนุนสูงขึ้นอีก คาดว่าน้ำเค็มจะหนุนสูงขึ้นอีกวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ จะร่วมกับการประปานครหลวง เพื่อลดผลกระทบให้ประชาชนให้มากที่สุด และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำประปาจะไม่มีรสเค็มแน่นอน” ดร.ทองเปลว กล่าว

ทั้งนี้ กรมชลประทานสั่งการให้โครงการชลประทานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ ค่าความเค็มในแม่น้ำสายหลักใกล้ชิด พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำโดยใช้อาคารชลประทานควบคุม การรับน้ำ เพื่อป้องกันความเค็มไม่ให้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่การเกษตร ลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด