‘รมว.เกษตรฯ’ เร่งขับเคลื่อนโครงการสำคัญ ย้ำใช้งบโปร่งใส–กระจายเม็ดเงินทั่วถึงพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551312

‘รมว.เกษตรฯ’เร่งขับเคลื่อนโครงการสำคัญ ย้ำใช้งบโปร่งใส–กระจายเม็ดเงินทั่วถึงพื้นที่

วันอังคาร ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ครั้งที่ 1/2564 ว่า การประชุมได้เน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ มีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อให้การขับเคลื่อนงานโครงการสำคัญต่างๆของกระทรวงเกษตรฯมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และกำกับดูแลใกล้ชิด พร้อมทั้งเร่งรัดติดตามภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ อาทิ โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ปรับลดคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ ซึ่งกำชับให้หน่วยงานติดตามประเมินผลให้ได้เกษตรกรตามเป้าหมาย 32,000 ราย และเร่งรัดนำเม็ดเงินลงไปให้ถึงเกษตรกรให้เร็วที่สุด เกิดผลเป็นรูปธรรม ตลอดจนดำเนินงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ สำหรับโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ได้กำชับทุกส่วนราชการทำงานบูรณการร่วมกัน และประชาสัมพันธ์เชิงรุก ลงไปถึงพื้นที่เกษตรกรแปลงใหญ่ โดยจัดทำคู่มือการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพื่อให้เกษตรกรได้รับทราบถึงข้อดี-ข้อเสีย และได้รับประโยชน์สูงสุด

สำหรับโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามที่ ครม.มีมติ เมื่อวันที่19 มกราคม ได้อนุมัติการขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียด ตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ ในวงเงิน 3,550 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 32,000 ราย จ้างงานระดับตำบล 16,000 ราย (ตำบลละ 1 ราย ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 25 ราย) และขยายผลไปถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2564 จากเดิมตุลาคม 2564 และเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2564 ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้โครงการฯ 4 ด้านคือ ด้านการพัฒนาพื้นที่, ด้านการพัฒนาอาชีพและการตลาด, ด้านการขับเคลื่อนในพื้นที่ และด้านการติดตามประเมินผล เพื่อกำกับดูแลและรายงานความก้าวหน้า ซึ่งขณะนี้ความก้าวหน้าโครงการ มีเกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกรอบที่ 1 จำนวน 20,583 ราย ส่งรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์รอบที่ 1ให้กรมพัฒนาที่ดินแล้ว และดำเนินการขุดสระเก็บกักน้ำรอบแรกในเดือนมีนาคม 2564 ในส่วนของเกษตรกรที่คัดเลือกรอบที่ 2เป้าหมาย 11,417 ราย (5 ประสาน 7,759 ราย และเกษตรกรทั่วไป 3,658 ราย) อยู่ระหว่างดำเนินการเปิดรับสมัครเกษตรกรรายใหม่ และลงพื้นที่ตรวจสอบคุณสมบัติ ความเหมาะสมของพื้นที่

ในส่วนโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่ 77 จังหวัด 5,250 แปลง พื้นที่ 5,003,250 ไร่ เกษตรกร 262,500 ราย วงเงิน 13,904,500,000 บาท สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่น้อยกว่า 11,000 ล้านบาทต่อปี มุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมโครงการนำเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิต มีคุณภาพมาตรฐานสอดคล้องความต้องการของตลาดและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ผลดำเนินงาน ขณะนี้มีกลุ่มแปลงใหญ่ที่แจ้งเข้าร่วมโครงการแล้ว 1,150 แปลง จดทะเบียนนิติบุคคล 640 แปลง อยู่ระหว่างจดทะเบียนนิติบุคคล 540 แปลง (ข้อมูล ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์) อย่างไรก็ตาม ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทบทวนกิจกรรม/แผนการใช้จ่ายเงินให้เสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม และเร่งรัดจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต่อไป

‘ปศุสัตว์’ ตรวจเข้มแหล่งผลิต-จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ สร้างความมั่นใจผู้บริโภคเทศกาลตรุษจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551256

'ปศุสัตว์'ตรวจเข้มแหล่งผลิต-จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ สร้างความมั่นใจผู้บริโภคเทศกาลตรุษจีน

‘ปศุสัตว์’ตรวจเข้มแหล่งผลิต-จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ สร้างความมั่นใจผู้บริโภคเทศกาลตรุษจีน

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 16.14 น.

กรมปศุสัตว์ตรวจเข้มแหล่งผลิต-จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ สร้างความมั่นใจผู้บริโภคเทศกาลตรุษจีน

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ให้ความสำคัญและดำเนินงานด้านมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารมาตลอด ตั้งแต่การรับรองมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ การอนุญาตตั้งโรงฆ่าสัตว์ การรับรองสถานที่รวบรวมไข่ และปัจจุบันได้ขยายงานด้านมาตรฐานสินค้าไปยังการรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ นั่นคือ โครงการปศุสัตว์ OK ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ สร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเลือกบริโภคสินค้าปศุสัตว์ที่ปลอดภัย โดยมอบตราสัญลักษณ์ให้ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่มาจากแหล่งผลิตที่กรมปศุสัตว์ให้การรับรองมาตรฐาน และสามารถสอบย้อนกลับได้

ทั้งนี้ กรมมุ่งหวังให้ตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK ช่วยสร้างความมั่นใจในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันสินค้าปศุสัตว์ที่อยู่ในขอบข่ายรับรองคือเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด เนื้อโค และไข่สด และได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการ Modern trade และตลาดสด เข้าร่วมโครงการทั้งหมดมากกว่า 7,000 แห่ง

อย่างไรก็ตาม เทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงนี้ กรมปศุสัตว์สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัยของเนื้อสัตว์เป็นกรณีพิเศษ มีการตรวจสอบเนื้อสัตว์ทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสารตกค้างต่างๆ เช่น สารเร่งเนื้อแดง (Beta-agonist) ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ นอกจากนี้ ในส่วนโรคระบาดสัตว์ที่เป็นโรคสัตว์สู่คน (Zoonosis) เช่น ไข้หวัดนก

กรมปศุสัตว์ขอยืนยันว่าประเทศไทยไม่พบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรงในสัตว์ปีกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 ซึ่งกรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญในการค้นหาและควบคุมโรค โดยมีมาตรการเข้มงวดในการเฝ้าระวังสัตว์ปีกป่วย/ตาย ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรคไข้หวัดนกในพื้นที่เสี่ยง ควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าในเทศกาลตรุษจีนปี 2564 นี้ สินค้าปศุสัตว์นั้นปลอดภัย โดยผู้บริโภคควรใส่ใจเลือกสินค้าปศุสัตว์จากสถานที่จำหน่ายที่ผ่านการรับรองมาตรฐานภายใต้สัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ซึ่งผู้บริโภคตรวจสอบรายชื่อร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ที่ https://drive.google.com/drive/u/0/folders/1oHKuTT7AlWHr-ay8Q67ulzprf4a3lHA6 และกรมปศุสัตว์ขอแนะนำให้ผู้บริโภคเลือกเนื้อหมู สัตว์ปีกและไข่ จากผู้จำหน่ายที่สะอาดมีการดูแลรักษาความสะอาดสถานที่จำหน่ายเป็นอย่างดี และที่สำคัญต้องมีใบรับรองจากกรมปศุสัตว์ หรือให้สังเกตตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ติดอยู่ ณ สถานที่จำหน่ายทุกครั้ง

‘ธรรมนัส’ ลงพื้นที่ ลุยแก้ปัญหาลำไย 8 จังหวัดภาคเหนือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551046

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ ลุยแก้ปัญหาลำไย 8จังหวัดภาคเหนือ

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่พบปะเครือข่ายสภาอาชีพเกษตรกร 8 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมติดตามปัญหาการผลิตและการตลาดสินค้าลำไย โดยมีนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ คณะผู้บริหาร และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ร่วมต้อนรับ ที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยแม่โจ้

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า วันนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่ได้พบปะกับพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลำไยทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมแสดงความยินดีกับพี่น้องเกษตรกรที่รัฐบาลได้ทำการอนุมัติงบประมาณกว่า 3,400 ล้านบาท เพื่อเยียวยาเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในอัตราไร่ละ 2,000 บาท ขณะที่ข้อเสนอของสภาอาชีพเกษตรกร (สอก.) เกี่ยวกับ (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาและบริหารจัดการการผลิตสินค้าลำไยและผลิตภัณฑ์ พ.ศ…. มีความก้าวหน้า โดยคณะทำงานสามารถขับเคลื่อนงานให้ประสบผลสำเร็จเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายตามข้อเรียกร้องที่พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลำไยร่วมกันเสนอ และอยู่ในขั้นตอนดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งคาดว่าไม่เกิน 90 วัน ระเบียบหรือหลักเกณฑ์นี้จะได้ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาของผู้ปลูกลำไยทั้งประเทศ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานภายใต้ความรับผิดชอบ ได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนฐานราก ใน 3 เรื่องสำคัญ คือ ที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย น้ำ และอาชีพ ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้จะมีอาชีพใหม่ให้กับพี่น้องเกษตรกร คือการปลูกกัญชงอันจะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความมั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกรต่อไป

ตรวจเข้มแหล่งผลิต-จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ สร้างความมั่นใจผู้บริโภคเทศกาลตรุษจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551048

ตรวจเข้มแหล่งผลิต-จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ สร้างความมั่นใจผู้บริโภคเทศกาลตรุษจีน

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ให้ความสำคัญและดำเนินงานด้านมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารมาตลอด ตั้งแต่การรับรองมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ การอนุญาตตั้งโรงฆ่าสัตว์ การรับรองสถานที่รวบรวมไข่ และปัจจุบันได้ขยายงานด้านมาตรฐานสินค้าไปยังการรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ นั่นคือ โครงการปศุสัตว์ OK ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ สร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเลือกบริโภคสินค้าปศุสัตว์ที่ปลอดภัย โดยมอบตราสัญลักษณ์ให้ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่มาจากแหล่งผลิตที่กรมปศุสัตว์ให้การรับรองมาตรฐาน และสามารถสอบย้อนกลับได้ ทั้งนี้ กรมมุ่งหวังให้ตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OKช่วยสร้างความมั่นใจในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันสินค้าปศุสัตว์ที่อยู่ในขอบข่ายรับรองคือเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด เนื้อโค และไข่สด และได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการ Modern trade และตลาดสด เข้าร่วมโครงการทั้งหมดมากกว่า 7,000 แห่ง

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า เทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงนี้ กรมปศุสัตว์สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัยของเนื้อสัตว์เป็นกรณีพิเศษ มีการตรวจสอบเนื้อสัตว์ทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสารตกค้างต่างๆ เช่น สารเร่งเนื้อแดง (Beta-agonist) ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ นอกจากนี้ ในส่วนโรคระบาดสัตว์ที่เป็นโรคสัตว์สู่คน (Zoonosis) เช่น ไข้หวัดนก
กรมปศุสัตว์ขอยืนยันว่าประเทศไทยไม่พบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรงในสัตว์ปีกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 ซึ่งกรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญในการค้นหาและควบคุมโรค โดยมีมาตรการเข้มงวดในการเฝ้าระวังสัตว์ปีกป่วย/ตาย ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรคไข้หวัดนกในพื้นที่เสี่ยง ควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าในเทศกาลตรุษจีนปี 2564 นี้ สินค้าปศุสัตว์นั้นปลอดภัย โดยผู้บริโภคควรใส่ใจเลือกสินค้าปศุสัตว์จากสถานที่จำหน่ายที่ผ่านการรับรองมาตรฐานภายใต้สัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ซึ่งผู้บริโภคตรวจสอบรายชื่อร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ที่https://drive.google.com/drive/u/0/folders/1oHKuTT7AlWHr-ay8Q67ulzprf4a3lHA6 และกรมปศุสัตว์ขอแนะนำให้ผู้บริโภคเลือกเนื้อหมู สัตว์ปีกและไข่ จากผู้จำหน่ายที่สะอาดมีการดูแลรักษาความสะอาดสถานที่จำหน่ายเป็นอย่างดี และที่สำคัญต้องมีใบรับรองจากกรมปศุสัตว์ หรือให้สังเกตตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ติดอยู่ ณ สถานที่จำหน่ายทุกครั้ง

ชายคาพระพิรุณ : 8 กุมภาพันธ์ 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551045

ชายคาพระพิรุณ : 8 กุมภาพันธ์ 2564

ชายคาพระพิรุณ : 8 กุมภาพันธ์ 2564

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากกรณีที่มีการตรวจสอบแล้วพบว่าคณะกรรมการบริหารสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ได้มีการทุจริตเงินของสหกรณ์จนมีความเสียหายราว 2,800 ล้านบาท ช่วงปี 2555-2559 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียน ได้ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดมาตามลำดับ จนนำไปสู่การดำเนินคดี โดยร่วมมือกับตำรวจสอบสวนกลาง ติดตามยึดทรัพย์สินที่กลุ่มผู้ต้องหานำไปฟอกเงินในธุรกิจต่างๆ กลับมาได้บางส่วน พร้อมกับออกหมายจับผู้ต้องหา 9 คน ตามที่เคยเป็นข่าวมาแล้วนั้น ซึ่งขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ยังเดินหน้าแก้ไขปัญหาลูกหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด โดยทำคู่ขนานไปกับดีเอสไอ ทั้งนี้ ได้รับการเปิดเผยจากนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่า เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2564 ที่ผ่านมา สหกรณ์เจ้าหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด (สอ.สรฟ.) 15 แห่ง ซึ่งมียอดหนี้เงินกู้และเงินฝากประมาณ 3 พันล้านบาท ได้เข้าพบเพื่อติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสอ.สรฟ.ที่ยังไม่สามารถชำระคืนได้ ซึ่งในการหารือได้มีการชี้แจงถึงความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8 ก.พ. 2564 จะเชิญกรรมการสหกรณ์สอ.สรฟ.มาหารือถึงแผนการชำระหนี้เงินกู้ให้กับ 4 สหกรณ์เจ้าหนี้เงินกู้ เพื่อให้การชำระหนี้เป็นไปตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกันไว้

นายวิศิษฐ์ บอกว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์รับทราบความกังวลของเจ้าหนี้ทั้งหมดของสอ.สรฟ.โดยเฉพาะประเด็นการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ซึ่งจะกลายมาเป็นภาระของสหกรณ์นั้นๆ โดยทางกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า ตามหลักเกณฑ์ทางบัญชี หากลูกหนี้ยังชำระตามแผนได้ก็ไม่ต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมยืนยันว่าไม่เคยหนีปัญหา และยังติดตามอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา เพื่อช่วยแก้ไขให้กับทุกฝ่าย จนในที่สุดสามารถที่จะประสานกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ติดตามจับกุม นายบุญส่ง หงส์ทอง และพวกซึ่งเป็นอดีตกรรมการสอ.สรฟ.ที่ทุจริต และสามารถอายัดทรัพย์ได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งจะเป็นผลให้ สอ.สรฟ.จะมีสินทรัพย์และเกิดสภาพคล่องในอนาคตเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะนำมาบริหารจัดการกับหนี้สินทั้งเงินกู้และเงินฝากได้ในลำดับถัดไป สำหรับกรณีที่ 4 สหกรณ์เจ้าหนี้ได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกันบ้างแล้ว ซึ่งกรมไม่ขอก้าวก่ายสิทธิในการฟ้องร้องของแต่ละสหกรณ์ แต่ในฐานะที่เป็นพี่เลี้ยงของสหกรณ์ก็ยังหวังว่าหากสามารถเจรจากันได้และให้เวลาสอ.สรฟ.ชำระหนี้ตามแผนก็คาดว่าจะเป็นผลดีกับทุกฝ่ายทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้

นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน และทราบว่าหลังจากนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย และสหกรณ์ทั้ง 15 แห่ง จะนัดประชุมหารือ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันทุกๆ 3 เดือน เพื่อติดตามสถานะทางการเงินของสอ.สรฟ.อย่างใกล้ชิดต่อไป…เป็นเรื่องที่ดีมากครับ สหกรณ์จะไปรอดก็เพราะคนสหกรณ์และขบวนการสหกรณ์ร่วมมือช่วยเหลือกันตามหลักการของสหกรณ์ครับ…

ขุนเกษตรา

กรมประมงคิดสูตรเด็ดอาหารเม็ดต้นทุนต่ำคุณภาพดี นำร่องทดลองเลี้ยงปลากะพงทอง-ช่อนทะเลได้สำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551049

กรมประมงคิดสูตรเด็ดอาหารเม็ดต้นทุนต่ำคุณภาพดี นำร่องทดลองเลี้ยงปลากะพงทอง-ช่อนทะเลได้สำเร็จ

กรมประมงคิดสูตรเด็ดอาหารเม็ดต้นทุนต่ำคุณภาพดี นำร่องทดลองเลี้ยงปลากะพงทอง-ช่อนทะเลได้สำเร็จ

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงให้ความสำคัญกับการพัฒนางานเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นภารกิจหลักของหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพและเสริมสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง โดยได้ส่งเสริมให้นักวิชาการประมงมีการพัฒนาผลงานวิจัยใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยคำนึงถึงการลดต้นทุนในการผลิต แต่ยังคงรักษาคุณภาพและมาตรฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถในการแข่งขัน ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยล่าสุด กรมประมงได้มีการคิดค้นงานวิจัยเพื่อลดต้นทุนในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ด้วยการใช้วัตถุดิบ ซึ่งเป็นเศษเหลือจากการแปรรูปสัตว์ปีก และผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต
เอทานอลในกิจการอุตสาหกรรมมาทำการผลิตเป็นอาหารเม็ดต้นทุนต่ำสำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบโปรตีนที่หาได้ง่าย และมีราคาถูก สามารถทดแทนการใช้ปลาป่น และกากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่มีราคาค่อนข้างสูงและยังหาได้ยากอีกด้วย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 50-60 เปอร์เซ็นต์ ของต้นทุนการเลี้ยงทั้งหมด ประกอบกับในปัจจุบันปริมาณปลาป่นที่ผลิตได้ทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงและขาดแคลนในบางฤดูกาล ส่งผลทำให้ราคาปลาป่นและกากถั่วเหลืองปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นางพิชญา ชัยนาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งภูเก็ต กล่าวในรายละเอียดว่า ทางศูนย์ฯ ได้ทดลองนำเศษเหลือจากการแปรรูปสัตว์ปีก และผลพลอยได้จากการผลิตเอทานอล ซึ่งมีโปรตีนไฮโดรไลเสตจากการย่อยเศษเหลือของการแปรรูปปลาทะเลในท้องถิ่น กากปาล์มเนื้อในและวัตถุดิบอื่นๆ มาผลิตเป็นอาหารสัตว์น้ำชนิดเม็ดแบบลอยน้ำ ให้มีระดับโปรตีน 38-42 เปอร์เซ็นต์ โดยทำการอัดเม็ดที่มีขนาดเหมาะสมกับขนาดของปากสัตว์น้ำ ซึ่งทางศูนย์ฯ ได้นำร่องใช้อาหารดังกล่าวทดลองเลี้ยงกับปลาทะเลกลุ่มกินเนื้อ ได้แก่ ปลากะพงทอง และปลาช่อนทะเล ซึ่งมีความต้องการอาหารที่มีโปรตีนสูง ซึ่งอาหารเม็ดที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำกลุ่มนี้มีราคาสูงกว่ากลุ่มกินพืช โดยจากการทดลองวิจัยดังกล่าว พบว่า อาหารเม็ดต้นทุนต่ำนี้สามารถลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์น้ำได้ไม่น้อยกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งปลาทะเลที่เลี้ยงด้วยอาหารเม็ดต้นทุนต่ำนี้ พบมีการเจริญเติบโตที่ดีและอัตรารอดสูง รวมถึงคุณภาพเนื้อปลาทะเลไม่ลดลง ไม่มีของเสียจากตัวปลาทะเล และอาหารที่ทำให้เกิดดินและน้ำเสียบริเวณแหล่งเลี้ยงอีกด้วย

อธิบดีกรมประมง กล่าวตอนท้ายว่า กรมประมงยังคงมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพด้านการเพาะเลี้ยง เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยจะเร่งพัฒนาสูตรการผลิตอาหารเม็ดต้นทุนต่ำ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพสำหรับใช้เลี้ยงปลาทะเลชนิดอื่นและปลาน้ำจืด รวมทั้งสัตว์น้ำกลุ่มกุ้งทะเล และกุ้งน้ำจืดต่อไป เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อให้เกษตรกรได้รวมกลุ่มกันผลิตอาหารเม็ดต้นทุนต่ำ คุณภาพดี ไว้ใช้เองและขยายผลต่อยอดในการผลิตเชิงพาณิชย์ต่อไป

ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งภูเก็ต กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง โทรศัพท์ 0-7662-1822 ในวันและเวลาราชการ

ราคาตกต่ำ! กษ.รุกช่วยเกษตรกรปลูกดาวเรือง หลังประสบปัญหาขายไม่ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/551065

ราคาตกต่ำ! กษ.รุกช่วยเกษตรกรปลูกดาวเรือง หลังประสบปัญหาขายไม่ได้

ราคาตกต่ำ! กษ.รุกช่วยเกษตรกรปลูกดาวเรือง หลังประสบปัญหาขายไม่ได้

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 22.05 น.

เกษตรฯ รุกช่วยเกษตรกรปลูกดาวเรือง พร้อมประสานหน่วยงานช่วยเหลือเกษตรกรทันที

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่าจากกรณีที่มีข่าวราคาดอกดาวเรืองตกต่ำลงอย่างมากในสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ โดยล่าสุดราคาดอกดาวเรืองเหลืออยู่ที่ 20 – 40 สตางค์ต่อดอก จากช่วงปกติที่มีราคาประมาณดอกละ 1 บาท ประกอบกับในปีนี้ไม่อนุญาตให้มีการจัดงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน ดาวเรืองที่เคยเป็นที่นิยมไปประกอบในงานต่างๆ จึงขายไม่ได้ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกดาวเรืองไม่สามารถแบกรับกับต้นทุนค่าดูแลและเก็บเกี่ยว ถึงแม้พ่อค้าแม่ค้าพยายามช่วยรับซื้อดาวเรืองจากเกษตรกร แต่ก็เท่ากับเป็นการส่งต่อภาวะขาดทุน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ จากกรณีที่เกิดขึ้นในส่วนกรมส่งเสริมการเกษตร ได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเกษตรกรในพื้นที่พบว่าพื้นที่ปลูกดาวเรือง ของ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ประกอบด้วย ต.ลำเพียก เกษตรกร จำนวน 8 ราย พื้นที่ปลูกรวมประมาณ 60 ไร่ และ ต.ตะแบกบาน (บ้านหนองผักไร) ตามที่ปรากฎเป็นข่าว เกษตรกรจำนวน 2 ราย พื้นที่ปลูกรวมประมาณจำนวน 19 ไร่ สำหรับสถานการณ์ตลาดดาวเรือง โดยพบว่า เกษตรกรมีการตัดจำหน่ายที่ปากคลองตลาด กรุงเทพฯ และมีพ่อค้ามารับซื้อประจำ และนำไปใช้สำหรับการกราบไหว้บูชา แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 วัดบางแห่งปิด และวัดที่สั่งซื้อเป็นประจำ ลดจำนวนการซื้อลง ทำให้ไม่รับซื้อจากเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม การปลูกดาวเรือง เป็นฤดูกาลปลูกปกติ คือ เกษตรกรปลูกช่วงหลังฝน (ฤดูแล้ง) หรือหลังนา เพราะจะเลี่ยงเรื่องโรคเน่า อายุการปลูก ประมาณ 2 เดือน (55 – 70 วัน) จากฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ปี 2563 พบว่าดาวเรืองตัดดอก ทั้งประเทศ มีเกษตรกรปลูกพื้นที่ปลูก 1,788 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 4,212.90 ไร่ กระจายทั่วประเทศ โดยมีแหล่งผลิตสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่

1.จังหวัดนครราชสีมา เกษตรกรจำนวน 102 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก จำนวน 464 ไร่

2.จังหวัดเชียงใหม่ เกษตรกรจำนวน 80 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก จำนวน 137 ไร่

3.จังหวัดตาก เกษตรกร จำนวน 87 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก จำนวน 734 ไร่

4.จังหวัดราชบุรี เกษตรกร จำนวน 83 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก จำนวน 135 ไร่

5.จังหวัดสุพรรณบุรี เกษตรกร จำนวน 62 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก จำนวน 133 ไร่ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมเรื่องการพัฒนาคุณภาพการผลิตมาโดยตลอด

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ประสานการลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรทันที เบื้องต้นได้ประสานงานกับพาณิชย์จังหวัด ในการหาช่องทางการระบายสินค้าเพิ่มเติม พร้อมกับจัดทำแผนบริหารสินค้า เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไป

เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง ‘เฉลิมชัย’ จัดเต็ม ปล่อยคาราวานเครื่องจักรกล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/550915

เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง ‘เฉลิมชัย’จัดเต็ม ปล่อยคาราวานเครื่องจักรกล

เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง ‘เฉลิมชัย’จัดเต็ม ปล่อยคาราวานเครื่องจักรกล

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง ‘เฉลิมชัย’จัดเต็มปล่อยคาราวานเครื่องจักรกล

วางท่อยักษ์สูบน้ำช่วยทุกฝ่ายวอนชาวนาฟังข่าวสารจากรัฐ

“เฉลิมชัย” เดินหน้าเชิงรุกตั้งศูนย์รับมือภัยแล้งทั่วประเทศ พร้อมปล่อยขบวนคาราวานเครื่องจักรกลครั้งใหญ่ช่วยเหลือเกษตรกรทุกจังหวัดส่งกรมชลประทาน ตรวจสอบบริษัทเอกชนวางท่อยักษ์สูบน้ำป้อนอุตสาหกรรมทำน้ำเค็มดันขึ้นสูงแม่น้ำบางประกง ปราจีนบุรี

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ภายหลังเป็นประธานปล่อยคาราวานเครื่องจักร เครื่องมือ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาภัยแล้งปี63/64 ว่าการบริหารจัดการน้ำภัยแล้งนี้ เตรียมเครื่องจักร กำลังคน เตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชน เกษตรกรทั่วประเทศ และจ้างเกษตรกร แรงงานที่ตนงานจากวิกฤติโควิด-19 จำนวน 94,000 คน งบ 5,662ล้านบาท ได้สั่งการทุกสำนักงานชลประทานทุกพื้นที่เร่งแก้ไขปัญหาภัยแล้งจนถึงฤดูฝนหน้า รวมถึงการแก้ไขสถานการณ์ค่าความเค็มจากน้ำทะเลหนุนสูงกระทบระบบผลิตประปานครหลวง ซึ่งได้วางแผนรับมือน้ำทะเลหนุนสูงสุดในปีนี้อีก6ครั้ง โดยเริ่มกลางเดือนนี้จะหนุนสูงสุด ไปจนถึงเดือน เม.ย. ร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง โดยปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนพระรามหหก ผันน้ำแม่กลอง มาเจือจางไล่ความเค็มไม่ให้เกินค่ามาตรฐาน 0.25 กรัมต่อลิตร

“เตรียมมาตรการล่วงหน้าเรื่องของความเค็ม ขอให้ประชาชนสบายใจ วางแผนแก้ไขล่วงหน้า แม้ภาวะน้ำต้นทุนในเขื่อนมีน้อย จะต้องบริหารจัดการน้ำอุปโภค บริโภค มีเพียงพอไม่ให้กระทบพี่น้องประชาชน ประสานงานทุกภาคส่วน ขอให้เกษตรกรฟังข่าวสารจากราชการ ในเรื่องปลูกข้าวนาปรังลุ่มเจ้าพระยาปลูกเกินแผน 2.6 ล้านไร่ ขอความร่วมมือประชาขน เกษตรกร เราไม่อยากให้ปลูกเพราะน้ำมีจำกัด แต่เมื่อปลูกแล้วต้องแก้ไขให้ไปด้วยกัน สำหรับปริมาณน้ำใช้การได้ วางแผนสำรองไว้ถึงเดือน มิ.ย. ถ้าฝนยังล่าช้า มีแผนสำรองน้ำไปอีก 60 วัน ถึงเดือนส.ค.ที่เข้าสู่หน้าฝนเต็มตัวตามธรรมชาติจะตกมากหรือตกน้อยอย่างไรก็ต้องตก” นายเฉลิมชัย กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่าให้กรมชลประทาน ตรวจสอบด้วย กรณีส.ส.ในพื้นที่มาร้องเรียนในเรื่องน้ำที่ในภาคอุตสาหกรรม มีบางส่วนนำน้ำไปใช้ไม่แจ้ง กรมชลประทาน เช่น ที่จ.ฉะเชิงเทรา มีบริษัทใหญ่ด้านน้ำ ไปติดตั้งท่อขนาดยักษ์สูบน้ำ 3-4 ท่อ ทำให้น้ำส่งไปผลักดัน ถูกดูดขึ้นไป ทำให้น้ำเค็มดันขึ้นมาลุ่มแม่น้ำบางปะกง -แม่น้ำปราจีนบุรี ตนขอย้ำน้ำใช้ในการเกษตร อุตสาหกรรม ความเป็นนอยู่ของประชาชน ต้องบริหารจัดการให้อยู่กันได้ ในภาวะวิกฤติ น้ำสำคัญที่สุดยืนยันจะทำให้ผ่านพ้นไปให้ได้

ด้านนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าลุ่มเจ้าพระยา ใช้น้ำเกินแผนดังนั้นขอให้สถานีสูบน้ำกว่า300แห่ง ตลอด 4 ลุ่มน้ำ ปิง วัง ยม น่าน ชะลอการสูบน้ำช่วงน้ำทะเลหนุนสูงเพื่อป้องกันค่าความเค็มกระทบระบบประปา ในปีนี้พื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคแล้ว 33จังหวัด อยู่ในเขตชลประทาน28จังหวัด นอกเขต5จังหวัด พื้นที่เฝ้าระวังด้านการเกษตร 40 จังหวัด 3.241 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ไม่มีแผนเพาะปลูก แต่ปลูกข้าวไปแล้ว 2.6 ล้านไร่ ทั้งนี้สำรองน้ำไว้ถึงต้นฤดูฝน 8,376 ล้านลบ.ม.ทั่วประเทศ พร้อมกับตั้งศูนย์เฉพาะกิจและบรรเทาวิกฤติภัยแล้งทุกพื้นที่

สำหรับค่าความเค็มเกิดตั้งแต่ 1 ก.พ. ถึง 30 เม.ย. จะเกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูงสุด 6 ครั้ง สำหรับมาตรการผลักดันน้ำเค็ม ได้ระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสัก เปิดปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ กระชากน้ำเค็มลงไปได้ ขอความร่วมมือสถานีสูบน้ำตลอดแนวลำน้ำไม่สูบน้ำ เตรียมการผันน้ำจากแม่กลองมาช่วย 500 ล้าน ลบ.ม. ในภาวะจำเป็น ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้ทำหนังสือแจ้งเตือนหน่วยงานอื่นในพื้นที่ 4,000 กว่าครั้ง

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานแก้ปัญหาน้ำEEC #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/550512

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานแก้ปัญหาน้ำEEC

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ผลงานแก้ปัญหาน้ำEEC

วันศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในฤดูแล้งปีที่แล้ว เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีความเสี่ยงสูงที่จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เพราะปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในขณะนั้นมีไม่เพียงพอกับความต้องการ

แต่ก็สามารถบริหารจัดการน้ำผ่านพ้นวิกฤติขาดน้ำมาได้วิกฤติภัยแล้งที่รุนแรงทำให้รัฐบาลจัดตั้ง กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) ขึ้นมาโดยมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ เพื่อทำหน้าที่บูรณาการ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคุมวิกฤติน้ำที่อยู่ในวงจำกัด รวมทั้งรวบรวม ติดตาม ประเมินสถานการณ์ อำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สร้างการรับรู้ และลดผลกระทบที่เกิดขึ้น ตลอดจนให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

พื้นที่ EEC ขณะนั้นเข้าข่ายเป็นพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำ!!

EEC มีความต้องการใช้น้ำประมาณ 540 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) แต่ปริมาณต้นทุนขณะนี้มีเพียง 390 ล้านลบ.ม.เท่านั้น

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอนช. เล่าให้ฟังว่า ขณะนั้นกอนช.ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดร่วมกันวางแผนจัดหาน้ำให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในพื้นที่ EEC ไม่ว่าจะการใช้สูบผันน้ำคลองวังโตนด มาเติมอ่างฯประแสร์ และผันน้ำจากจากอ่างฯประแสร์มาช่วยพื้นที่ EEC รวมทั้งการแบ่งปันน้ำจากอ่างฯประแกตการเจรจาซื้อน้ำจากบ่อดินของเอกชน มาเสริมเข้าระบบน้ำการประปาส่วนภูมิภาค และของบริษัท East Water พร้อมทั้งจะดำเนินการขุดลอกคลองหลวง จากท้ายอ่างฯคลองหลวงถึงคลองพานทองเพื่อระบายน้ำมาที่สถานีสูบพานทอง และสูบผันมาเติมในอ่างฯบางพระ นอกจากนี้ยังวางแผนที่จะทำการสูบผันน้ำแม่น้ำบางปะกง มาเติมอ่างฯ บางพระ พร้อมๆ กับทำการรณรงค์ให้ผู้ใช้น้ำ ลดการใช้น้ำ 10% เจรจาให้โรงไฟฟ้าเอกชนหยุดเดินระบบอยู่ในโหมด Stand Bye เพื่อลดการใช้น้ำเพื่อหล่อเย็น เป็นต้น

ในที่สุด EEC ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของประเทศ ก็ผ่านพ้นวิกฤติขาดแคลนน้ำได้

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน รัฐบาลยังได้เคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ในพื้นที่ EEC ปี 2563-2580 อีกจำนวน 38โครงการ วงเงิน 52,191 ล้านบาท ได้ปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น 872 ล้าน ลบ.ม. โดยในจำนวนนี้ สทนช.ได้กำกับขับเคลื่อนโครงการ ไปแล้ว 16 โครงการ จะดำเนินการแล้วเสร็จ ในปี 2565 จะได้น้ำเพิ่มขึ้น 253.60 ล้าน ลบ.ม.

เรื่องดีๆ ผลงานชิ้นโบแดงของ กอนช. อย่างนี้ก็ต้องชมกันบ้างครับ จะได้เป็นกำลังใจในการทำงานและยังสามารถนำแนวทางดังกล่าวไปต่อยอด ขยายผล แก้ปัญหาน้ำในพื้นที่อื่นๆ ในปีนี้และปีต่อๆไปได้อีกด้วย

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

อ.ส.ค.จับมือซีพีเอฟเดินหน้าโครงการ พัฒนาฟาร์มต้นน้ำ-ส่งต่อองค์ความรู้ สี่ประสานสร้างความยั่งยืนโคนมไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/550510

อ.ส.ค.จับมือซีพีเอฟเดินหน้าโครงการ พัฒนาฟาร์มต้นน้ำ-ส่งต่อองค์ความรู้ สี่ประสานสร้างความยั่งยืนโคนมไทย

วันศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการทำการแทนผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า อ.ส.ค. มีภารกิจที่ต้องการยกระดับความสามารถเกษตรกรโคนมไทยให้ดำรงอาชีพอย่างมั่นคงและยั่งยืน ดังนั้นการที่มีภาคเอกชนมาร่วมมือเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย จึงเป็นเรื่องน่ายินดี โดยเฉพาะความร่วมมือจาก ซีพีเอฟ ที่ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาผู้เลี้ยงโคนมไทย “โครงการสี่ประสาน สร้างความยั่งยืนโคนมไทย” เนื่องจาก ซีพีเอฟ เป็นผู้นำด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ที่มุ่งพัฒนาอาหารสัตว์บกคุณภาพสูงเพื่อเกษตรกรมาโดยตลอด ขณะที่ อ.ส.ค. เป็นผู้นำด้านการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนม เป็นผู้รับซื้อและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ การผนึกกำลังอย่างเข้มแข็งทำให้มีผลลัพธ์ของการดำเนินโครงการที่น่าพอใจ 

สำหรับโครงการนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือที่จะส่งผลดีต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และอุตสาหกรรมนมไทย โดยที่ผ่านมามี 5 ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ที่ได้ร่วมมือกับซีพีเอฟในการพัฒนาตลอดกระบวนการผลิตน้ำนมให้มีมาตรฐานส่งผลให้ตัวชี้วัดด้านคุณภาพและประสิทธิภาพมีค่าเฉลี่ยที่ดีขึ้น ทั้งค่าองค์ประกอบน้ำนม ผลผลิต ประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนม รวมถึงด้านความสะอาดของน้ำนม และตั้งเป้าว่าต้องมีค่าโซมาติกเซลล์ (ค่า SCC) ไม่เกิน 500,000 เซลล์ต่อมิลลิลิตร ตามเกณฑ์การรับซื้อน้ำนมดิบตามข้อกำหนดของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม

ด้าน นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจอาหารสัตว์บกซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทมีองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงและการจัดการโคนมมานานกว่า 30 ปี โดยมีฟาร์มวิจัยและพัฒนาด้านโคนมของซีพีเอฟทั้ง 4 แห่งทั่วประเทศ ที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรคน เครื่องมือ และเทคโนโลยีทันสมัย ที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงโคนม เพื่อแบ่งเบาภาระเกษตรกรลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ด้วยการพัฒนาการจัดการด้านการเลี้ยงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยซีพีเอฟได้เริ่มต้นความร่วมมือพัฒนาศูนย์นมและเกษตรกรโคนมในเครือข่ายของ อ.ส.ค. รวม  5 ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ได้แก่ สหกรณ์โคนมกระนวนสามัคคี, สหกรณ์โคนมน้ำพอง จ.ขอนแก่น, สหกรณ์โคนมหนองวัวซอ จ.อุดรธานี, สหกรณ์โคนมแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ และสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์คลำพญากลางจ.สระบุรี นับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2563 เป็นต้นมา